ประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านเหมืองแพร่และบ่อเกลือโบราณกลางลำน้ำเหือง

ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย

บ้านเหมืองแพร่ ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย เป็นชุมชนขนาดเล็กอยู่ติดกับชายแดนประเทศลาว ที่นี่มีวัฒนธรรมเก่าแก่มากกว่า 500 ปี เป็นพื้นที่ที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญระดับประเทศอย่างศึกร่มเกล้า รวมถึงมีบ่อเกลือกลางลำน้ำเหืองเป็นสถานที่สำคัญที่เกี่ยวพันกับการดำรงชีวิตของคนในชุมชนในอดีตที่ยังหลงเหลือมาให้เห็นในปัจจุบัน แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการเก็บบันทึกหรือรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชุมชนทั้งหมดเหล่านี้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชุมชนของตนเอง โครงการประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านเหมืองแพร่และบ่อเกลือโบราณกลางลำน้ำเหือง จึงเกิดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลจากทั้งภาพถ่ายเก่าและคำบอกเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ที่มาที่ไปของชุมชนบ้านเหมืองแพร่ โดยหวังว่าพวกเขาจะเห็นความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมเหล่านี้ และนำไปต่อยอดสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในชุมชนบ้านเหมืองแพร่ต่อไปในอนาคต

เพียงน้ำเหืองกั้น

ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ตั้งอยู่ในหุบเขาริมฝั่งลำน้ำเหือง ติดกับชายแดนไทย-ลาว ในท้องที่ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ห่างจากอำเภอเมืองเลย 109 กิโลเมตร แต่อยู่ห่างจากดินแดนลาวไม่เกิน 20 เมตร โดยมีแม่น้ำเหืองกั้นขวางเป็นพรมแดนสมมติอยู่เท่านั้น ในอดีตชุมชนบ้านเหมืองแพร่ตั้งอยู่ทั้งสองฝั่งของลำน้ำเหือง ชาวบ้านทั้งหมดต่างเป็นเครือญาติที่ดำเนินวิถีชีวิตและประกอบอาชีพโดยการข้ามแม่น้ำไปมา ต่อมาเมื่อมีเหตุการณ์การปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำให้ส่วนหนึ่งของชุมชนที่อยู่ฝั่งซ้ายของลำน้ำเหือง ตกอยู่ในการกำกับดูแลของฝรั่งเศสและปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศลาว แม้ว่าชุมชนจะถูกแบ่งแยกออกจากกัน แต่ความสัมพันธ์ฉันเครือญาติยังคงอยู่ โดยคนบ้านเหมืองแพร่ฝั่งไทยมีคำเรียกบ้านเหมืองแพร่ที่อยู่อีกฝั่งลำน้ำเหืองว่า ‘ฟากน้ำ’ และพวกเขายังคงติดต่อไปมาหาสู่กับญาติที่อาศัยอยู่อีกฟากน้ำเป็นประจำ

บ่อเกลือกลางลำน้ำ

ในอดีตเมื่อกว่าร้อยปีที่ผ่านมา มีการค้นพบบ่อเกลือสินเธาว์กลางแม่น้ำเหืองโดยบังเอิญ เมื่อน้ำในแม่น้ำเหืองลดลงจนมีชาวบ้านเดินไปพบดินริมแม่น้ำมีลักษณะเป็นเกล็ดขาวๆ ขึ้นมาเหนือผิวดินเป็นจำนวนมาก จึงมีการขุดลอกลงไปดูด้านล่างว่ามีเกล็ดสีขาวเหมือนเกลืออยู่ด้านล่างอีกหรือไม่ เมื่อขุดลงไปก็พบว่ามีก้อนหินลักษณะมีสีดำปนเทาขวางอยู่ และมีสายน้ำเล็กๆ ไหลผ่านก้อนหินออกมา เมื่อชิมดูก็ปรากฏว่าน้ำที่ไหลออกมามีรสชาติเค็มมากๆ ชาวบ้านจึงช่วยกันทดลองเอาน้ำนั้นมาต้ม พอน้ำแห้งจึงเกิดเป็นเกล็ดสีขาวของเกลือขึ้นมา ผู้นำหมู่บ้านได้ตกลงกันว่าต้องไปหาโพรงไม้มาสวมบ่อไว้เพื่อให้สะดวกต่อการนำน้ำเกลือขึ้นมาใช้ และโพรงบ่อเกลือกลางแม่น้ำเหืองยังคงปรากฏให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน

วิถีแห่งวัฒนธรรม

คนเฒ่าคนแก่ในชุมชนบ้านเหมืองแพร่เล่าว่าในอดีต เด็กทุกคนต้องเคยลงไปนอนเฝ้าบ่อเกลือกับแม่ และลุกขึ้นมาตักน้ำเกลือตอนเที่ยงคืน โดยใช้ตะขอหย่อนกระป๋องลงไปตักน้ำเกลือขึ้นมาทีละน้อยๆ เพื่อเทใส่คุ กว่าจะได้หาบหนึ่งต้องตักถึงสิบกระป๋อง จากนั้นจึงหาบน้ำเกลือที่ได้มาต้มที่ตูบต้มเกลือริมตลิ่ง เอาน้ำเกลือเทใส่โบมเกลือ (รางไม้) ตักน้ำเกลือใส่กระทะ ใช้เวลาต้มประมาณ 4-5 ชั่วโมง คอยเติมน้ำเกลือไม่ให้แห้ง เมื่อมีเกลือผุดขึ้นขอบกระทะจึงตักเกลือออก เอาเกลือใส่ตะกร้าให้น้ำหยด เมื่อเกลือแห้งจึงบรรจุเพื่อส่งขายไปยังชุมชนใกล้เคียง เป็นสินค้าหลักในการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับสินค้าต่างๆ จากชุมชนอื่นๆ ชาวบ้านเหมืองแพร่จะเริ่มต้มเกลือตั้งแต่ช่วงเดือนสามถึงก่อนสงกรานต์ มีการทำพิธีเลี้ยงบ่อก่อนเริ่มต้มด้วย เพื่อเป็นการบอกกล่าวแก่เจ้าบ่อให้ทราบว่าลูกหลานชาวบ้านจะทำการตักน้ำในบ่อขึ้นมาต้มเกลือเพื่อนำไปขายเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว ชาวบ้านเชื่อกันว่าหากมีการทะเลาะแย่งน้ำเกลือในบ่อกัน น้ำเกลือในบ่อก็จะไม่ผุดขึ้นมา ปัจจุบันยังมีพิธีกรรมเลี้ยงบ่อเกลือ โดยลูกหลานจาก 28 ต้นตระกูลที่เป็นผู้ค้นพบบ่อเกลือจะมาร่วมทำพิธีกรรมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์อย่างพร้อมเพรียงกันทุกๆ ปี

รื้อฟื้นและต่อยอด

ในเวลาต่อมาชาวบ้านเหมืองแพร่ได้เลิกต้มเกลือไปด้วยหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หมู่บ้านเมื่อปี พ.ศ. 2522 การเกิดสงครามร่มเกล้า และการประกาศเขตอุทยานแห่งชาตินาแห้วในปี พ.ศ. 2537 ที่ห้ามไม่ให้มีการไปหาฟืนในป่าเพื่อนำมาต้มเกลือ รวมถึงความเจริญด้านถนนหนทางที่ทำให้มีการนำเกลือราคาถูกจากท้องที่อื่นเข้ามาขายได้สะดวกขึ้น แต่อย่างไรก็ดี นี่คือวัฒนธรรมที่ยังตกทอดอยู่ในชุมชน และในอนาคต บ่อเกลือที่ถูกทิ้งร้างไว้อาจถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหรือพิพิธภัณฑ์ของท้องถิ่น หรืออาจมีการต่อยอดนำน้ำเกลือหรือเม็ดเกลือมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย เช่น การทำสปาเกลือออนเซ็น ไข่เค็มจากน้ำเกลือ หรือไปต่อยอดทำเครื่องปรุงอาหารประจำถิ่น อย่าง น้ำผักสะทอน เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นการนำเรื่องราวและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษมาสร้างสรรค์ใหม่ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประวัติศาสตร์

แผนที่เดินดิน

ปฏิทินชุมชน

  • ปฏิทินประเพณี
  • ปฏิทินเศรษฐกิจ
มกราคม
กุมภาพันธ์
มีนาคม
เมษายน
พฤษภาคม
มิถุนายน
กรกฎาคม
สิงหาคม
กันยายน
ตุลาคม
พฤศจิกายน
ธันวาคม
ม.ค.
ฤดูกาลเข็นฝ้าย ลงข่วง (ห้วงฤดูกาลหนุ่มสาวละเล่นเกี้ยวพาราสี จีบ ครองเรือน ดีดเต่ง ดีดพิณ เป่าแคน)
ฤดูกาลเข็นฝ้าย ลงข่วง (ห้วงฤดูกาลหนุ่มสาวละเล่นเกี้ยวพาราสี จีบ ครองเรือน ดีดเต่ง ดีดพิณ เป่าแคน)
ก.พ-มี.ค.
เลี้ยงบ่อเกลือ
เลี้ยงบ่อเกลือ
ก.พ-มี.ค.
ขุดลอกบ่อเกลือ
ขุดลอกบ่อเกลือ
ก.พ
ล่องฟืนช่วงน้ำหนุนขึ้นเล็กน้อย
ล่องฟืนช่วงน้ำหนุนขึ้นเล็กน้อย
ก.พ-มี.ค.
ต้มเกลือ
ต้มเกลือ
มี.ค.
บุญเดือนสี่ประจำปี (บุญ-ผะ-เหวด)
บุญเดือนสี่ประจำปี (บุญ-ผะ-เหวด)
เม.ย
ประเพณีสงกรานต์ไทย-ลาว
ประเพณีสงกรานต์ไทย-ลาว
เม.ย
แห่ต้นก้อน
แห่ต้นก้อน
เม.ย
แห่ต้นดอกไม้ (ให้ครบ 3 พระ)
แห่ต้นดอกไม้ (ให้ครบ 3 พระ)
เม.ย
สรงน้ำพระ
สรงน้ำพระ
เม.ย
สรงน้ำพ่อแม่เจ้านาย (ดอนหอ)
สรงน้ำพ่อแม่เจ้านาย (ดอนหอ)
พ.ค
แห่ต้นดอกไม้ (ให้ครบ 3 พระ)
แห่ต้นดอกไม้ (ให้ครบ 3 พระ)
พ.ค
เลี้ยงปู่ดอนหอ
เลี้ยงปู่ดอนหอ
พ.ค
ทำบุญเลี้ยงหมู่บ้าน
ทำบุญเลี้ยงหมู่บ้าน
มิ.ย
ลอกเหมืองแพร่ (คลองส่งน้ำก่อนดำนา)
ลอกเหมืองแพร่ (คลองส่งน้ำก่อนดำนา)
ก.ค
ทำบุญพระบาท
ทำบุญพระบาท
ก.ค
สระหนองน้ำบนยอดภูผาหนอง
สระหนองน้ำบนยอดภูผาหนอง
ก.ค
หล่อเทียนเข้าพรรษา
หล่อเทียนเข้าพรรษา
ส.ค
บุญข้าวประดับดิน
บุญข้าวประดับดิน
ก.ย
บุญข้าวสาก (2 พิธีนี้ ทำพิธีห่างกัน 2 สัปดาห์เป็นการทำบุญหาญาติที่ล่วงลับไปแล้ว)
บุญข้าวสาก (2 พิธีนี้ ทำพิธีห่างกัน 2 สัปดาห์เป็นการทำบุญหาญาติที่ล่วงลับไปแล้ว)
ต.ค
ทำบั้งไฟ
ทำบั้งไฟ
ต.ค
ไหลเรือไฟ
ไหลเรือไฟ
ต.ค
ทำต้นผึ้งแห่รอบโบสถ์ (ออกพรรษา)
ทำต้นผึ้งแห่รอบโบสถ์ (ออกพรรษา)
พ.ย
ลอยกระทง (ลำน้ำเหือง ไทย-ลาว)
ลอยกระทง (ลำน้ำเหือง ไทย-ลาว)
พ.ย
บุญกฐิน
บุญกฐิน
About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ