ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงคำ

ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เมืองเชียงคำ จังหวัดพะเยา มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจหลายอย่าง ทั้งการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ การฟื้นฟูงานศิลปะ สถาปัตยกรรม งานหัตถกรรม การทอผ้า เครื่องแต่งกาย จนเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ศูนย์เรียนรู้และวิถีชีวิตแบบไทลื้อ ที่ช่วยขับเน้นให้เมืองเชียงคำกลายเป็นเมืองสำคัญที่มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของประเทศ
การที่เมืองเชียงคำมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นจำนวนมาก จึงนำมาสู่การรื้อฟื้นประวัติศาสตร์เมืองเชียงคำจากหลากหลายช่องทางเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือการเล่าเรื่องจากความทรงจำของคนในพื้นที่โดยใช้ภาพถ่ายเก่าเมืองเชียงคำเป็นสื่อเพื่อนำข้อมูลชุมชนที่ได้ไปช่วยเสริมประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของเมืองเชียงคำให้มีความสมบูรณ์ขึ้น และช่วยให้ชาวเชียงคำสามารถสืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและรับรู้เรื่องราวของตนเองได้อย่างถูกต้องต่อไป

ประวัติศาสตร์เมืองเชียงคำ

เชียงคำเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดพะเยา ในอดีตเป็นแอ่งอารยธรรมของชุมชนที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ เดิมทีเป็นเมืองหน้าด่านขนาดเล็ก แต่สภาพบ้านเมืองคับแคบ จึงได้ย้ายมาสร้างเมืองใหม่บริเวณบ้านเวียง ตำบลเวียง ในปัจจุบันประชากรกลุ่มหลักเป็นชาวไตยวนหรือคนเมืองล้านนาเดิม ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นยุคของการ 'เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง' มีการกวาดต้อนคนจากที่ต่างๆ หลายระลอก เพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองขึ้นมาอีกครั้งหลังกอบกู้เอกราชคืนจากพม่า ราวปี พ.ศ. 2353-2368 สมัยเจ้าสุมนเทวราช ได้กวาดเรือนชาวลื้อจากเมืองล้า เมืองพง เมืองภูคา และเมืองเชียงแขง เข้ามาตั้งถิ่นฐานด้านเหนือของเมืองน่าน ทำให้เมืองเชียงคำมีกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อจากสิบสองปันนาเข้ามาอาศัยจำนวนมาก ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองโดยรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เมืองเชียงคำจึงได้ถูกรวมอยู่กับมณฑลลาวเฉียง ต่อมาใน พ.ศ. 2449 ได้รับการประกาศให้เป็นแขวงเชียงคำ และเป็นอำเภอเชียงคำตั้งแต่ พ.ศ. 2451 ถึงปัจจุบัน

ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและการค้า

เมืองเชียงคำมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและวัฒนธรรมไปตามกาลเวลาหลายอย่าง ที่เห็นได้ชัดเจนจากคำบอกเล่าของผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเล่าว่า ประมาณ 70 ปีที่แล้ว หมู่บ้านจะตั้งอยู่ตามแนวลำน้ำเหมืองจากแนวทิศเหนือไปทิศใต้ มีบ้านอยู่ราว 30-40 หลังคาเรือนเท่านั้น ลูกหลานจะสร้างบ้านอยู่ใกล้เคียงกับบ้านของพ่อแม่ที่เป็นบ้านหลัก ต่อมาเริ่มขยายชุมชนออกมาด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านจนเต็มพื้นที่ของทุ่งนาในปัจจุบัน การประกอบอาชีพก็มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ในอดีตชาวเมืองเชียงคำจะทำ ‘การค้าดอย’ คือการใช้ม้าบรรทุกสินค้าไปค้าขายยังหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนดอยห่างไกล สินค้าส่วนใหญ่ ได้แก่ ยารักษาโรค น้ำมันก๊าด ยาหม่อง ไหม เข็ม ฝ้าย ฯลฯ บางครั้งต้องเดินทางไปไกลถึงเขตจังหวัดน่านหรือชายแดนลาวก็มี

หอผ้าไทลื้อวัดแสนเมืองมา

หอผ้าเป็นลักษณะเรือนสมมุติ สร้างด้วยไม้ไผ่หุ้มด้วยผ้าขาว (ผ้าฮัมขาว) มีลักษณะคล้ายปราสาทของชาวล้านนา ชาวไทลื้อนิยมสร้างหอผ้าในพิธีการตั้งธรรม ซึ่งเป็นการรักษาประเพณีปฏิบัติและความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เดิมชาวไทลื้อมีการตั้งธรรมปีละ 2 ครั้ง ได้แก่ การตั้งธรรมประเพณีเดือน 9 (ลื้อ) ตรงกับฤดูเข้าพรรษา และการตั้งธรรมหลวง (ตั้งธรรมมหาปาง) เดือน 11 (ลื้อ) ตรงกับประเพณียี่เป็ง (ลอยกระทง) ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนไปตามประเพณีนิยมของชาวล้านนาเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมปัจจุบันและกิจของคณะสงฆ์ โดยกำหนดตั้งธรรมประเพณีปีละ 1 ครั้งระหว่างเดือนมกราคม-เดือนมีนาคม สำหรับการสร้างหอผ้าในประเพณีงานศพ จะทำเมื่อบุพการีหรือญาติผู้ใหญ่ตายตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป การสร้างหอผ้าอุทิศให้กับคนตายเชื่อว่าเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยบนสวรรค์

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง

ยุคสมัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวเมืองเชียงคำ ในอดีตชาวบ้านนิยมออกไปจับจ่ายที่ตลาดเช้าเชียงคำที่มีทั้งอาหารการกินและขนมพื้นเมืองต่างๆ รวมถึงข้าวแคบ ขนมพื้นบ้านของชาวลื้อและคนล้านนา ที่มีส่วนผสมของแป้งข้าวเหนียว น้ำ เกลือ งาดำ กรรมวิธีการทำคือแม่ค้าจะคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน หยอดลงบนกระทะน้ำร้อนที่มีผ้าขาวบางคลุม รอจนแป้งจับตัวเป็นแผ่น ช้อนขึ้นมา ผึ่งลมให้แห้ง สามารถเก็บไว้ได้นาน เวลาจะกินจึงนำมาผิงไฟหรือทอดในน้ำมันให้กรอบฟู ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ยังรวมถึงการเดินทางสัญจร ในสมัยก่อนการเดินทางระหว่างจังหวัดเป็นไปด้วยความยากลำบาก ปี พ.ศ. 2502 มีการให้บริการรถโดยสารคันใหญ่ที่เรียกว่า รถคอกหมู ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่น 53 ต่อมา ปี พ.ศ. 2509 จึงมีรถเมล์ให้บริการ ทำให้การเดินทางระหว่างเชียงคำ พะเยา และเชียงราย มีความสะดวกสบายมากขึ้น

ประวัติศาสตร์

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
ม.ค.
ตานข้าวใหม่
ตานข้าวใหม่
ม.ค.
วันเด็ก
วันเด็ก
ก.พ.
เทศน์มหาชาติ
เทศน์มหาชาติ
เม.ย.
สงกรานต์
สงกรานต์
ก.ค.
วันผู้สูงอายุ
วันผู้สูงอายุ
ก.ค.
แห่เทียนเข้าพรรษา
แห่เทียนเข้าพรรษา
ก.ค.
เลี้ยงเทวดาหลวง เมืองมาง
เลี้ยงเทวดาหลวง เมืองมาง
ก.ค.
เลี้ยงเทวดาสองพ่อลูก
เลี้ยงเทวดาสองพ่อลูก
ก.ค.
เลี้ยงผีปู่ผีย่า
เลี้ยงผีปู่ผีย่า
ต.ค.
ทำบุญสลากภัต (ตานก๋วยสลาก)
ทำบุญสลากภัต (ตานก๋วยสลาก)
ต.ค.
บุญกฐิน
บุญกฐิน
ต.ค.
ตักบาตรเทโว
ตักบาตรเทโว
พ.ย.
ลอยกระทง (ยี่เป็ง)
ลอยกระทง (ยี่เป็ง)
ม.ค.
เคยมีในอดีต : แห่ไม้แปลก กองหลัวหิงไฟพระเจ้า
เคยมีในอดีต : แห่ไม้แปลก กองหลัวหิงไฟพระเจ้า
ม.ค. - ธ.ค.
เคยมีในอดีต : หลอนทอด
เคยมีในอดีต : หลอนทอด
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ