ชุมชนกับพื้นที่ทางจิตวิญญาณ : ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง

อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้งคือศูนย์รวมแห่งศรัทธาของบรรดาชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางมาทำงานและตั้งรกรากบนเกาะภูเก็ต เห็นได้ชัดจากความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและศาลเจ้าที่มีการประกอบประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ เป็นประจำทุกปี อาทิ เทศกาลกินผัก ขบวนแห่พระรอบเมือง งานแซยิดองค์ประธานศาลเจ้าฯ โดยอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและศาลเจ้าฯ ได้ยึดโยงกันอยู่ทั้งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์และครอบคลุมถึงพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ซึ่งทำหน้าที่ร้อยรัดให้สังคมเกิดสำนึกอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาที่ทำให้มูลนิธิจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้งได้นำเสนอโครงการศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง : ชุมชนกับพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ขึ้นมาเพื่อรวบรวมเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้งและชุมชนรอบข้างตลอดระยะเวลา 108 ปีที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นชุมชนจีนในเมืองทุ่งคา

คนจีนมีประวัติการอพยพไปตั้งรกรากในดินแดนต่างๆ มาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยจุดมุ่งหมายของพวกเขาคือเดินทางไปตั้งรกรากยังดินแดนแห่งใหม่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าเดิม ประเทศไทยก็เป็นจุดหมายหนึ่งของบรรดาชาวจีนอพยพ ชาวจีนบางกลุ่มเลือกที่จะตั้งรกรากในดินแดนแถบภาคกลางของประเทศไทย บางกลุ่มเดินทางไปยังท่าเรือสิงคโปร์ มะละกา ปีนัง และเดินทางต่อมายังภาคใต้ของประเทศไทยและสิ้นสุดที่เมืองทุ่งคา (ชื่อเรียกจังหวัดภูเก็ตในอดีต) โดยกลุ่มชาวจีนที่อพยพมามักจะถูกเรียกว่า ซินแขะ เป็นคำภาษาจีนฮกเกี้ยน แปลว่า ผู้มาใหม่
ชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในเมืองทุ่งคาส่วนมากเป็นกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ไหหลำ และแต้จิ๋ว ในยุคแรกพวกเขาได้อาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนหลายชุมชนในเมืองทุ่งคา โดยมีชุมชนหลักคือชุมชนตัวโพ้ หมายถึงตลาดใหญ่ ได้แก่ย่านการค้าถนนถลางซึ่งเป็นย่านการค้าที่สำคัญ โดยในย่านนี้มีผู้คนพลุกพล่านจึงมีแหล่งบันเทิงมากมาย ทั้งโรงงิ้ว โรงละคร โรงฝิ่น โรงสุรา ฯลฯ ในสมัยนั้นรู้จักกันในชื่อ ‘หั่งอาหล่าย’ หรือซอยรมณีย์ในปัจจุบันนั่นเอง

คณะงิ้วโกก๊ะหี่และจุดเริ่มต้นพิธีกินผัก

คณะงิ้วโกก๊ะหี่เดินทางมาจากเมืองฮกเกี้ยน ประเทศจีน เพื่อมาแสดงงิ้วให้กับชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่ต่างแดน โดยได้เลือกย่านหั่งอาหล่ายเป็นสถานที่ตั้งโรงงิ้วและเปิดการแสดง และเมื่อถึงเดือน 9 ของทุกปีคณะงิ้วโกก๊ะหี่มีธรรมเนียมประจำของชาวคณะคือสมาชิกทุกคนจะต้องประกอบพิธีกินผักและสวดมนต์เพื่อบูชาเทพเจ้าเพื่อขอพรให้อายุมั่นขวัญยืนและอยู่เย็นเป็นสุข โดยในช่วงแรกธรรมเนียมนี้ปฏิบัติกันในกลุ่มชาวคณะงิ้วเท่านั้น แต่ภายหลังชาวชุมชนและชาวเมืองทุ่งคาเห็นว่าเป็นธรรมเนียมที่ดีจึงได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย นานวันเข้าจึงกลายเป็นประเพณีสำคัญของชุมชน
จนกระทั่งในเวลาต่อมาคณะงิ้วได้ย้ายไปทำการแสดงที่อื่น จึงได้มอบวัตถุมงคลและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในพิธีการกินผักให้แก่ชาวเมืองทุ่งคาไว้ ชาวเมืองทุ่งคาจึงร่วมใจกันสร้างศาลเจ้าขึ้นในบริเวณหั่งอาหล่ายขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ในการประกอบพิธีกินผักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง

ในปี พ.ศ. 2450 เกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลเจ้าที่ชาวทุ่งคาได้ร่วมกันก่อตั้งที่ย่านหั่งอาหล่ายหรือซอยรมณีย์ ชาวบ้านจึงช่วยกันขนย้ายข้าวของจำเป็นภายในศาลเจ้ามาไว้ที่ชุมชนจุ้ยตุ่ย และได้นำข้าวของบางส่วนฝากไว้ในศาลเจ้าปุดจ้อและบางส่วนเก็บไว้ที่เพิงเก็บของเล็กๆ ที่สวนพลูข้างศาลเจ้าปุดจ้อ เมื่อถึงช่วงเดือน 9 ก็จะสร้างอาคารไม้มุงด้วยหลังคาจากขนาดเล็กเป็นการชั่วคราวในบริเวณสวนพลูข้างศาลเจ้าปุดจ้อเพื่อประกอบพิธีกินผักอย่างที่เคยปฏิบัติเมื่อครั้งศาลเจ้าเก่า และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีกินผักแล้วก็ทำการรื้อถอนตัวอาคารศาลเจ้าชั่วคราวนี้ลง ทำเช่นนี้อยู่ได้ประมาณ 3 ปีจึงได้มีการสมทบทุนเพื่อสร้างศาลเจ้าไม้มุงด้วยหลังคาจากขนาดกว้าง 1 ห้องที่มีความถาวรมากกว่าเดิมขึ้น โดยให้ชื่อว่า ‘ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง’ ที่ชาวเมืองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเคารพนับถือและเดินทางมาร่วมพิธีกินผักอย่างไม่ขาดสาย

ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบเก้ง

คนไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยอยู่ในละแวก ‘เป็งย่องซ้าน’ หรือบริเวณสวนพลูข้างๆ ศาลเจ้าปุดจ้อ มาตั้งแต่เริ่มมีการก่อตั้งศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้งเล่าว่าเดิมบริเวณนี้เป็นป่าจาก ชาวจีนที่มาอาศัยอยู่บริเวณนี้ต้องเช่าที่วัดขจรรังสรรค์สร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัย โดยบ้านส่วนใหญ่เป็นบ้านดินหลังคาจาก ชาวจีนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการจับปลา ขายปลา รวมถึงการทำตับจาก และทำใบจากเพื่อสูบยา ในปี พ.ศ. 2500 มีการปรับปรุงถนนให้ดีขึ้น วัดจึงสร้างกำแพงกั้นพื้นที่ระหว่างวัดกับบ้านเรือนของคนจีนที่มาเช่าที่วัดปลูกบ้าน ต่อมาบ้านเรือนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปโดยเปลี่ยนจากบ้านดินเป็นบ้านปูน มีการถมคลองเพื่อขยายต่อเติมบ้านทำให้บ้านบางหลังมีลักษณะยาว ส่วนหน้าบ้านแคบแต่บ้านบางหลังอาจมีความยาวถึง 20 เมตรหรือมากกว่านั้น
ปัจจุบันแม้ชุมชนโดยรอบศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้งจะมีความเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังคงเหลือเค้าโครงเดิมของสถานที่ที่เคยเป็นสวนกล้วยของชาวบ้าน ที่ฉายหนังกลางแปลง เวทีลิเก และยังคงหลงเหลือหลักฐานอื่นๆ ที่ทำหน้าที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับศาลเจ้า และความสำคัญของศาลเจ้าในในฐานะพื้นที่ทาง จิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงศรัทธาของชาวจีนอพยพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ