มัทรี

เนื้อเรื่องย่อ

เริ่มเรื่องด้วยบทนมัสการพระรัตนตรัย  แล้วกล่าวถึงพระนางมัทรีครั้งที่ทรงติดตามพระเวสสันดรไปอยู่ป่าพร้อมด้วยชาลีพระโอรสและกัณหาพระธิดา  วันหนึ่งพระนางออกไปหาผลไม้ตามที่ทรงปฏิบัติเป็นกิจวัตร  ชูชกได้มาทูลขอพระกุมารทั้งสอง  พระเวสสันดรก็ประทานให้เพื่อสร้างสมทานบารมี  ขณะที่ทรงหลั่งทักษิโณทกก็เกิดอัศจรรย์ไปทั่วทั้งจักรวาล
ชูชกพาพระกัณหาชาลีออกเดินทาง  ทั้งสองกุมารร้องไห้คร่ำครวญจึงถูกพราหมณ์โบยตี  ได้รับความทุกขเวทนายิ่ง  ด้วยความเหนื่อยยากจากการเดินทางและความหิวนมทำให้พระกุมารทั้งสองครวญสั่งความไปถึงพระมารดา เทวดาทั้งปวงได้สดับก็ถึงกับกันแสง  ปรึกษากันว่าถ้าพระนางมัทรีกลับถึงอาศรมแล้วรู้เรื่องก็จะออกติดตามหาพระโอรสธิดาด้วยความทุกข์โทมนัส จึงควรหาทางมิให้พระนางกลับไปทันในเวลากลางวัน เทพยดาผู้เป็นใหญ่จึงให้เทพ 3 องค์เนรมิตตนเป็นราชสีห์ เสือโคร่งและเสือเหลืองไปขวางทางพระนางมัทรีไว้ สั่งว่าแม้พระนางจะขอทางก็อย่าหลีกให้จนกว่าพระจันทร์จะขึ้น ทั้งให้เทพทั้งสามคุ้มครองพระนางให้ปลอดภัยจากสัตว์ร้ายทั้งปวง เพราะถ้าพระนางมีอันเป็นไปพระเวสสันดรและพระโอรสธิดาก็จะเสียพระทัยจนสิ้นพระชนม์  และถ้าพระเวสสันดรมิได้บำเพ็ญทานบารมีเพื่อพระโพธิญาณ  ไม่ได้ตรัสรู้  ก็จะไม่ได้ช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์
 ขณะที่พระนางมัทรีทรงแสวงหาผลไม้ได้เกิดลางร้ายต่าง ๆ  เช่น  กระเช้าสาแหรกคานหลุด  เสียมขอตกจากพระหัตถ์  กระเหม่นพระเนตร ฯลฯ พระนางจึงรีบเก็บผลไม้  จวนเวลาเย็นก็เสด็จกลับอาศรม  ระหว่างทางได้พบสัตว์ร้ายทั้งสามขวางทางอยู่ก็ตกพระทัย  ครวญว่าพระโอรสธิดาจะคอยหา  ได้ทรงพยายามขอร้องให้สัตว์ทั้งสามหลีกทางให้  จนตกกลางคืนสัตว์ทั้งสามจึงหายไป  เมื่อพระนางเสด็จไปถึงอาศรมไม่เห็นสองกุมารวิ่งออกมารับดังเคยก็พระทัยหาย  กันแสงคร่ำครวญ  ยิ่งหวนคิดถึงพระสุบินร้ายก็ยิ่งหวาดหวั่น  พระนางรีบไปเฝ้าพระเวสสันดรถามถึงพระกัณหาชาลีที่ทรงฝากให้พระเวสสันดรดูแลมิให้ไปเล่นไกลพระอาศรม  ครั้นพระเวสสันดรไม่ตรัสตอบ พระนางก็ทรงเป็นทุกข์ทวีคูณ  ตัดพ้อว่าถ้าพระสวามีไม่ตรัสตอบพระนางคงจะถึงแก่ชีวิต
ฝ่ายพระเวสสันดรทรงดำริว่าถ้าไม่ตรัสตอบ ความทุกข์โศกอาจทำให้พระนางมัทรีสิ้นพระชนม์ได้ จึงจะทรงตอบเพื่อดับความทุกข์ของพระนางให้สิ้นไป  ทรงเห็นว่าไม่มีอะไรที่หญิงจะเจ็บใจเท่ากับเรื่องที่ถูกกล่าวหาด้วยความหึงหวงว่ามีความสัมพันธ์กับชายอื่น  พระเวสสันดรจึงทรงแสร้งตัดพ้อว่าทุกวันพระนางมัทรีเคยกลับแต่วัน  แต่วันนี้กลับมามืดค่ำแล้วเหตุใดจึงคร่ำครวญว่าพระโอรสธิดาหาย  พระนางกล้ากำเริบเช่นนี้เพราะคิดว่าพระองค์ไม่มีอำนาจแล้วหรืออย่างไร  ถ้ายังอยู่ในพระนครจะทรงประหารพระนางเสียด้วยพระแสงขรรค์
เมื่อพระนางมัทรีได้ฟังคำบริภาษดังนั้นก็ตรัสว่าตนไม่โกรธที่พระเวสสันดรคิดเช่นนั้น แล้วเล่าว่าขณะเสด็จกลับพระอาศรมมีสัตว์ร้ายทั้งสามมาขวางทางทำให้กลับผิดเวลา พระนางไม่เคยคิดทรยศ แล้วทูลขออภัยโทษพระเวสสันดรพร้อมทั้งอ้างว่าเพราะพระนางมีความจงรักภักดีจึงตามเสด็จมาอยู่ป่า  แล้วก็ทูลถามอีกว่าพระโอรสธิดาหายไปไหน พระเวสสันดรก็ไม่ตรัสตอบ  พระนางมัทรีจึงทูลลาไปตามหาสองกุมารตามสถานที่ที่เคยไปนั่งนอนเล่นแต่ไม่พบ ก็ยิ่งเศร้าโศกจึงเวียนกลับไปตามหาแล้วกลับมาเฝ้าพระเวสสันดร แต่ไม่ว่าจะตรัสถามอย่างไรพระเวสสันดรก็ไม่ตรัสตอบสักครั้ง เหล่าเทวดาได้ยินพระนางคร่ำครวญด้วยความเศร้าโศกก็พากันสงสาร  ในที่สุดเมื่อพระนางมัทรีกลับมาเฝ้าพระเวสสันดรอีก ครั้งนี้ก็ถึงแก่สลบลงแทบพระบาทพระสวามีด้วยความทุกข์  ฝ่ายพระเวสสันดรทรงคิดว่าพระนางสิ้นพระชนม์ก็ตกพระทัย  คร่ำครวญว่าถ้าอยู่ในเมืองก็จะจัดพิธีศพให้สมพระเกียรติ  แต่จนใจที่มาอยู่ป่า แต่ครั้นได้สติก็ทาบพระหัตถ์ที่อุระพระนางมัทรี จึงรู้ว่าพระนางเพียงแต่สลบไป  จึงยกเศียรขึ้นพาดตักแล้วใช้น้ำลูบชโลมพระพักตร์  พระนางก็ฟื้นขึ้น พระเวสสันดรทรงเล่าเรื่องที่ชูชกมาขอสองกุมาร เมื่อพระนางมัทรีทรงทราบความจริงก็อนุโมทนาด้วยความโสมนัสศรัทราในการบำเพ็ญทานบารมีของพระสวามี

ผู้เรียบเรียง

เอกสารอ้างอิง

มัทรีคำฉันท์. พระนคร: พระจันทร์, 2509. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพรองอำมาตย์ตรีเธียร  อิทธิวัฒนะ ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันที่ 14 ธันวาคม พุทธศักราช 2509)

คำสำคัญ

หมายเหตุ

มัทรีคำฉันท์เป็นวรรณคดีประเภทนิทาน แต่งด้วยฉันท์และกาพย์ ไม่ทราบนามผู้แต่งและปีที่แต่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงสันนิษฐานว่า “สำนวนดูเหมือนจะแต่งในรัชกาลที่ 2 และที่ 3 กรุงรัตนโกสินทร์” พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านารีรัตนาโปรดให้จัดพิมพ์เรื่องมัทรีคำฉันท์เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2466

นามานุกรมล่าสุด

Copyright © 2015 ฐานข้อมูลนามานุกรมวรรณคดีไทย : Thai Literature Directory