การสงวนรักษาและฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมไทพวนบ้านบางน้ำเชี่ยว

ตำบลบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ชาวไทพวนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มหนึ่งที่มีหลักแหล่งเดิมอยู่ที่เมืองพวน แขวงเชียงขวาง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมืองพวนเป็นอาณาจักรโบราณอีกแห่งหนึ่งในดินแดนสุวรรณภูมิที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปี แต่ด้วยภัยสงครามและปัญหาความอดอยาก ทำให้คนไทพวนรวมกลุ่มกันอพยพมายังสยามหลายระลอก การอพยพครั้งสำคัญของชาวไทพวนมายังสยามเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2377 ชาวไทพวนจำนวนมากล่องแพลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นบกที่อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ชาวไทพวนอพยพกลุ่มหนึ่งได้ลงหลักปักฐานตั้งบ้านเรือนในบริเวณนี้รวมตัวกันเป็นหมู่บ้านไทยพวนบางน้ำเชี่ยว จึงกล่าวได้ว่าหมู่บ้านไทพวนบางน้ำเชี่ยวเป็นแหล่งชุมนุมดั้งเดิมและเป็นที่อยู่อาศัยแห่งแรกจากการอพยพของกลุ่มไทพวนในบริเวณภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย จึงมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทพวนที่โดดเด่น มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และมีมรดกวัฒนธรรมที่มีคุณค่า

ไทพวนในเมืองไทย

นอกจากชาวไทพวนที่ตั้งรกรากที่อำเภอพรหมบุรีจนกลายเป็นหมู่บ้านไทพวนบางน้ำเชี่ยวแล้ว ยังมีชาวไทพวนบางส่วนที่เมื่อขึ้นบกและอาศัยอยู่ที่อำเภอพรหมบุรีได้ประมาณ 1 ปีและเห็นการเปลี่ยนแปลงในการทำมาหากิน ระหว่างที่อยู่ใหม่กับที่อยู่ดั้งเดิมที่เมืองพวน จากเดิมที่เคยอาศัยอยู่ในที่เขตดอนป่าเขา ขณะที่พื้นที่อำเภอพรหมบุรีเป็นท้องทุ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้ในฤดูฝนมีน้ำมาก พวกเขารู้สึกไม่สันทัดในการทำมาหากินทางน้ำ เมื่อมองเห็นเขาสามยอด เขาพระงาม เขาพุคา เขาวงพระจันทร์ในเขตจังหวัดลพบุรีที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านเดิมที่เมืองพวน จึงได้พากันย้ายหลักแหล่งไปตั้งบ้านเรือนใหม่
ปัจจุบันชาวไทพวนแยกย้ายกันไปทำมาหากินตามท้องที่ต่างๆ เท่าที่พอจะรวบรวมได้มี 23 จังหวัดในประเทศไทย คือ เชียงราย, น่าน, แพร่, สุโขทัย, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, พิจิตร, หนองคาย, เลย, อุดรธานี, อุบลราชธานี, สุพรรณบุรี, สระบุรี, นครนายก, ปราจีนบุรี, ฉะเชิงเทรา, ลพบุรี, สิงห์บุรี, เพชรบุรี, นครสวรรค์, บึงกาฬ, ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงใหม่

สืบสานวัฒนธรรมไทพวน

ปัจจุบันหมู่บ้านไทพวนบางน้ำเชี่ยว หมู่ 3 มีชาวไทพวนอยู่ประมาณ 50 ครอบครัว โดยมีวัดอุตตะมะพิชัยและวัดกุฏีทอง วัดเก่าแก่คู่บ้านเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน แม้ที่นี่จะเป็นชุมชนไทพวนขนาดเล็กที่ดูเรียบง่ายเมื่อเทียบกับถิ่นไทพวนที่อื่นๆ อย่างไรก็ดี มีการรวมตัวกันของกลุ่มชาวไทพวนอาวุโสที่บางน้ำเชี่ยวอย่างเข้มแข็งในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเพื่อพยายามฟื้นฟูรักษาความหมายและคุณค่าของวัฒนธรรมกลุ่มตนที่กำลังถูกเพิกเฉยและเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ผู้อาวุโสกลุ่มนี้รักและผูกพันกับท้องถิ่น เข้าใจถึงธรรมชาติของสังคมและวัฒนธรรมที่มีพลวัต จึงเห็นความจำเป็นในการทำงานเก็บรวบรวมข้อมูลมรดกวัฒนธรรมของชุมชนอย่างจริงจัง พร้อมทั้งต้องการสร้างการมีส่วนร่วมกับเยาวชนและลูกหลานในท้องถิ่นในการทำงานและร่วมกันหาแนวทางฟื้นฟูและสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมไทพวนบางน้ำเชี่ยวให้ยั่งยืนต่อไป

ประเพณีกำฟ้า

ประเพณีกำฟ้า เป็นประเพณีสำคัญประเพณีหนึ่งของคนไทพวน โดยคำว่า กำ หมายถึงการถือ การเคารพ คำว่า ฟ้า มีความหมายได้ 2 นัย นัยที่ 1 หมายถึงเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ เจ้ามหาชีวิต หรือเจ้าเหนือหัว นัยที่ 2 หมายถึง เทวดาผู้เป็นใหญ่ผู้ศักดิ์สิทธิ์บนฟากฟ้า โดยชาวไทพวนจะจัดให้มีพิธีไหว้ฟ้าในวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 ตั้งเครื่องไหว้ฟ้าเหมือนเครื่องบวงสรวงโดยทั่วไป มีผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเป็นคนอ่านคำประกาศเทพยดา เสร็จแล้วมีการรำถวายฟ้าโดยลูกหลานของชาวไทพวน คนหนุ่มสาวจะช่วยกันตำข้าวเพื่อทำข้าวปุ้น (ขนมจีน) ไว้เลี้ยงดูกัน และทำข้าวจี่ (ปั้นจี่) เตรียมไว้ทำบุญตักบาตรในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

แผนที่เดินดิน

About Project

'The ชุมชน'

คือนิทรรศการออนไลน์ที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชน และเครือข่ายข้อมูลโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมพลัง และสร้างศักยภาพชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นผู้ ‘รวบรวม’ ‘บันทึก/เก็บข้อมูล’ ‘จัดการ’ และ ‘สงวนรักษา’ ข้อมูลร่วมกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตัวเองต่อไป ทั้งในด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โครงการพัฒนาคลังข้อมูลชุมชนและเครือข่ายข้อมูล ได้รับการสนับสนุนการทำงานของชุมชน 24 ชุมชน แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 จำนวน 13 ชุมชน และรุ่นที่ 2 จำนวน 11 ชุมชน ประกอบไปด้วย

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2562)

  1. ชุมชนบ้านโป่งมะนาว อำเภอโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี
  2. ชุมชนบ้านนาตุ้ม อำเภอลอง จังหวัดแพร่
  3. ชุมชนบ้านห้วยตองก๊อ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  4. ชุมชนเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  5. ชุมชนบ้านเหมืองแพร่ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  6. ชุมชนศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง จังหวัดภูเก็ต
  7. ชุมชนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
  8. ชุมชนบ้านดอยล้าน อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
  9. ชุมชนมัสยิดบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
  10. ชุมชนบ้านทุ่งบานเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนตลาดใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง
  12. ชุมชนเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร
  13. ชุมชนวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2563)

  1. ชุมชนโพนทราย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
  2. ชุมชนตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
  3. ชุมชนศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
  4. ชุมชนตลาดนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
  5. ชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
  6. ชุมชนบ้านเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  7. ชุมชนบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
  8. ชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ย อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
  9. ชุมชนบ้านนาในน้ำเหนือเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. ชุมชนเมืองเชียงคำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
  11. ชุมชนบ้านสบเกี๋ยง อำเภอปง จังหวัดพะเยา
ทุกชุมชนได้ลงมือเก็บ ‘ข้อมูลชุมชน’ ด้วยตัวเอง โดยใช้เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น 3 เครื่องมือ ได้แก่ แผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน และประวัติศาสตร์ชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการเก็บ ‘ข้อมูลเฉพาะ’ ของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันไป ทั้งข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เช่น สมุดเก่า หนังสือใบลาน ภาพถ่าย อาคาร โบราณสถาน ฯลฯ และข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ภาษา วรรณกรรมพื้นบ้าน ศิลปะการแสดง งานศิลปหัตถกรรม พิธีกรรม งานเทศกาล ฯลฯ จนได้ข้อมูลที่มีความสำคัญและมีคุณค่ากับชุมชน อาทิ ข้อมูลวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลลายผ้าพื้นเมือง ข้อมูลเอกสารโบราณของชุมชน ข้อมูลวัฒนธรรมอาหารของชุมชน ฯลฯ
เมื่อได้ข้อมูลชุมชนและข้อมูลเฉพาะแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากลด้วยกระบวนการ ‘การจัดการวงจรชีวิตข้อมูล’ (Data Lifecycle Management) จากนั้นนำข้อมูลที่ผ่านการจัดการแล้วไปจัดเก็บและเผยแพร่ในเว็บไซต์คลังข้อมูลชุมชน
นิทรรศการ ‘The ชุมชน’ จึงเป็นการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจของชุมชนที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘คนที่รู้เรื่องของเราดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ มาจัดแสดงในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำให้เห็นศักยภาพของแต่ละชุมชนในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนด้วยตัวเอง รวมถึงตอกย้ำให้เห็นบทบาทและความสำคัญของคนในชุมชนในฐานะเจ้าของวัฒนธรรมที่สามารถร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ทั้งนี้ เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการสงวนรักษา ส่งต่อ และสืบทอดในชุมชนต่อไป รวมถึงเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชนจำเป็นจะต้องมี ‘เครื่องมือสำหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น’ เพื่อเป็นตัวช่วยให้รู้จักชุมชนในมิติที่กว้างไปกว่าเดิม โดยเฉพาะมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้รู้จักชุมชนมากขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนให้เป็นองค์รวม นอกจากตัวข้อมูลที่ได้แล้ว เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ทำงานกับชุมชนได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไข ได้เห็นศักยภาพของชุมชน และทุนทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชน จนกระทั่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือสําหรับศึกษาชุมชนเบื้องต้น ประกอบไปด้วย

1. แผนที่เดินดิน

เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน ใช้วิธีการสังเกต พูดคุยและจดบันทึก จากนั้น นำมาเขียนเป็นแผนที่ที่แสดงข้อมูลของชุมชน โดยมีขั้นตอนดังนี้
  1. หากในพื้นที่มีแผนที่ชุมชนอยู่ก่อน ให้ใช้เป็นแผนที่ตั้งต้น โดยต้องตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง และทำการแก้ไข
  2. ลงข้อมูลพื้นฐานในแผนที่ เช่น บ้านเลขที่ ชื่อ-นามสกุล เจ้าของบ้าน สถานที่สำคัญทางศาสนา เป็นต้น
  3. ลงพื้นที่สำรวจลักษณะทางกายภาพของชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จำเพาะมากขึ้น
  4. เขียนอธิบายรายละเอียดที่สำคัญของสถานที่ต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ขนาดของบ้านใหญ่หรือเล็ก บ่อน้ำชุมชนมีน้ำหรือไม่มี เป็นต้น
  5. สังเกตกิจกรรมในชุมชนเพื่อมาบันทึกลงแผนที่ เช่น ลานกิจกรรมชุมชนมีคนมาใช้งานเยอะตอนช่วงเย็น ตลาดสดตอนเช้ามีคนมาจับจ่ายใช้สอยกันมาก เป็นต้น
  6. ทำสัญลักษณ์ให้กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มสตรีทอผ้า กลุ่มผู้อาวุโสที่พูดภาษาถิ่น เป็นต้น

2. ปฏิทินชุมชน

เป็นการบอกช่วงเวลาที่เกิดกิจกรรม เหตุการณ์สำคัญ และประวัติศาสตร์ขึ้นในชุมชน แบ่งออกเป็นปฏิทินด้านเศรษฐกิจที่รวบรวมกิจกรรมเกี่ยวกับอาชีพ ทั้งอาชีพของคนในชุมชน อาชีพของคนในชุมชนที่ไปทำมาหากินที่อื่น และอาชีพของคนที่อื่นที่ทำมาหากินในชุมชน และปฏิทินด้านวัฒนธรรมที่รวบรวมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรมและประเพณี โดยการทำปฏิทินชุมชนมีขั้นตอนดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายของปฏิทินชุมชนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร
  2. รวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถามผู้รู้และเอกสารที่เคยมีการจดบันทึก
  3. เรียบเรียงข้อมูลและจัดทำตาราง เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

3. ประวัติศาสตร์ชุมชน

บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ ประวัติศาสตร์ชุมชนเป็นส่วนผสมของข้อเท็จจริง ความรู้สึก ซึ่งอาจสืบทอดผ่านเรื่องเล่า ตำนาน สถานที่ บันทึก เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผนการปฏิบัติต่างๆ ของชุมชน การศึกษาประวัติชุมชนทำให้รู้ความเป็นมาและเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น รู้ว่าชุมชนมีอายุเท่าไร เราอยู่ที่นี่มานานแค่ไหน มีใคร หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้าง เหตุการณ์นั้นส่งผลอย่างไรหรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคน / ชุมชน / พื้นที่ในชุมชนอย่างไร การศึกษาประวัติชุมชนจะช่วยลดอคติหรือภาพลักษณ์แบบเหมารวมที่อาจมีกับชุมชน และช่วยเลือกวิธีการทำงานกับชุมชนได้เหมาะสม สอดคล้องกับประสบการณ์ ความคาดหวัง ศักยภาพของชุมชน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนมีวิธีการดังนี้
  1. ศึกษาเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับชุมชน เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน
  2. พูดคุยกับคนในชุมชนหรือผู้รู้เพื่อให้ได้ข้อมูลจากคำบอกเล่า
  3. การรวบรวมประวัติศาสตร์ชุมชนอาจมีเอกสารหลายชุดที่แตกต่างกันตามคำบอกเล่า
  4. ประเด็นในการเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชน เช่น ประวัติความเป็นมาของชุมชน ผู้ก่อตั้ง การขยายตัวของชุมชน เหตุการณ์สำคัญ การบุกเบิกที่ดินทำกิน เป็นต้น จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและมีประโยชน์ในการศึกษาข้อมูลต่อไป

ทีมงาน

ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุลนักวิชาการ
ดอกรัก พยัคศรีนักวิชาการ
ยุวดี ศรีห้วยยอดนักวิชาการ
ศิราพร แป๊ะเส็งนักวิชาการ
นวลพรรณ บุญธรรมนักวิชาการ
ปณิตา สระวาสีนักวิชาการ
จุฑามาศ ลิ้มรัตนพันธ์นักวิชาการ
นวพรรณ ภัทรมูลนักวิชาการ
ธันวดี สุขประเสริฐนักวิชาการเอกสารสนเทศ
สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรีนักวิชาการเอกสารสนเทศ
นิสา เชยกลิ่นเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
สุธาสินี บุญเกิดเจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล
ศุภาพิชญ์ อุคำพันธ์เจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ
สมศักดิ์ แก้วนุชเจ้าหน้าที่ประสานงานวิชาการ