.




Print E-mail

 


เล่ม ๕ แผ่น ๔๘ วัน  อาทิตย ที ๑ เดือน กันยายน รัตนโกสินทร ศก ๑๐๙ ราคา แผ่น ละ ๓๒ อัฐ


 

บานพแนก

ภาสิตว่าด้วยการพูด                 น่า ๕๖๕ 
ทานสุภาสิต                            น่า ๕๖๖
แปลธรรมธาตุธรรมฐิติ              น่า ๕๖๗
ว่าด้วยคนป่าชาติต่าง ๆ           น่า ๕๖๗
พงษาวดารเมืองเชียงใหม่ เมืองลำปาง 
เมืองลำพูนไชย                       น่า ๕๗๓
เบ็ดเตล็ด                                น่า  ๕๗๔
รายงานหอพระสมุดวชิรญาณ น่า ๕๗๔
ปัญหาธรรมวินิจฉัยที่ ๔๗       น่า    ๕๗๔
แก้ปัญหาธรรมวินิจฉัย ๔๗     น่า ๕๗๕
แก้ปัญหาขัดข้องที่ ๙๖          น่า  ๕๗๕
ปัญหาขัดข้องที่ ๙๘              น่า ๕๗๖

ภาสิตว่าด้วยการพูด
หม่อมเจ้าวัชรินทร์ ส่งมาลง

บุรุษผู้มีปรีชาพึงพิจารณา  ซึ่งจะเจรจานั้น
ให้ชอบในอนาคตกาลไซ้จึ่งให้เจรจา  ครั้นหา
พิจารณามิได้แล้วเจรจาผิดไซ้  ภายน่าไปจะ
คิดสงไสยดังนั้นอย่าพึงมี  เหตุดังนี้แลจะเจรจา
ถ้อยความไซ้ ให้คิดจงหมันจงคงไซ้  จึ่งเจรจา
ปาสาณะเลขะวิยะ  ประดุจดังขีดศิลาไว้  ราไช
วะชิระจัตตาวิยะ  ประดุจดังเหลี่ยมเพ็ชร์ทั้ง ๔  ซึ่ง
เทพยาดาแกล้งสรรไว้  แลผู้ใดจะแปลงเหลี่ยม
เพ็ชร์นั้นมิได้เลย  อันว่าบุรุษผู้ใด มิได้พิจาร
ณาให้หมั้นแม่น  แลเจรจาถ้อยคำนั้น  อุทะ
เลขะวิยะ  แลเจรจาดังขีดน้ำหารอยมิได้  ถ้อย
คำนั้นมิได้ไพเราะ  จำเนียรไปไซ้ก็จะเสีย
ความอันเจรจาไว้  ถ้าผู้ใดไม่พิจารณาให้เห็น
คุณแลโทษ  ถ้าจะเจรจาในกันดารสถานที่ชุม
นุมนั้น  จะมีความชอบแก่บุคคลผู้นั้นหามิได้
เลย  ล้วนแต่โทษมากนัก  ครั้นผิดแล้วก็จะ


๕๖๖

ได้ยากแก่ใจเอง  ผู้ใดไปนั่งในสถานที่ชุม
นุมจะกล่าวถ้อยความประการใดไซ้  พึงให้พิจาร
ณาก่อนด้วยปัญญา  เห็นหมั้นแม่นแล้วจึ่ง
เจรจาถ้อยความทั้งปวง  หาความผิดมิได้เลย 
แต่ล้วนจะเป็นคุณเป็นประโยชน์  แก่บุคคล
ทั้งปวง ๆ  ก็จะสรรเสริญบุรุษผู้นั้น  เอาเป็นอย่าง
ธรรมเนียม  คือเจรจามิได้ยากแก่ใจเอง  บุคคล
หาพิจารณามิได้เจรจา  นานไปเมื่อภายหลัง
ยากแก่ใจเองแล                                         ฯะ

---------------------------------------------

นิทาน สุภาสิต

บทที่ ๔ เรื่อง อ่านหนังสือจีน

นิทานเรื่องนี้  ข้าพเจ้าได้ยินมาแต่ จมื่น
วิชิตไชยศักดาวุธ    ว่าไม่ช้านานนักประมาณ
ใน         ปีแล้วมา มีชายผู้หนึ่งชอบอ่าน
หนังสือ  เรื่องพงษาวดารจีนอย่างเอกนั่งอ่าน
นอนอ่านไปทีเดียวไม่ใคร่หยุด  จนจำได้แทบ
ทุกเรื่อง  กระบวนกลอุบายในเรื่องจนจีนนั้นเข้า
จับในอัธยาไศรยดุจน้ำชาที่จับป้าน เป็นปุ้ม
ปม ฉะนั้น

อยู่มาวันหนึ่งเวลาบ่าย  ชายผู้นั้นอยู่คน
เดียวส่วนบุตรภรรยาข้าทาสไปกิจธุระ  ก็ปิด
ประตูเรือนไว้  เข้าไปนอนเอามือกายหน้าผาก
ตรองอะไรต่ออะไรอยู่คนเดียว  มีชายเพื่อนรัก
คน ๑  รลึกถึงจึ่งมาหาหมายว่าจะพูดจาอะไร
กันเล่นตามสบาย  ชายเพื่อนเดินขึ้นไปบนนอก
ชานเห็นประตูเรือนปิดอยู่  ก็คิดว่าเพื่อนจะ
นอนหลับหรือไปไหนอย่างไรไม่แจ้ง  ครั้นจะ
เรียกร้องก็มีความเกรงใจ  จึ่งคิดว่าเราคอย
อยู่สักครู่หนึ่งถ้าช้านักจึ่งจะกลับไป  ชายผู้
นั้นก็เอามือไพล่หลัง  เดินไปเดินมาอยู่บนนอก

ชาน  เดิน ๆ แล้วก็แหงนดูไปสูง ๆ บ้าง
โดยธรรมดา  ชายเจ้าของเรือนได้ยินเสียงกระ
ดานกระเทือนก็ค่อยเดินย่องออกมามองดู ตาม
ช่องฝาเห็นชายเพื่อนเดินไปมา   แหงนดูบน
หลังคาเรือน  จึ่งคิดว่าเพื่อนเราขึ้นมาเดิน
แหงนมองดูหลังคาแล   เดินไปมาไม่หยุด  เช่นนี้
ก็จะคิดหาอุบาย  ประทุษร้ายเราด้วยเหตุลัก
ขะโมยอะไรอย่างหนึ่งเป็นมั่นคง  คิดสงไสยจึ่ง
ไม่เปิดประตูรับ  ชายเพื่อนเห็นช้านักก็กลับไป

อยู่มาวันหนึ่งชายเพื่อนมาหาอีก  ก็ผเอิน
เจ้าของเรือนปิดประตูเช่นครั้งก่อน  ชายเพื่อน
จึ่งคิดว่าเรามาหา ๒ ครั้งเข้านี่แล้ว  วันนี้
จะต้องรอคอยอยู่ให้พบสักน่อย  ก็เดินไปเดิน
มา  ครั้นเมื่อยขาก็ลงนั่งลงเอามือกอดเข่าอยู่บน
นอกชาน  ฝ่ายเจ้าของเรือนเดินออกมามองดู
ตามช่องฝา  เห็นเพื่อนมานั่งกองเข่าอยู่  ก็
นึกว่าอ๋ามันคิดร้ายเราจริงแล้ว  วานซืนนี้
เดินตรอง  มาวันนี้ลงนั่งกอดเข่าตรองที่จะคิด
เล่นใหญ่เสียแล้วคบไม่ได้  เลยไม่เปิดประตู
รับกลับไปนอนเฉยเสย  เพื่อนเห็นนานนัก
ก็กลับไป

วันหนึ่งไปพบเพื่อนคนนี้เข้าที่อื่น  เพื่อนก็
ตรงเข้ามาพูดด้วย  ว่าข้าพเจ้าไปหาท่านต้อง
คอยอยู่  ๒  ครั้งก็ไม่พบ  เพื่อนอยู่หรือไปข้าง
ไหน  ชายเจ้าของเรือนเห็นเป็นอุบายไปอีก  ทำ
หน้าบึ้ง ๆ ตอบแต่ว่าไม่อยู่  แล้วเดินหนีหน้า
ไป  เพื่อนมาคิดว่านี่อะไรกันหนอ  เขาจึ่งไม่
พูดด้วยเราเช่นแต่ก่อน ก็เลยแตกร้าวกัน 
ภายหลังชายที่อ่านหนังสือจีนมาก  แลสติไม่
ดีนั้นจะพูดกับใครก็ให้คิดเห็นเป็นอุบายไปหมด 
ฟังเขาพูดอย่างนั้น  ต้องด้วยอุบายอย่างนั้น
คิดวุ่นไป  จนเพื่อนฝูงออกระอาใจ ไม่มีใคร


๕๖๗

ไปมาหาสู่  กิติศรับท์นั้นแพร่งพราย  จึ่งได้
ทราบต่อมาดังนี้
       กลอุบายรู้ ไว้เผื่อ           อับจน
       ทุกข์ยากควร กอบกล   เที่ยงแท้
       ใช่เหตุสายหาผล          ผิดพวก พ้องพ่อ
       สติยึดหนองแม้             ขาดแล้ว หลงฉงน

------------------------------------------

แปลธรรมธาตุ ธรรมฐิติ

หม๋อมเจ้าวัชรินทร์ ส่งมาลง

ธรรมธาตุ แปลว่า ธาตุคือธรรม  ธรรมเป็น
ธาตุ  ธรรมแปลว่าความเป็นเอง  ส่วนที่มีเอง
เป็นเองโดยธรรมดา  แลเป็นส่วนทรงตั้งแต่ง
ไว้ซึ่งลักษณของตน ๆ  โดยเป็นรูปธรรมนาม
ธรรม นั้น  แลทรงอุ้มชูสัตว์ไว้ด้วยทุกข์ด้วยสุข
เป็นต้น  ชื่อว่าธรรม

ธาตุ แปลว่า ธรรมที่ทรงตั้งแต่งไว้ซึ่งความ
เป็นเอง  คือลักษณของตน ๆ โดยเป็นของรู้
แตกทำลาย แลเป็นของกระด้างอ่อนละเอียด
เป็นต้น โดยรูปธาตุนามธาตุนั้น อันนี้ว่าทั่ว
ไปทั้งโลกีย์ธาตุโลกุตตะระธาตุ

อนึ่ง ธาตุ แปลว่า  ธรรมชาติย่อมตั้งแต่งไว้
ซึ่งสังสารทุกข์  เป็นอเนกประการโดยสมควร
แก่ความเป็นเอง  อีกอย่างหนึ่ง ธาตุว่า
ธรรมชาติอันสัตว์ย่อมทรงไว้  ประหนึ่งภาระที่
บุคคลจักพึงทรงไว้นำไป ฉนั้น

แลรูปธรรม นั้น  ได้อุปาทิณณกรูป  อนุปา
ณณกรูป ๆ  ที่มีใจครองเป็นอุปาทิณณกรูป 
ที่ไม่มีใจครองเป็นอนุปาทิณณก  นามธรรมได้
ความเป็นเองที่ไมมีรูปเช่นจิตร เป็นต้น  ธาตุก็
อย่งเดียวกัน  แลธรรมนั้นมีประเภทหลายอย่าง
เป็นโลกียธรรมบ้าง  เป็นโลกุตตะระธรรมบ้าง 

เป็นสังขะตะธรรมบ้าง  เป็นอสังขะตะธรรมบ้าง 
ธรรมที่จมอยู่ในโลกย์เป็นโลกียธรรม  แลธรรม
ที่ข้ามขึ้นเสียจากโลกย์เป็นโลกุตตะระธรรม  ได้
ปฏิเวธธรรม  คือ มัคผลแลนฤพาน  นิพพาน
ความดับธรรมที่มีส่วนปัจจัยปรุงแต่ง  เป็นสัง
ขะตะธรรมได้ธรรม ๓ คือ ปริยัติธรรม ปฏิบัติติธรรม
ปฏิเวชธรรม   ปริยัติธรรม คือ ศีลเป็นต้น ต้อง
เล่าเรียนก่อน   ปฏิบัติธรรม  คือ ศีล สมาธิ
ปัญญา เรียนรู้แล้วจึ่งปฏิบัติ  ปฏิเวชธรรม 
คือ มัคผลนฤพาน  เป็นที่จักต้องรู้แจ้งแทง
ตลอดด้วยญาณอสังขะตะธรรม  ธรรมที่ไม่มีปัจจัย
ปรุงแต่งให้มีให้เป็นขึ้น  ได้นฤพานอันออกไป
เสียจากกิเลศ  แลสรรพสังขารทั้งสิ้น  ธรรม
ฐิติญาณ  ปัญญาที่เห็นแจ้งรู้จักที่เกิดที่ดับ
รู้เท่ารู้ถึงรู้ทันธรรมธาตุเหล่านั้น  แลได้รู้ได้
ถึงโลกุตตะระธรรมนั้น ๆ ฯะ

-------------------------------------------

ว่าด้วยคนป่าชาติต่าง ๆ

(ต่อแผ่นที่ ๔๗ น่า ๕๖๒)

๗ ธรรมเนียมที่จะได้ภรรยาสามีนั้น  เมื่อชายได้
สู่ขอตกลงกันแล้ว  ถึงกำหนดที่จะได้อยู่กินด้วยกัน 
ชายก็ต้องจัดหมู เป็ด ไก่ เปนของไหว้ผี   กับกำไล
เงินคู่หนึ่งหนักประมาณ ๒๕ บาท  ให้กับบิดามารดา
ของหญิงเปนสินสอด  จึ่งทำการเส้นไหว้ผีตามอย่าง
ธรรมเนียมแล้ว  ก็อยู่กินด้วยกันที่บ้านของหญิง
ทำมาหากิน  เลี้ยงบิดามารดาของหญิงอยู่ถึง ๖ ปี
ถ้าพ้นกำหนด ๖ ปีไปแล้ว  จึ่งจะไปอยู่ที่อื่นได้
ต่อไป  เมื่อยังไม่ถึงกำหนดแล้ว จะไปอยู่ให้พ้น
จากบิดามารดาฝ่ายหญิงนั้นไม่ได้เปนอันขาด  เมื่อ
คลอดบุตรก็อยู่ไฟเปนธรรมดา


๕๖๘

๘ การรักษาพยาบาลไข้ป่วยนั้น  ก็ใช้เส้นผีวิธีเมื่อ
จะเส้นนั้น  ต้องหาหมอมดมาอ่านมนต์คนหนึ่ง  แล
มีคนเป่าปี่คนหนึ่ง  ในคำที่อ่านมนต์นั้นเปนใจความ
เชิญผีเรือนให้ช่วยรักษาแลให้ขับผีป่าไป  การที่เส้น
ไหว้นี้ถ้าทำครั้งหนึ่งไม่หาย  ก็ทำไป     ครั้ง  กว่าจะ
หายแลตาย  ถ้าหาหมอทำครั้งหนึ่ง  ต้องมีค่า
เบี้ยเลี้ยงให้กับหมอเงินสลึงหนึ่ง  เข้าสาร ๓ ถ้วย  ไข่
เป็ด ๒ ฟอง  ให้กับหมอในเวลาเส้นคราวหนึ่ง

ถ้าไข้นั้นหน้าลงจวนจะสิ้นใจ  ญาติพี่น้องที่สนิท
หรือเพื่อนที่รัก  ก็มาร้องไห้เสร้าโศรกฉุดมือฉุดเท้า
คนไข้  ทำอาการเหมือนจะช่วยกันฉุดคร่าไว้ไม่ให้
ไปยังความตาย  จนเหนว่าคนไข้นั้นจะไม่รอดได้แล้ว
ก็ช่วยกันปลุกปล้ำให้ลุกขึ้นยืนขึ้น  นุ่งกังเกงห่มเสื้อ
ใหม่ที่สอาด  ตกแต่งโดยเรียบร้อยด้วยจะหนึ่งว่าคน
จะมีที่ไป การที่ต้องตกแต่งนี้ ฉเพาะจะตกแต่งให้
เมื่อจวนจะสิ้นใจ  แลจะให้รู้ได้ว่าเปนของ ๆ ตัว 
ถ้าทำให้เมื่อสิ้นใจแล้ว  ผู้ที่ตายไปจะหารู้ตัวได้ว่า
ตนได้นุ่งห่มเครื่องใหม่  จึ่งต้องทำให้เหนแต่ยังเปน

ครั้นตายลงแล้ว  ก็ล้มวัวล้มควายเส้นไหว้ผี
ตามผู้ใหญ่เด็กโดยสมควรกับความนับถือแล้ว  ก็เอา
ศพนั้นไปฝังไว้ในป่าทำเปนหลังคาคลุมไว้  การที่
ล้มวัวล้มควายเส้นให้เมื่อตายนี้  เพราะมีความประสงค์
ว่าให้ผู้ที่ตายนั้น  เอาผีโคผีกระบือที่ล้มให้เปนกำลัง
แลพาหนะต่อไป  และเมื่อเอาศพไปฝังนั้น  ถ้าเปน
ชาย  ก็ต้องเอาไก่ตัวผู้ไปปล่อยไว้ที่ฝังศพนั้นไก่หนึ่ง 
ถ้าศพนั้นเปนหญิง ก็เอาไก่ตัวเมียไปปล่อยไว้ไก่
หนึ่งเหมือนกัน  เขาถือว่าผีนั้นจะได้เลี้ยงไก่นั้นต่อไป 
ครั้นฝังศพเสร็จแล้วกลับมาบ้าน  ก็ต้องหาหมอมดมา
อ่านมนต์ขับไล่ผีป่า  ด้วยเหตุที่ล้มโคล้มกระบือเส้น
ศพนั้น  เกรงผีป่าได้กลิ่นซากโคซากกระบือ  ก็จะ
เข้ามารบกวนให้มีความเจ็บไข้อีกต่อไป

๙ การนับถือสาสนาที่จะเปนที่พึ่งแห่งตนนั้น  ก็
ถือผีเรือนธรรมเนียมปีหนึ่งต้องเส้นสองหน  คือเส้น
เมื่อเดือน ๕ จะลงมือทำนาหนึ่ง เมื่อเดือน ๑๑ ได้
เข้าใหม่หนหนึ่ง  วิธีเมื่อจะเส้นไว้นั้น ก็ล้มกระบือ
และเป็ดไก่  ถ้าเปนคนยากจนแล้วเอาแต่โลหิตเป็ด
ไก่ มาทากระดูกโคกระดูกกระบือใช้แทนก็ได้   แล้วก็
เลี้ยงเหล้าเข้ากันเปนที่รื่นเริง  แลในเวลานั้นแต่งตัว
เปนอย่างงามทั้งชายทั้งหญิง  ใช้เครื่องนุ่งห่มแต่ล้วน
ใหม่ทั้งสิ้น

เครื่องตกแต่งของชาย  มีกำไลมือแลแหวน 
ผู้หญิงสรวมปลอกคอ  ต่างหู กำไลมือ  แต่เปน
เงินโดยมาก  การเล่นนั้น  เอาเม็ดฝ้ายห่อผ้าเปนลูก
กลม ๆ แล้วผู้ชายอยู่พวกหนึ่ง  ผู้หญิงอยู่พวกหนึ่ง 
แล้วก็โยนใส่กัน ถ้าพวกใดรับผิดผ้าห่อเมิดฝ่ายนั้น
ตกดิน พวกนั้นก็เปนแพ้ พวกที่ชนะก็เอาเหล้าให้พวก
ที่แพ้กิน  อีกอย่างหนึ่งเล่นตามพวกหนุ่มสาวนั่งล้อม
เปนวงขับลำแก่กัน  ตามเพศภาษา  มีเครืองตนดรี
คือปี่ทำด้วยไม้เฮี้ยเป่าเปนจังหวะตามเพลงขับไป 

                ๑๖ ว่าด้วยผู้ไทยขาว

ผู้ไทยขาวนี้  ขนมธรรมเนียมต่าง ๆ นั้น  ก็ใช้
อย่างธรรมเนียมจีนทั้งสิ้น  แปลกอยู่แต่ผู้หญิงนุ่งสิ้น 
ไว้ผมมวยทั้งชายทั้งหญิง  ที่มีเรียกว่า ผู้ไทยขาว
นั้น ก็เพราะเหตุว่าเมื่อเวลามีการทำศพ  ก็นุ่ง
ห่มแต่ล้วนเครื่องขาวอยู่จนครบกำหนดสามปี  จึ่งได้
เรียกว่าผู้ไทยขาว  ภาษาพูดก็เช่นเดียวกับผู้ไทยดำ

    ๑๗ ว่าด้วยคนชาติข่าขาวเรียกตามภาษาผู้ไทย

๑  ข่าขาวนี้  อาไศรยอยู่ในดินเมืองแกง แขวงสิบ
สองจุไทย  ปลูกเรือนอยู่บนเขาสูง  ทำด้วยไม้ไผ่ใช้
หญ้าคาแลใบไม้มุงหลังคา 

๒  มีลักษณร่างกายล่ำสันแขงแรง  มีภาษาพูด
เปนอย่างหนึ่ง


๕๖๙

๓  เครื่องบริโภคนุ่งห่ม  แลอาหารรัปทานเข้า
เหนียว  ผู้ชายนุ่งกังเกง ห่มเสื้อโพกสีสะด้วยผ้าดำ 
ผู้หญิงนุ่งผ้าสิ้นห่มเสื้อยาว โพกสีสะด้วยผ้าดำ  ไว้ผม
ยาวเกล้ามวยทั้งหญิงชาย  หญิงถ้ามีผัวแล้วก็เกล้า
ผมสูงอย่างเช่นพวกผู้ไทย แลการตกแต่งร่าง
กายก็เหมือนอย่างพวกผู้ไทย

๔  วิชาชำนาญจะประกอบการเลี้ยงชีพนั้น  ทำไร่
เข้า ไร่ฝ้าย  ปลูกฟักแฟงแลผักต่าง ๆ  เลี้ยงสุกร ไก่
ขายเปนสินค้า

ผู้หญิงทอผ้าเครื่องนุ่งห่มใช้ได้เอง  ผู้ชายตีมีด
 พร้อมอาวุธใช้เองบ้าง

๕  หัวน่า พาหนเครื่องใช้สอย  มีหม้อทองแดงแล
เครื่องใช้จักสานด้วยหวายแลไม้ เปนต้น  การควบคุม
ว่ากล่าวนั้น  ก็รับยสเปนเพี้ยแสน  จากเจ้าเมืองกรมการ

๖  เงินใช้แลกเปลี่ยน  ก็ใช้ชั่งตัด ดังเช่นกล่าว
มาแล้ว

๗  ธรรมเนียมได้ภรรยาสามี  เมื่อพูดจาเล้าโลม
กันตกลงแล้ว  ข้างชายก็แต่งของไปสู่  มีเหล้าเข้า
เครื่องเลี้ยงแลเงินสองเบี้ย   คิดเปนเงิน ๕ บาท  ให้
กับผู้ใหญ่ของหญิง  แล้วก็เส้นไหว้ผีเรือนอยู่กินด้วย
กันที่บ้านผู้หญิง  ทำมาหากินเลี้ยงบิดามารดาของ
หญิงไปถึงหกปี  แล้วจึ่งจะพาหญิงภรรยาไปจาก
สำนักนิ์นั้นได้

ถ้าเปนชายจนไม่มีเข้าของเงินทองจะเสีย  บิดา
มารดาแห่งหญิงยกให้  ต้องอยู่ทำเลี้ยงบิดามารดาหญิง
ภรรยานั้นถึง ๑๒ ปี แล้ว  จึ่งจะพาไปจากสำนักนิ์
แห่งบิดามารดาหญิงนั้นได้  แลการที่คลอดบุตรนั้น 
ก็อยู่ไฟเหมือนกัน

๘  การรักษาพยาบาลเมื่อป่วยไข้  ก็ใช้คนที่ทรง
ผีแลเจ้ามาทรง  เมื่อเจ้าผีเข้าทรงแล้ว  บอกให้เส้น
ไหว้บวงบนผีป่าผีบ้านเปนประการใด  ก็ทำไปตาม

ลัทธิที่ผีบอกว่า  จะกินไก่กินหมูตามแต่จะชอบใจไม่
ใช้ยาอันใดเลย

เมื่อตายลง  ก็ล้มสุกร กระบือ ทำเครื่องเส้นศพแล้ว
ก็เอาไปฝัง

๙  การนับถือสาสนา ซึ่งจะเปนที่พึ่งแห่งตน   ก็
นับถือผีเรือน เมื่อฤดูแล้วการไร่นาก็เส้นไหว้  มีเหล้า
สุกร ไก่ กระบือ ทำเครื่องเส้น  และประชุมเล่นการสนุก
ก็ขับร้องโต้ตอบกันตามหนุ่มสาว  แลมีฆ้องตีเปน
จังหวะไป 
       ๑๘ ว่าด้วยคนชาติม้อย  ซึ่งเรียกตามภาษาผู้ไทย

๑  พวกม้อยนี้  อาไศรยอยู่ในดินเมืองปี เขตแดน
ญวน ซึ่งต่อกับเมืองชางที่เปนพระราชอาณาเขต
กรุงเทพฯ  ชอบปลูกเรือนอาไศรยอยู่ตามชายทุ่ง  เรือน
นั้น ก็ทำด้วยไม้ไผ่  แลใช้หญ้าคาแลใบไม้มุงหลังคา

๒ ลักษณรูปร่างกิริยาสันทัดคน พูดภาษาอย่าง
หนึ่งต่างหาก  แต่รู้จักภาษาญวนโดยมาก  เหมือน เรียก
กินเข้าวา (เกิม) เปนต้น

๓  เครื่องนุ่งห่ม  แลอาหารรัปทานเข้าเจ้าเข้า
เหนียวบ้าง  ไว้ผมยาวเกล้ามวยทั้งชายหญิง  ผู้ชายนุ่ง
กังเกงห่มเสื้อโพกสีสะแต่งตัวเช่นผู้ไทย  แต่เสื้อม้อย
ผู้ชายนั้น  ต่อแขนด้วยผ้าสีขาวแดงเปนปล้องขาว
ปล้องแดง

ผู้หญิงนุ่งผ้าสิ้นสีดำแดงบ้าง  ห่มเสื้อติดดุม
เฉียงไปข้างขวา  เสื้อนั้นยาวปกเข่าลงไป  โพกสีสะ
ด้วยผ้าดำ  แลเครื่องนุ่งห่มที่เปนแพรสีต่าง  ๆ  ก็มีบ้าง
เว้นแต่สีขาวเท่านั้น  ไม่ใช่ถือว่าเปนของทุกข์แล
เสร้าโศก

๔  วิชาชำนาญประกอบการเลี้ยงชีพ  ทำนาทำไร่
ฝ้าย เลี้ยงไหมทำผ้าฝ่ายผ้าไหม  เก็บเห็ดหูหมู  เร็วเปน
ของเกิดขึ้นในป่า ซื้อมาแต่ญวน


๕๗๐

๕  พาหนแลหัวน่า  ที่ได้คุ้มครองรักษาว่ากล่าว
กันนั้น  หัวน่าได้รับยสแลตราตั้งมาแต่เมืองญวน เรียก
ว่า (องตี)  คือเจ้าเมืองใช้โค กระบือ แลม้าเปนพาหน
เครื่องใช้ต่าง ๆ ก็ใช้ของญวนทั้งสิ้น

๖  เงินที่ใช้แลกเปลี่ยน ก็ใช้เงินมุ่นเงินตัด  ดังที่
กล่าวมาข้างต้นแล้ว

๗  ธรรมเนียมซึ่งจะได้ภรรยาสามีนั้น  เมื่อข้างผู้
ใหญ่ข้าง?ขายจะไปสู่ขอ  ก็ต้องเอาหมากพลูไปให้ผู้
ใหญ่ข้างหญิง  ว่ากล่าวสู่ขอกัน
 เมื่อได้ตกลงยกให้กันแล้ว  ก็กลับมาเอาหมู
เป็ด ไก่ เหล้าเข้าไปให้กับผู้ใหญ่ข้างหญิงอีก   ฝ่ายข้าง
หญิงนั้น  ก็จัดแจงทำเลี้ยงในวงษญาติ แลพวกพ้อง
แห่งหญิงเปนการพร้อมมูลกัน  แล้วผู้ใหญ่ของหญิง
นี้  กล่าวขึ้นในท่ามกลางวงษญาติแลพวกพ้องแห่งหญิง
นั้นให้ทราบทั่วกันว่า  หญิงผู้นั้นจะได้อยู่กินเปนสามี 
ภิริยากับชายนั้นในวันคืนนั้น

ครั้นถึงวันฤกษดีที่ได้กำหนดไว้  แล้วฝ่ายชายก็
จัดแจงเหล้าเข้าหมู เป็ดไก่ไปให้กับฝ่ายหญิง  แล้วก็
ทำเส้นผีเรือนแลเลี้ยงกันอีกคราวหนึ่ง  แต่เงินทอง
นั้นไม่เปนกำหนด  สุดแต่จะว่ากล่าวตกลงกันตาม
มากแลน้อย  ครั้นเลี้ยงกันเสร็จแล้วพวกญาติฝ่าย
หญิง  ก็นำหญิงนั้นมาสู่ยังบ้านชาย  ฝ่ายชายก็ทำ
ของเลี้ยงแลเส้นฝีเรือน  ที่บ้านชายด้วยเหมือนกัน 
แล้วก็รับหญิงนั้นไว้อยู่กินด้วยกันที่บ้านชาย  เมื่อ
คลอดบุตรก็อยู่ไฟเปนธรรมดา  ครั้นคลอดได้ถึงเดือน
แล้วหมู่ญาติก็มาประชุมพร้อมกัน   มีผ้าผ่อนแพร
พรรณแลเข้าของต่าง ๆ  ตามที่มีแลจนมาสู่ขวัญ
ให้บุตรที่คลอดนั้นแล้ว ก็ล้มหมู เป็ด ไก่  เลี้ยงกันเป็น
ที่รื่นเรงแลยินดีเป็นอันมาก

๘   การรักษาพยาบาลไข้ป่วยนั้น  เมื่อป่วยไข้ก็
หาหมอมาดูให้รู้ว่า  จะถูกผีบิดามารดาหรือผีเรือน  
ผีป่า ผียักษ์  แลจะมาเพื่อประสงค์จะกินโค กระบือ หรือ

เป็ดไก่ เปนประการใด  ฝ่ายหม้อนั้นทำวิธีต่าง ๆ  ที่
จะพิจารณาให้รู้ว่าเปนภูตผีอันใด  แล้วก็บอกให้ญาติแล
พวกพ้องของคนไข้ให้รู้แล้ว ก็ทำเส้นไหว้ให้ตาม
ที่หมอบอกนั้นทุกประการ  แลยาก็ใช้ยารากไม้ตาม
ที่เคยใช้กัน

ครั้นเมื่อตายลง  ก็ล้มโค กระบือ เส้นไหว้แลมีหมอ
ไปสวดที่ศพ  เมื่อจะเอาศพไปฝังก็มีฆ้องกลองตีนำ
ศพจนถึงที่ฝัง  ครั้นฝังแล้วก็กลับมาทำเลี้ยงกัน

แต่พวกญาติแลพี่น้องนั้น  ต้องนุ่งห่มขาวไว้ทุกข์
ให้ศพตามกำหนดนี้  ถ้าเปนบิดาก็นุ่งขาวอยู่ ๓ ปี 
ถ้ามารดาก็นุ่งขาวอยู่  ๒  ปี   แต่นอกนั้นไม่มีกำหนด 
เมื่อเวลานุ่งขาวห่มขาวอยู่นั้น   ถึงเวลาเช้าเย็นก็ตก
แต่งเข้าปลาเส้นผีนั้น  วันละสองเวลาเสมอไป  กว่า
จะสิ้นกำหนดที่นุ่งขาว แต่ไม่ต้องไปเส้นที่ศพ  ทำ
เส้นที่บ้านเหมือนเส้นผีเรือน

๙  การนับถือสาสนาซึ่งถือว่า  จะเปนที่พึ่งแห่ง
ตนนั้นถือผีเรือน  คือทำเปนชั้นแลหิ้งไว้ที่ในห้อง
เรือน  เวลาเช้าเย็นก็จุดธูปเทียนบูขาเคารพนบไหว้
เสมอเหมือนเช่นจีนแลญวน  แลการเส้นไหว้ที่ทำเปน
การปีนั้น  คือขึ้นปีใหม่หนหนึ่งเรียกว่า  (อันเต๊ก) 
เปนการใหญ่เช่นตรุษจีน  ล้มหมู เป็ด ไก่เส้นไหว้ 
เลี้ยงกันเปนการเอิกเริกรื่นเริงมากเล่นการสนุกขับร้อง
ไปตามเพศภาษาของเขา  แลตีกลองฉาบเสียงครึก
ครื้นทั่วไป แลเล่น อีกอย่างหนึ่ง เอาชนไก่แลหนังมา
ทำเปนตะกร้อแล้วก็โยนรับกัน  ผู้หญิงพวกหนึ่ง  ผู้
ชายพวกหนึ่ง  ถ้าพวกใดรับไม่ได้ก็เปนแพ้  แล้ว
ก็ปรับเอาเงินกันเฟื้องหนึ่งบ้างสลึงหนึ่งบ้าง  ถ้าไม่
ให้เงินถ่ายตัวแล้ว  ก็แย่งเอาผ้าที่โพกสีสะไปแล้ว 
จึ่งให้ถ่ายเอา  การเล่นในเทศกาลนี้กำหนด ๑๕ วัน

แลการที่เส้นเล็กน้อยนั้นมีอีก ๔ ฤดู  คือเดือน ๓ 
ครั้ง ๑ เดือน ๔ ครั้ง ๑ เดือน ๗  ครั้ง ๑ เดือน ๘
ครั้ง ๑ 


๕๗๑

๑๙ ว่าด้วยคนชาติข่าหิน ซึ่งเรียกตามภาษาผู้ไทย

๑  คนชาติข่าหิน  อาไศรยอยู่ในดินเมืองแกงแล
เมืองมุน  ชอบทำยกเรือนอยู่บนเขาสูง  โรงเรือน
ที่อาไศรยนั้น  ก็เช่นเดียวกับข่าแจะ

๒  ลักษณร่างกายเปนคนแขงแรงว่องไวในทาง
ป่าแลเขา  มีภาษาพูดเปนอย่างหนึ่ง  ไม่มีหนังสือใช้

๓  เครื่องนุ่งห่มตกแต่งร่างกายแลอาหาร  ผู้ชาย
ไว้ผมยาวเกล้ามวยไว้ข้างหลัง  นุ่งกังเกงดำขาแคบ
ห่มเสื้อยาวอย่างเช่นเสื้อผู้ไทยดำ  บางคนก็ห่มเสื้อ
นั้นเหมือนเสื้อกระบอก

ผู้หญิงสาวก็เกล้ามวยไว้ข้างหลังเช่นกัน  ถ้า
มีผัวแล้ว  ก็เกล้าผมสูงเปนเครื่องหมายดังเช่นพวก
ผู้ไทย  นุ่งสิ้นห่มเสื้อสั้นเหมือนเสื้อกระบอกมีผ้าดำ
โพกสีสะทั้งชายทั้งหญิง  เครื่องนุ่งห่มก็ชอบใช้สีดำ 
แต่หญิงนั้นสรวมกำไลมือทำด้วยทองเหลือง ทองแดงแล
เงิน  เจาะหูสอดลานเงินโตประมาณนิ้วหนึ่ง แล
รับประทานเข้าเหนียวเปนอาหาร  แลมักชอบรับประ
ทานเนื้อสุนักข์ด้วย

วิชาชำนาญที่จะประกอบการเลี้ยงชีพ  จักสานเป้ 
กะแฟ้มสานด้วยหวาย  สำหรับใช้ใส่ผ้าผ่อนเครื่องนุ่ง
ห่ม ตีเหล็กทำมีดพร้า  แลทอผ้าเครื่องนุ่งห่มใช้
เอง  ทำไร่เข้าไร่ฝ้ายไร่แตง ทำป่าผึ้ง  เก็บเร่ว
เห็ดหูหนู  ของในป่าขายเปนสินค้า ใช้น่าไม้แล
แลปืนเปนอาวุธสำหรับมือ  แต่ปืนนั้นก็ซื้อจากแม้ว
แลเลี้ยงแพะสุกร ไก่ไว้กินแลขายบ้าง

๕  พาหนะแลหัวน่าที่ได้คุ้มครองรักษาว่ากล่าวกัน 
ก็ยกย่องขึ้นให้ว่ากล่าวควบคุมกันเอง ดังเช่นกล่าวมา
แล้วแต่หลัง  เครื่องใช้มีหม้อแลถ้วยชาม เปนต้น  ก็
ซื้อจากพ่อค้าญวนแลพ่อค้าผู้ไทย

๖ เงินใช้แลกเปลี่ยน  ก็ใช้เงินมุ่นย่อยชั่งตัด
เอาตามน้ำหนัก

๗  ธรรมเนียมได้สามีภิริยากันนั้น  ข้างชายก็ไป
ฃอต่อบิดามารดาของหญิง ๆ ยอมยกให้แล้ว  ต้องมี
เงินหนักสามบาทสามสลึง  ตีเปนกำไลมือขอนหนึ่ง  แล
เหล้า เข้า ไปให้แก่บิดามารดาของหญิง (เรียกว่า
เงินค่าแขน)  แล้วก็ตกแต่งเลี้ยงเหล้าเข้ากันเสร็จ
แล้ว  ก็ได้อยู่กินด้วยกันที่บ้านหญิงทำมาหากินเลี้ยง
บิดามารดาของหญิง  มีกำหนดได้ ๘ ปี เมื่อพ้น
กำหนดนั้นแล้ว  จึ่งจะออกไปหาที่อยู่ตามลำพังตนได้

๘  การป่วยไข้แลรักษาพยาบาลนั้น  เมื่อป่วยไข้ลง
ก็หาหมอมาไถ่ถามทำตามอย่างพวกผู้ไทย เมื่อ
ตายลง  ก็ใช้ฝังแลเผาเหมือนกัน  แต่ต้องล้มกระบือ
หรือสุกร ทำเครื่องเส้นศพตัวหนึ่ง  เมื่อฝังแลเผาศพ
กลับมาแล้ว  ก็อาบน้ำชำระกายเพื่อประสงค์ให้หมด
มลทินการศพ นั้น

๙  ธรรมเนียมถือสาสนา  ซึ่งจะเปนที่พึ่งแห่งตนนั้น 
ถือผีฟ้า (คือเทพารักษา)  แลผีปู่ย่าบิดามารดา  มีการ
เส้นไหว้เมื่อฤดูแล้วการไร่นาปีละครั้ง  ((คือเดือนสิบ) 
ได้ประชุมเลี้ยงเหล้าเข้าและขับร้องไปต่าง ๆ ตามเพศ
ภาษา  คือหญิงพวกหนึ่ง ชายพวกหนึ่ง ขับร้องโต้
ตอบกันด้วยถ้อยคำอันเปนที่รัก  ตีฆ้องแลฉาบครึก
ครื้นไปทั้งป่าเขาในตำบลนั้น ๆ 

     ๒๐ ว่าด้วยคนชาติข่าฮวด เรียกตามภาษาลาว

๑  คนชาติข่าฮวดนี้  อาไศรยอยู่ในเมืองฮุน แลอยู่
ตามริมฝั่งน้ำของเขตเมืองหลวงพระบาง  ชอบปลูก
โรงเรือนอาไศรยอยู่ตามเขา  ดังเช่นข่าแจะแต่อยู่ริมลำน้ำ

๒  ลักษณกิริยาแลเพศภาษานั้น ผิวกายดำ  มีภาษา
พูดอย่างหนึ่งต่างหาก ไม่มีหนังสือใช้

๓  การตกแต่งร่างกายแลเครื่องนุ่งห่มนั้น ชายผู้
ไว้ผมยาวเกล้ามวย  แต่ไรผมที่หน้าผากตัดแลกริบ
สั้นประมาณองคุลีหนึ่ง  หวีให้ลงมาปรกที่หน้าผากไว้ 
แลขนคิ้วขนตาขนหนวดถอนเสียสิ้น  แลสักน้ำหมึก


๕๗๒

เปนริ้วรอยยาว ๆ แต่ข้อเท้าถึงต้นขา  นุ่งผ้าเตี่ยว
คาดเอวมีชายโจงกะเบนไว้  ผ้านั้นกว้างประมาณ  ๑ คืบ
พอหุ้มห่อของที่ลับไว้นิดหนึ่ง   เมื่อถึงฤดูหนาวก็ต้อง
นั่ง  นอนอยู่กับเตาไฟ  ผู้หญิงนุ่งสิ้น เกล้าผมสูงมีผ้า
ดำโพกสีสะไว้  เครื่องแต่งตัวแล-----ผ้าต่าง ๆ ที่จะ
มีใช้สอยบ้าง  ก็เมื่อหาของป่ามาซื้อขายแลกเปลี่ยน
กันที่เมืองหลวงพระบางไดบ้างเท่านั้น  -----เข้า
เหนียวเปนอาหาร

๔  วิชาชำนาญที่จะประกอบการเลี้ยงชีพ  ใช้น่าไม้
เปนอาวุธยิงนก แลกระรอก รัปทานเปนอาหาร  จึ่งได้
ความตามที่ลาวเรียกว่า  ข่าฮวดนั้น  เพราะข่านี้ชอบ
รัปทานกะรอกมาก  แต่สำเนียงลาวนั้นอักษร รอไม่มี
ใช้ ๆ อักษร ฮอ แทน รอ จึ่งเรียกเปนข่าฮวดไป  แลข่า
พวกนี้มีวิชาจักสานได้บ้าง  คือกะบุง กะแฟ้ม เปนต้น 
ผู้หญิงก็ถักสวิงเล็ก ๆ  สำหรับเกี่ยวช้อนปลาตามลำ
ห้วย  แลใช้เปนถุงสำหรับใสหมากพูลบ้าง

๕  หัวน่าที่ได้บังคับว่ากล่าวควบคุม  แลพาหน
นั้น  ตัวนายก็ได้รับยสจากท้าวพระยาในเมืองหลวง
พระบาง ยกย่องขึ้นให้ดูแลในพวกกัน  พาหนก็เลี้ยง
โค กระบือ แพะ หมู  แต่หาได้ใช้เปนพาหนไม่ เลี้ยงไว้
สำหรับเมื่อป่วยไข้  ก็ได้ล้มลงเส้นผีเรือน แลขายพอ
ได้ซื้อเครื่องนุ่งห่มสำหรับตัว เท่านั้น

๖  เงินที่ใช้แลกเปลี่ยน  ก็ใช้อย่างเมืองหลวง
พระบาง

๗  ธรรมเนียมซึ่งจะได้สามีภิริยานั้น   เมื่อชายหญิง
รักพูดจากันตกลงแล้ว   ก็ให้ผู้ใหญ่ไปสู่ฃอว่ากล่าว
กันตามธรรมเนียม   กำหนดของชายที่จะต้องให้เปน
ค่าหัวหญิงนั้น  เงินลิ่มหนึ่งมีน้ำหนัก  ๔ บาท ๒ สลึง 
กระบือคู่หนึ่ง  กับของที่จะเส้นไหว้ผีเรือนนั้น  ก็
เอาสุกรตัวหนึ่ง  ล้มลงทำเส้นไหว้เลี้ยงกัน แล้ว
ก็รับเอาหญิงนั้นมาอยู่บ้านชาย

เมื่อคลอดบุตรออกมา  แล้วก็อยู่ไฟกันสามวันเท่า
นั้น  เมื่อจะมีธุระไปในที่ใดก็เอาบุตรใส่ผ้าตะพายไป
ด้วย  แต่มียากินอย่างหนึ่ง  ใช้ใส่กระบอกหลาม
กินเปนน้ำไปประมาณเดือนหนึ่ง  ยานั้นเปนต้นไม้เรียก
ว่า  (ต้นแตะ)  ต้นที่อย่างขนาดใหญ่โตได้ถึงสามกำก็
มีเมื่อจะหลามก็ตัดเอาแต่กิ่งก้านมาหลามอย่างเดียว
เท่านั้น  ไม้นี้มักขึ้นในลำห้วยแลที่ชุ่มเย็น  ใบโต
ประมาณ ๕ นิ้ว ยาวประมาณ ๑๐ นิ้ว  มีรสหอม
หวาน  แลรับประทานแก้เส้นสายก็ได้ มีคุณเปนหลาย
ประการ

๘  การไข้ป่วยแลรักษาพยาบาลนั้น  เมื่อป่วยไข้ลง
ก็ล้มกระบือแลสุกรเส้นไหว้ผีไปกว่าจะหาย
 ถ้าถึงตายลง  ก็ล้มโคกระบือ สุกรเลี้ยงพรรคพวก
ที่มาช่วยกันเอาศพไปฝัง  การเมื่อจะฝังศพนั้น  ก็
เอาไม้จริงมาขุดเอาเปนเช่นรางใส่เข้าสุกร  แต่มีฝาปิด
แล้วก็เอาใส่ศพไปฝังเท่านั้น

๙  ธรรมเนียมถือสาสนาที่จะเปนที่พึ่งแห่งตนนั้น 
ก็ถือผีเรือน  เมื่อถึงเวลาที่ตนรับประทานอาหาร แล้ว
ก็เอาเขาปั้นหนึ่ง กับอาหารบ้างเล็กน้อยวางไว้ที่ฟาก
เรือน  แล้วเรียกให้ผีปู่ย่าตายายแลบิดามารดามา
รับประทาน  ทำดังนั้นเสร็จแล้ว ตัวเขาจึ่งรับประทาน 
เปนอย่างนี้เสมอทุกเวลาเช้าเย็น

การที่จะเส้นไหว้  เปนธรรมเนียมปีดังชาติอื่น ๆ 
ที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นนั้นหามีไม่   เปนแต่เล่นพร่ำ
เพรื่อไปไม่เปนเทศกาล  เครื่องเล่นนั้นมีปี่ทำด้วยไม้
เฮีย ๆ นั้น มีลำต้นบางเหมือนไม้ซาง  ที่ต้นลำใหญ่
นั้นแลดีดเพี้ย  เล้าโลมหญิงเปนการสนุกไปมิได้มี
เวลาเลย  แล้วแต่จะชอบใจเล่นไม่เลือกว่าเปนเทศ
กาลแลฤดูใด ๆ เลย ฯะ

จบหมวดหนึ่ง


๕๗๓

พงษาวดารเมืองเชียงใหม่
เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย

จุลศักราช ๑๒๓๗  ปีกุนสัปตศก  พระบาทสม
เด็จพระปรมินทรามหาจุฬาลงกรณ์  พระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว  มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุร
สิงหนาท  ดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งให้ พระ
ยาศรีสิงหเทพฯ  เรียงพงษาวดารโดยลำดับวงษลาว
พุงดำประเทศ  ขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวาย  จักดำเนิน
เรื่องราชพงษาวดาร  เมื่อลุศักราช ๑๑๒๙  ปีกุนนพศก 
พระเจ้าอังวะยกยุทโยธาทัพ  ลงมาตีกรุงศรียุทธยา
มหานครบุราณถึงแก่พินาศปราไชย  แล้วพระเจ้า
อังวะตั้งให้โปสุพลา  โปมะยุเวน  คุมกองทัพลงรวบ
รวมไพร่พลลาวเมืองเชียงใหม่  เมืองนครลำปาง เมือง
ลำพูนไชย  ไปตั้งอยู่ที่เมืองกุมกาม  โปสุพลา โปมะ
งวน ตั้งพระยาจ่าบ้านเปนพระยาสุรสงครามเจ้า
เมือง  ตั้งฟ้าชาย-----ผู้หลานเปนพระยาอุปราช  อยู่
มาพระยาอุปราชถึงแก่กรรม  พระยาอุปราชมีบุตรชาย
๗ คน  คือ นายกาวิละ ๑ นายคำโลม ๑ นายน้อย
ทำ ๑  นายดวงทิพ ๑  นายหมูหล่า ๑  นายคำฟั่น ๑
นายบุญมา ๑  บุตรหญิง ๓ คน  นางสริจา ๑ นางสริ
วันนา ๑ นางสริบุญธรรม ๑  รวม ๑๐ คน  โป
สุพลาจึ่งตั้ง นายกาวิละบุตร  นายฟ้าชายแก้วที่หนึ่ง
เปนพระยาอุปราช  ลุศักราช ๑๑๓๖  ปีมะเมียฉอศก 
พระเจ้ากรุงธนบูรี  ยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองกุมพกาม 
ครั้นขึ้นไปถึงเมืองลำพูนไชย  ก็หยุดประทับตั้งค่าย
หลวงอยู่ที่นั้น  โปสุพลา โปมะยุงวนรู้ว่า  กองทัพ
กรุงเทพฯ ยกขึ้นไป  ก็ให้พราจ่าบ้าน พระยากา
วิละ  เกณฑ์คนออกตั้งรับทัพไทยอยู่นอกเมือง  ฝ่าย
พระยาจ่าบ้าน พระยากาวิละ  ก็เข้าหาท่านเจ้าพระยา
แม่ทัพ  ขอเปนข้าขอบขันธสิมากรุงเทพ ฯ ท่าน

พระยาแม่ทัพ  ก็ให้พระยาจ่าบ้าน พระยากาวิละ 
นำทัพยกเข้าปีนปล้นเอาเมือง  ฝ่ายโปสุพลา โปมะยุ
งวนทราบว่า  พระยาจ่าบ้าน พระยากาวิละเข้าหาแม่
ทัพไทยแล้ว  ก็ไม่อาจที่จะคิดสู้รบต่อไป  ครั้นถึง
ณ วัน ๗ เดือน ๒ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เวลายามเศษ  โปสุพ
ลา โปมะยุงวน ก็กวาดต้อนครอบครัวพม่า ลาว หนีออก
จากเมือง  ครั้น ณ วัน ๕ เดือน ๒ แรม ๓ ค่ำ  พระ
เจ้ากรุงธนเสด็จยกเข้าอยู่ในเมือง  โปรดตั้งพระยา
จ่าบ้านเปนพระยาวิเชียร  ปราการ  ถืออาญาสิทธิ์ ให้
พระยาวังพร้าวผู้หลานเปนพระยาอุปราช  น้อยโพธิเปน
พระยาราชวงษ์  ยกขึ้นไปตั้งที่เมืองป่าทราง  ทาง
ไกลเมืองกุมกามวันหนึ่ง  ตั้งพระยาลำพูนเปนพระยา
วัยวงษาถืออาญาสิทธิ์  ครองเมืองลำพูนไชยตามเดิม 
ตั้งนายน้อยต่อมต้อเปนพระยาอุปราช  ให้พระยากาวิละ
ถืออาญาสิทธิ์ครองเมืองลำปาง  ตั้งคำโสมผู้น้อง
ที่หนึ่งเปนพระยาอุปราช  ตั้งน้อยทำผู้น้องที่สองเปน
พระยาราชวงษ์  ดวงทิพ หมูหล้า คำฟ้า บุญมา น้อง ๔
คนนี้ให้เปนผู้ช่วยราชการ  จึ่งพระราชทานเครื่องยส
โดยถานาศักดิ์ทุกคน  แล้วเสด็จยกทัพกลับยังกรุง
ธนบูรี  เมืองเชียงใหม่  เมืองนครลำปาง เมืองลำพูน
ไชย  ก็เปนเมืองขึ้นกรุงธนบูรี แต่นั้นมา  ครั้น
ศักราช ๑๑๓๗  ปีมะแมสัปตศก   พระเจ้าอังวะให้อแซ
วุ่นกี้ เปนแม่ทัพมาตีเมืองพิศนุโลกย์  แลเมืองฝ่ายเนือ
ให้อำมะหลอกวุ่น กับตวนวุ่นเปนแม่ทัพ  คุมพลมาตี
เมืองป่าทราง  พระยาวิเชียรปราการเจ้าเมืองเชียงใหม่ 
พระยาวัยวงษา เจ้าเมืองลำพูน สู้รบเหลือกำลัง  ก็อพยบ
ครอบครวทิ้งเมืองเชียงใหม่  เมืองลำพูนไชย  ลงมาอยู่
เมืองนครลำปางบ้าง  อยู่ตามหัวเมืองฝ่ายเหนือต่าง ๆ 
บ้าง  แต่ที่เมืองลำปางนั้น  พระยากาวิละรักษาเมือง
ไว้ได้  พระยาวิเชียรปราการ  พระยาวัยวงษาอุปราช
น้อยต่อม  ก็ลงมาถึงแก่กรรมอยู่ ณ เมืองสวรรคโลกย์

๕๗๔

เมืองเชียงงใหม่  เมืองลำพูนก็ร้างว่างอยู่  ครั้น
ศักราช ๑๑๔๔ ปีขานอัฐศก  พระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกย์  เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติปราบดา
ภิเศกแล้ว  พระยากาวิละเจ้าเมืองนครลำปาง  แต่งให้
นายคำฟั่นผู้น้องลงมาเฝ้าทูลลออง ฯ  ครั้นศักราช
๑๑๔๗ ปีมะเสงสัปตศก  ครั้งทัพลาศญ่าพม่ายกมา
ล้อมเมืองนครลำปาง  แลตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ จึ่งโปรด
เกล้า ฯ ให้กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขฝ่ายหลัง 
กับเจ้าพระยามหาเสนา  ยกไปตีทัพพม่า ณ หัวเมืองฝ่าย
เหนือ  ทัพหลวงก็เสด็จหนุนขึ้นไป  ตั้งอยู ณ เมืองนคร
สวรรค์  ครั้นพม่าถอยไปสิ้นแล้ว  จึ่งโปรดเกล้าฯ 
ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  กรมหลวงจักรเจษฎา  แบ่ง
คนในกองทัพหลวงยกไปบันจบทับเจ้าพระยามหาเสนา 
ไปรบพม่าตามลำน้ำพึง  ซึ่งตั้งอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร
เมืองตาก  แล้วไปช่วยเมืองนครลำปาง  ฝ่ายพม่าที่
ล้อมเมืองนครลำปาง  ได้ทราบว่ากองทัพไทยขึ้นไป
ช่วยก็เลิกทัพกลับไป

ครั้นศักราช  ๑๑๔๘  ปีมเมียอัฐศก  พม่าซึ่งตั้ง
อยู่เมืองเชียงแสน  จะยกตีเมืองฝางลาว  พระยาแพร่
ที่อะแซวุ่นกี้เอาตัวไปเมืองพม่า  แต่ครั้งทัพเมืองพระ
พิศโลกย์ นั้น  พระยาแพร่มาอยูที่เมืองเชียงแสน

(เรื่องนี้จะมีต่อไป)

---------------------------------------------

เบ็ดเตล็ด

พวกนักปราชญ์ทั้งหลาย  ที่ชำนาญในทาง
ไฟฟ้า  ได้สังเกตเห็นว่าไฟฟ้านั้นเปนกำลัง
สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง  คือใช้การต่าง ๆ  ได้
แทบทุกอย่าง  เขาก็มีความปลาดว่าบางทีจะ
นำมาใช้ในการปลูกเพาะที่ดิน  ก็จะเป็น
ประโยชน์บำรุงพืชพรรณ  ให้เกิดมากขึ้นกว่าที่
เป็นมาแต่ก่อนได้ดอกกระมัง  แต่การที่เขาคิด
เช่นนี้ ก็เลยเป็นการคาดคเนมาช้านาน  ไม่ใคร่

มีผู้ใดจะสืบสวนให้แน่นอน  เพราะสงไสยด้วย
วิธีใช้ไฟฟ้า  เขาไม่รู้ว่าจะใช้ได้ด้วยสถานใด 
ครั้นมาในเร็ว ๆ นี้ มิศเตอเป็กเนยได้ทำการ
ทดลองในทางนี้  เป็นการสำคัญมาก  เขาได้
ลองด้วยวิธีต่าง ๆ  ถึงสามอย่าง  คือแรกเขา
เอาเมล็ดพรรณมีเข้าแลถั่ว เป็นต้น  มาใส่ลง
ในพาชน์อย่างหนึ่ง  แล้วทำไฟฟ้าให้เดินเข้า
ไปสู่เมล็ดเหล่านั้นจนบริบูรณ์  จึ่งได้เอาไป
เพาะหว่านเมล็ดพรรณเหล่านั้น  ก็งอกขึ้นได้
โดยเร็ว  แลรูปสันฐานของต้นที่งอกขึ้นมา
นั้น  ก็อวบใหญ่กว่าธรรมดา  แต่ส่วนผลคง
เป็นตามเดิม  ไม่มากทวีขึ้นไปได้

อีกอย่างหนึ่ง  เขาเอาเมล็ดพรรณผักต่าง ๆ
หว่านโรยลงในที่ดินแห่งหนึ่ง  แล้วทำไฟฟ้า
ให้เดินเข้าไปในที่ดินนั้นอยู่เสมอ  จนเมล็ด
เหล่านั้นงอกงามขึ้น  ก็เกิดผลเร็วได้กว่า
ธรรมดา  อีกวิธีหนึ่งเขาทดลองไฟฟ้าในอากาศ 
ก็ได้การดีกว่าอย่างอื่น ๆ อีก  คือเขาทำ
ให้ไฟฟ้าเดินในระหว่างที่แห่งหนึ่ง  ซึ่งปลูก
ผักแลถั่วต่าง ๆ  ไว้  พอผักและถั่วเหล่านั้น 
ดื่มรสไฟฟ้าเข้าไป  ก็บังเกิดผลทวีขึ้นได้อีก
สักสวนหนึ่ง  แล้วผลเหล่านั้นก็สุกเร็วด้วย

----------------------------------------

รายงานหอพระสมุดวชิรญาณ 

ตั้งแต่วันที่ ๑  ถึงวันที่ ๗  กันยายน
ในระหว่าง  ๗  วันนี้  ท่านสมาชิกได้มายัง
หอพระสมุดวชิรญาณ  ๕๓ ท่าน  ที่ได้เซ็นชื่อ ๑๓๒
ครั้ง  แลหนังสือ ที่ได้ให้ยืม ๑๐ ครั้ง

------------------------------------------

ปัญหาธรรมวินิจฉัยที่ ๔๗

การฝันมีแก่คนหลับหรือคนตื่น  จิตรที่มีใน
เวลาฝันเปนกรรมได้หรือไม่


๕๗๕

แก้ปัญหาธรรมวินิจฉัยที่ ๔๗

ปัญหาปรารภความฝันนี้  พระนันทาจารย์ท่านได้
คัดเนื้อความในอรรถกถาวิภังค์  แลอรรถกถามหา
สุบินสูตรในปัญจะคะอังคุตตรนิกาย  แลอรรถกถา
ปถมสังฆากิเลสสิกขาบทในพระวินัย มารวมวินิจฉัย
ไว้ในพระคัมภีร์สารสังคตมาติกาที่ ๙ ว่า  ในการ
เหนความฝันนี้  ถ้าจะว่าคนหลับเหนก็ได้ความผิด
ด้วยคำในอภิธรรม เพราะว่าบุคคลย่อมหลับด้วย
ภวังคจิตร ก็ภวังคจิตรนั้นจะเปนจิตรมีรูปนิมิตรเปน
ต้น เปนอารมณ์  หรือเปนจิตรประกอบพร้อมด้วยกิเลศ
มีราคเปนต้นหามิได้ แต่ฝ่ายเมื่อบุคคลผู้เหนความ
ฝันอยู่ จิตรทั้ง หลายที่มีรูปนิมิตรเปนต้นเปนอารมณ์
แลประกอบพร้อมด้วยกิเลศมีราคเปนต้นเช่นนี้  ย่อม
บังเกิดเพราะเหตุนั้น  คำว่าคนหลับเหนฝันนั้นจึ่ง
เปนคำผิด  ถ้าจะว่าคนตื่นเหนฝันเล่า  ก็ได้ความ
ผิดด้วยคำในวินัย  เพราะว่าตื่นจะเหนอารมณ์ใด
ก็ย่อมเหนอารมณ์นั้นด้วยสัพโพหาริกจิตร คือเหน
ด้วยจิตรปรกติในเมื่อการ ล่วงสิกขาบท  อันภิกษุกระ
ทำด้วยสัพโพหาริกจิตรแล้ว  ซึ่งจะไม่เปนอาบัตินั้น
ไม่มี  ก็แต่ในเพราะที่ภิกษุเหน ความฝันล่วงสิกขาบท
ท่านหาได้ปรับอาบัติไม่  เปนอนาบัติโดยส่วนเดียว 
เพราะเหตุนั้น  คำว่าคนตื่นเหนฝันจึ่งเปนคำผิด  อนึ่ง
ถ้าจะว่าคนไม่หลับไม่ตื่นนั่นแหละเหนฝันไซร้  จะ
จัดชื่อว่าใครเหนก็ไม่ได้  เมื่อไม่มีใครเหนอย่างนี้ก็
จัดเปนอันไม่มีความฝันนั่นแหละ จะจัดเปนอันไม่มีมิ
ก็ไม่ได้ เพราะเหตุไรเล่า  เพราะเหตุว่าบุคคลผู้
อันความหลับแห่งวานรครอบงำย่อมเหนฝัน  คำนี้สม
ด้วยคำที่พระนาคเสนเถรถวายวิสัชนา แด่พระเจ้า
มิลินท์ว่า, ดูกรมหาราช  บุคคลผู้อันความหลับแห่ง
วานรครอบงำย่อมเหนความฝันดังนี้, คำว่าผู้อัน
ความหลับแห่งวานรครอบงำนั้น  คือผู้ประกอบด้วย

ความหลับดังวานร แท้จริง  ความเคลื่อนจากภวังค์
บ่อย ๆ  ย่อมมีเพราะประวัติแห่งความหลับได้  ซึ่ง
เปนความหลับกลับกลอกเร็ว  เหมือนความหลับของ
วานร  เหตุโวเกียรณไปด้วยกุศลจิตรเปนต้นเนือง ๆ
บุคคลผู้ประกอบด้วยความหลับเช่นนั้น  นั่นแหละเหน
ความฝัน  เพาะเหตุที่บุคคลประกอบด้วยความหลับ
อันโวเกียรณ์ด้วยกุศลจิตร เปนต้นเหนฝันนั้น  ความ
ฝันนี้จึ่งเปน กุศลบ้างเปนอกุศลบ้าง  เปนอพยากฤต
บ้าง  ความฝันของบุคคลที่ฝันว่าไหว้พระเจดีย์ แลฟัง
ธรรมแลแสดงธรรม เปนต้นจัดเปนกุศล  ความฝัน
ของบุคคลผู้ฝันว่า  กระทำปาณาติบาตเปนต้น จัด
เปนอกุศล  ความฝันซึ่งพ้นจากองค์ทั้ง ๓ เปนไป
ในขณะแห่งอาวัชนแลตทาลัมพน  จัดเปนอพยากฤต
ความฝันที่เปนกุสลากุศล นั้นนิ  ไม่สามารถที่จะชัก
นำปฏิสนธิได้  เพราะความที่เจตนาเปนทุพพลวัดถุ
คือ อ่อนทรพลให้ผลไม่ได้  ถึงกระนั้นเล่าในปวัติกาล
ถ้าได้กุสลากุศลอื่นอุปถัมภ์ค้ำชูแล้ว  ก็อาจให้วิบาก
ได้  ถึงจะให้วิบากได้ก็จริงแล  แต่ว่าเพราะเกิดในอัน
ใช่วิไสยเสียแล้ว  เจตนาในความฝันได้ชื่อว่าเปนอัพ
โพหาริกไม่ควรแก่โวหารแท้  ในสารสังคหท่านวินิจฉัย
ไว้อย่างนี้  ข้าพเจ้าอาไศรยคำที่ท่านวินิจฉัยไว้เช่นนี้
แล  จึ่งได้สันนิฐานว่าความฝันนั้น  มีแก่คนหลับ
ยังไม่สนิทจิตรยังเคลื่อนจากภวังค์บ่อย ๆ  เจตนาที่
มีในเวลาฝันนั้นชื่อว่าเปนกรรมได้  แต่ตกลงเปน
อันไม่เปน  เพราะเปนอัพโพริกเสียแล้ว
                                             พระราชพงษปฏิพัทธ

---------------------------------------------- 

แก้ปัญหาขัดข้อง ๙๖

เรื่อง เจ๊ก  ก  จับขะโมย

--------------------------------------------

เมื่อเจ๊ก ก  หยากจะทราบว่า  ผู้ใดเปนขะโมยแน่ 
ก็ให้คลำน่าอกดู  เพราะธรรมดาคนที่วิ่งเหนื่อยมาอก


๕๗๖

คงเต้น  ถ้าคนทั้งสองนั้นเถียงว่า  เพราะวิ่งหนีฝน
มาเหนื่อยก็ให้ตรวจดูผ้า  เพราะคนที่เปนขะโมยพลัด
ตกลงมา  ผ้าคงจะเปื้อนดินทรายผิดกว่าปรกติ  ทำอย่าง
นี้ยังไม่เปนการตกลง  ก็ให้เรียกคนมาช่วยจับไปส่ง
ศาลโบรีสภาทั้งสองคน  ก็คงทราบได้แน่ว่าผู้ใดเปน
ขะโมย
                                                     กรุณาแต่ควร

----------------------------------------------

ปัญหาขัดข้องที่ ๙๘

ยังมีชายผู้หนึ่ง ชื่อนาย น เป็นทาสท่าน
พระยา  พ  อยู่หลายชั่ง  เจ้าหล่อนเป็นคนตลก
คนองเจ้าเล่ห์เจ้ากลอยู่เนื่อง ๆ มีพี่ชายอยู่คน
หนึ่งชื่อ นาย  ช เป็นคนซื่อตรง  ปดโป้ใคร
ไม่เป็นติดอยู่ข้างเป็นคนโง่ ๆ สักหน่อย  วัน
หนึ่งท่านผู้หญิง  ป พี่น้องกับพระยา  พ  จะไป
ช่วยเขาทอดกฐินที่วัดแขวงเมืองนนทบุรี ให้
นาย  น  นาย ช  ไปด้วย  เวลาวันนั้น นาย น 
กับเพื่อนคน ๑ ชื่อ นาย  จ  แต่งตัวโอ่
โถงเป็นทนายไป  ด้วยเขาหาได้พายเรือไม่
ท่านผู้หญิง  ป  อยู่ข้างเอนดูเขามาก ๆ  ส่วน
นาย  ช  พี่ชายนั้นต้องเปนฝีพาย ครั้นไปถึง
ตำบล ๑  ใกล้ ๆ กับวัดที่จะไปช่วยเขาทอด
กฐิน  ท่านผู้หญิง  ป  จึ่งสั่งให้จอดเรือเข้า
ที่หมู่บ้านนั้น  แลที่แถวนั้นมีโรงขายสุราอยู่
โรง ๑ ไม่สู่ไกลกันนักกับท่าที่จอดเรือ  นาย
น  กับ นาย จ  เป็นชอบเสพสุรา ครั้งได้ทราบ
ว่าโรงสุรามีอยู่ที่นั่น  ก็นึกหยากจึ่งพากันไป
ที่โรงสุราหมายจะซื้อรัปประทาน  เมื่อไปถึงเหน
คน ๒ คน นั่งรัปประทานสุราอยู่ด้วยกัน  นาย 
น  จึ่งถามว่า  “ใครเป็นเจ้าของร้าน” คน

๒ คนนั้น  บอกว่า “ฉันแหละเป็นเจ้าของ
จะซื้อบ้างหรือ” นาย  น  บอกว่า “จะขอซื้อ” 
๒ คนนั้น  ก็ควงสุราให้นาย  น กับ นาย จ 
รัปประทาน  ให้แตงกวากับผลมกันเป็นแกล้ม
กำลัง นาย  น กับ นาย  จ  รัปประทานอยู่เจ้า
ของสุรา ๒ คน  พูดกันถึงเรื่องพระยา จ
(เป็นนายของเจ้าของสุรานั้น)   นาย น ก็ พูดขึ้น
บ้างว่า อ๋อ พระยา  จ  นั่นหรือฉันก็รู้จัก 
๒ คน ถามว่า  “บ้านท่านอยู่ที่ไหน  บุตรท่าน
เป็นที่อะไร”  นาย น ว่า “บ้านท่านอยู่ที่สำเพ็ง
บุตรท่านเป็นที่พระ ช”  แล้วพูดต่อไปถึงพง
ษาวดาร พระยา จ  ต่าง ๆ  ๒ คนเชื่อว่าจัก
จริง  จึ่งถามว่า  “แกเป็นอะไรกับท่าน” 
นาย น ว่า  “เป็นคนชอบพอกันมานานแล้ว”
ที่แท้แต่รูปร่างท่าน  นาย น ก็ไม่รู้จักเป็น
แต่รู้จักชื่อตัวท่าน  แลชื่อวงษวารท่านเท่า
นั้น  ๒ คนเชื่อว่าเป็นการจริง  จึ่งเชิญให้นาย
น  นาย  จ  ขึ้นนั่งบนแคร่  แลหาเนื้อย่าง
มาให้แกล้ม  พูดกับเพื่อนกันว่า “ท่าน
เป็นเพื่อนของนายต้องนับถือท่าน”  ข้างนาย จ
รู้ที่ก็เรียกนาย  น ว่าคุณแลพูดว่าผมอย่างนั้น
ผมอย่างนี้ นาย น ก็พูดกับนาย จ  เหมือนกับ
นาย จ พูดกับ นาย น เหมือนกัน ๒ คนนั้น 
อยู่ข้างแป้นมาก ๆ  กำลังนาย  น  นาย จ  พูด
โผง ๆ อยู่  นาย  ช  เดินไปถึงร้องเรียกว่า  เฮ้ย
น ไปเถอะ  คุณท่านโกรธบ่นอึงอยู่แนะท่าน
ว่าไปถึงไหนก็กินแต่เล่า ไปเถิดเฮ้ยเมื่อ” 
นาย ช พูดดังนี้ คน ๒ คน ก็แลดูหน้ากัน
นาย น  ได้วางโตไว้แล้ว  จะควร
ทำอย่างไรดี  จึ่งจะไม่ให้คน  ๒  คนนั้นจับผิว
หน้าที่พิรุธได้

วันที่ปรับปรุงล่าสุด ( พฤหัสบดี ที่ ๐๑ เดือน เมษายน ปี ๒๕๕๓ เวลา ๑๓:๔๔ น. )
 
ระดับความน่าสนใจ: / 0
น้อยมาก 
 

Powered by Joomla!. Valid XHTML and CSS. web counterfree web counter