ประวัติ ชนชาติ เย้า พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย นาย ชาญ รังสิยานนท์   

ชาญ รังสิยานน์ เรียบเรียง. ประวัติชนชาติเย้า. วารสารสยามสมาคม. Vol.19 (pt.2) 1925. หน้า  95-128.

 

                                                        (95)

 

 

 

                                                       คำนำ

          ประวัติ เย้า นี้  ชั้น ต้น คิด ว่า จะ หา ฮ่อ ไป เปน ล่าม แปล ให้

เพราะ ฮ่อ กับ เย้า พูด รู้ ภาษา กัน ดี แต่ หา ทัน ได้ ล่าม ไม่  เผอิญ ทาง

ราชการ เร่ง ให้ ทำ ส่ง      ครั้น จะ รอ จน ได้ ล่ามก่อน     ก็ ไม่ ทัน ความ

ประสงค์ ของ ราชการ   จึง จำ เปน ต้อง รีบ ไป ไต่ สวน แต่ โดย ลำพัง   ใช้

พูด กัน ด้วย ภาษาไทย เหนือ     ไม่ ค่อย จะ เข้า ใจ กัน ได้ ง่าย     กว่า จะ

ได้ ความ แต่ ละ ข้อ ก็ ฝืด เต็ม ที    ต้อง อาศรัย ที่ เห็น ด้วย ตา บ้าง  ที่ รู้

อยู่ แล้ว แต่ ก่อน ๆ บ้าง     คำ บาง คำ พูด ไม่ รู้ ภาษา กัน เลย    จึง มี ข้อ

ความ ขาด ๆ ด้วน ๆ อยู่  ไม่ บริบูรณ์ ตาม ข้อ ปัญหา ของ อนุกรรมการ แห่ง

สยาม โซ ไซ อี ตี้ เรียบ เรียง ไว้    เพราะ ฉนั้น ถ้า คำ ตอบ ปัญหา ข้อ ใด

มิ ได้ ปรากฎ อยู่ ใน หนังสือ นี้     ก็ ขอ ให้ เปน ที่ เข้า ใจ ว่า    ปัญหา ข้อ

นั้น ไต่ สวน ไม่ได้ ความ    โดย เหตุ ข้อ ขัด ข้อง ดัง กล่าว แล้ว

 

                                                            นาย ชาญ รังสิยานนท์  ผู้เรียบ เรียง
                                                          หลวง บำรุง  เนาวการณ์ ผู้ ตรวจ สอบ 

 

 

                                                (  96  )

 

                                      ประวัติ ชนชาติ เย้า

              นาย ชาญ รังสิยานนท์   ปลัด อำเภอ เชียงดาว เปน ผู้ เรียบ เรียง

                                          ประเภท ที่ ๑

           ว่า ด้วย ชาติ กำเนิด แล สริระ ลักษณะ รูป ร่าง แห่ง ร่าง กาย

() ชาติ กำเนิด       ตาม ที่ บรรพ บุรุษย์ ของ พวก เย้า เล่า สืบ ๆ กัน 

มา ว่า        เชื้อ ชาติ เดิม อยู่ เมือง น่าน จิน ( ประเทศจีน ) แล้ว เมือง

น่าน   จิน เสีย แก่ ข้า ศึก พล เมือง จึง พา กัน อพยบ หนี ไป อยู่ เมือง ล่อ

ชาง ฉวน ใกล้  กับ เมือง กวางตุ้ง ใน ประเทศ จีน  ทำ มา หา เลี้ยง ชีพ

ใน ทางนา บ้าง  ทำ ไร่ อยู่ บน ดอย บน เขา บ้าง  ต่อ มา ผู้ คน พลเมือง ทวี

มาก ขึ้น    ทำเล ที่ จะ ทำ มา หา เลี้ยง ชีพ ใน ทาง เพาะ ปลูก ก็ คับ แคบ 

เข้า จึง ได้ พา กัน อพยบ ไป อยู่ เมือง กวางชี ใน ประเทศ จีน เหมือน กัน

พวก ที่ พอ มี อัน จะ กิน ก็ ซื้อ ที่ ไร่ ที่ นา อยู่ ใน ที่ ราบ        พวก ที่ ยาก จน ก็

        พา กัน ทำ มา หา เลี้ยง ชีพ ใน ทาง ทำ ไร่ อยู่ บน เขา บน ดอย         เพราะ ไม่

ต้อง ซื้อ ที่ ดิน         ภาย หลัง ผู้ คน พลเมือง ทวี มาก ขึ้น         ชน ชาติ อื่น ก็

แย่ง ที่ ดิน ทำ การ เพาะ ปลูก เสีย บ้าง         ทำ ให้ พวก เย้า เกิด เดือด ร้อน   

ขึ้น อีก    เพราะ การ ทำ ไร่ ของ พวก เย้า ถ้า ที่ ดิน จืด ก็ เปลี่ยน ใหม่ เสมอ  ไป

ไม่ มี ความ รู้ ที่ จะ ตบ แต่ง ที่ ดิน ด้วย การ ใช้ ปุ๋ย        แล ใน ยุค นั้น บ้าน

เมือง เกิด วิบัติ ฝน แล้ง ๓ ปี ติด ๆ กัน ทำ นา ไม่ ได้ ผล       ผู้ คน พลเมือง

อัตคัด อาหาร     บรรดา พวก เย้า ที่ อยู่ บน ดอย บน เขา     และ พวก ที่ อยู่

 ใน ที่ ราบ แทบ ทั้ง สิ้น           พา กัน อพยบ ไป อยู่ เมือง ยูนาน อาณา เขตต์

 

(  97  )

 

จีน บ้าง    เมือง แผว     เมือง หลวง พระบาง   ใน อาเขตต์ฝรั่งเศษ บ้าง

ส่วน พวก ที่ ยัง ตก ค้าง อยู่ ซึ่ง นับ ว่า เปน ผู้ มี อัน จะ กิน เมื่อ พรรคพวก

ของ ตน ที่ เปน ภาษา เดียว กัน อพยบ ไป โดย มาก เช่นนั้น  ก็ มี ความ ว้า

เหว่ ใจ จึง ขายไร่ ขาย นา ตาม พวก ของ ตน ไป อยู่ บน ดอย บน เขา จน

สิ้น เชิง   ต่อ นั้น มา ก็ แยก ย้าย กัน ไป อยู่ ตาม ที่ ต่าง ๆ แล้ว แต่ ใคร

จะ ชอบ  ทำเล ที่ไหน   จึง กระจัด กระจาย เข้า มา จน ถึง พระราช อาณาจักร์

สยาม จน ทุก วัน นี้

( ) รูป ร่าง สันฐาน แห่ง กาย  ตาม ธรรมดา อย่าง สูง ๗๓ นิ้ว ฟุต อย่าง ต่ำ ๖๐ นิ้ว ฟุต

 ทรวด ทรง พอ สม รูป สม ร่าง

( ) ค่อน ข้าง ผอม

( ) ลักษณะ แห่ง หน้า ตา ตลอด ถึง ส่วน ต่างๆ เหมือน กับ ชาติ

ฮ่อ จีน    ชื่อ ก็ มี คำ ว่า “ เลา ๆ ” นำ หน้า ชื่อ เช่นเดียว กัน เช่น   เลา

ผ่าน    เลาซู    เลาหลอ    เลาต๋า เปน ต้น

( ) ริม ฝี ปาก บาง คน หนา บาง คน บาง  มีวรรณ ตาม สี หน้า

ของ เขา สันถาน ก็ เหมือน กัน กับ ชาติ จีน แล ฮ่อ

( ) หนวด เครา เผ้า ผม ตาม สรรพางค์ กาย สี ค่อน ข้าง เหลือ

  โดย มาก ไม่ ดก แล ค่อน ข้าง อ่อน   ผม ไม่ หยิก

( ) ลูก นัยน์ ตา สี ค่อน ข้างเหลือง แทบ ทุก คน

( ) หัว ตา กับ หาง ตา ได้ ระดับ กัน อย่าง คน ไทย

( ) สี สรร วรรณะ ของ ร่างกาย   ซึ่ง ไม่ ถูก แดด เพราะ เสื้อ ผ้า

 

( 98 )

 

ปิด บัง เปน สี ขาว   ส่วน ที่ ถูก แดด เปน สี ขาว แดง  คน ดำ มี จำนวน

น้อย อย่าง เดียว กับ ชาติ จีน

( ๑๐ ) รูป กะโหลก ศีร์ษะ ไม่ มี วิกล อย่างไร

( ๑๑ ) เค้า หน้า ตา แล ลักษณะ หู ขา กรรไกร   ริม ฝีปาก หรื

ลิ้น ไม่ มี วิกล อย่างไร

( ๑๒ ) ฟัน ไม่ มี ผิด ปรกติ จาก คน ธรรมดา อย่างไร     สี ของ

ฟัน เขา โดย มาก ขาว แดง และ ไม่ มี การ อม อย่างไร

( ๑๓ ) ส่วน ของ ร่าง กาย ต่าง ๆ ไม่ มี วิกล อย่างไร   นอก จาก

หู เมื่อ ยัง เล็ก เขา ได้ เจาะ ให้ เปน รู ทั้ง ๒ ข้าง สำหรับไว้ ใส่ เครื่อง ประดับ

สมมต เรียก เช่น ตุ้งติ้ง เท่านั้น

( ๑๔ ) องค์ ชาติ ก็ มิได้ ผิด ปรกติ เพศ หรือ มี การ ตัด เย็บ อย่างไร

( ๑๕ ) การ สัก เนื้อ ตัว หรือ ย้อม ผิว หนัง ไม่ มี

 

 

ว่า ด้วย ทำเล ที่ อยู่ แล ลัทธิ ขนบ ธรรมเนียม

( ) ว่า ด้วย ถาน ที่ ทั่ว ไป คน จำพวก นี้ ตั้ง อยู่ ตาม เนิน เขา

 จะ ลง มา อยู่ ที่ ราบ ไม่ ได้  เพราะ เคย ชิน กับ อากาศ สูง เสีย แล้ว  ถ้า

ลงมา ที่ ราบ หลาย ๆ วัน มัก ป่วย เปน ไข้ ทุก คน  เขตต์ ที่ ตั้งไม่มีกำหนด

เพราะ อยู่ ที่ไหน ไม่ เปน หลัก แหล่ง ถือ เอา ที่ ดิน เปน เกณฑ์    ถ้า หมด

ที่ ดิน ที่ จะ ทำ ไร่ แล้ว   ก็ พา กัน ย้าย ไป อยู่ ที่ อื่น ย้าย ไป มา หลาย ปี

เข้า บาง ที ก็ กลับ มา อยู่ ทำเล เก่า อีก      การ ทำ ไร่ ของ เขา     ถ้า เปน

ที่ ดิน ดี เพาะ ปลูก ได้ ผล งอก งาม ก็ ทำ ซ้ำ ที่ เดียว นั้น บ้าง   ถ้า เปน ที่

 

 

(  99  )

 

ไม่ ดี   ปลูก พืชพรรณ์ ไม่ งาม แล้ว ก็ เปลี่ยน ใหม่ เสมอไป    คน จำพวก

นี้ สันดาน ค่อน ข้าง โง่ ทึบ กิริยา กระด้าง กระเดื่อง มาก  เพราะ ไม่ รู้ ขนบ

ธรรมเนียม      เขา เรียก ชาติ ของ เขา ว่า   “ แซ่เย้า ”     คน ที่ อยู่ ใกล้

เคียง เรียก ว่า   “ เย้า  ”

( ) ว่า ด้วย ถาน ที่ อยู่ โดย เฉภาะ ที่ อยู่ ของ เขา ๆ ตั้ง บ้าน

เรือน อยู่ เปน หย่อม ๆ  เฉภาะ ใน พวก หนึ่ง ๆ หา มี เครื่อง ล้อม ภายนอก

อย่าง หนึ่ง อย่าง ใด ไม่    เพราะ ใน บริเวณ บ้าน เรือน ของ เขา นั้น ไม่ ได้

ปลูก พืชพรรณ์ อย่าง ใด เลย   ใน ลาน บ้าน ของ เขา แผ้ว ถาง เรียบ ร้อย ดี

เสีย แต่ ปล่อย สุกร เที่ยว พลุก พล่าน   จน สุกร นั้น ทำ ความ สกปรก เปน

อัน มาก    เหม็น มูล สุกร ฟุ้ง ไป ทั้ง บ้าน เรือน ไม่ มี พื้น    ปลูก เปน รูป

ทรง มลิลา   มี พาไล ต่อ จาก หน้าจั่ว ออก ไป ทั้ง สอง ข้าง   แต่ แบน และ

เตี้ย มาก   เพราะ เอา ดิน เปน พื้น  เช่น เดียว กัน กับ โรง จีน กุลี ทำ ทาง

รถ ไฟ     ส่วน ที่ นอน ยก เว้น กว้าง ขวาง พอ แก่ จำนวน คน ที่ จะ นอน

หลัง คา มุง ด้วย ไม้ ไผ่ ผ่า ซีก   คือ มุง หงาย ๒ อัน  คว่ำ ปิด ริม ต่อ ริม

ของ คู่ ที่ หงาย อัน หนึ่ง สลับ กัน ไป อย่าง มุง กระเบื้อง    ฝา ใช้ ฟาก ตั้ง

ขนาบ ด้วย ไม้ บ้าง     กระดาน บ้าง  กระดาน ใช้ ไม้ งิ้ว ผ่า     แต่ ไม่ ใช่

กระดาน เลื่อย   เปน กระดาน ที่ ผ่า เอา แล้ว ถาก ซ้อม ด้วย มีด หรือ ขวาน

เล็ก น้อย    ดู ไม่ เรียบ ร้อย เลย    ครก กระเดื่อง ตำ ข้าว มี อยู่ ภาย ใน

ห้อง เรือน จะ เอา ไว้ ข้าง นอก ไม่ ได้   เพราะ สุกร ที่ เขา เลี้ยง นั้น ทำลาย

หมด    และ ใน เรือน ก่อ ไฟ ไว้ ชั่ว นา ตา ปี     จน เขม่า ติด ไป ทั้ง ห้อง 

ตลอด ทั้ง เครื่อง ภาชนะ ต่าง ๆ     ขั้น ที่ สุด ใน รู จมูก ของ คน จำพวก นี้

 

 

( 100 )

เขม่า ไฟ ติด ออก ดำ ไป แทบ ทุก คน   การ อาบ น้ำ ของ เขา นาน ๆ จะ มี

สัก ครั้ง หนึ่ง      เนื้อ ตัว และ เครื่อง นุ่ง ห่ม เหงื่อ ใคล ติด เปน คราบ ๆ 

ความ เหม็น สาบ ก็ เหลือ ทน   เครื่อง ภาชนะ ใช้ สรอย ก็ มี คล้าย ๆ จีน

เปน ต้น ว่า      เครื่อง นุ่ง ห่ม      เครื่อง มือ ขุด ดิน ฟัน ไร่     ถ้วย ชาม

หม้อ เข้า    หม้อ แกง   แล เครื่อง ใช้ เบ็ดเตล็ด ต่าง ๆ   เครื่อง ใช้ เหล่า นี้

บรรจุ กระบุง ตะกร้า วาง เกกะ เรี่ยราด ไม่ เปน ระเบียบ เรียบร้อย การ รักษา

 ความ สอาด มี น้อย ที่ สุด

( ) ว่า ด้วย การ นุ่ง ห่ม ผู้ ชาย นุ่ง กางเกง สี ดำ    รูป ร่าง 

อย่าง กางเกง เงี้ยว ขอบ ขา ขลิบ ผ้า แดง    ใส่ เสื้อ กุยเฮง สี ดำ แล่ง ข้าง

 แขน เล็ก อย่าง เสื้อ จีน ขลิบ ตาม ขอบ ทุก แห่ง ด้วย ผ้า สี แดง กับ เหลือง

เปน แถว ๆ สอง แถว บ้าง สามแถว บ้าง  พัน ศีร์ษะ อย่าง พวก เงี้ยว  บาง

ที ก็ ใส่ หมวก อย่าง ฮ่อ ที่ เย็บ ด้วย ผ้า ดำ เหมือน รูป กะลา   ผ้า พัน ศีร์

ษะ ใช้ สีดำ กับ แดง เท่านั้น  ไว้ ผม เปีย อย่าง จีน สมัย ก่อน   แต่ ไม่ ถัก

 เปีย คาด เอ็ว ด้วย ผ้า สี ดำ   ชาย ผ้า คาด เอ็ว ทั้ง สอง ข้าง ปัก เปน ดอก

 ดวง ต่าง ๆ     ปัก ด้วย ด้าย สีแดง สีเหลือง สีดำ สีเขียว สลับ กัน    ใส่ กำ

 ไลย คอ ทำ ด้วย เงิน รูป คล้าย กำไลย เท้า ของ เด็ก เมื่อ สมัย ก่อน

 ผิด แต่ ที่ หัว ทั้งสอง ข้าง เปน รูป คล้าย ปลาย ลูกศร แล้ว หัก งอ ทบ ออก

ข้าง นอก ข้อ มือ ใส่ กำไลย เงิน   กำไลย ตอน กลาง กลม เกลี้ยง ตอน ริม

ทั้ง สอง เปน สี่เหลี่ยม แล ยก ลาย ต่าง ๆ     ผู้ หญิง ใส่ เสื้อ กางเกง สี ดำ 

 เสื้อ  แขน เล็ก ตัว ยาว ถึง ตาตุ่ม แหวก ข้าง ทั้ง สอง ข้าง แค่ เอ็ว   คอ

อย่าง คอ เสื้อ ยะวา ที่ สวม ตั้ง แต่ คอ ถึง เอ็ว ติด ภู่ ด้วย ฝ้าย หรือ ใหม สี

แดง เรียง

 

 

( 101 )

 

ติด กัน ไป เหมือน พวง มาลัย   ใช้ ผ้า พัน เอ็ว สอง ผืน   ใน เสื้อ ๑ ผืน

นอก เสื้อ ๑ ผืน ๆ นอก เสื้อ ใหญ่ แล ใช้ ยาว แต่ ๒ ถึง ๔ วา   ผืน ใน เสื้อ

เล็ก แล สั้น ติด ภู่ ใหม คล้าย ภู่ กระบี่ เรียง กัน ๓ อัน   เมื่อ พัน เข้า แล้ว

ภู่ นี้ ห้อย อยู่ ข้าง หน้า      กางเกง ปัก ด้วย ด้าย บ้าง ใหม บ้าง เปน ดอก

ต่าง ๆ ทำ ด้วย ฝี มือ ของ เขา เอง ลาย ดอก โดย มาก คล้าย ตัว หนังสือ จีน

ใส่ กำไลย คอ ทำ ด้วย เงิน อย่าง ผู้ ชาย แต่ เล็ก กว่า แล ใส่ หลาย อัน ตาม

แต่ จะ มี มาก แล น้อย ( ชาย ใส่ อัน เดียว ) เจาะ หู กว้าง ใส่ วง เงิน

โต ขนาด เท่า เงิน บาท      ข้อมือ ใส่ กำไลย เงิน อย่าง ผู้ ชาย หลาย อัน

บ้าง อัน เดียว บ้าง ตาม แต่ มี และ จนไว้ ผม ยาว เกล้า ผมสูง มวย อยู่ กลาง

 ศีร์ษะ ผม ที่ จอน หู โกน ออก แล กัน ตีน ผม เปน วง กลม คล้าย จุก 

เอา ขี้ผึ้ง ผสม ดินหม้อ ทา ผม เปน ปึก ๆ และ เอา หิน ขัด จน ผม ติด กัน

เปน แผ่น ดู เหมือน เอา ถุง ผ้า ดำ ครอบศีร์ษะ ไว้ เอา ผ้า แดง พัน แต่ บาง

ๆ ดู เปน รูป เหมือน ฝา ชี ชั้น หนึ่ง แล้ว เอา ผ้า สี แดง หรือ สี ดำ ผืน ใหญ่

พัน ทับ อีก ชั้น หนึ่ง  ที่ หน้า อก ระหว่าง สาบ เสื้อ ทั้ง ๒ ข้าง ติด แผ่น เงิน สี่

เหลี่ยม ยก ลาย ต่าง ๆ  ขนาด กว้าง ๑ นิ้ว ฟุต ยาว ๒ นิ้ว ฟุต เรียง ติด ๆ กัน

ไป แต่ คอ ถึง เอ็ว   ตาม ธรรมดา ทั้ง ชาย แล หญิง ไม่ ใส่ รองเท้า   เครื่อง

 แต่ง กาย สกปรก เต็ม ที ไม่ ค่อย จะ ซัก ฟอก กัน เลย   ถ้า คน ที่ มี

หลาย สำรับ ก็ ผัด เปลี่ยน บ้าง   การ แต่ง กาย เครื่อง นุ่ง ห่ม มี อย่าง เดียว

ดัง กล่าว แล้ว เวลา นักขัตฤกษ์ ถ้า มี ก็ เปลี่ยน ใช้ เสื้อ ใหม่ ผ้า ใหม่   เวลา

นักขัตฤกษ์ ของ เขา ตรง กับ จีน

 

 

( 102 )

 

( ) ว่า ด้วย การ บริโภค เขา บริโภค อาหาร เช่น เดียว กับ พวก

 ฮ่อ    จีน    มี เข้า ปลา เนื้อ ผัก พริก เกลือ เปน พื้น        สุรา เมรัย

        รัปทาน ทุก คน ทั้ง ชาย แล หญิง   แต่ รัปทาน ไม่ มาก  มัก พา กัน รัปทาน

เวลา เลี้ยง ผี แล้ว   เพราะ ถือ กัน ว่า ถ้า ใคร รัปทาน เดน ผี ๆ ชอบ พอ ผู้

นั้น   ฝิ่น ก็ สูบ ทุก คน เหมือน กัน เพราะ ถือ กัน ว่า เปน ยา แก้ โรค อย่าง

ดี ขนาน หนึ่ง    จะ ปวด หัว ตัว ร้อน เปน ไข้ เปน หนาว หรือ ปวด ท้อง ลง

ท้อง ฯ ล ฯ      ก็ ใช้ สูบ ยา ฝิ่น แก้ กัน เสมอ ไป      ชั้น ที่ สุด ทารก

 เจ็บ ป่วย ก็ ใช้ ควัน ฝิ่น พ่น   ที่ สูบ จน ติด ก็ มาก ทั้ง หญิง แล ชาย หมาก

 พลู แล ของ แทน หมาก พลู ไม่ รัปทาน เลย   เครื่อง หุง  เครื่อง ต้ม    แล

ภาชนะ เครื่อง ใช้ สรอย อย่าง อื่น ก็ มี อย่าง เดียว กัน กับ ชาติ ฮ่อ  รัปทาน

 อาหาร ด้วย ตะเกียบ

( ) ว่า ด้วย การ หา เนื้อ หา ปลา การ หา เนื้อ หา ปลา มี บ้าง

เปน บาง คราว     แต่ ไม่ ชำนาญ  เนื้อ ใช้ ปืน ยิง    ขัด จั่น ห้าง ด้วย กับ 

ไม้     สัตว์ ที่ ยิง เช่น    กวาง เก้ง กระทิง หมู ป่า    เลียงผา เปน ต้น 

เมื่อ ยิง เนื้อ ได้ แล้ว เขา บอก กล่าว เชื้อ เชิญ ผี สาง ทั้งหลาย ที่ไม่รู้ จัก ชื่อ

ก็ กล่าว รวม เช่น กล่าว รวม ว่า    จำพวก ผี ตาย โหง, ตาย พราย เปน

ต้น ใน คำ บอก กล่าว มี ใจ ความ ว่า   การ ที่ เขา ได้ สัตว์ นั้น ก็ เปน โดย

ผี  สาง ทั้งหลาย นำ มา ให้      เขา มี ความ ขอบ อก ขอบ ใจ ต่อ ผี นั้น

มาก  จึง ขอ เชื้อ เชิญ ให้ ผี กิน เนื้อ สัตว์ ที่ ยิง ได้ นั้น เสีย ก่อน      และ

กล่าว คำ อ้อน วอน ขอ ให้ เขา ได้ รับ ความ ศุข ด้วย ประการ ต่าง ๆ  ถือ

กัน ว่า สัตว์ ทุก อย่าง เปน ของ ผี ทั้งสิ้น    ถ้า จะ เอา มา กิน เสีย เฉย ๆ

เช่น นั้น

 

 

( 103 )

 


ไม่ เปน การ สมควร   จึง ได้ มี พิธี ซื้อ ขาย สัตว์ ต่อ ผี  เงิน ที่ ให้ ผี นั้น

เปน รอย ตรา เหล็ก ประทับ บน กระดาษ รูป คล้าย อีแปะ คิด ราคา ดวง ละ ๑

รูเปีย    เมื่อ บอก กล่าว เสร็จ แล้ว ก็ เอา กระดาษ นั้น เผา ไฟ     เปน อัน

เชื่อว่า ผี ได้ รับ เงิน นั้น ไป แล้ว   ส่วน การ จับ ปลา ใช้ งม ด้วย มือ หา มี

เครื่อง ดัก จับ อย่างใด ไม่

( ) ว่า ด้วย การ ไป มา ยาน พาหนะ ทุก อย่าง ไม่ เคย ใช้ เลย

 สัตว์ พาหนะ มี ม้า  ใช้ ต่าง บ้าง บาง ครัว ตัวหนึ่ง บ้าง สองตัว บ้าง อย่าง มาก

มี คน หนึ่ง ไม่ เกิน ๑๐ ตัว ใช้ พิธี ต่าง อย่าง ฮ่อ

( ) ว่า ด้วย กสิกรรม การ ทำ ไร่ ปลูก เข้า    ปลูก ผัก   ทำ

เช่น เดียว กับ ชาว เรา    เครื่อง มือ ก็ เหมือน กัน    แต่ แรง สัตว์ พาหนะ

ใช้ ไม่ ได้    เพราะ ทำ ตาม ไหล่ เขา      นา ไม่ เคย ทำ เลย     ปสุสัตว์ ที่

เขา เลี้ยง   มี สุกร  สุนักข์ ไก่ เปน ต้น   ตัวผึ้ง ตัวใหม เขา ไม่ รู้ จัก เลี้ยง 

พืช ที่ เขา ปลูก มี     เข้า     เข้า โพชน์     ฟัก     แฟง     แตง     น้ำ เต้า

หอม   กระเทียม   พริก   ขิง   ถั่ว ต่าง ๆ     มันฝรั่ง    มันเทศ     ผัก  

  กาด   ฟักทอง  ยา สูบ ฯ ล ฯ

( ) ว่า ด้วย การ ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน กัน การ ตั้ง ร้าน ตั้ง ตลาด

 ไม่ มี   มาตรา น้ำหนัก อย่าง เดียว กับ จีน   มาตรา วัด ยาว กับ มาตรา ตัก

ตวง ไต่ สวน ไม่ ได้ ความ     การ ซื้อ ขาย เขา ใช้ เงิน ตรา แล เบี้ย สตางค์

อย่าง เดียว กับ ชาว เรา

 ( ) ว่า ด้วย หัดถกรรม การ ตี เหล็ก    การ ตี เงิน   การ ทำ

 

 

( 104 )

 

กระดาษ   เผา ปูน เปน บ้าง แต่ ไม่ ชำนาญ  การ เย็บ ปัก ถัก ร้อย   การ

เย็บ ผ้า ฝี มือ ผู้ หญิง ชำนาญ   วิธี ทำ กระดาษ ทำ ด้วย หน่อ ไม้ ไผ่ ที่ มี

อายุ ได้ ประมาณ ๑ เดือน คือ ไม่ ให้ อ่อน นัก    ไม่ ให้ แก่ นัก    เอา แต่

เนื้อ กลาง ผิว กับ เยื่อ แล ข้อ ทิ้ง เสีย     จัก เปน กลีบ บาง ๆ โต ประมาณ

เท่า นิ้ว มือ    แล้ว ต้ม ใส่ ปูน ขาว พอ สมควร    ต้ม แล้ว เอา แช่ น้ำ เย็น

สัก ๓-๔ วัน   เปลี่ยน น้ำ ทุก วัน  แล้ว เอา ขึ้น ใส่ ตะกร้า หรือ ภาชนะ

อย่าง ใด อย่าง หนึ่ง บ่ม ไว้ สัก ๑๐ หรือ ๑๕ วัน พอ อ่อน นิ่ม ดี แล้ว เอา ออก

ตำ ให้ เลอียด      แล้ว เอา ละลาย น้ำ ช้อน เอา กาก ออก แล้ว เอา น้ำ เท

 บน ผ้า พิมพ์ ละเลง ให้ เสมอ กัน ดี   น้ำ จะ ไหล ลอด ผ้า เยื่อ กระดาษ ติด

อยู่ ข้าง บน    เอา ตาก แดด   ตาก แดด แห้ง แล้ว ค่อย เอา อะไร ลื่น ๆ 

แซะ ออก เปน เสร็จ การ    ผ้า พิมพ์ นั้น ขึง ติด กอบ ไว้ ให้ ตึง   กระดาษ

ที่ ทำ นี้ เปน กระดาษ ชนิด ที จีน ใช้ ไหว้ เจ้า       เขา ทำ ไว้ ก็ สำหรับ ใช้

ไหว้ ผี    การ ย้อม ผ้า ย้อม ให้ เปน สี ดำ ได้ อย่าง เดียว   ใช้ ย้อม ด้วย 

ใบ คราม

( ๑๐ ) ว่า ด้วย อาวุธ มี   มีด   ดาบ   ปืน  คาบ  สีลา

( ๑๑ ) ว่า ด้วย ธรรมเนียม การ ปกครอง การ เคารพ นับถือ แล

บังคับ บัญชา ใน ระหว่าง ครอบครัว ก็ เช่น เดียว กับ ชาว เรา  ส่วน การเลี้ยง

 บุตร์ ผิด กัน มาก เด็ก ไม่ ค่อย จะ ได้ รับ ความ ถนอม กล่อม เกลี้ยง นัก

 มารดา ของ เด็ก หรือ คน เลี้ยง เด็ก จะ ทำ การงาน อะไร ได้ ทุก เมื่อ  มิ ได้

 เปน ภารธุระ กับ เด็ก เลย     เพราะ ใช้ วิธี เอา เด็ก มัด ติด หลัง      เมื่อ

 เด็ก หลับ ก็ หลับ อยู่ บน หลัง นั้น เอง     วิธี มัด เด็ก คือ ใช้ ผ้า มัด ลอด

 

 

( 105 )

 

ใต้ รักแร้ เด็ก เอา ชาย ทั้ง ๒ ข้าง พาด ขึ้น บน บ่า มารดา หรือ พี่ เลี้ยง แล้ว

เอา ไขว้ กัน ตวัด ลอด ใต้ รักแร้ สอด ไป ข้าง หลัง ให้ ไขว้ กัน อีก ครั้ง หนึ่ง

แล้ว เอา ชาย ทั้ง ๒ ข้าง ลอด ใต้ ขา เด็ก อ้อม มา มัด หัว เงื่อน ที่ หน้า ท้อง

 มารดา หรือ พี่ เลี้ยง   แล้ว มี ผ้า มัด คลุม แต่ ศีร์ษะ ถึง เท้า เด็ก อีก ชั้น หนึ่ง

 เด็ก จะ ถูก แดด ถูก ฝน บ้าง เขา ก็ เห็น ว่า ไม่ เปน การ ปลาด  เด็ก ทุก

 คน ไม่ เคย นอน เบาะ หรือ เปล เลย   การ รับ บุตร บุญธรรม เท่า กับ ซื้อ

ขาย กัน   เพราะ เมื่อ ผู้ ที่ ได้ รับ เด็ก เอา เงิน ให้ แก่ บิดา มารดา ของ เด็ก

ตาม ราคา ที่ ตก ลง กัน แล้ว  ก็ เปน อัน หมด ความ เกี่ยว ข้อง ใน ระหว่าง

บิดา มารดา กับ บุตร์ ที เดียว  การ ตัด ขาด จาก บุตร์ โดย บุตร์ กระทำความ

ผิด ก็ ไม่ ต่าง กัน กับ ชาว เรา      การ วิวาห์ แต่ง งาน ก็ เท่า กับ ซื้อขาย

เหมือน กัน   เพราะ ผู้ ปกครอง หญิง เรียก เอา ราคา ค่า ตัว เท่า นั้น เท่า นี้

ตาม รูป ร่าง งด งาม หรือ ไม่ งด งาม   การ งาน ดี หรือ ไม่ ดี   ราคา อย่า

ต่ำ ๕๐ รูเปีย อย่าง สูง ๓๐๐ รูเปีย  ชั้นต้น ผู้ ใหญ่ ต่อ ผู้ใหญ่ พูด กัน ก่อน

การ ที่ จะ ตก ลง กัน ก็ ต้อง ประกอบ ไป ด้วย ลักษณะ ชตา ราษี ของ ชาย แล

หญิง ถูก ต้อง กัน ดี ตาม ตำรา โหราศาสตร์ ของ เขา  ทั้ง ประกอบ ด้วย ความ

ยิน ยอม พร้อม ใจ ทั้ง ฝ่าย ผู้ ปกครอง และ ตัว หญิง  เมื่อ เปน การ ตก ลง

กัน แล้ว  ฝ่าย ขาย ก็ เอา เงิน วาง ประจำ ฝ่าย หญิง ไว้ กึ่ง ราคา ค่า ตัว หญิง

แล้ว นัด ส่ง ตัว กัน วัน ที่ จะ เลือกได้ ตาม ตำรา โหราศาสตร์ ของเขา  เมื่อ

 ถึง วัน นัด ผู้ ปกครอง หญิง ก็ นำ หญิง ไป ยัง บ้าน ชาย พร้อม ด้วย เพื่อน

เจ้าสาว    ใน วัน ส่ง ตัว นี้   ฝ่าย ชาย มี การ เลี้ยง ผี   บอก กล่าว ผี ให้

ทราบ ใน การ แต่ง งาน กัน  และ กล่าวคำ รำพรรณ ขอให้ ผี ทั้งหลาย ปกปัก

 

 

(  106  )

 

รักษา คู่ บ่าว สาว ให้ ได้ รับ ความ ศุข ด้วย ประการ ต่าง ๆ เสร็จ การ เลี้ยง ผี

แล้ว มี การ เลี้ยง กัน     ของ ที่ เลี้ยง มี หมู เหล้า ไก่ เปน อาทิ      กิน

เลี้ยง แล้ว ฝ่าย ชาย ชำระ เงิน ค่า ตัว หญิง ที่ ค้าง อยู่ ครบ แล้ว เปน เสร็จการ

แล้ว หญิง นั้น ก็ เปน สิทธิ์ แก่ ชาย    บิดา มารดา หรือ ผู้ ปกครอง หญิง

เปน อัน หมด ความ เกี่ยว ข้อง ทุก อย่าง     ดัง เช่น สิ่ง ของ ที่ ได้ ขาย ไป

แล้ว ฉนั้น  เมื่อ ชาย หญิง ได้ เปน สามี ภรรยา กัน แล้ว จะ อย่าง ใด ก็ ตาม

เปน ไม่ มี ทิ้ง ขว้าง กัน เลย   เพราะ มี ความ เชื่อ มั่น ฝัง แน่น อยู่ ใน ใจ

ทั่ว กัน ว่า   ถ้า สามี ภรรยา คู่ ใด ทิ้ง กัน เปน การ ผิด ผี อย่าง แรง  ผี จะ

ลง โทษ หนัก ตลอด ทั้ง ผู้ คน ที่ อยู่ ร่วม หมู่ บ้าน เดียว กัน นั้น ด้วย  ซึ่ง

เขา กลัว กัน เสีย ยิ่ง กว่า อะไร ๆ หมด   การ คลอด บุตร์ ใน ๓ วัน แรก

ให้ มารดา เด็ก นั่ง กอด เข่า อยู่ นิ่ง ๆ  ถ้า ไม่ จำ เปน ไม่ ให้ ลุก ไป ไหน

ห้าม ไม่ ให้ นอน  เพราะ กลัว เลือด ทำ พิษ  พ้น สาม วัน แล้ว จึง นอนได้

กำหนด อยู่ ไฟ เดือด หนึ่ง   ใน เขตต์ เรือน ไฟ   รัปทาน ไก่ ต้ม ใส่ เครื่อง

เทศ เท่า นั้น     หา ได้ รัปทาน ยา อย่าง ใด ไม่     เด็ก เมื่อ ออก พ้น ท้อง

ควัก เลือด ใน ปาก     ตัด สะดือ  อาบ น้ำ ร้อน เหมือน ชาว เรา     แต่ รก

เอา ใส่ ตะกร้า แขวน ทิ้ง ไว้ ใน ป่า    การ ปฏิบัติ เด็ก บก พร่อง มาก   เด็ก

เมื่อ อายุ พ้น ไป หนึ่ง เดือน ก็ โกน ผม ๆสัก ครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง แล้วก็ไว้

จุก     เมื่อ เวลา ตาย     เชิญ ผี    เลี้ยง ผี     บอก ผี ให้ รู้ และ ขอ ให้ ผี

นำ ผู้ ตาย ไป ใน ทาง ที่ ชอบ     ถ้า เปน ผู้ มี ทรัพย์ ก็ ทำ โลง นำ เอา ไป

ฝัง และ ทำ คอก ล้อม กั้น มุง หลัง คา รักษา ไว้       ถ้า คน จน ก็ ไป ฝัง

ทิ้ง ไว้ ตาม เรื่อง     ไม่ มี พิธี เผา ผี เหมือน ชาว เรา     เมื่อ จะ ย้าย ทำเล

 

 

(  107  )


ที่ อยู่ ก็ บอก กล่าว เชื้อ เชิญ ผี ที่ ฝัง นั้น ไป ด้วย      การ ทำ เรือน ใหม่

ใน ระหว่าง ที่ ทำ จะ แล้ว หรือ ไม่ แล้ว ก็ ตาม  ถ้า ถึง วัน ดี ตาม โหราศาสตร์

 ของ เขา    มี การ เชิญ ผี ปู่ ย่า ตา ยาย มา กิน เลี้ยง     แล ขอ ให้ ผี ช่วย

เหลือ ต่าง ๆ   ถ้า มี ผี ร้าย อยู่ ใน สถาน ที่ จะ ทำ เรือน นั้น ก็ ขอ ให้ ผี ปู่

ย่า ตา ยาย ขับ ไล่ ไป เสีย

( ๑๒ ) ว่า ด้วย ศิลป วิทยาคม การ วาด เขียน  สลัก แกะ  ปั้น

และ ดนตรี มะโหรี ไม่ เปน เลย ( การ ร้องรำ ทำ เพลง และ การ ละเล่น ต่าง ๆ

เข้า ใจ ว่า มี แต่ เสีย ใจ ที่ ไต่ สวน ใน ข้อ นี้ ไม่ ได้ ความ )

หนังสือ เหมือน หนังสือ จีน แล อ่าน เขียน กลับ หน้า เปน หลัง เหมือน กัน

ด้วย  นิยาย นิทาน ของ เขา ก็ มี แต่ ไม่ ปรากฎ ว่า จะ นิยม นิทาน ชนิด ใด

นิยาย ของ เรา จะ ให้ แปล เปน ภาษา เขา ไม่ ได้  เพราะ ไม่ รู้ ภาษา กัน ดี

นิยาย 

 ของ เขา ได้ ให้ เขา เล่า ให้ ฟัง เรื่อง หนึ่ง ( เข้า ใจ ว่า เปน ตำนาน ใน ลัทธิ

ของ เขา ) คง จับ ใจ ความ ได้ ดัง นี้: -

เดิม มี สามี ภรรยา คู่ หนึ่ง เปน ชาติ เย้า   อยู่ ด้วย กัน สาม ปี ไม่

มี บุตร์        สามี เปน คน อยาก ได้ บุตร์        เฝ้า แต่ ว่า กล่าว เสียด สี

ภรรยา ต่าง ๆ   ภรรยา เสีย ใจ ก็ ร้อง ไห้   ใน ขณะ ที่ ร้อง ไห้ นั้น    เดิน

ไป ตรวจ ดู ราง ริน ที่ พาด เอา น้ำ มา จาก บน ภูเขา     พบ คน ชรา ศีร์ษะ

หงอก หลัง โกง สัก ไม้ เท้า เดิน มา    ชาย ชรา นั้น ถาม ว่า ร้อง ไห้ ทำ ไม

หญิง นั้น จึง เล่า ประพฤติ เหตุ ให้ ชาย ชรา นั้น ฟัง แต่ ต้น จน ปลาย  ชาย

ชรา ได้ ฟัง แล้ว กล่าว ว่า     อย่า ร้อง ไห้ ร้อง ห่ม ไป เลย     ถ้า อยาก ได้

บุตร์ ให้ เอา ผล ไม้ นี้ ไป รัปทาน ปี ละ กลีบ  ว่า แล้ว ส่ง ผล ไม้ ชนิด หนึ่ง

 

 

(  108  )


มี ๑๒ กลีบ ให้ แก่ หญิง นั้น ๑ ผล แล้ว ก็ อันตะระธาน หาย ไป  หญิง นั้น

กลับ มา เอา ผลไม้ ให้ สามี ดู     แล เล่า เหตุผล ให้ ฟัง  สามี ดี อก ดี ใ

มาก   บอก ให้ ภรรยา รัปทาน ผล ไม้ นั้น   ภรรยา เอา ไป รัปทาน ลับ หลัง

สามี   พอ ได้ ลิ้ม รศ ก็ ติด ใจ เพราะ ผล ไม้ นั้น มี รศ อร่อย มาก   เลย

รัปทาน ที เดียว หมด ทั้ง ๑๒ กลีบ    อยู่ มา ไม่ ช้า ก็ ตั้ง ครรภ์   มี ครรภ์

ได้ หนึ่ง ปี จึง คลอด    คลอด ออก มา คราว เดียว ๑๒ คน    เปน ผู้ ชาย

ทั้ง สิ้น    รูป ร่าง หน้า ตา ทุก คน เหมือน กัน ดัง กะคน ๆ เดียว กัน    พอ

คลอด พ้น ท้อง ก็ พูด ได้ เดิน ได้       บิดา มารดา เอา เข้า ต้ม ใส่ ราง ไม้

ให้ รัปทาน    เพราะ น้ำนม ไม่ พอ เลี้ยง     พอ อายุ ครบ ๗ วัน ก็ มี กำลัง

แขง แรง ดัง ผู้ ใหญ่ ทั้ง ๑๒ คน   บิดา มารดา ก็ อุส่าห์ เลี้ยง ดู จน เจริญ

ไวย เปน ลำดับ มา    แต่ ไม่ ปรากฏ ว่า ชื่อ ใด บ้าง ( สมมต ใน ที่ นี้ ว่า

ชื่อ  หนึ่ง  สอง  สาม  สี่  ห้า  หก  เจ็ด  แปด  เก้า  สิบ  สิบเอ็ด  สิบสอง )

 อยู่ มา วัน หนึ่งราษฎร ถูก เกณฑ์ ให้ ตัด เสา  ไป ทำ ปราสาท ของ กระษัตริย์

ใน เมือง นั้น หลัง คา เรือน ละ ๑ ต้น     บิดา จึง จัด ให้ นาย  หนึ่ง , ตัด

ไม้ ไป ส่ง เจ้า พนัก งาน     นาย หนึ่ง ก็ ตัด เสา ไป ส่ง เจ้าพนัก งาน ๑ ต้น

เมื่อ เสา ครบ แล้ว  กระษัตริย์ ได้ ทรง ตรวจ คัด เลือก เสา ด้วย พระองค์เอง

พอ พระทัย เสา ของ นาย หนึ่ง นั้น มาก    เพราะ เปน ไม้ แก่น เอา ไม้ เคาะ

ดู เสียง เหมือน เหล็ก        แล้ว รับ สั่ง ให้ นาย ช่าง ลง มือ ปลูก ปราสาท

 ครั้น ถึง เวลา ที่ จะ ปัก เสา ของ นาย หนึ่ง ลง หลุม   ใช้ กำลัง คน เท่าใด ๆ

ก็ ยก เสา นั้น ไม่ ไหว    จึง รับ สั่ง ให้ หา นาย หนึ่ง มา   นาย หนึ่ง มา ถึง

ก็ เอา มือ ซ้าย ยก เสา ลง หลุม ได้ โดย ง่าย ตาย         มหา ชน ก็ พา กัน

 

 

(  109  )


สรรเสริญ   ครั้น ทำ ปราสาท เสร็จ แล้ว   กระษัตริย์ มี การ ทำ บุญ ให้ ทาน

นาย หนึ่ง จึง ใช้ ให้ นาย สอง ผู้ น้อง มา ดู       นาย สอง เดิน เข้า มา ถึง

ใน เมือง ๆ ก็ ล่ม      จึง มี การ ไต่ สวน หา เหตุ ผล กัน ขึ้น      นาย สอง

กราบ ทูล ต่อ กระษัตริย์ ว่า เขา เอง เปน ผู้ ที่ เหยียบ เมือง ล่ม  กระษัตริย์

จึง รับ สั่ง ให้ ทหาร จับ นาย สองจอง จำ ไว้   เพื่น จะ วินิจฉัยโทษ   จะผูก

มัด จอง จำ สัก เท่า ใด ๆ  เครื่อง พัน ทนา ก็ หลุด ลุ่ย หมด    กระษัตริย์

จึง สั่ง ให้ เอา ไฟ เผา   นาย สอง ทูล ขอ กลับ ไป ดู หน้า บิดา มารดา และ

ญาติ พี่ น้อง ก่อน   กระษัตริย์ ก็ ยอม   พอ นาย สอง กลับ ไป ถึง เล่า ให้

พี่ น้อง ฟัง    แล้ว ให้ นาย สาม เข้า มา ให้ กระษัตริย์ ทำ โทษ    พอ นาย

สาม เข้า มา ถึง ใน เมือง   ทหาร ก็ จับ ผูก มัด แล้ว ก่อ ไฟ กอง ใหญ่ เอา

นาย สาม ทิ้ง เข้า กอง ไฟ    ครั้น ไฟ ดับ นาย สาม ก็ ยัง ปรกติ ดี อยู่ แล้ว

กล่าว คำ เย้ย หยัน ว่า ให้ ก่อ ไฟ ให้ ลุก มาก ๆ ยิ่ง กว่า นี้ เพราะ เรา หนาว

 เต็ม ที่  ทหาร จึง นำ ความ กราบ ทูล กระษัตริย์ ๆ รับ สั่งให้ เอา ใส่ หวด นึ่ง

นาย สาม อ้อน วอน ขอ กลับ บ้าน ทำนอง เดียว กับ นาย สอง  กระษัตริย์

ก็ อนุญาต   แล้ว นาย สาม จัด ให้ นาย สี่ เข้า ไป แทน ตัว  ทหาร ก็ เอา

นาย สี่ นึ่ง    นาย สี่ ก็ ไม่ ตาย    แล้ว กล่าว คำ เย้ย หยัน ต่าง ๆ

 กระษัตริย์ จึง รับ ส่ง ให้ มัด ติด โค กระบือ แล้ว ขับ โค กระบือ ให้ ลาก ถู

ไป จน ตาย นาย สี่ ก็ แกล้ง อุบาย ว่า คราว นี้ จะ ตาย แน่   ไหน ๆ จะ

ตาย ขอ ให้ เห็น หน้า บิดาร มารดา และ ญาติ พี่ น้อง เสีย ก่อน

กระษัตริย์ ก็ ปล่อย ให้ ไป แล้ว นาย สี่ จัด ให้ นาย ห้า เข้า มา รับ โทษ แทน

 พอ นาย ห้า กลับ มา ถึง ทหาร ก็ จัด การ ตาม รับ สั่ง   นาย ห้า ก็ บรรดา

ให้ ร่าง กาย ใหญ่ ขึ้น  จะ

 

(  110  )


ใช้ แรง พาหะนะ สัก เท่า ใด สัตว์ พาหะนะ ก็ ลาก ไม่ ไหว คราว นี้

กระษัตริย์ รับ สั่ง ให้ เอา มัด ถ่วง น้ำ  นาย ห้า ก็ อุบาย ทูล ขอ โดย ทำนอง

เดียว กัน แล้ว จัด ให้ นาย หก เปลี่ยน ตัว มา แทน  ใน การ เปลี่ยน ตัว

กัน นี้ ใคร ๆ หา รู้ ไม่ เพราะ เหมือน กัน ทุก ๆ คน    พอ นาย หก มา ถึง 

ทหาร ก็ จับ ถ่วง น้ำ    นาย หก ก็ บันดาล ให้ ร่าง กาย ใหญ่ สูง จน พ้น

น้ำ นั้น เสีย หา เปน อันตราย อย่าง ใด ไม่   แทง ก็ แล้ว ยิง ก็ แล้ว ฟัน ก็

แล้ว จะ ฆ่า โดย อุบาย อย่างใด ก็ หา เปน อันตราย อย่างใด ไม่  กระษัตริย์

จึง ปล่อย ตัว ไป ต่อ มา พี่น้อง สิบสอง คน นี้ วิวาท กับ พระอินทร์ รบ กับ

พระอินทร์ ชั้นต้น ชนะ ภาย หลัง แพ้ พระอินทร์  จึง ยอม เปน บริวาร ของ

พระอินทร์ ๆ มอบ หน้า ที่ ให้ เปน ผู้ ตรวจ ดู ความ ประพฤติ มนุษย์  มนุษย์

คนใด ทำดี ทำชั่ว ประการใด ให้ จด บาญชี ไว้      พวก เย้า จึง ได้

สักการะบูชา มา จน ทุก วัน นี้     โดย ถือ ว่า จะ ทำ การ ใด ๆ พวก พี่

น้อง สิบสอง คน นี้ ย่อม รู้ เห็น ทั้งสิ้น

( ๑๓ ) ว่า ด้วย วิทยาศาสตร์ เขา นับ วัน เดือน ปี โดย วิธี ใด

ไต่สวน ไม่ ได้ ความ   วิชา แพทย์ ไม่ มี ความ รู้ เลย  การ ใช้ ยา มี น้อย ที่

สุด เพราะ ไม่ นิยม   ยา ที่ รู้ จัก ใช้ มี ยา ควีนนีน กับ ราก ไม้ บาง อย่าง

นอก นั้น จะ ว่า ไม่ เคย ได้ พบ เห็น เลย ก็ คง ไม่ ผิด  การ รักษา คน ป่วย

ขอ อำนาจ ผี ช่วย เปน ประทาน จะ ได้ กล่าว ต่อ ไป ใน ประเภท ลัทธิ สาสนา

( ๑๔ ) ว่า ด้วย ลัทธิสาสนา เขา นับถือ ผี แล ไหว้ ผี อย่าง เดียว

แล เส้น ผี ทุก วัน ๆ ละ สาม เวลา   คือ  เช้า  กลางวัน  เย็น    เมื่อเส้น ที

  ไร ก็ ดี ฆ้อง กลอง ทุก ครั้ง เปน วิธี ที่ บอกให้ผี รู้ ตัว กลอง มี เปน บางเรือน

 แต่ ฆ้อง มี ทุก เรือน  กลอง รูป เหมือน กลอง ลคร แต่ เอา เชือก หนัง ร้อย

 

 

( 111 )

 

หนัง หน้า กลอง ขึง ตึง กัน ไว้ อย่าง ตะโพน   แล้ว เอา ลิ่ม ตอก ตาม เชือก

หนัง เหมือน ภู อีด ที่ เขา หีบ อ้อย เพื่อ ให้ ตึง เต็ม ที่  ทำ โดย ฝีมือของเขา

เอง   ท่า ไหว้ อย่าง เดียว กับ จีน ไหว้ จ้าว  เขา ถือ ว่า ผี มี อำนาจ ที่ จะให้

คุณ หรือ ให้ โทษ แก่ เขา อย่าง ใด ก็ ได้   ลัทธิ ที่ เขา ถือ ผี นี้ สืบ มา แต่

ครั้ง โบราณ    สถาน ที่ บูชา มี แต่ ใน บ้าน   เขา ทำ เปน หิ้ง ไว้ รวม ๓ หิ้ง

ทุก ๆ หลังคา เรือน    หิ้ง ที่ ฝา ( พระอินทร์ พระพรหม ) หิ้ง หนึ่ง    หิ้ง

ผี ปู่ ย่า ตา ยาย หิ้ง หนึ่ง   หิ้ง ผี ป่า ผี เมือง หิ้ง หนึ่ง     มี เครื่อง เส้น

เครื่อง บูชา คือ  ถ้วย น้ำ ถ้วย เข้า ถ้วย กับ แล ธูป เท่านั้น  ถ้า ไม่ มี ธูป ใช้

ไม้ ที่ หอม ๆ  เช่น จันทร์ ขาว จันทร์ เทศ เผา กับ ถ่านไฟแทน ธูป  รูปร่าง

ของ ผี เปน อย่างไร ไม่ เห็น มี  ถ้า มี การ เจ็บ ป่วย ก็ ถาม ผี โดย วิธี เสี่ยง

ทาย คือ เอา เชือก มัด เหล็ก อะไร ๆ ก็ ได้ ให้ เปน หูหิ้ว แล้ว เอา กระดาด

ที่ ประทับตรา ที่ สมมต ว่า เงิน เหน็บ หู เชือก ถือ หิ้ว ไว้ แล้ว กล่าวคำ

อัญเชิญ ผี โดย โวหาร ต่างๆและ ถาม ผี โดย คำ อธิฐาน เช่น ถาม ว่า การ ที่

เปน นี้ โดย ผี ทำ หรือ โดย อาการ โรค ถ้า ผี ทำ ก็ ให้ เหล็ก นั้น แกว่ง ถ้า

เหล็ก แกว่าง แม้ แต่ ครั้ง เดียว ก็ เชื่อ ว่า ผี ทำ ถ้า เหล็ก นั้น ไม่ แกว่ง ก็

อัญเชิญ แล อธิฐาน จน ถึง ๓ ครั้ง  ถ้า ไม่ แกว่ง เลย จึง จะ เชื่อ    ที่ ทำ

เช่น นี้ เพราะ สงสัย ว่า บาง ที ผี ไม่ ทัน มา ถ้า ได้ ความ ว่า ผี ทำ ก็ ถาม

ต่อ ไป ว่า ผี จำพวก ใด ทำ ทำ เพื่อ เหตุ ใด จะ ประสงค์ สิ่ง ใด โดย คำ อธิ

ฐาน ทำนอง เดียว กัน ผลที่สุด ก็ บนบาน ศาลกล่าว แล้ว เผา กระดาษ ที่

สมมต ว่า เงิน นั้น ไป ให้ ผี  เมื่อ หาย ก็ แก้ บน  ถ้า ตาย ก็ แล้ว ไป หา  ติ

โทษ ผี อย่างใด ไม่    ถือ เสีย ว่า อายุ มาเพียง นั้น    วิธี แก้ บน ชั้น ต้น

 

 

( 112 )

 

ก็ ใช้ โวหาร กล่าว คำ อัญเชิญ ผี ก่อน   ที่ จะ รู้ ได้ ว่า ผี มา หรือไม่ มา นั้น

อาศรัย ไม้ เสี่ยงทาย   ไม้ เสี่ยงทาย มี คู่ หนึ่ง  รูป เหมือน เขา กระบือ ตอน

ปลาย ผ่าซีก  เมื่อ กล่าว คำ อัญเชิญ ถึง ที่สุด แล้ว ทิ้งไม้ เสี่ยงทาย ลง ทั้งคู่

พร้อม กัน   ถ้า คว่ำ ทั้ง คู่ เปน อัน ว่า ผี ยัง ไม่ มา  ถ้า คว่ำ อัน หนึ่ง หงาย

อัน หนึ่ง ผี กำลัง มา     ถ้าหงาย ทั้ง ๒ อัน ผี มา ถึง แล้ว    พอ ผี มา ถึง

เขา ลุก ขึ้น ยืน กล่าว เอ่ย ถ้อย คำ สำเนียง เหมือน เพลง จีน พร้อม กับ กระทำ

ความเคารพ เหมือน กัน กับ ท่า จีน ไหว้ จ้าว แล้ว บอก กล่าว เชื้อ เชิญ ให้ผีกิน

ของ ที่ แก้ บน      ของ ที่ แก้ บน มี      เหล้า หมู ไก่ ธูป วาง ไว้ บน ม้า

สี่เหลี่ยมแลกระดาด ที่ ประทับ ตราเงิน ต่อไปผีอิ่มหรือยัง ผี จะ อยู่ หรือ จะไป

แล อะไร ต่อ อะไร ก็รู้ โดย ไม้ เสี่ยงทาย ทั้งสิ้น  เช่น อยาก ทราบ ว่า ผี จะ ไป

หรือ ยัง  ก็ กล่าว คำ เสี่ยงทาย แล้ว ทิ้ง ไม่ ลง  ถ้า คว่ำ ทั้ง ๒ ผี ยัง ไม่ ไป

คว่ำ อัน หนึ่ง หงาย อัน หนึ่ง ผี กำลัง จะ ไป หงาย ทั้ง ๒ อัน ผี ไป  แล้ว ดัง

นี้ เปน ต้น  ที่สุด ก็ เผากระดาด เงินให้ แก่ ผี นะรก สวรรค์ เขา จะ มี ความ

รู้ เพียง ใด ไต่สวน ไม่ ได้ ความ เลอียด ได้ ความ เพียง ว่า คน ทำ บุญ เมื่อ

ตาย ไป แล้ว ได้ เกิด เปน มนุษย์ อีก   คน มี บาป เมื่อ ตาย ไป แล้ว  ต้อง 

เกิด เปน สัตว์ ต่าง ๆ


ดาวน์โหลดเอกสาร
FileคำอธิบายFile sizeDownloadsLast modified
Download this file (pdf_vol 19 pt 2 page 95-128.pdf)pdf_vol 19 pt 2 page 95-128.pdf 2897 Kb14509/03/10 15:02
 

ค้นหา

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

mod_vvisit_counterผู้เข้าชมวันนี้342
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนนี้18827
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนที่แล้ว22645
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด1981151

We have: 19 guests, 2 bots online
IP ของคุณ: 52.3.228.47
วันนี้: ๒๘ ก.ย. ๒๕๖๓