ลายผ้ากะเหรี่ยงบ้านห้วยตองก๊อ

ตำบลห้วยปูลิง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

บ้านห้วยตองก๊อ หมู่ 7 ตำบลห้วยปูลิง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นชุมชนชาวปกาเกอะญอทั้งหมดที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์และพื้นที่ป่าสงวน ล้อมรอบด้วยหุบเขา ชาวปกาเกอะญอทั้งหมด โดยประกอบอาชีพหลักเป็นเกษตรกร ในปัจจุบันบ้านห้วยตองก๊อสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยวชุมชน เน้นการอนุรักษ์วิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาปกาเกอะญอ
คนในชุมชนได้พัฒนาตนเองในหลายๆ ด้าน เช่น การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การสืบทอดศิลปะรำดาบ การตีมีด รวมถึงการทอผ้าและย้อมสีธรรมชาติที่มีความโดดเด่นกว่าชุมชนอื่นๆ สามารถเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับชุมชน แต่ยังขาดเรื่องการทำลายผ้าที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นลายดั้งเดิม เพราะกลุ่มคนที่ทอผ้าได้กำลังหมดไปจากชุมชน ชาวชุมชนบ้านห้วยตองก๊อจึงตระหนักถึงความสำคัญของภูมิปัญญาการทอผ้าและย้อมสีธรรมชาติ จึงริเริ่มเก็บข้อมูลลายผ้าทอทั้งแบบดั้งเดิมจนถึงปัจจุบัน นำมารวบรวมและจัดการข้อมูลเก็บไว้ให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และสืบทอดต่อไป

ปกาเกอะญอและผ้าทอ

จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเล่าว่า บรรพบุรุษของชาวบ้านห้วยตองก๊อเป็นชาวปกาเกอะญอที่อพยพมาจากพม่าและอินเดียตามลุ่มน้ำสาละวิน แรกเริ่มมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองแม่ฮ่องสอน ต่อมาเกิดโรคระบาดจึงแยกย้ายไปคนละทิศทาง และบางส่วนได้มารวมกันตั้งหมู่บ้านที่บ้านห้วยตองก๊อประมาณปี พ.ศ. 2442 หลังจากการอพยพมา ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่ายุคสมัยนั้นยังมีวิวัฒนาการไม่มากนัก โดยใช้องค์ความรู้จากภูมิปัญญาของคนปกาเกอะญอในการปลูกฝ้ายกับกัญชง และนำมาถักทอเป็นเครื่องนุ่งห่มไว้ใส่กัน เพราะชาวปกาเกอะญอนิยมใส่เสื้อผ้าฝ้ายทอมือมาแต่สมัยโบราณ ซึ่งแต่เดิมจะปลูกฝ้ายไว้ใช้เอง โดยนำมาปั่นเป็นเส้นด้าย ย้อมด้วยสีธรรมชาติ และสร้างลวดลายด้วยการทอหรือปัก

ผู้หญิงชาวปกาเกอะญอจะถ่ายทอดภูมิปัญญาและสืบสานกระบวนการผลิตผ้าทอให้กับลูกสาว เริ่มจากการฝึกแบบพื้นฐานง่ายๆ โดยใช้ใบเตาะเนาะอิ มีลักษณะคล้ายใบขมิ้นและใยปอที่ตากให้แห้งก่อนใช้งาน นำมาฝึกฝนถักทอแทนฝ้ายจริง เป็นวิธีที่จะช่วยฝึกความชำนาญให้แก่ลูกหลาน และสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบลวดลายได้

เส้นทางผ้าทอบ้านห้วยตองก๊อ

องค์ความรู้ด้านการทอผ้าของชาวปกาเกอะญอบ้านห้วยตองก๊อมีการพัฒนามาเป็นลำดับ ราวปี พ.ศ. 2409-2514 ชาวปกาเกอะญอบ้านห้วยตองก๊อมีการปลูกฝ้ายไว้ใช้เพื่อทำเครื่องนุ่งห่ม จากนั้นเรียนรู้วิธีการย้อมสีธรรมชาติเพื่อนำมาทอให้เกิดความสวยงาม ในยุคแรกนั้นส่วนใหญ่จะทอเป็นเสื้อคลุมยาวทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ ปี พ.ศ. 2514-2525 มีการพัฒนารูปแบบการทอผ้าจากเสื้อคลุมยาวมาเป็นการทอแบบแบ่งส่วน โดยผู้ชายจะทอแยกส่วนระหว่างเสื้อกับกางเกง ส่วนผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะทอแยกส่วนระหว่างเสื้อกับผ้าซิ่น แต่ผู้หญิงโสดจะต้องสวมชุดคลุมยาวสีขาวจนกว่าจะมีการแต่งงาน

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงการทอผ้า มีการใช้สีสัน เพิ่มลวดลายและประยุกต์ให้มีความโดดเด่นมากขึ้น ในส่วนของกางเกง ผู้ชายในยุคนี้มักจะไม่ค่อยทอใช้แล้ว แต่จะซื้อกางเกงสำเร็จจากตัวเมืองมาใช้แทน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2542 บ้านห้วยตองก๊อจัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้คนเดินทางมาเรียนรู้ภูมิปัญญาและท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่ห้วยตองก๊อมากขึ้น ทำให้การทอผ้าถูกรื้อฟื้นตั้งแต่กระบวนการปลูกฝ้ายไปจนถึงการทอ สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกด้วย

ความหมายของลายผ้าปกาเกอะญอ บ้านห้วยตองก๊อ

มีเรื่องเล่าว่ามีคนพบงูเหลือมสองตัว ซึ่งเชื่อว่าเป็นคู่รักชาวปกาเกอะญอในอดีตที่มีใจรักกันมั่นคง โดยงูเหลือมมักจะนอนกอดกันตากแดดอยู่บนสันเขา เมื่องูโดนแสงแดดส่องกระทบทำให้ชาวบ้านเห็นลวดลายที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันแตกต่างกัน 7 ลาย ชาวปกาเกอะญอจึงจดจำลวดลายมาทำเป็นลายผ้าทอได้ 7 ลาย เช่น ลายโยห่อกือ เป็นลายที่เกิดจากแสงแดดส่องลงมากระทบตามตัวของงูใหญ่ ทำให้สีของเกล็ดงูดูเป็นแผ่นๆ ซ้อนกันเหมือนกับเกล็ดนิ่มหรือโยห่อ คนสมัยนั้นเห็นจึงจดจำและนำมาทำเป็นลายผ้า ลายเก่อเปเผล่อ เป็นลายที่มีลักษณะเป็นวงกลมเชื่อมต่อกันสี่มุมจนรอบด้าน เกิดจากการสังเกตลายบนสันหลังของงูใหญ่ ลายฉุ่ยข่อหล่อมีการนำเบอะหรือเม็ดเดือยมาเย็บเพิ่ม เป็นการตกแต่งเพื่อให้ช่องระหว่างกลางสวยมากขึ้น ลายต่ากิโพ เป็นลายที่มีการขึ้นกี่แบบธรรมดาแล้วจึงทอแบบแกะลายขึ้นมาเหมือนรูปลายสัตว์หรือต้นไม้ต่างๆ ลายผ้าชนิดนี้จะได้จากการทอเท่านั้น ไม่มีการปักฝ้ายหรือเดือยเหมือนลายอื่นๆ เป็นต้น

การแต่งกายและความหมาย

การแต่งกายของชาวปกาเกอะญอนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาด้านการทอผ้าแล้ว ยังเป็นการจำแนกในเรื่องของเพศ วัย และสถานะของคนปกาเกอะญอได้ ลวดลายบนผืนผ้าแสดงให้เห็นถึงการดำรงชีวิตอยู่คู่กับธรรมชาติ สีที่มากมายแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของเครือญาติ หรือการที่ลวดลายและสีด้านหน้าด้านหลังของเสื้อเหมือนกันก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ชาวปกาเกอะญอได้จำแนกการแต่งกาย เช่น เชถึนุย เป็นเสื้อสำหรับผู้ชายที่แต่งงานแล้ว โดยทางฝ่ายเจ้าสาวจะเป็นคนทอเสื้อให้ เสื้อเชถึนุยนี้จะใส่ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ถ้ามีลูกชายก็สามารถส่งต่อได้ โดยเป็นผ้าทอสีแดง แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่น ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บให้กับผู้สวมใส่เพราะมีสีที่แรง มีพู่ยาว หมายถึงจะมีภาระและความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องทำงานมากเหมือนกับพู่ที่ยาว และยังเปรียบเปรยกับความรักที่ยาวนานอีกด้วย ส่วนเชซูเป็นเสื้อของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ลักษณะของเสื้อเป็นรูปทรงกระบอก ทอด้วยเส้นฝ้ายสีดำ มีการปักลวดลายต่างๆ ตามประเพณีและความเชื่อของคนในอดีต สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยบนผืนผ้าคือต้องมีการปักเบอะหรือเดือยหิน ที่ปลูกกันเองในพื้นที่ไร่หมุนเวียน

ประวัติศาสตร์

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
ม.ค.
พิธีกรรมส่งนกแห่งข้าว (โทบีข่า)
พิธีกรรมส่งนกแห่งข้าว (โทบีข่า)
ก.พ.
พิธีกรรมผูกข้อมือเพื่อขวัญและกำลังใจสำหรับการเริ่มฤดูกาลใหม่ในการทำไร่และนา
พิธีกรรมผูกข้อมือเพื่อขวัญและกำลังใจสำหรับการเริ่มฤดูกาลใหม่ในการทำไร่และนา
ก.พ.
(ในอดีต) มีพิธีกรรมทำนายการเพาะปลูกพืชผลด้วยกระดูกไก่
(ในอดีต) มีพิธีกรรมทำนายการเพาะปลูกพืชผลด้วยกระดูกไก่
เม.ย.
สงกรานต์
สงกรานต์
เม.ย.
ทำบุญช่วงสงกรานต์
ทำบุญช่วงสงกรานต์
เม.ย.
รดน้ำดำหัวผู้อาวุโส
รดน้ำดำหัวผู้อาวุโส
พ.ค.
พิธีกรรมขอฝนและขอเจ้าป่าเจ้าเขาดูแลพืชผลที่ตนได้ปลูกไว้ให้ได้ผลผลิตดีงาม (พิธีกรรม เออะบือแชะคลี)
พิธีกรรมขอฝนและขอเจ้าป่าเจ้าเขาดูแลพืชผลที่ตนได้ปลูกไว้ให้ได้ผลผลิตดีงาม (พิธีกรรม เออะบือแชะคลี)
ส.ค.
การผูกข้อมือครั้งที่ 2 เพื่อเรียกขวัญกำลังใจ ปัดเป่าสิ่งไม่ดีในเดือนนี้
การผูกข้อมือครั้งที่ 2 เพื่อเรียกขวัญกำลังใจ ปัดเป่าสิ่งไม่ดีในเดือนนี้
ส.ค.
บุคคลที่เกิดในเดือนนี้ต้องมีการผูกข้อมือเพื่อเรียกขวัญ (ปกาเกอะญอมีความเชื่อว่าเดือนนี้เป็นเดือนไม่ดี เป็นเดือนเดียวดาย)
บุคคลที่เกิดในเดือนนี้ต้องมีการผูกข้อมือเพื่อเรียกขวัญ (ปกาเกอะญอมีความเชื่อว่าเดือนนี้เป็นเดือนไม่ดี เป็นเดือนเดียวดาย)
พ.ย.
พิธีกรรมกินข้าวใหม่เพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าป่าเจ้าเขา พระแม่โพสพ แม่ธรณี ที่ดูแลและให้ผลผลิตในฤดูกาลนี้ กาลฉลองการสิ้นสุดฤดูการทำไร่นา
พิธีกรรมกินข้าวใหม่เพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าป่าเจ้าเขา พระแม่โพสพ แม่ธรณี ที่ดูแลและให้ผลผลิตในฤดูกาลนี้ กาลฉลองการสิ้นสุดฤดูการทำไร่นา
ม.ค.
เก็บเมล็ดพันธุ์พืชจากไร่หมุนเวียนเพื่อปลูกในฤดูกาลหน้า
เก็บเมล็ดพันธุ์พืชจากไร่หมุนเวียนเพื่อปลูกในฤดูกาลหน้า
ม.ค.
ดักหนูนาและหนูป่า
ดักหนูนาและหนูป่า
ธ.ค.
ดักหนูนาและหนูป่า
ดักหนูนาและหนูป่า
ม.ค.
หาไผ่เพื่อใช้ในการจักสาน
หาไผ่เพื่อใช้ในการจักสาน
ธ.ค.
หาไผ่เพื่อใช้ในการจักสาน
หาไผ่เพื่อใช้ในการจักสาน
ม.ค.- มี.ค.
ทอผ้า,ปักผ้า,ตีมีด
ทอผ้า,ปักผ้า,ตีมีด
ม.ค.
แตงกวา
แตงกวา
ต.ค.-ธ.ค.
แตงกวา
แตงกวา
ม.ค.
ฟักทอง
ฟักทอง
พ.ย. - ธ.ค.
ฟักทอง
ฟักทอง
ม.ค.
ฟักเขียว
ฟักเขียว
พ.ย. - ธ.ค.
ฟักเขียว
ฟักเขียว
ม.ค.
ถั่ว
ถั่ว
ม.ค.
มัน
มัน
ต.ค. - ธ.ค.
มัน
มัน
ม.ค.
เผือก
เผือก
ต.ค. - ธ.ค.
เผือก
เผือก
ม.ค.
มะน่อย
มะน่อย
ต.ค. - ธ.ค.
มะน่อย
มะน่อย
ม.ค.
มะเขือ
มะเขือ
ต.ค. - ธ.ค.
มะเขือ
มะเขือ
ต.ค. - ธ.ค.
มะเขือเทศ
มะเขือเทศ
ม.ค.
ห่อวอ
ห่อวอ
พ.ย. - ธ.ค.
ห่อวอ
ห่อวอ
ม.ค.- ต.ค.
ผักกูด
ผักกูด
ธ.ค.
ผักกูด
ผักกูด
ม.ค. - มี.ค.
ผักหนาม
ผักหนาม
พ.ค.- ต.ค.
ผักหนาม
ผักหนาม
ธ.ค.
ผักหนาม
ผักหนาม
ม.ค. - ก.พ.
ยอดปลีขาว
ยอดปลีขาว
เม.ย. - ต.ค
ยอดปลีขาว
ยอดปลีขาว
ธ.ค.
ยอดปลีขาว
ยอดปลีขาว
ม.ค.
หนูนา
หนูนา
ส.ค. - พ.ย.
หนูนา
หนูนา
ม.ค.
หนูไร่
หนูไร่
ส.ค. - พ.ย.
หนูไร่
หนูไร่
เม.ย.
ผักหวานป่า
ผักหวานป่า
เม.ย.
ปลีกล้วย
ปลีกล้วย
พ.ค.
ยอดมันสำปะหลัง
ยอดมันสำปะหลัง
มิ.ย. - ต.ค.
ผักคาวตอง
ผักคาวตอง
ธ.ค.
ผักคาวตอง
ผักคาวตอง
มิ.ย. - ต.ค.
เห็ดป่า
เห็ดป่า
ธ.ค.
เห็ดป่า
เห็ดป่า
พ.ค. - ต.ค.
หน่อไม้
หน่อไม้
ธ.ค.
หน่อไม้
หน่อไม้
มิ.ย. - ต.ค.
ยอดฟักทอง
ยอดฟักทอง
ธ.ค.
ยอดฟักทอง
ยอดฟักทอง
มิ.ย. - ต.ค.
ยอดฟักแม้ว
ยอดฟักแม้ว
ธ.ค.
ยอดฟักแม้ว
ยอดฟักแม้ว
มิ.ย. - ต.ค.
ยอดปลีขาว
ยอดปลีขาว
ธ.ค.
ยอดปลีขาว
ยอดปลีขาว
มิ.ย. - ต.ค.
เห็ดป่า
เห็ดป่า
ธ.ค.
เห็ดป่า
เห็ดป่า
พ.ค.
เห็ดหูหนู
เห็ดหูหนู
พ.ค.
เห็ดไร่
เห็ดไร่
พ.ค.
เห็ดนางฟ้าป่า
เห็ดนางฟ้าป่า
ก.ย.
เห็ดโคน
เห็ดโคน
ต.ค.
ข้าวโพด
ข้าวโพด
ต.ค.
ลูกฟักทองอ่อน
ลูกฟักทองอ่อน
ต.ค.
บวบ
บวบ
พ.ย. - ธ.ค.
มันสำปะหลัง
มันสำปะหลัง
พ.ย. - ธ.ค.
มันเทศ
มันเทศ
พ.ย. - ธ.ค.
ห่อปรี
ห่อปรี
พ.ย. - ธ.ค.
ถั่วพู
ถั่วพู
พ.ย. - ธ.ค.
ถัวไร่
ถัวไร่
ก.พ.
การหาพื้นที่ในการทำไร่หมุนเวียน (ฉ่าดูหละ)
การหาพื้นที่ในการทำไร่หมุนเวียน (ฉ่าดูหละ)
ก.พ.
หาปูภูเขา
หาปูภูเขา
ก.พ.
ถางพื้นที่ไร่หมุนเวียน
ถางพื้นที่ไร่หมุนเวียน
ก.พ.
จักรสานเครื่องใช้ต่างๆ เช่น สุ่มไก่ ก๋วยแบกฝืน ถังขยะ
จักรสานเครื่องใช้ต่างๆ เช่น สุ่มไก่ ก๋วยแบกฝืน ถังขยะ
ก.พ. - มี.ค.
เต่าล้าน (แมลงซิก่า)
เต่าล้าน (แมลงซิก่า)
ก.พ. - มี.ค.
ส้มปิ้
ส้มปิ้
ก.พ. - เม.ย.
ปลา
ปลา
ก.ค. - ก.ย
ปลา
ปลา
พ.ย.
ปลา
ปลา
มี.ค.
(ในอดีต)การตัดต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ในไร่หมุนเวียน
(ในอดีต)การตัดต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ในไร่หมุนเวียน
มี.ค.
เตรียมพื้นที่ปลูกผักผลไม้- ผักกูด ผักหนาม ปลีกล้วย
เตรียมพื้นที่ปลูกผักผลไม้- ผักกูด ผักหนาม ปลีกล้วย
มี.ค.
กุ้ง
กุ้ง
เม.ย.
กุ้ง
กุ้ง
มี.ค.
ปู
ปู
เม.ย.
ปู
ปู
มี.ค.
ปลาแม่สะมาด
ปลาแม่สะมาด
เม.ย.
ปลาแม่สะมาด
ปลาแม่สะมาด
เม.ย.
หอย
หอย
เม.ย.
การทำแนวกันไฟ
การทำแนวกันไฟ
เม.ย.
การเผาไร่หมุนเวียน
การเผาไร่หมุนเวียน
เม.ย.
การเก็บเศษไม้ในไร่ที่เผาเสร็จแล้ว
การเก็บเศษไม้ในไร่ที่เผาเสร็จแล้ว
เม.ย.
การลงพืชพันธุ์ในไร่ ในช่วงแรก เช่น มันสำปะหลัง ฟักทอง
การลงพืชพันธุ์ในไร่ ในช่วงแรก เช่น มันสำปะหลัง ฟักทอง
พ.ค.
ลงข้าวไร่พร้อมกับพันธ์หลากหลายในไร่หมุน
ลงข้าวไร่พร้อมกับพันธ์หลากหลายในไร่หมุน
พ.ค.
ลงกล้าข้าวสำหรับนา
ลงกล้าข้าวสำหรับนา
พ.ค.
ลงเมล็ดพืชในไร่พร้อมกับข้าวไร่
ลงเมล็ดพืชในไร่พร้อมกับข้าวไร่
พ.ค.
การปลูกเผือก
การปลูกเผือก
พ.ค.
ทำกับดักหนู บริเวณพื้นที่ไร่หมุนเวียน(เชทือ)
ทำกับดักหนู บริเวณพื้นที่ไร่หมุนเวียน(เชทือ)
พ.ค.
การถางหญ้าในไร่ช่วงแรก(หน่อโหม่ป่า)
การถางหญ้าในไร่ช่วงแรก(หน่อโหม่ป่า)
มิ.ย.
ไถนาเปิดหน้าดิน
ไถนาเปิดหน้าดิน
มิ.ย.
ไถนาเพื่อทำการปลูกข้าว
ไถนาเพื่อทำการปลูกข้าว
มิ.ย. - ก.ค.
ลงแขก
ลงแขก
มิ.ย. - ก.ค.
ถางหญ้ารอบที่ 2 ในไร่หมุนเวียน (หน่อโหม่ปร่า)
ถางหญ้ารอบที่ 2 ในไร่หมุนเวียน (หน่อโหม่ปร่า)
มิ.ย.
ปรวนดินในไร่หมุนเวียน
ปรวนดินในไร่หมุนเวียน
มิ.ย. - ธ.ค.
ผักจากไร่หมุนเวียน
ผักจากไร่หมุนเวียน
ส.ค. - ก.ย.
ถางหญ้า กำจัดวัชพืชในไร่หมุนเวียน
ถางหญ้า กำจัดวัชพืชในไร่หมุนเวียน
ส.ค. - ก.ย.
กำจัดวัชพืชในนา
กำจัดวัชพืชในนา
ต.ค.
ฉีกใบข้าวทั้งไร่หมุนเวียนและนา เพื่อทำให้ได้ผลผลิตที่ดี
ฉีกใบข้าวทั้งไร่หมุนเวียนและนา เพื่อทำให้ได้ผลผลิตที่ดี
ต.ค.
ถางหญ้ารอบนาและคันนา
ถางหญ้ารอบนาและคันนา
ต.ค.
รถด่วน
รถด่วน
พ.ย.
เก็บเกี่ยวผลผลิต ข้าวไร่และข้าวนา
เก็บเกี่ยวผลผลิต ข้าวไร่และข้าวนา
ธ.ค.
หาหนูในไร่หมุนเวียน
หาหนูในไร่หมุนเวียน
ธ.ค.
เก็บเมล็ดพันธุ์พืชจากไร่หมุนเวียนเพื่อปลูกในฤดูกาลหน้า
เก็บเมล็ดพันธุ์พืชจากไร่หมุนเวียนเพื่อปลูกในฤดูกาลหน้า
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ