ประวัติ ชนชาติ ลื้อ พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย .   

 

ประวัติชนชาติลื้อ. วารสารสยามสมาคม. Vol.19 (pt.3) 1925. p.171-181.

                                                

                                                     (  171  )

                                             

                                            ประวัติ ชนชาติ ลื้อ
                                                   ประเภท ที่ ๑
                 ว่า ด้วย สริระ ลักษณ รูป ร่าง สัณฐาน แห่ง ร่าง กาย
          ๑. รูป ร่าง สัณฐาน แห่ง กาย สูงต่ำ แล ทรวด ทรง เหมือน คน ไทย
          ๒. แต่ รูป ร่าง ข้อน ข้าง อ้วน
          ๓. ลักษณ แห่ง หน้า ตา   เมื่อ ดู ตรง หน้า ๆ แบน  เมื่อ ดู ข้าง ๆ

เปน หน้า อย่าง คน ไทย    จมูก เมื่อ ดู ตรง หน้า ปลาย จมูก แบน    เมื่อ

ดู ข้าง ๆ จมูก ไม่ โด่ง
          ๔. ริม ฝีปาก บาง     มี วรรณ สัณฐาน แดง
          ๕. หนวด เครา ไม่ มี    ผม มี ลักษณ แข็ง แล สี ดำ   ขน ตาม

สรรพางค์ กาย มี ลักษณ อ่อน แล สี ดำ ข้อน ข้าง เหลือง  ตาม ธรรมดา ผม

ดก งอก งาม ดี และ แข็ง เปน เส้น ตรง ไม่ หยิก  สี ขน ตาม ตัว อ่อน และ

ข้อน ข้าง เหลือง 
          ๖. ลูก นัยน์ ตา สี ดำ จัด
          ๗. หัว ตา กับ หาง ตา ได้ ระดับ กัน ดี  ขอบ หาง ตา กับ ขอบ หัว ตา

เสมอ กัน
          ๘. ร่าง กาย ตอน ซึ่ง ไม่ ถูก แสง แดด เพราะ เสื้อ ผ้า ปิด บัง

มี วรรณ สี เหลือง ข้อน ข้าง ขาว    ผิด กัน กับ ส่วน ร่าง กาย ซึ่ง ไม่ 

มี เครื่อง นุ่ง ห่ม    คือ ส่วน ร่าง กาย ที่ ไม่ มี เครื่อง นุ่ง ห่ม นั้น สี เหลือง

ข้อน ข้าง ดำ   ทารก เมื่อ แรก คลอด โดย มาก มี แผ่น ดำ ๆ เขียว ๆ ติด

ตาม หลัง   ต่อ ไป ประมาณ ๘-๙ เดือน ปาน นั้น ก็ หาย

 

                                                         (172)

 

                                  ลักษณ ที่ ผิด ไป จาก ธรรมดา

 ๑. รูป กะโหลก ศีร์ษะ วิกล ไป อย่าง หนึ่ง อย่าง ใด  ไม่ ว่า เปน

โดย กำเนิด ก็ ดี  หรือ เปน เพราะ เหตุ ใด เหตุ หนึ่ง ภาย หลัง ก็ ดี  ไม่ มี
          ๒. โดย มาก ชอบ เจาะ หู เปน รู อย่าง ผู้ หญิง  นอก นั้น ไม่ วิกล

ผิด ปรกติ
          ๓. โดย มาก ชอบ ย้อม ฟัน เปน สี ดำ  แล ตัด ฟัน การ ตัด ฟัน

พึ่ง ริ นิยม กัน ใน ระหว่าง ๔-๕ ปี นี้
          ๔. ส่วน แห่ง ร่าง กาย ส่วน อื่น เช่น แขน ขา เปน ต้น     ไม่ ว่า

เปน ด้วย กำเนิด หรือ เพราะเหตุ ที่ ใส่ กำไล บ้าง แหวน บ้าง รองเท้าบ้าง หรือ

เครื่อง บีบ รัด อย่าง อื่น ๆ บ้าง    เนื้อ เปน ตุ่ม เปน ติ่ง หรือ เปน ปม เปน

ปุ่ม อย่าง ใด ไม่ มี
          ๕. องคชาติ ผิด ปรกติ เพศ โดย กำเนิด ด้วย พิธี ด้วย การ ตัด ตอน

การ เย็บ มิ ให้ ทำ การ สังวาศ เหล่า นี้   ไม่ มี
          ๖. โดย มาก นิยม การ สัก ขา ทุก ๆ คน โดย ถือ เสีย ว่า ถ้า ผู้ ใด

ไม่ สัก คน นั้น เปน คนไม่กล้าหาญ  และ ไม่ อด ทน  นับ เข้าในจำพวกผู้หญิง

 

                                                   ประเภท ที่ ๒
                      ว่า ด้วย ทำเล ที่ อยู่ แล ลัทธิ ขนบ ธรรมเนียม
          ๑. ว่า ด้วย ฐาน ที่ อยู่ ทั่ว ไป   คน จำพวก นี้ ชอบ อยู่ ตาม ที่

ลุ่ม ๆ ริม แม่น้ำ ลำธาร    เขตต์ ที่ ตั้ง ของ เขา ทิศ เหนือ จด ป่า  ทิศ ใต้

จด น้ำ แม่ ดอก แดง   ทิศ ตวัน ออก จด ห้วย แม่ ร่องรัก    ทิศ ตวันตก

 

                                                         (173)

 

จด ทุ่งนา   เปน คน เชาวน์ ดี อด ทน ต่อ การ งาน เช่น การ ทำ ไร่ ไถ นา เปน

ต้น     เขา เรียก ชาติ์ ของ เขา ว่า ลื้อ คน ที่ อยู่ ใกล้ เคียง ก็ เรียก ว่า ลื้อ

เหมือน กัน     กิริยา มารยาตร์ ใน เวลา นี้ สุภาพ เรียบ ร้อย     และ รู้ จัก

เปลี่ยน แปลง ทัน สมัย
          ๒.   ว่า โดย ฐาน ที่ อยู่ โดย เฉพาะ     หมู่ บ้าน ของ เขา จัด ตั้ง

อยู่ เปน หมู่ ๆ รวม กัน ไม่ มี ชาติ อื่น ปน  เครื่อง ล้อม ภาย นอก ทำ ด้วย

ไม้ ล้อม อย่าง ดี แน่น หนา   ร้าน เรือน ทรวด ทรง รูป สัณฐาน แต่ เดิม ทำ

เปน หลัง เดียว พื้น สูง   อก ไก่ ยก ขึ้น สูง มาก ครัว ไฟ รวม อยู่ ข้าง ใน กับ

ห้อง นอน   ด้าน หลัง เรียก ว่า หน้า ห่อง มี หน้า ต่าง ใส่ ซี่ ลูก กรง ๑ หน้า

ต่าง   หัน หน้า เรือน ไป ทาง ทิศ ใต้ หรือ ทิศ เหนือ   บรรได พาด ขึ้น ตรง

ประตู เรือน   แต่ เดี๋ยว นี้ เลิก การ ทำ เรือน อย่าง สมัย ก่อน แล้ว  คง ทำ

ตาม แบบ ใหม่ สมัย นี้      ข้าง ใน มี เครื่อง สัมภาร ใช้ สรอย คือ ที่ นอน

หมอน มุ้ง   หม้อ เข้า หม้อ แกง ทำ ด้วย ดิน  หม้อ นึ่ง ไห เข้า แต่ ไห ทำ

ด้วย ไม้  จริง เจาะ เปน รู ทลุ  ถ้วย ชาม พร้อม  ที่ นอน นั้น เขา นิยม กัน

ถ้า ยัง เปน หนุ่ม หรือ ยัง เปน สาว อยู่ ชอบ เอา ที่ นอน ซ้อน ทับ กัน เปน ชั้น ๆ

ตั้ง ๒ ๓ ๔ ๕ ชั้น แล้ว นอน  เพื่อ ว่า มี สามี หรือ ภรรยา จะ ได้ กระจาย ลง

เรียง กัน เปน การ ง่าย   ไม่ ต้อง ขวน ขวาย หา ที่ นอน อีก  การ รักษา นับ

ว่า สอาด ดี
          ๓.   ว่า ด้วย การ นุ่ง ห่ม   ตาม ปรกติ เมื่อ ก่อน ประมาณ ๑๐๐ ปี

เศษ    ผู้ ชาย นุง กางเกงโย้ง ก้น ใหญ่ ขา กางเกง ใหญ่ เสื้อ สี คราม  ไว้

ผม ยาว เกล้า เปน จุก กลาง ศีร์ษะ แล้ว เอา ผ้า แดง หรือ ผ้า ขาว พัน ศีร์ษะ

เจาะ หู เปน รู เอา ใส่ ลาน ทองคำ      ผู้ หญิง นุ่ง สิ้น ก่าน ตอ ควาย มี ริ้ว

 

                                                        (174)

 

ผ่าน ดำ ผ่าน แดง ผ่าน ขาว     ใส่ เสื้อ ใน แดง นอก ดำ เกล้า ผม เปน จุก

ใส่ กำไล แขน ทำ ด้วย เงิน เปน เกลียว     เครื่อง นุ่งห่ม เหล่านี้ ทำ เอา เอง

ไม่ ต้อง ซื้อ ขาย กัน   ทำ เปน ๒ ชุด ๆ หนึ่ง ใช้ แต่ง ทำ การ อยู่ กับ บ้าน

ชุด หนึ่ง สำหรับ ไว้ แต่ง ไป ใน งาน นักขัตฤกษ์ แล งาน อื่น ๆ แต่ เดี๋ยว นี้

เลิก แล้ว คง แต่ง ตาม คน พื้น เมือง เชียงใหม่   เลิก ประมาณ ๑๐๐ ปี เศษ
          ๔.   ว่า ด้วย อาหาร การ บริโภค    เขา บริโภค เข้า เหนียว  เนื้อหมู

วัว  เป็ด  ไก่  ปลา   และ ผัก ต่าง ๆ เปน พื้น     การ ดื่ม สุรา มี เปน บาง

เวลา    กินหมาก พลู สูบ บุหรี่ อย่าง เดียว กัน กับ คน ไทย  เครื่อง หุง ต้ม

ใช้ หม้อ ทองเหลือง หรือ หม้อ ดิน    เครื่อง ใช้ สรอย อื่น ๆ มี พร้อม อย่าง

คน ไทย
           ๕.   ว่า ด้วย การ หา เนื้อ หา ปลา มี บ้าง เล็ก น้อย    เครื่อง ยิง มี

ปืน แก๊บ ปืน คาบศิลา   หรือ หน้าไม้   เกาทัณฑ์   เครื่อง ดัก จับ    มี คืน

( บ่วง )   แร้ว   ค่าย   น่าง   แห   ยอ   สวิง   จิบ   แซะ   เบ็ด   ไซ  ต่อง

เต้น   สัตว์ ที่ เคย ยิง   ฟาน  หมู่ป่า   กระต่าย ฯ ล ฯ
          ๖.   ว่า ด้วย การ คมนาคม  การ ไป มา ต่าง ๆ ใช้ เกวียน ใช้ โค แล

กระบือ ลาก เปน พื้น
          ๗.   ว่า ด้วย การ กสิกรรม     การ ทำ ไร่ ไถ นา ปลูก เข้า ขั้น แรก

เขา ใช้ กระบือ หรือ โค ไถ คราด เมื่อ ดิน ละเอียด แล้ว เอา เมล็ด เข้า หว่าน

เข้า งอก ประมาณ เดือน กว่า จัด แจง ถอน กล้า เข้า นั้น มัด รวม กัน เปน

มัด ๆ โต เท่า กำมือ  แล้ว เอาไป ปลูก ตาม ทุ่ง นา ของ เขา ห่าง กัน ประมาณ

๑ ศอก  ส่วน การ ทำ ไร่ นั้น หมด ฤดู ทำ นา เก็บ เมล็ด เข้า มา ไว้ ใน บ้าน

 

                                                        (175)

 

แล้ว  พา กัน เข้า ไป ถาง ป่า ลึก ห่าง จาก หมู่ บ้าน เดิม ทาง ประมาณ ๒

นาฬิกา   เมื่อ ถาง แล้ว พอ ไม้ ที่ ถาง นั้น แห้ง ดี เอา ไฟ ไป จุด ไหม้ จน

หมด    แล้ว ใช้ แรง คน เอา จอบ ไป สับ ดิน ฟื้น ดิน ขึ้น      ไม่ ต้อง ใช้

แรง โค หรือ กระบือ     ครั้น ได้ ที่ แล้ว ก็ พา กัน เอา ฝ้าย   เข้า โพด สาลี

ถั่ว  งา  ฟัก  แฟง แตง ลง ปลูก     พา ครอบ ครัว ไป ทำ กระท่อม นอน เฝ้า

จน ถึง ฤดู ฝน จึง กลับ บ้าน     ตัว ไหม     ตัว ผึ้ง ฯ ล ฯ     ไม่ ได้ เลี้ยง 
          ๘.   ว่า ด้วย การ ค้า ขาย แลก เปลี่ยน กัน   การ ตั้ง ร้าน ตั้ง ตลาด

ขาย ของ ไม่ มี     มี ก็ เล็ก น้อย ตาม ธรรมดา     เครื่อง วัด เครื่อง ตวง ใช้

อย่าง เชียง ใหม่    การ ซื้อ ขาย กัน ใช้ อย่าง เชียง ใหม่
          ๙.   ว่า ด้วย หัดถกรรม     การ ช่าง ไม้ นับ ว่า เจริญ    การ ทอ หูก

มี บ้าง แต่ ไม่ ใคร่ พอ เปน สิน ค้า     นอก จาก นี้ ไม่ มี
          ๑๐.   ว่า ด้วย การ รบ      อาวุธ มี    ปืน แก๊บ   ปืน คาบศิลา   หอก

ดาบ  เกาทัณฑ์
          ๑๑.   ว่า ด้วย ธรรมเนียม การ ปกครอง     การ เคารพ นับถือ  และ

บังคับ บัญชา ใน ระหว่าง ครอบครัว นับ ว่า ดี บุตร์ ภรรรยา ต้อง อยู่ ใน บังคับ

บัญชา สามี เช่น ภรรยา หรือ บุตร์ จะไป ไหน ก็ ต้องได้ รับ อนุญาต จาก สามี

เสีย ก่อน    การ เลี้ยง ลูก แต่ เดิม ถ้า เลี้ยง โต ขึ้น สมควร ใช้ การ ได้ ก็ 

หัด ให้ ชำนาญ ใน การ ทำ นา ทำ ไร่ ทำ สวน เปน พื้น  ต่อ มา บัดนี้ เปลี่ยน

แปลง เมื่อ เลี้ยง ลูก อายุ ย่าง เข้า ๕-๖ ขวบ ส่ง เข้า โรงเรียน    การ รับ ลูก

บุญธรรม  เมื่อ คน ใด รับ ไป เลี้ยงดู แล้ว รัก เท่า กับ ลูก ที่ เกิด กับ ตน จริง

บุตร์ ของ ตัว ได้ รับ ความ ศุข อย่างไร ลูก บุญธรรม ก็ คง ได้ รับ ความ ศุข

 

                                                         (176)

 

ฉัน นั้น      การ ตัด ขาด จาก ลูก ไม่ มี      การ วิวาห์ ขั้น แรก ระหว่าง

หญิง กับ ชาย ที่ จะ ได้ เปน สามี ภรรยา กัน   เจ้าหนุ่ม ได้ ไป เที่ยว หา เจ้า

สาว เวลา กลาง คืน    เมื่อ สมัค รัก ใคร่ กัน และ ฝ่าย ผู้ ปกครอง เจ้าหนุ่ม

เจ้าสาว ได้ พูด ตกลงกันแล้ว  เจ้าหนุ่ม เจ้าสาว ก็ต้อง เชื่อ ผู้ ปกครอง  แล้ว

เถ้าแก่ รวม กัน ประมาณ ๑๐ คน นัด เวลา พูด กัน ณบ้าน เจ้าสาว ฝ่าย ข้าง

ผู้ ชาย เอา หมาก ไป มัด หนึ่ง ( ๑๐๐ ไหม ) ฝ่าย หญิง ก็ ต้อง มี หมาก

มัด หนึ่ง (๑๐๐ ไหม) เหมือน กัน เอา รวม กัน เข้า เปน ของ กลาง สำหรับ

เชื่อม สามัคคี กัน ทั้ง ๒ ฝ่าย เมื่อ พูด ตกลงเปนสามีภรรยากันแล้ว  ฝ่าย

ทาง ผู้ ชาย วาง สินสอด ไว้ กับ ผู้ หญิง ๒ ฮ้อย ( ๑๒ รูเปีย )  ฝ่ายทางหญิง

ก็ แต่ง พาน ดอก ไม้ มี เทียน สีผึ้ง ๔ คู่ ขอ ทาง ผู้ ชายว่าขอเปนลูก เปนเต้า

ส่วน หมาก ของ กลาง นั้น ก็ แบ่ง กัน ตาม สกุล ทั้ง ๒ ฝ่าย  ให้ ทั่ว กัน สกุล

ไกล้ ไกล โดย ถือ เสีย ว่า ให้ เปน ชั้น สกุล เดียว กัน สืบ ๆ ไป ไม่ ให้ ขาด

กัน ได้    ฝ่าย ทาง ผู้ ชาย ก็ รับ พาน ดอก ไม้ จาก เถ้าแก่ ทาง ผู้ หญิง ที่

ขอ เจ้าหนุ่ม เปน ลูก เปน เต้าไว้แล้ว      ได้ ตั้ง คำปฏิญาณ กัน ว่า ถ้า ชาย

หรือ หญิง ไม่ ดี ประการ ใด ต้อง บอกกัน ให้ รู้ ทั้ง ๒ ฝ่าย แล้ว เถ้าแก่ ก็ เลิก

กัน ไป        ครั้น ต่อ มา เวลา พลบ ค่ำ  เจ้า  หนุ่ม ก็  ให้  พวก เพื่อน ไป

ส่ง ถึง เรือน ผู้ หญิง สิ่ง ของที่เจ้าหนุ่ม เอาไป อยู่ กับ ผู้ หญิง นั้น ที่ จำเปน

ต้อง มี คือ ดาบ ๑  ถุง ย่าม ใส่ หมาก พลู ๑   ของ ๒ สิ่ง นี้ จำเปน ต้อง

มี ไม่ มี ไม่ ได้ คือ เสีย ว่า เปน ของ สำหรับ ผู้ ชาย แท้ เมื่อ เจ้าหนุ่ม

เจ้าสาว ได้ เปน คู่ สามี ภรรยา กัน แล้ว     ต้อง อยู่ เลี้ยง บิดา มารดา ฝ่าย

หญิง ๓ ปี  ครบ ตาม กำหนด แล้ว ฝ่าย บิดา มารดา ทาง ชาย มา ขอ ไป อยู่

 

                                                          (177)

 

เลี้ยง บิดา มารดา ชาย อีก ๓ ปี   เรียก กันว่า “ ๓ ปี ไป ๓ ปี มา ”  นอก

จาก คู่ สามี ภรรยา นี้  จะ ได้ แยก ลงไป ทำเรือน อยู่ เสีย ที่ อื่น ก็ เปน พ้น ไป
           พ่อ แม่ มี อำนาจ เหนือ บุตร์ บุตรี ต้องอยู่ ใน บังคับ บัญชา พ่อ แม่ ทุก

อย่าง จน กว่า บุตรี มี สามี   การ สืบ เชื้อ รับ มฤดก นั้น ข้อ สำคัญ อยู่ กับ

บิดา มารดา    ถ้า บุตรี คน ใด บิดา เห็น ว่า เปน คน ไม่ อยู่ ใน คำ สั่งสอน

ของ บิดา มารดา จะ ไม่ให้ ก็ ได้ เช่น เดียว กับ ไทย    สัตรี อิศระภาพ เวลา

นี้ เรียบ ร้อย ดี   การ อย่า ทิ้ง กัน ใน ระหว่าง สามี ภรรยา   มี วิธี ของ เขา

ผู้ ชาย จะ อย่า ทิ้ง ผู้ หญิง ต้อง เสีย เงิน ให้ ฝ่าย หญิง ๒ ฮ้อย ( ๑๒ รูเปีย )

เปน ขาด จาก สามี ภรรยา กัน  การ เลี้ยง ลูก เต้า คลอดมาได้ ๑ วัน มารดา

เอา นม ให้ หัด ดูด      ต่อ มา ๒-๓ วัน เอา กล้วย เปน ชิ้น ตาก แดด ให้

แห้ง แล้ว เอา ไป นึ่ง แล้ว มารดา ก็ เอา กล้วย แห้ง เคี้ยว กับ เข้า เหนียว จน

ละเอียด เข้า กัน ดี        แล้ว นั่ง เหยียด แข้ง เอา ผ้า รอง เอา เด็ก ลงนอน

หงาย หัน ศีร์ษะ มา ทาง ตัว แล้ว เอา กล้วย กับ เข้า ที่ เคี้ยว ละเอียด นั้น ป้อน

ใส่ ปาก เด็ก ให้ เด็ก กิน จน  กว่า  ฟัน  เด็ก  ขึ้น  จึง  ให้  กิน  เข้า  เมล็ด

ได้  ต่อ ไป สัก ขวบ กว่า ๆ จึง เอา เนื้อ ปน เข้า ให้  กิน ได้    กฎหมาย

อาญา กฎหมาย แพ่ง ดำเนินไป อย่าง ไทย   การ ถือ กรรมสิทธิ์   การ พิจาร

ณา ซัก พยาน ดำเนินไป อย่างไทย   คดี อุกฉกรรจ์ ไม่ มี
          ๑๒.   ว่า ด้วย ศิลป วิทยาคม  การ วาด เขียน มี บ้าง  การ เล่น ต่าง ๆ

แต่ เดิม เช่น วัน นักขัตฤกษ์    เล่น  หมากบ้า   หมากกอน     หมากเก็บ  ปู

ทำ สุรา ทุก บ้าน ทุก เรือน      ฆ่า หมู ฆ่า โค เนื้อ ปลา เลี้ยง กัน      นิยม

การ ซอ แล ขับ

 

                                                       (  178  )

 

         ๑๓.   ว่า ด้วย วิทยา   การ นับ วัน เดือน ปี อย่าง เดียว กับ เชียง

ใหม่    การ ใช้ หยุก ยา ใช้  ราก ไม้  ต้น ไม้  ใบ ไม้ เปน พื้น
         ๑๔.   ว่า ด้วย ลัทธิ สาสนา      เขา ไหว้ พระพุทธรูป    แต่ ก่อน มา

ผี สาง ก็ ไหว้  เหมือน กัน แต่ เดี๋ยว นี้ เลิก ไป บ้าง แล้ว   การ ที่ เขา ไหว้

พระพุทธรูป นั้น โดย ถือ ว่า เปน สิ่ง ที่ ระฦก บุญคุณ พระโคดมที่ได้ ทรง สั่ง

สอน ไว้ เปน ทาง ดี    การ ไหว้ ผี นั้น เมื่อ ก่อน หลง เชื่อ กัน ว่า เมื่อ คน

ใด ไม่ ไหว้ ปราศจาก ความ ศุข      ให้ เปน ไป ต่าง ๆ จึง ไหว้ วอน ให้ ผี

สาง มา รักษา   เรียก ผี ว่า (เจ้า นาย ทาง บน) พวก เหล่า นี้ ถือ ว่า การ ที่

ไหว้ พระพุทธรูป นั้น เกี่ยว ข้อง กับ มนุษย์ โลก ว่า ถ้า คน ใด นับ ถือ

ปรนนิบัติ ตาม คำ สั่ง สอน ของ ท่าน ใน ภพ นี้ แล ภพ หน้า ให้ เกิด ความ ศุข

ไป ทาง ดี ส่วน ไหว้ ผี สาง นั้น เกี่ยว ข้อง เฉพาะ ภพ นี้ คน ใด ไหว้ แล้ว

ถือว่า คน นั้น อายุ ยืน ผี ไม่ ฆ่า ตาย ได้  วัด วา สถาน เทพารักษ์สถูปเจดีย์

ของ เขา มี สืบ ๆ มา แต่ เดิม ทำ ใหญ่ โต กว้างขวาง มาก  ทำโบสถ์ สำหรับ

พระพุทธรูป อยู่ เสีย หลัง หนึ่ง ทำ ใหญ่ โต สำหรับ ประชุม อุบาสก อุบาสิกา

เมื่อ พระ เทศนา ธรรม สั่ง สอน พระ สงฆ์ อยู่ รักษา ปกครอง ใน วัด   เปน

ผู้ ชักชวนให้ ศรัทธา ไม่ ให้ ประพฤติ ใน ทาง ที่ ชั่ว  แล แนะนำ สั่ง สอน ตาม

โอวาท พระพุทธเจ้า  ทำ สักการ บูชา แล สวด มนต์ ทุก ค่ำ เช้า
          เมื่อ ทารก เกิด มี พิธี คือ   ก่อน ที่ จะ เกิด ต้อง หา คน ชำนาญ มา

อีก ผู้หนึ่ง เปน ผู้ ชาย หรือ ผู้ หญิง ก็ตาม คอยรับเอา ทารก ให้ มารดา ทารก

นั่ง พิง กับ ที่นอน วาง หมอน ไว้ ข้าง หลัง นั่งพิง ให้ ดี  ครั้น ทารก คลอด ออก

มา   ผู้ ชำนาญ ที่ หา มา นั้น รับ เอา อาบ น้ำ เย็น แล้ว ตัด สาย สดือ ออก

 

                                                      (  179  )

 

หา กระ ด้ง มา อัน หนึ่ง เอา ผ้า รอง ๒-๓ ชั้น เรียบร้อย ดี แล้ว เอา ทารก เข้า

นอน ข้าง ใน  แล้ว ยก ไป วาง ไว้ ที่ ตรง หัว บรรใด   แล้ว เอา เท้า กระทืบ

พื้น กระดาน หรือ ฟาก ๒-๓ ที     เพื่อ ให้ เด็ก ตก ใจ ร้อง ไห้ ขึ้น     เมื่อ

กำลังเอาเท้า กระทืบนั้น    ผู้กระทืบ ร้อง ขึ้น ว่า    ถ้า เปน ลูก ของ ผี ก็ ให้

มา เอา ไป เสีย เดี๋ยว นี้   ถ้า พ้น เวลา เดี๋ยว นี้ ไป เปน ลูก ของ หมู่ ข้า จะ

มา เอา อีก ไม่ ได้           การ ที่ ทำ เช่น นี้ ถือ ว่า ทารก อยู่ เย็น เปน ศุข

แล ไม่ เปน คน ตื่น เต้น ด้วย          เมื่อ อายุ เด็ก ย่าง เข้า เปน หนุ่ม

เปน สาว ก็ รู้ จัก แต่ง ตัว รู้ จัก ความ สวย งาม               เมื่อ ตาย มี

พิธี ก่อน ที่ จะ สิ้น ชีพ เขา ไป บูชา เอา บาตร์ พระ มา ๑ ลูก พร้อม ด้วย

ผ้า สังฆาฏิ ของ ภิกษุ ๑ ชุด        เอา มา ไว้ บน หัวนอน ของ ผู้ ที่ จะ สิ้น

ชีพ นั้น แล้ว สอน ผู้ ที่ จะ ตาย นั้น ว่า     พุธโธ ธรรมโม สังโฆ จน ตลอด

ตาย   โดย ถือ กัน ว่า บอก หน ทาง ผู้ ตาย ไป สู่ ทาง ดี    แล ไม่ ให้ ลืม

พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์   เมื่อ  ตาย แล้ว จัดแจง เอา ศพ นั้น อาบน้ำ

ผลัด เสื้อ ผ้า ใหม่ เสร็จ แล้ว   เอา นอน หงาย แล้ว เอา ด้าย ขาว ผูก มือ ๒

ข้าง ประนม มือ ติด กัน   เอา สวย ดอก ไม้ มี ธูป เทียน ผูก ติด มือ คน ตาย

ให้ ถือ ประนมไว้   แล ผูก นิ้ว เท้า ติด กัน ไว้ ด้วย   การ ที่ เอา ดอก

ไม้  ธูปเทียน แล เอา ขี้ ผึ้ง ปั้น รูป เรือ ๑ ลำ ใส่ ใน มือ คน ตาย แล้ว ผูก

มือ ประนม นั้น หมาย ความ ว่า ฝาก ดอก ไม้ ธูป เทียน กับ คน ที่ ตาย  ไป

นมัสการ พระ ธาตุ  เกษ แก้ว จุฬามณี  ส่วน รูป เรือ ขี้ ผึ้ง นั้น หมาย ความ

ว่า ให้ คน ตาย นั้น เอา ไป ข้าม น้ำ มหาสมุท       ให้ พ้น จาก โอฆ สงสาร

แล้ว นิมนต์ พระสงฆ์ มา สวด มนต์ แล้ว หาม เอา ศพ ไป เผา  หรือ  ฝัง  ที่

 

                                                       (  180  )

 

ป่าช้า ๆ นั้น เปน ป่า ไม้          สถาน ที่ ฝัง หรือ เผา นั้น เขา ไม่ ทำ ที่ ไว้

พิธี ของ เขา ครั้น ศพ ไป ถึง ป่าช้า แล้ว เขา เอา ไข่ ไก่ ใบ ๑ ใส่ ใน ถุง พร้อม

ด้วย อาหาร ต่าง ๆ ถุง นั้น เรียก ว่า ถุง โยน      ถ้า โยน ไป ไข่ ตก แตก ตรง

ไหน ก็ จัด แจง ฝัง หรือ เผา ตรง นั้น     ถ้า ไข่ ไก่ นั้น ไม่ แตก ก็ โยน ต่อ

ไป อิก จน แตก   ถ้า แตก ตรง ไหน แปล ว่า ที่ นั้น เปน ที่ อยู่ ของ ผู้ ตาย

การ สวดมนต์ ภาวนา หรือ กระทำ กิจ สักการ บูชา ใหญ่ น้อย อย่าง เดียว กัน

กับ ไทย เรา   แต่ สำเนียง การ สวดมนต์ ผิด กัน เช่น ไทย ว่า พุทโธ คำ ลื้อ

ว่า ปุ๊ดโท การ บูชา พระภูมิ เจ้า ที่ เกี่ยว ด้วย เมื่อ ทำ เรือน ใหม่    หรือ ทำ

ไร่ ทำ นา หรือ มี งาน ใหญ่ เช่น ทำ บุญ ทำ ทาน ฉลอง วัด เหล่า นี้ ต้อง บูชา

พระภูมิ เจ้า ที่ ทุก ครั้ง ไป   เมื่อ จะ ปลูก บ้าน ใหม่ เรือน ใหม่   มี พิธี คือ

ต้อง ไป หา หมด ที่ ชนะ ผี ชนะ ขึด มา ถือ ขัน ตั้ง   ขัน ตั้ง นั้น ใส่ เงิน เค้า

๕ บาท แล หา วัน ฤกษ์ ให้ ดี แล้ว ก็ ตัด ไม้ เรือน นั้น  เมื่อ ตัด แล้ว

จะ ปลูก ขึ้น เปน หลัง ก็ หา วัน ฤกษ์ ดี   แล้ว นิมนต์ พระสงฆ์ มา สวดมนต์

สวด ถอน จึง ปลูก เปน หลัง ขึ้น ได้    พื้น ดิน ตรง ที่ จะ ปลูก เรือน ต้อง

เอา กระบือ มา ไถ คราด เสีย ก่อน แล้ว หมอ ผี ที่ ถือ ขัน นั้น    ก็ เสก น้ำ

เสก ทราย ประ ปราย ใน บริเวณ บ้าน นั้น จน ทั่ว    แล้ว ให้  ชื่อ เสา เรือน

เสา หนึ่ง ว่า เสา ขวัญ     อีก เสา หนึ่ง ให้  ชื่อ ว่า เสา ใน      เสา ๒ ต้น นี้

เอา ต้น กล้วย ต้น อ้อย ลูก มะพร้าว ผูก ติด ทั้ง ๒ ต้น   คน ที่ จะ ผูก ต้น

กล้วย ต้น อ้อย นั้น เรียก หา คน ที่ มี ชื่อ ว่า นาย เงิน นาย คำ นาย มี นาย

แก้ว มา ผูก ก่อน    นอก จาก ชื่อ ที่ กล่าว นี้ ผูก ไม่ ดี   ต้อง เอา ฝ้าย ขาว

ผูก เปน เชือก ห้าม ไม่ ให้ ใช้   ตอก หรือ เชือก อย่าง อื่น       การ ไหว้ ผี

 

                                                    (  181  )

 

สาง ไม่ มี แบบ ตำหรับ ตำรา อะไร เพียง แต่ นับ ถือ กัน สืบ ๆ ต่อ ๆ มา แต่

ครั้ง ปู่ ทวด ตายาย     เรียก ว่า  เทพารักษ์ ทั้ง พ่อ แม่     การ ไหว้ ต้น ไม้

มี เปน เวลา ชั่ว คราว เมื่อ เวลา เข้า ไป นอน ใน ป่า ใน เถื่อน     คือ สมมต

ว่า ต้น ไม้ ต้น นี้ เปน พระเจ้า พระธรรม แล เทพารักษ์  ขอ เปน ที่ พึ่ง ฝาก

ชีวิต อินทรี ใน เวลา ชั่ว นอน คืน นั้น    การ ไหว้ สัตว์ หรือ แม่ น้ำ ลำธาร

ไม่ มี     เรื่อง สร้าง โลก เขา ถือ ว่า ปู่ ส่างสี ย่า ส่างไส้  เปน ผู้ บันดาล ให้

มี ขึ้น      มนุษย์ เรา เขา เข้า ใจ ว่า ปู่ ส่างสี  ย่า ส่างไส้     เอา ดิน มา ปั้น

เปน รูป คู่ ชาย ๑ หญิง ๑ รูป ดิน ที่ ปั้น นั้น ก็ เกิด เปน มนุษย์ เปน คู่ ผัว เมีย

กัน    ต่อ นั้น ไป ก็ ออก ลูก เต้า แพร่ หลาย ขึ้น     แล้ว แยก กัน ออก ไป

อยู่ ห่าง กัน เปน หมวด เปน หมู่   นาน เข้า ก็ เลย ไม่ รู้ จัก ภาษา กัน เลย

ต่าง ชาติ กัน ไป   เมื่อ มนุษย์ ตาย ไป แล้ว วิญญาณ ไม่ ดับ สูญ ถือ ว่า ถ้า

ใคร ประพฤติ เรียบ ร้อย ดี ก็ ได้ ไป บัง เกิด โลก หน้า ดี      เกิด ที่ คน มี

ตระกูล สูง   เช่น เกิด ที่ คน มี ทรัพย์ สิน เงิน ทอง แล ที่ คน มี สติปัญญา

หรือ เกิด เมือง สวรรค์ เปน ต้น   ถ้า มนุษย์ ใด ประพฤติ์ ชั่ว ก็ ไป เกิด ที่ ชั่ว

เช่น เกิด เปน สัตว์ เดียรัจฉาน เปนต้น หรือ เกิด เปน คน อับ จน ไร้ ทรัพย์

สมบัติ เปน ต้น    การ ที่ เขา ถือ  เช่น  นี้  เขา  ถือ  เอา  โอวาท  พระภูมิ

เปน หลัก กุศล แล อกุศล       ใคร ทำ ดี ได้ ดี ทำ ชั่ว ได้  ชั่ว เปน เครื่อง

ประกอบ กับ ความ เชื่อ อัน นี้

 

                           ----------------------------------------------------
     

 

ดาวน์โหลดเอกสาร
FileคำอธิบายFile sizeDownloadsLast modified
Download this file (pdf_vol 19 pt 3 page 171-181.pdf)pdf_vol 19 pt 3 page 171-181.pdf 1222 Kb15109/03/10 15:22
 

ค้นหา

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

mod_vvisit_counterผู้เข้าชมวันนี้278
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนนี้18763
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนที่แล้ว22645
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด1981087

We have: 9 guests, 1 bots online
IP ของคุณ: 52.3.228.47
วันนี้: ๒๘ ก.ย. ๒๕๖๓