การจัดการข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมเมืองเชียงแสน

ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

เมืองเชียงแสนตั้งอยู่ริมฝั่งทางด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำโขง ในเขตตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เชียงแสนเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ มีการพบร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ในอดีตเชียงแสนยังมีการติดต่อค้าขายกับคนนอกพื้นที่ ทำให้มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โครงการการจัดการข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมเมืองเชียงแสน เปิดโอกาสให้มีการลงพื้นที่เพื่อรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ชุมชนจากคำบอกเล่าและภาพเก่าที่มีผู้บันทึกไว้ ใน 10 เรื่องราวสำคัญที่ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง ประเพณี และความภาคภูมิใจของคนในชุมชนเชียงแสนได้เป็นอย่างดี

ประวัติศาสตร์เชียงแสน

โครงการการจัดการข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมเมืองเชียงแสน เป็นโครงการที่รวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนจากคำบอกเล่าและภาพเก่าในห้วงระยะเวลาหนึ่งที่เกิดขึ้นในชุมชน เริ่มต้นจากราว พ.ศ. 2421 จนถึงปี พ.ศ. 2562 โดยการรวบรวมภาพเก่าและสัมภาษณ์ผู้คนในเชียงแสนถึงเหตุการณ์และเรื่องราวที่ยังอยู่ในความทรงจำ เกิดการช่วยกันรำลึกถึงเหตุการณ์ ความประทับใจต่อชุมชนในอดีต อีกทั้งเรื่องการดำเนินชีวิต สภาพเศรษฐกิจ ประเพณี วัฒนธรรมที่ไม่ว่าจะเล่ากี่ครั้งก็ยังประทับใจ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และราชวงศ์เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนราษฎรเมืองเชียงแสน

พ.ศ. 2465
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสด็จตามลำน้ำกกจากเมืองเชียงรายขึ้นที่ฝั่งเมืองเชียงแสน ซึ่งมีการสร้างศาลาที่พักชั่วคราวต้อนรับ จากนั้นได้เสด็จไปยังวัดเจดีย์หลวงเพื่อสำรวจบริเวณโดยรอบ แล้วเสด็จต่อไปยังวัดพระเจ้าล้านทอง เพื่อกราบสักการะพระพุทธรูปพระเจ้าล้านทองและตรวจเยี่ยมเนื่องจากมีรายงานว่ามีการลักลอบขนย้ายพระพุทธรูปของเมืองเชียงแสนไปยังที่ต่างๆ บ่อยครั้ง
พ.ศ. 2469
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนอำเภอเชียงแสน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จฯ ลงจากพลับพลารับเสด็จฯ มาตรงริมน้ำโขง ซึ่งปัจจุบันคือศาลาริมโขงหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน และเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรชาวเมืองเชียงแสน
พ.ศ. 2501
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนเมืองเชียงแสนเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2501 ทั้งสองพระองค์นมัสการพระบรมธาตุจอมกิตติ แล้วเสด็จฯ เยี่ยมราษฎร ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงแสนซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง จากนั้นเสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งเลียบแม่น้ำโขงไปยังที่ว่าการอำเภอแม่สาย

ตลาดสินสมบูรณ์

ตลาดสดเชียงแสนก่อตั้งขึ้นราว พ.ศ. 2480 โดยนางสมบูรณ์ วรรณกรวิจิตร ภรรยาของขุนวรรณกรวิจิตร (สินธุ์ กัญจนชุมาปุรพ) ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกิ่งอำเภอเชียงแสนในขณะนั้น ได้ซื้อที่เพื่อเปิดเป็นตลาดให้ผู้คนในชุมชนเชียงแสนและใกล้เคียงมาแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้ากัน ที่ตั้งของตลาดอยู่บริเวณทิศตะวันออกของกำแพงเมืองเชียงแสน โดยห่างจากแม่น้ำโขงประมาณ 50 เมตร เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อคนในชุมชนและเพื่อนบ้านอย่างพม่าและลาว ที่มาซื้อขายสินค้าหลากหลาย เช่น พืชผักสวนครัว เครื่องเทศ ผลไม้ สัตว์บกและสัตว์น้ำ อาหารทะเล อาหารหวานและคาว เป็นต้น ต่อมา พ.ศ. 2555 คุณยายยุพยง วรรณกรวิจิตร ได้ทำการตั้งชื่อตลาดสดเชียงแสนใหม่ โดยนำชื่อของบิดา ขุนวรรณกรวิจิตร (สิน) และมารดา (สมบูรณ์) มาเป็นชื่อเรียกตลาดสดแห่งนี้ว่า ‘ตลาดสินสมบูรณ์’ ซึ่งจากเดิมตลาดสดเล็กๆ ได้กลายมาเป็นตลาดสดที่มีขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของอำเภอเชียงแสนในปัจจุบัน

น้ำท่วมครั้งใหญ่เมืองเชียงแสน 

พ.ศ. 2509 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดของชาวเชียงแสน ชาวบ้านเดือดร้อนกันมากเนื่องจากน้ำท่วมเร็ว ระดับน้ำสูงและขังเป็นระยะเวลานาน โดยน้ำจากแม่น้ำโขงเริ่มขึ้นเต็มฝั่งและทะลักเข้ามาท่วมเมืองในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2509 และระดับน้ำขึ้นสูงสุดเต็มที่ในวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2509 กว่าน้ำจะลดลงก็ราวกลางเดือนกันยายน พ.ศ. 2509

เกาะกลาง

ในอดีตช่วงที่แม่น้ำโขงแห้งจะทำให้เกิดเกาะกลางแม่น้ำ บนเกาะกลางจะมีก้อนหินผิวมันวาวและพื้นที่เนินทรายใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ นอกจากนี้ยังเป็นที่จัดงานสงกรานต์ของเชียงแสนในอดีต ช่วง พ.ศ. 2500-2504 มีการทำสะพานไม้ไผ่ขัดแตะข้ามไปยังเกาะกลางโดยขายบัตรผ่านประตู ในงานมีมหรสพการละเล่นต่างๆ เช่น ชิงช้าสวรรค์ รถไต่ถัง รำวง มวย ฯลฯ เป็นงานรื่นเริงที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มคนทุกวัยในเชียงแสน เป็นที่น่าเสียดายว่าทุกวันนี้เกาะกลางแห่งนี้ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว

รถยนต์ จักรยาน สะพาน เรือ และน้ำโขงในเชียงแสน

เชียงแสนเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ติดริมแม่น้ำโขง ทำให้คนได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำอย่างเต็มที่ รวมถึงการมีถนนหนทาง สะพานที่เชื่อมให้คนในชุมชนเดินทางในพื้นที่และไปยังพื้นที่ข้างเคียงได้สะดวก ดังจะเห็นได้จากภาพการเดินทาง การคมนาคมของคนในช่วงที่มีทั้งทางบกและทางน้ำ

เรือขนส่งในเชียงแสน

การเดินทางระหว่างเชียงแสน-เชียงของ และเชียงแสน-หลวงพระบาง ในอดีตต้องเดินทางสัญจรทางน้ำ โดยมีเรือขนส่งและเรือโดยสารที่ให้บริการในแม่น้ำโขงจากเชียงแสนถึงเชียงของ ชื่อ ‘เรือเด่นแสนชัย’ ค่าโดยสาร 10-15 บาทเท่ากันทั้งขาขึ้นและขาล่อง โดยออกจากท่าเรือเชียงแสนตอนเที่ยงถึงเชียงของ 6 โมงเย็น และออกจากเชียงของ 7 โมงเช้าถึงเชียงแสน 6 โมงเย็น

โกต้น ห้องภาพแสนศิลป์

ร้านแสนศิลป์เวียงเก่า เป็นร้านถ่ายภาพแห่งแรกในเมืองเชียงแสน มีพ่อหล่วนตุ่น แซ่ห่าน หรือที่ชาวเชียงแสนรู้จักท่านในชื่อ ‘โกต้น’ เป็นผู้ก่อตั้ง ประวัติของโกต้นเป็นคนไหหลำมาจากเมืองจีน เคยทำงานอยู่ภาคใต้มาก่อน ต่อมาได้ย้ายมาเป็นพ่อค้าที่เชียงแสนและได้แต่งงาน จึงเปิดร้านรับถ่ายภาพร่วมกับร้านขายกาแฟ

ย่านการค้าชุมชนของชาวจีนเมื่อวันวาน

กลุ่มคนจีนมาอยู่อาศัยในชุมชนเชียงแสนยุคแรกราว พ.ศ. 2463 เกิดเป็นย่านร้านค้าตลาดเชียงแสนริมน้ำโขง ชุมชนชาวจีนอยู่ในแถบท่าน้ำโขงบ้านเวียงใต้ ตั้งแต่สามแยกโรงพักไปจนเกือบถึงซอยข้างวัดปงสนุก และสามแยกโรงพักไปจนถึงตลาดสินสมบูรณ์บริเวณท่าน้ำวัดปงสนุก

การแต่งแฟนซีในงานกฐินเมืองเชียงแสน 

ย้อนหลังไป 100 กว่าปีที่ผ่านมา เชียงแสนเป็นเมืองแห่งแฟนซีและเมืองแห่งสีสัน เพราะในเทศกาลต่างๆ ที่จัดขึ้นในเมือง จะมีผู้คนจำนวนมากออกมาแต่งตัวในชุดต่างๆ เช่น แต่งเป็นตัวละครในนิยาย แต่งชุดชาติพันธุ์ต่างๆ แต่งชุดเครื่องแบบข้าราชการ เป็นต้น โดยเฉพาะงานทอดกฐินประจำปีของเมือง จะมีการแต่งตัวแฟนซีกันมากที่สุด รวมไปถึงในบางปี ช่วงเทศกาลปีใหม่จัดขึ้นที่เกาะกลางแม่น้ำโขง ก็มีการแต่งแฟนซีไปประกวดกัน นับเป็นความสนุกสนานของชาวเชียงแสนในช่วง พ.ศ. 2494-2502

ชุมชนชาวลาวในซอยทัพม่าน

ในอดีตกลุ่มคนลาวได้เข้ามาอยู่อาศัยที่เชียงแสนเพราะปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ จากการเดินทางค้าขายกับเชียงแสน เห็นว่าแถบเชียงแสนนี้อุดมสมบูรณ์จึงมาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบเวียงเก่า คือซอยทัพม่าน ประมาณ พ.ศ. 2485 เป็นช่วงที่บ้านเมืองมีสงคราม รัฐบาลไทยมีนโยบายให้คนที่ไม่ใช่คนไทยอพยพออกไปอยู่ที่อื่น คนลาวในชุมชนทัพม่านบางส่วนจึงย้ายมาทำไร่ ทำสวนอยู่ที่บ้านสบคำ เมื่อสงครามสงบ บางส่วนก็ย้ายมาอยู่บ้านสบคำเป็นการถาวร แต่บางส่วนย้ายกลับไปซอยทัพม่าน โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีของคนลาว และมีการประกอบพิธี เช่น การจัดสิ่งของในงานกฐินของคหบดีชาวลาวที่อาศัยในเชียงแสน งานบวชของชาวลาวที่มาอยู่ในเชียงแสน

ประวัติศาสตร์

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
ม.ค
ตานข้าวใหม่
ตานข้าวใหม่
พ.ย
ลอยกระทง
ลอยกระทง
เม.ย
สงกรานต์ / แข่งเรือ
สงกรานต์ / แข่งเรือ
ธ.ค
สลากซาวห้า
สลากซาวห้า
มิ.ย-ก.ค
เข้าพรรษา (แห่เทียน)
เข้าพรรษา (แห่เทียน)
มิ.ย
เลี้ยงเจ้าพ่อประตูป่าสัก/เจ้าแม่นางเซิ้ง
เลี้ยงเจ้าพ่อประตูป่าสัก/เจ้าแม่นางเซิ้ง
ก.ย-ต.ค
ตานก๋วยสลาก (สลากภัต)
ตานก๋วยสลาก (สลากภัต)
เม.ย
ปีใหม่เมือง สงเคราะห์
ปีใหม่เมือง สงเคราะห์
ม.ค
เข้าทำรุกขมูล (ที่ป่าช้า)
เข้าทำรุกขมูล (ที่ป่าช้า)
ต.ค-พ.ย
งานทอดกฐิน
งานทอดกฐิน
ก.ย
งานประเพณีทำบุญเปรตพลี (เปรต-ตะ-พลี)
งานประเพณีทำบุญเปรตพลี (เปรต-ตะ-พลี)
ม.ค-ธ.ค (หมายเหตุ : ทุกวันพระขึ้น 15 ค่ำ วันพุธ
ตักบาตรเป็งพุด (ตักบาตรเที่ยงคืน)
ตักบาตรเป็งพุด (ตักบาตรเที่ยงคืน)
เม.ย-มิ.ย
สรงน้ำพระธาตุ
สรงน้ำพระธาตุ
ม.ค-ธ.ค (หมายเหตุ : ขายของในกาด)
ตลาดนัดวันอาทิตย์
ตลาดนัดวันอาทิตย์
ม.ค-ธ.ค
ตลาดคลองถมวันพฤหัสบดี
ตลาดคลองถมวันพฤหัสบดี
ม.ค-ธ.ค
ถนนคนเดินวันเสาร์
ถนนคนเดินวันเสาร์
ม.ค-พ.ค
กาดใบตองวันเสาร์
กาดใบตองวันเสาร์
ต.ค-ธ.ค (หมายเหตุ : เป็นช่วงฤดูฝนลมแรง)
กาดใบตองวันเสาร์
กาดใบตองวันเสาร์
ม.ค-ธ.ค
เรือข้ามฟากไทยลาว
เรือข้ามฟากไทยลาว
ม.ค-ธ.ค
รถรับจ้าง(สกายแล็ป)
รถรับจ้าง(สกายแล็ป)
พ.ค-ก.ค
หาหน่อไม้
หาหน่อไม้
มี.ค-เม.ย
ไข่มดแดง
ไข่มดแดง
พ.ค-ส.ค
แมงมัน(ฤดูฝน)
แมงมัน(ฤดูฝน)
ก.พ-เม.ย
ไข่แมงมัน(เม.ย)
ไข่แมงมัน(เม.ย)
ก.พ-พ.ค
เห็ดห้า(เห็ดตับเต่า)
เห็ดห้า(เห็ดตับเต่า)
พ.ค-มิ.ย
เห็ดถอบ
เห็ดถอบ
ก.ค-ธ.ค
ทำนาปี
ทำนาปี
มี.ค-มิ.ย
ทำนาปรัง
ทำนาปรัง
ส.ค-ธ.ค
ปลูกพืชสวน (ยาสูบ หอม ผักกาด ฯลฯ)
ปลูกพืชสวน (ยาสูบ หอม ผักกาด ฯลฯ)
มี.ค-พ.ค
ข้าวไร่
ข้าวไร่
ม.ค-ธ.ค
ปลาต่างๆ
ปลาต่างๆ
ม.ค-ก.พ
ไก่
ไก่
เม.ย-มิ.ย
ไก่
ไก่
ม.ค-ธ.ค
การทำนา
การทำนา
ม.ค-ธ.ค
การทำไร่
การทำไร่
ม.ค-ธ.ค
การทำสวน
การทำสวน
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ