การจัดการข้อมูลชุมชนและบูรณาการความรู้ชุมชนกันตัง

ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

ชุมชนตลาดใต้เป็นชุมชนในเขตเทศบาลเมืองกันตัง ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ในอดีตชุมชนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองกันตัง เมืองท่าสำคัญบนเส้นทางการคมนาคมทางน้ำที่เจริญรุ่งเรืองบริเวณแถบแม่น้ำตรัง ด้วยการพัฒนาอย่างมีวิสัยทัศน์ทำให้พื้นที่เมืองกันตังที่เคยมีสภาพเป็นป่ารกร้างที่อยู่ติดกับแม่น้ำตรังได้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นเมืองที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาทำการค้า ตั้งรกราก เกิดการผสมผสานวัฒนธรรมที่ส่งผลมาถึงวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน แม้ว่าทุกวันนี้ชุมชนตลาดใต้จะมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วยสาเหตุหลายประการ ชุมชนตลาดใต้จึงจำเป็นต้องเริ่มเรียนรู้ผ่านโครงการจัดการข้อมูลชุมชนและบูรณาการความรู้ชุมชนกันตัง เพื่อค้นหาเรื่องราวที่เป็นจุดแข็งของตนเองเพื่อปรับตัวและรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอทั้งในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า

ก่อตั้งเมืองกันตัง

ความเจริญของเมืองกันตังเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2436 เมื่อมีการย้ายเมืองจากควนธานีมาที่กันตังโดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เจ้าเมืองตรังในขณะนั้น โดยมีเป้าหมายที่จะทำเมืองกันตังเป็นเมืองการค้าและเมืองเกษตรกรรม มีการส่งเสริมให้ราษฎรจับจองพื้นที่บุกเบิกทำไร่นา จัดให้มีตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าของคนในชุมชน บุกเบิกการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าต่างชาติที่เดินทางมาจากปีนังและประเทศตะวันตก มีการส่งเสริมการนำยางพารามาให้ราษฎรทดลองปลูก ปรับปรุงเส้นทางคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำให้ดีขึ้นโดยการสร้างสะพานตัดถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านและเมืองใกล้เคียง มีสะพานท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ที่ใช้ขนถ่ายสินค้าที่ปลายทางมีการเชื่อมกับรถไฟด้วยสะพานเหล็ก เป็นต้น

ความหลากหลายทางเชื้อชาติในกันตัง

เมืองกันตังเป็นพื้นที่ที่มีการรวบรวมคนหลากหลายเชื้อชาติเพราะความเจริญรุ่งเรืองจากการเป็นเมืองท่าและเป็นย่านการค้ามาอย่างยาวนาน ทำให้มีกลุ่มคนต่างๆ เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคนไทย จีน มุสลิม กลุ่มคนจีนที่อยู่ในพื้นที่นี้ประกอบด้วย กลุ่มคนจีนเชื้อสายฮกเกี้ยน กลุ่มคนจีนเชื้อสายไหหลำ กลุ่มคนจีนเชื้อสายแต้จิ๋ว กลุ่มคนจีนแคะ และกลุ่มคนจีนเปอรานากันหรือบาบ๋า-ย่าหยา ส่วนชาวมุสลิมประกอบด้วยกลุ่มคนมลายูดั้งเดิมและกลุ่มคนเชื้อสายปาทานซึ่งเป็นชาวมุสลิมที่อพยพมาจากประเทศปากีสถาน ส่วนกลุ่มผู้นับถือศาสนาคริสต์นั้นมีทั้งกลุ่มชาวจีนอพยพที่นับถือศาสนาคริสต์จากประเทศจีนเอง และกลุ่มคนดั้งเดิมในพื้นที่ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์

อาชีพในชุมชนตลาดใต้

นอกจากความหลากหลายทางความเชื่อ ชาติพันธุ์ ประเพณีวัฒนธรรม ที่เป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของชุมชนตลาดใต้แล้ว จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในอดีตคือความหลากหลายทางอาชีพของคนในชุมชน เนื่องจากพื้นที่ชุมชนตลาดใต้ส่วนใหญ่อยู่ติดกับแม่น้ำตรังและถนนจึงเป็นพื้นที่ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวบ้านและเรือขนส่งสินค้าต่างๆ จึงเกิดเป็นตลาดขึ้น เมื่อประกอบกับพื้นที่ของตลาดที่ตั้งอยู่บริเวณทิศใต้ของเมืองกันตังจึงได้ชื่อว่า ชุมชนตลาดใต้

การมีที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำตรังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการทำอาชีพประมงออกเรือหาปลาโดยกลุ่มคนมุสลิมในพื้นที่ หรืออาชีพค้าขายในกลุ่มคนจีนและกลุ่มคนมุสลิมเชื้อสายปาทานที่ทำอาชีพค้าขายผ้า ขายของชำ ขายอาหาร นอกจากนั้นพื้นที่นี้ยังเป็นพื้นที่สำคัญทางเกษตรกรรมด้วย เพราะในอดีตพื้นที่ชุมชนตลาดใต้เคยมีการปลูกข้าวโดยใช้น้ำกร่อยจากแม่น้ำตรังมาอย่างยาวนาน

ชาวจีนในชุมชนตลาดใต้

กลุ่มชาวจีนอพยพที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในชุมชนตลาดใต้เริ่มมีการอพยพเข้ามาตั้งแต่ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยอพยพเข้ามาทางเรือสำเภา ทั้งกลุ่มชาวจีนไหหลำ กลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยน รวมถึงกลุ่มชาวจีนแต้จิ๋ว โดยส่วนใหญ่มีอาชีพการประมงและค้าขายสินค้าจากทะเล รวมไปถึงสินค้าทั่วไป กลุ่มคนจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานสร้างครอบครัวในพื้นที่ชุมชนแห่งนี้ โดยมีการแต่งงานกับชาวไทยที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวและมีลูกหลานสืบสกุลมาจนถึงปัจจุบัน

มุสลิมในชุมชนตลาดใต้

ชาวมุสลิมในชุมชนตลาดใต้ มีทั้งมุสลิมเชื้อสายไทยและเชื้อสายปาทานที่มีบรรพบุรุษมาจากปากีสถาน โดยชาวปากีสถานอาศัยอยู่บริเวณนี้ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วงแรกย่านชุมชนตลาดใต้มีมุสลิมเชื้อสายปากีสถานประมาณ 6-7 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพขายเนื้อ พริกแกง และขายผ้า ชาวมุสลิมในชุมชนตลาดใต้ส่วนใหญ่นับถือนิกายซุนนีและมีมัสยิดปากีสถานเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

ชาวคริสต์ในชุมชนตลาดใต้

ความเป็นมาของคริสตจักรในจังหวัดตรังเริ่มจากกลุ่มมิชชันนารีที่เข้ามาประกาศศาสนาในปี พ.ศ. 2453 มี Mr. John Carriington ชาวอเมริกันจากคณะ American Bible Society เข้ามาเป็นกลุ่มแรก และในปี พ.ศ. 2481 จึงมีมิชชันนารีชาวจีนเข้ามาเผยแผ่เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนชาวจีนที่นับถือศาสนาคริสต์อยู่แล้วได้เข้ามาอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ซึ่งคริสตชนตรังส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มีอาชีพทำการค้า และยังมีบทบาทในกิจกรรมบริการด้านการแพทย์และการศึกษาเสมอมา เช่น การก่อตั้งโรงพยาบาลทับเที่ยงและโรงเรียนตรังคริสเตียนศึกษา

ประวัติศาสตร์

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
ม.ค (หมายเหตุ : กลุ่มเชื้อสายจีน)
ปีใหม่
ปีใหม่
ม.ค (หมายเหตุ : กลุ่มเชื้อสายจีน)
ตรุษจีน
ตรุษจีน
มี.ค (หมายเหตุ : ศาลเจ้าเก่งจิวโฮยก้วน(ไหหลำ)
เช็งเม้ง
เช็งเม้ง
มี.ค (หมายเหตุ : กลุ่มเชื้อสายจีน)
วันประสูติเจ้าแม่ทับทิม
วันประสูติเจ้าแม่ทับทิม
ส.ค (หมายเหตุ : กลุ่มเชื้อสายจีน)
สารทจีน
สารทจีน
ก.ย-ต.ค (หมายเหตุ : กลุ่มเชื้อสายจีน)
กินเจ(กินผัก)
กินเจ(กินผัก)
พ.ค (หมายเหตุ : กลุ่มนับถืออิสลาม)
ถือศีลอด
ถือศีลอด
มิ.ย (หมายเหตุ : กลุ่มนับถืออิสลาม)
วันฮารีรายออิดิลฟิตรี
วันฮารีรายออิดิลฟิตรี
ส.ค (หมายเหตุ : กลุ่มนับถืออิสลาม)
วันฮารีรายออีดิลอัฎฮา
วันฮารีรายออีดิลอัฎฮา
ม.ค-ธ.ค (หมายเหตุ : กลุ่มนับถือคริสต์)
ศีลมหาสนิท
ศีลมหาสนิท
พ.ค (หมายเหตุ : กลุ่มนับถือคริสต์)
อีสเตอร์
อีสเตอร์
ธ.ค (หมายเหตุ : กลุ่มนับถือคริสต์)
คริสต์มาส
คริสต์มาส
พ.ค (หมายเหตุ : วันวิสาขบูชา)
แห่โคมดอกบัว
แห่โคมดอกบัว
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ