ชาติ แม้ว พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย หลวง บริพันธ์ ธุระราษฎร์ , นายอำเภอ สันมหาพน   

  

บริพันธ์ธุระราษฎร์, หลวง. ชาติแม้ว. วารสารสยามสมาคม. Vol.17 (pt.3) 1923. หน้า  121-152.

                                                  

 

                                                        (121)

 

                                                     ชาติ แม้ว
                     หลวง บริพันธ์ ธุระราษฎร์  นายอำเภอ สันมหาพน
                                     จังหวัด เชียงใหม่ เรียบ เรียง

                                                  ประเภท ที่ ๑
  ว่า ด้วย สริระลักษณะ รูป ร่าง สันถาน แห่ง ร่างกาย ของ แม้ว เผือก

 

          ๑ )  รูป ร่าง สันถาน แห่ง กาย สูงต่ำ สันทัด คน จีน ธรรมดา หรือ

สูง ใน ราว ๑ เม็ตร์ ๕๑ เซนต์   ทรวด ทรง เปน คน ล่ำ แบน.
          ๒ )  คน จำพวก นี้ โดย มาก เปน คน ค่อน ข้าง อ้วน   แต่ ไม่

เสมอ เหมือน กัน ทุก คน   เพราะ บาง คน เปน คน ผอม ก็ มี   แต่ เปน

จำนวน น้อย.
          ๓ )  ลักษณะ แห่ง หน้าตา ของ คน จำพวก นี้  เมื่อ ดู ตรง จำเภาะ

หน้า แล้ว จะ เห็น ได้ ว่า เปน คน หน้า แบน แล หน้า กระดูก เมื่อ ดู ข้าง ๆ

เปน หน้าเซี่ยว จะ เห็น ได้ ว่า เปน คน หน้า มะนาว ตัดครึ่ง จมูก ของ คน

จำพวก นี้ เมื่อดูตรง ๆ จะเห็นเปน คน จมูก หัก แล ดั้ง จมูก แบน เมื่อ ดู

ข้าง ๆ ไม่ใคร่ จะ เห็น ดั้ง จมูก  คง เห็น ได้ ถนัด แต่ ปลาย จมูก.
          ๔ )  ริม ฝี ปาก ของ คน จำพวก นี้    โดย มาก ค่อน ข้าง หน้า แล

เปน คน ปาก กว้าง แล ซีด.
          ๕ )  หนวด เครา เผ้า ผม แล ขน ตาม สรรพางค์ กาย ของ คน จำพวก

นี้   มี ดัง นี้.
          ก. เปน คน จำพวก ไม่ใคร่มี หนวด เครา  บาง คน ที่ มี หนวด ก็

 

                                                      (122)

 

มัก มี ห่าง ๆ หล็อม แหล็ม  ส่วน เครา คง มี แต่ หนวด คาง แพะ โดย มาก

ถ้า ผู้ ใด มี หนวด และ หนวด คาง แพะ แล้ว   มัก จะ มี บาง ๆ ห่าง ๆ ไม่

ใคร่ ดก   และ จะ เปน คน หนุ่ม ก็ ดี   หรือ คน แก่ ก็ ดี   ถ้า มี หนวด

หรือ หนวด คาง แพะ แล้ว มัก จะ เปน สี แดง  คล้าย กับ เส้น ยา แดง ที่

คน จีน สูบ แทบ ทุก คน.
           ข. เผ้า ผม  เปน คน ที่ มี ผม หนา  ถี่ ดก และ แข็ง  แล ตาม

ธรรมดา ของ เขา ไม่ ว่า ผู้ ชาย หรือ ผู้ หญิง   ชอบ ไว้ ผม ยาว ครึ่ง ศรีษะ

แล โกน เสีย ครึ่ง ศรีษะ   แต่ ส่วน ผู้ ชาย ไว้ ยาว ใน ราว ๑ คืบ  ส่วน

ผู้หญิง ไว้ ยาว ใน ราว ๑ ศอก หรือ ศอก เศษ ( คล้ายกับพวก ตาด หรือ ฮ่อ )

และ ผม ส่วน ที่ โกน ของ ผู้ หญิง  ได้ โกน ออก น้อย กว่า ส่วน ของ ผู้ ชาย

เส้น ผม ของ คน จำพวก นี้  ที่ โคน ผม สี ดำ จัด   แต่ ที่ ปลาย ผม ออก

เปน สี เหลือง
          ค. ขน ตาม ตัว    มี แต่ ขน อ่อน ทุก คน   ขน ที่ แก่ หรือ งอก

ยาว ผิด ธรรมดา ไม่ มี.
          ๖. ลูก ในตา ของ คน จำพวก นี้    มี เปน สี ดำ ปน เหลือง.
          ๗. หัวตา กับ หางตา ของ คน จำพวก นี้ ไม่ได้ ระดับ น้ำ กัน  เพราะ

ทาง หัวตา ต่ำ หางตา สูง    ขอบ ข้าง หาง ตา เสมอ กัน กับ ขอบ ตา ตอน

กลาง.
          ๘. ร่างกาย ของ คน จำพวก นี้   ซึ่ง ไม่ ถูก แสง แดด   เพราะ

เสื้อ ผ้า ปก คลุม   เปน สี ขาว เหลือง   ส่วน ร่างกาย ที่ ไม่ มี ผ้า เสื้อ ปิด

บัง เปน สี ดำแดง  ส่วน ทารก เมื่อแรกคลอด มี แผ่น ดำ ๆ เขียว ๆ หรือ ที่

 

                                                    (123)

 

เรียก ว่า ปาน กำเนิด  ติด ตาม หลัง ทารก มาก ทุก คน  แล ปาน กำเนิด

ชั่วคราว ชนิด นี้  มี ติด ตัว ทารก ตลอด ไป  จน ทารก มี อายุ ได้ ๕ ปี จึง

จะ หมด.

          ข้อ พิเศษ ใน เรื่อง ลักษณะ แห่ง ร่าง กาย      ที่ ผิด แผก ไป กว่า

คน ธรรมดา

          ๑. รูป กระโหลก ศรีษะ ของ คน จำพวก นี้   บาง คน มี การ ที่ ผิด

แผก ไป กว่า คน อื่น ก็ มี  เช่น บางคน มีรูป กระโหลกศรีษะ ใหญ่ ผิด ปรกติ

ชน  บาง คน มี รูป กระโหลก ศรีษะ ทุย ออก ข้าง หน้า แล ข้าง หลัง  แป้ว

หรือ กิ่ว ตรงกลาง  บาง คน มี รูป กระโหลก ศรีษะ ทุย ออก เปน ๓ แง่ คล้าย

กับ ศรีษะ ข้าง  แต่ คน จำพวก นี้ มี น้อย   บาง คน มี เปน แผล เปน ตาม

ศรีษะ ก็ มี บ้าง  แต่ แผล เปน นั้น มัก เกิด จาก ฝีตาล ฝีทราง ซึ่ง กระทำ

ให้ หัว ถลอก เปน แผล เปน ติด ตัว.
           ๒. เค้า หน้า ตา แล ลักษณะ จมูก หู  ขา กันไกร ริม ฝีปาก หรือ

ลิ้น   ที่ จะ สันนิถาน ว่า ผิด ปรกติ   มีหลาย ประการ ดังนี้
           ก. เค้า หน้า ตา  บาง คน มี หน้าผาก กว้าง ตีน ผม สูง   ( เหตุ ที่

ตีน ผม สูง เห็น จะ เปน ด้วย ผู้ นั้น ใช้ โกน ศรีษะ มาก ) บาง คน หน้า ยาว

ลูกคาง เซี่ยม   บาง คน ในตา ตี่ เล็ก ผิดปรกติ.
          ข. บาง คน มี จมูก หัก ตรง ดั้ง  จน แล เห็น ว่า เปน คน หน้า หัก

( คล้าย กับ ขุน คอก )  บาง คน  ดั้ง จมูก แบน แต่ ปลาย จมูก สูง ใหญ่.

          ค. หู ขา กัน ไกร   ไม่ ใคร่ จะ ผิด เพี้ยน ไป มาก  แต่ ถ้า เปน

ผู้ หญิง แล้ว  ต้อง เจาะ หู ไว้ ทุก คน  เหมือน กับ คน ไทย ที่ เจาะ เตรียม

ไว้ ใส่ ต่างหู.

 

                                                      (124)

 

          ฆ. ริม ฝีปาก  บาง คน มิ ริม ฝีปาก กว้าง แบะ จน เกิน ส่วน บาง

คน ริม ฝี ปาก ข้าง บน เชิด   คือ เมื่อ เวลา หุบ ปาก ลง แล้ว ตรง กลาง

ริม ฝีปาก เชิด ขึ้น   หรือ เจ่อ ขึ้น สูง ผิด ปรกติ.

          ง. ลิ้น ไม่ ใคร่ จะ มี ผิด ปรกติ แต่ อย่าง ใด  แต่ ลิ้นไก่ บาง คน มี

ลิ้นไก่ สั้น  พูด อ้อ แอ้ ไม่ ใคร่ จะ ได้ ความ.
          ๓. ฟัน ไม่ มี การ ผิด ปรกติ หรือ เปลี่ยน แปลง อย่างไร    เมื่อ

เกิด มา มี อย่างไร ก็ คง ปล่อย ไป ตาม กำเนิด ของ ฟัน.

          ๔. ส่วน แห่ง ร่างกาย ที่ ผิด แผก จาก ปรกติ ไป มี หลาย ชนิด ดัง

จะ ได้ กล่าว แยก ออก เปน ๒ ประเภท ๆ หนึ่ง โดย ใช้ วิธี ตบแต่ง ดัด แปลง

ให้ เปน  อีก ประเภท หนึ่ง เปน แต่ กำเนิด หรือ สืบ พืชน์ พรรณ์ กัน ต่อ ๆ

มา เช่น.
          แม้ว เผือก ทั้ง ผู้ ชาย และ ผู้ หญิง ชอบ สรวม วงกลม ที่ คอ ทุกๆ คน

หรือ  ถ้า จะ เรียก ให้ ง่ายว่า พวงมาลัยเงิน ก็ คงไม่ ผิด  เพราะวงกลมหรือ

พวง มาลัย เงิน ที่ เขา ชอบ สรวม คอ นั้น ทำ ด้วย เงิน คล้าย กับ พวงคอ ที่ใส่

นักโทษ     แต่ ที่ ตรง หัว ต่อ ใช้ เปน โซ่ เงิน ติด ไว้ ข้าง หนึ่ง  เมื่อ

เวลา จะ สรวม  จึง เอา โซ่ นั้น ไป เกาะ ติด กับ หัว ต่อ อีก ข้าง หนึ่ง แล

บาง คน ทำ ที่ ขอ เกาะ นั้น  เปน รูป ปลา บ้าง รูป นก บ้าง แล พวง มาลัย

เงิน ที่ เขา ชอบ สรวม คอ นั้น  เขา ต้อง สรวม ติด คอ ของ เขา เปน ประจำ

ที เดียว   ถึง จะ หลับ นอน  หรือ จะ อาบ น้ำ ประการใด  ก็ มิ ได้ เอา

ออก จาก คอ ของ เขา จน กระทำให้ แล เห็นได้ว่า  ที่ ตรง คอ ของ เขา

เปน รอย ด่าง เปน วง กลม รอบ คอ ของ เขา ทุก คน   ส่วน ผู้ หญิง ยัง

มี แปลก ไป อีก ๒ ประการ   คือ ขอบ สรวม เงิน เปน แผ่น ที่ ข้อ มือ ทั้งสอง

 

                                                        (125)

 

ข้าง    เงิน แผ่น นั้น  ทำ เปน แผ่น มี ลาย ดอก ต่าง ๆ กัน แล้ว ทำ เปน

ห่วง เงิน ต่อ ให้ ติด กัน  คล้าย กับ ระนาต มัด ติด ข้อ มือ ทั้ง ๒ ข้าง ประจำ

ติด ตัว  จน กระทำ ให้ ที่ ตรง ข้อมือ นั้น ด่าง ขาว รอบ ข้อมือ ทั้ง ๒ ข้าง แล

อีก อย่าง หนึ่ง   ใช้ โลหะ ต่าง ๆ ทำ เปน โซ่ มัด ข้อเท้า   แล โลหะ ที่ ทำ

โซ่ นั้น   บาง คน ใช้ ทำ ด้วย เงิน  บาง คน ใช้ ทำ ด้วย ทองเหลือง  บาง

คน ใช้ ทำ ด้วย ตะกั่ว  แต่ โซ่ ที่ ใช้ ทำ มัด ข้อเท้า นั้น ได้ ใช้ มัด ข้อเท้า

แต่ ข้าง เดียว    แล ชอบ มัด ข้อเท้า ข้าง ซ้าย โดย มาก   จน กระทำ ให้

เห็น ว่า  ที่ ข้อเท้า นั้น ด่าง ขาว รอบ ข้อเท้า   ส่วน การ ไส่ แหวน รองเท้า

หรือ เครื่อง บีบ รัด อย่าง อื่น ไม่ มี.
          ส่วน ที่ เปน มา แต่ กำเนิด   ซึ่ง จะ สันนิถาน ได้ ดัง นี้   ผู้ หญิง

ทุก ๆ คน เมื่อ โต เปน สาว จน มี ผัว แล้ว   มัก จะ เป็น คน คอ พอก หรือ

คอ อูม ทุก ๆ คน   แต่ ส่วน ผู้ ชาย ไม่ เปน      แล ถึง ผู้ หญิง เมื่อ ยัง

เปน เด็ก หรือ ยัง ไม่ มี ผัว ก็ ไม่ เปน    เหตุ ที่ เปน กัน ดัง นี้  สืบ สวน

ไม่ ได้ ความ จริง กับ ผู้ หญิง ยัง มี ลักษณะต่างกันกับ คน ไทย ธรรมดา อีก

อย่าง หนึ่ง เปน คน ที่ มี ลักษณะ ขา สั้น ตัว ยาว คือ ระหว่าง ท่อน ขา

สั้น ท่อน ตัว ยาว  เมื่อ เวลา เดิน จะ เห็น ได้ ว่า เปน คนเตี้ย หรือ คน ค่อม

ส่วน การ ที่ ผิด ไป จาก ปรกติ นอก จาก ที่ กล่าว ไว้ นี้ ไม่ มี  ถึง ผู้ ชาย

ก็ ไม่ มี  การ ที่ ผิด ปรกติ คง เหมือน กับ คน ฮ่อ หรือ จีน ธรรมดา.
         ๕. องคชาติ  ไม่ มี การ ผิด ปรกติ เพศ อย่าง ใด   เมื่อ กำเนิด

เปน มา อย่างไร   ก็ คง ปล่อย ให้ เปน ไป ตาม ธรรมดา ของ มัน  แล ไม่

มี การ พิธี อย่าง หนึ่ง อย่าง ใด ที่ จะ กระทำ สำหรับ องคชาติ.

 

                                                      (126)

 

          ๖. การ ย้อม ทา ผิว เนื้อ  ประดับ ประดา เนื้อ หนัง ให้ ผิด ปรกติ

ไม่ มี  คง ปล่อย ไป ตาม ธรรมดา แห่ง ร่าง กาย ของ เขา  แต่ ส่วน สัก

แขน สัก ขา มี บ้าง เปน บาง คน   แล คน ที่ สัก แขน ขา นั้น   โดย มาก

มัก จะ เปน คน คุ้น เคย กับ คน ไทย พื้น เมือง   เมื่อ เห็น คน ไทย สัก

แขน ขา ก็ เลย ตาม อย่าง สัก ไป บ้าง   ที่ จริง ตาม เพศ ของ เขา หา มี

การ สัก แขน ขา กัน ไม่.

                                                ประเศท ที่ ๒

                   ว่า ด้วย ทำเล ที่ อยู่ แล ลัทธิ ขนบ ธรรมเนียม

           ก่อน ที่ ข้าพเจ้า จะได้ กล่าวถึง ทำเล ที่ อยู่ แล ลัทธิ ขนบ ธรรมเนียม

ของ พวก แม้ว เผือก นี้   ข้าพเจ้า จะ ขอ กล่าว ประวัติ ที่ อยู่ เดิม ของ คน

พวก นี้ โดย ย่อ ๆ พอ เปน การ เทียบ เคียง ให้ เปน ที่ เข้า ใจ หรือ รู้ เรื่อง

ง่าย พอ เปน สังเขป ขึ้น อีก ตอน หนึ่ง.
          แข่ แม้ว ขาว หรือ แม้ว เผือก นี้    ตาม ที่ ได้ สืบ สวน มา แล้ว คง

ได้ ความ ว่า   เดิม คน จำพวก นี้ หา ได้ เคย มี ภูมิ ลำเนา อยู่ ใน ประเทศ

สยาม ไม่    เปน คน ที่ มี ภูมิ์ ลำเนา เคหะ สถาน อยู่ใน เมือง ฮ่อ หรือ ที่

เรียก ว่า เมือง           ?  ใน มณฑล   ?
ประเทศ จีน แล คน ใน จังหวัด แล มณฑล นั้น   ตาม ที่ สืบ สวน ได้ ความ

ว่า มี อยู่ ๔ ชาติ ด้วย กัน  คือ แข่ หลวง ได้ กับ พวก ฮ่อ    แข่ แม้ว ขาว

ได้ กับ แม้ว เผือก    แข่ แม้ว ลาย ได้ กับ แม้ว สาย   แข่ เย้า ได้ กับ เย้า

คน ทั้ง ๔ จำพวก นี้ มี ที่ อยู่ ต่าง กัน    เช่น แข่ หลวง ( ฮ่อ ) ขอบ อยู่ ที่

พื้น แผ่น ดิน ราบ     ส่วน พวก แม้ว เผือก. แม้ว ลาย. เย้า. ชอบ อยู่ บน

 

                                                       (127)

 

เขา สูง ๆ    แล ที่ อยู่ ของ บุคคล ๓ จำพวก นี้   ต้อง ประกอบ ด้วย ลม

ฟ้า แส น้ำ ท่า บริบูรณ์ ตลอด ปี จึง จะอยู่ กัน ได้  แล ภูเขา ที่ เขา อยู่ นั้น

ต้อง เปน ภูเขา ที่ เปน ดิน มาก กว่า หิน   เพราะ เขา ถือ เอา ที่ อยู่ นั้น

เปน ที่ ประกอบ การ หา เลี้ยง ชีพ ของ เขา  แล ที่ อยู่ ของ คน ๓ จำพวก นี้

จะ ตั้ง อยู่ ที่ ใด ไม่ ใคร่ เปน หลัก ถาน  เพราะ เขา ถือ เอา ที่ ดิน ที่ อยู่

นั้น เปน ใหญ่    ถ้า ที่ ดิน ที่ เขา อยู่ นั้น จะ ไช้ ทำ การ เพาะ ปลูก ไม่

ใคร่ได้ ผล ดี โดย ที่ ดิน นั้น จืด จะ เพาะ ปลูก พืชน์ พรรณ์ อย่าง ไร ๆ ก็

ไม่ได้ ผล บริบูรณ์ แล้ว  เขา ก็ พา กัน แยก ย้าย ครอบ ครัว ต่อ ไป อิก

ไป หา ที่ ดิน อยู่ ใหม่ ต่อ ไป.

          ครั้น ต่อมา จะเปน เวลา สัก กี่ สิบ ปี หรือกี่ ร้อย ปี สืบสวนไม่ได้ความ

พวก แม้ว เผือก แม้ว ลาย  เย้า ได้ พา กัน แตก ตื่น ออก จาก เมือง ฮ่อ

ไป โดย มาก เหตุ ที่ ต้อง พา กัน แยก ย้าย ออก จาก ถิ่น เดิม ก็ เปน

เพราะ เหตุ ๒ ประการ.
           ๑. เพราะ ที่ ดิน ที่ จะ ทำ การ เพาะ ปลูก ใน ถิ่น เดิม เกิด การ

อัดตะคัด ขัด สน หรือ เปน การ คับ แคบ ลง ไป.

          ๒. เพราะ หัว หน้าใน ชาติ นั้น ๆ ต้อง การ ที่ จะ ไว้ อำนาจ เพื่อ

ให้ เกิด ลาภ ทวี ขึ้น กว่า เก่า จึง ได้ คุม พรรค พวก ไป กระทำ การ กดขี่ ข่ม

เหง ผู้ มี กำลังน้อยด้วยประการ ต่าง ๆ ชนิดเดียวกันกับ ที่ เรียกว่า( อั้งยี่ ).

          ฝ่าย ผู้ ที่ มี กำลัง น้อย จะ ทน การ กด ขี่ เหง ของ พวก ที่ มี กำลัง

มาก ต่อ ไป ไม่ได้  ทั้ง ประกอบ กับ ที่ ทาง ที่ จะ ประกอบ การ ทำ มา หา

กิน ก็ ไม่ บริบูรณ์ เช่น นี้   จึง พา กัน รวบ รวม เข้า เปน หมู่ เปน พวก ตาม

ชาติ ของ เขา   แล้ว ก็ พา กัน แยก ย้าย ลง มา หา ที่ ดิน    ตั้ง เปน ภูมิ์

 

                                                       (128)

 

ถาน ประกอบ การ หา กิน ต่อ ไป ใหม่  จำพวก คน ที่ อพยพ นั้น   ก็ หา

ได้ อพยพ มา ใน ครั้ง คราว เดียว ไม่  ได้ อพยพ กัน ลง มา เสมอ ไป แล

คน จำพวก ที่ อพยพ ออก จาก ถิ่น เดิม นั้น    บาง พวก ก็ เข้าไป อยู่ ใน

เขตร์ เมือง เงี้ยว  เมืองพม่าในดิน แดน ของ อังกฤษ ก็ มี  บางพวกก็เข้า

ไป อยู่ ใน ดิน แดน ของ ฝรั่งเศษ ก็ มี  บาง พวก ได้ แยก ย้าย เข้า มา อยู่

ใน พระราช อาณา เขตร์ สยาม ก็ มี.
          สว่น ลัทธิ แล ขนบ ธรรมเนียม ของ พวก แข่แม้ว ขาว หรือ แม้วเผือก

นี้   มี ลัทธิ แล ขนบ ธรรมเนียม คล้าย คลึง กัน กับ พวก แข่ หลวง ( ฮ่อ )

หรือ จีน   ถ้า ได้ เคย เห็น ลัทธิ แล ขนบ ธรรมเนียม ของ พวก ฮ่อ แล จีน

แล้ว  ลัทธิแลขนบธรรมเนียม ของ แม้ว เผือก ก็ เปน ไป ทำ นอง เดียว กัน

ถึง จะ ผิด ไป บ้าง ก็ แต่ เล็ก น้อย   แล ต่อ นี้ ไป ข้าพเจ้า จะ ได้ ดำเนิน

กิจการ แห่ง ที่ อยู่ แล ขนบ ธรรม เนียม ของ พวก แม้ว เผือก  ที่ เข้า มา

อยู่ ใน พระ ราชอาณา เขตร์ สยาม ต่อ ไป.

          ๑. ว่า ด้วย ถาน ที่ อยู่ ทั่วไป  คน จำพวก นี้ ชอบ ตั้ง ภูมิถาน

บ้าน เรือน อยู่ ตาม เนิน เขา   หรือ ชาย เขา  ที่ ๆ เขา ตั้ง ภูมิถาน อยู่

เปน ที่ แอ่ง ของ ภูเขา   คือ ที่ แห่ง นั้น ต้อง ขึ้น ไป สูง ที่ สุด ใน หมู่ ภูเขา

นั้น  เมื่อ ขึ้น ไป จน ถึง ที่ สุด แล้ว จึง ลง ไป หา ภูมิถาน ที่ อยู่ ของ เขา

แล ที่ ๆ เขา อยู่ ต้อง เปน ที่ ต้น น้ำ หรือ ลำธาร  ห้วย หรือ ลำธาร ที่ เขา

อยู่ ต้อง เปน ห้วย ที่ มี น้ำ ตลอด ปี    เขตร์ ที่ ตั้ง บ้าน อยู่ ของ เขา ไม่

มี กำหนด  เพราะ ต่าง คน ต่าง อยู่  สุด แต่ ที่ ดิน บน ภูเขา นั้น  จะให้

โอกาศ แก่ เขา ( ในการ ทำ มา หา กิน ของ เขา )  เขา เปน คน ค่อน ข้าง

โง่    เขา เรียก ชาติ์ ของ เขา เอง ว่า  “แข่ แม้ว ขาว”  คน ที่ อยู่ ใกล้

 

                                                   (129)

 

เคียง  เรียก ชาติ์ นี้ ว่า  “ แม้ว เผือก “  กิริยา ของ พวก แม้ว เผือก นี้

เปน คน ซุ่ม ซ่าม  ไม่ ผิด อะไร กับ กิริยา ของ พวก จีน.

          ๒. ว่า ด้วย ถาน ที่ อยู่ โดย เฉภาะ  หมู่ บ้าน ที่ อยู่ ของ เขา  เขา

จัด ตั้ง เรียง ราย ไป ตาม ชาย เขา   ซึ่ง ได้ ระดับ กับ ลำ ห้วย   หรือ ลำ

ธาร   เหตุ ที่ เขา ต้อง ตั้ง บ้าน เรือน อยู่ ดัง นี้   ก็ เพราะ ที่ ๆ เขา อยู่ไม่

ใช่ เปน ที่ กว้าง ขวาง   แล ทั้ง ที่ นั้น ก็ เปน ตะแคง   ( คือ เปน ที่

ลาด ของ ภูเขา   ซึ่ง เท หรือ ลาด ลง ไป หา ลำ ห้วย )  บ้าน เรือน ที่

เขา อยู่   หา มี เครื่องล้อม ภาย นอก ไม่  คง ใช้ ฝาเรือน เปน เครื่องล้อม

บ้าน เรือน ที่ เขา อยู่ มี ทรวดทรง อยู่ คล้าย กับ โรง เลี้ยง สัตว์ พาหะนะ หรือ

คล้าย ๆ กับ ที่ ชาว อังกฤษ เรียก ว่า บังกาโล   บ้าน เรือน ที่ เขา อยู่ มี ฝา

ล้อม รอบ ฝา เรือน ทำ ด้วยไม้ กระดาน  แต่ กระดาน ที่ พวก แม้ว เผือก ใช้

เขา ไม่ ต้อง เลื่อย ใช้   เพราะ พวก นี้ เลื่อย ไม้ ไม่ เปน   ถ้า เขา จะ ต้อง

การใช้ ไม้ กระดาน เขา ได้ เอา ขวาน หรือ มีด ผ่า ไม้ ทั้ง ต้น   จัก ออก

เปน แผ่น บาง ๆ การ ผ่า ไม้ ทำ กระดาน   เขา มี ความ ชำนาญ ทำ ได้ ดี

เท่า กับ เลื่อย เหมือน กัน   เมื่อ เขา ผ่าไม่ได้ กระดาน มาก พอ จะ ทำ ฝา

เรือน ได้ แล้ว  เขา จึง เอา ไม้ กระดาน ที่ ผ่า เปน แผ่น นั้น ตั้ง ลำฝัง ติด

ดิน ข้าง ล่าง   ข้าง บน เอา ไม้ ขนาบ มัด ติด ไม้ กับ แป น้ำย้อย หรือ ขื่อ

ไม่ ต้อง ใช้ ทำ ด้วย ตะปู   เรือน ที่ เขา อยู่ สูง ตั้ง แต่ ดิน ถึง ขื่อ ใน ราว

๕ ศอก  คือ สูง เท่า ไม้ กระดาน ที่ ทำ ฝา นั้น เอง   แล ตั้ง แต่ ขื่อ ถึง

อกไก่ สูง ใน ราว ๓ ศอก   บ้าน เรือน ที่ เขา อยู่ เขา ทำ อยู่ กับ ดิน หรือ

จะ เรียก ให้ ง่าย ว่า โรง ดิน ภาย ใน เรือน ที่ ฝา ล้อม รอบ    ตาม ส่วน

ยาว ของ เรือน แบ่ง เปน ๓ ส่วน    แบ่ง เปน ห้อง นอน กั้น ฝา ไว้ ๑ ส่วน

 

                                                     (130)

 

แล ที่ ห้อง นอน นั้น   ยก เปน พื้น สำหรับ นอน พื้น ที่ ยก ขึ้น ก็ คง ใช้

ไม้ กระดาน ผ่า เปน แผ่น นั่น เอง  อีก ๒ ส่วน คง ปล่อย ไว้ เปน ห้อง โถง

ไม่ มี สิ่ง กำบัง อย่างใด   ห้อง โถง นั้น ก็ คง เปน ที่ หุง ต้ม  แล สำหรับ

ไว้ เครื่อง สัมภาระ ต่าง ๆ  ภาย ใน ห้อง เรือน ของ เขา เขา ไม่ ใคร่ มี เครื่อง

สัมภาระ ใช้ สอย มาก นัก    สิ่ง ที่ มี ไว้ ก็ เปน สิ่ง ที่ จำเปน ต้อง มี หรือ

ต้อง ใช้ จริง ๆ เท่า นั้น   ข้าพเจ้า จะ ได้ กล่าว ถึง เครื่อง สัมภาระ ของ ใช้

สรอย ไว้ให้ เลอียดในข้อ ๔ ต่อไป  ส่วน การรักษา ความสอาด ไม่ เปนหรือ

ไม่ เคย ทำ ความ สอาด กัน เลย  ความ สอาด ใน บ้าน เรือน ที่ เขา อยู่

เปน การ ยาก ที่ จะ เปรียบ เทียบ กับ สถาน ที่ ชนิด ใด ได้    ถ้าเปรียบ

ให้ใกล้ กับ ความ เปน จริง แล้ว   ก็ คง ไม่ ผิด กับ รับ หนู   หรือ เล้า ไก่.
           ๓. ว่า ด้วย การ นุ่ง ห่ม    เครื่อง นุ่ง ห่ม ของ พวก แม้ว เผือก มี

ดัง นี้   ฝ่าย ชาย มี อย่าง เดียว  มี กาง เกง แบบ กาง เกง จีน เปน เครื่อง

นุ่ง  แต่ ที่ ตรง เอว หรือ ขอบ กาง เกง แคบ กว่า กาง เกง จีน เมื่อ สรวม

แล้ว ไม่ ต้อง มี พก ใช้ เชือก หรือ ผ้า ลาย ๆ มัด ติด เอว   มี เสื้อ แบบ

เสื้อ จีน เปน เครื่อง สรวม กาย   แต่ เสื้อ นั้น มี ลักษณ ต่าง กับ เสื้อ จีน

บ้าง เล็ก น้อย   คือ ลูก ดุม ใช้ ป้าย มา ขัด ข้าง ๆ   แขน ยาว สุด ปลาย

มือ   ตัว สั้น เพียง สดือ ผู้ สรวม   สี กาง เกง แล เสื้อ คง ใช้ สี เดียว กัน

คือ น้ำ เงิน แก่ หรือ ตาม พื้น เมือง เรียก ว่า สี คราม  เสื้อ กาง เกง ชนิด นี้

สำหรับ พวก ผู้ ชาย ใช้ ใน เวลาปรกติ  หรือ เวลา ทำ การ งาน   ถ้า เปน

เวลา นักขัตฤกษ์   หรือ มี การ วิวาหะ บ่าวสาว  ฝ่าย ชาย มี เสื้อ อีก ชนิด

หนึ่ง  ส่วน กาง เกง คง ใช้ ตาม เดิม  แต่ เสื้อ นั้น คง เปน แบบ เสื้อ จีน

นั้น เอง   ผิด แปลก แต่ ที่ ตรง ข้อ มือ เอว   แล ตาม แนว ที่ ขัด กระดุม

 

                                                     (131)

 

เสื้อ ใช้ ปัก ด้วย ไหม แดง กับ ขาว โต ประมาณ ครึ่ง นิ้ว ฟุต   แล เพิ่ม ผ้า

ปัก ด้วย ไหม แดง ไหม ขาว  โต ประมาณ ๔ นิ้ว ฟุต  ยาว ประมาณ ๒ ศอก

ตรง ปลาย เปน ภู่ ไหม แดง ข้าง หนึ่ง  อีก ข้าง หนึ่ง เย็บ ติด กัน เปน คู่ ๆ

ขัด ติด กับ ผ้า มัด เอว คน ละ ๒ คู่  วิธี ขัด ผ้า ชนิด นี้ ติด เอว    เขา

ขัด ที่ ตรง ผ้า มัด เอว เหนือ ต้น ขา ทั้ง ๒ ข้าง ๆ ละ คู่   และ ปล่อย ให้

ชาย ผ้า ที่ มี ภู่ ลง ไป ทับ หน้า ขา ทั้ง ๒ ข้าง ๆ ละ ผืน   ให้ อยู่ ข้าง ขา

ทั้ง ๒ ข้าง ๆ ละ ผืน   คล้าย กับ เจียระบาท ที่ ลคร รำ แต่ง   ส่วน วัตถุ

สำหรับ สรวม ศรีษะ มี ๒ ชนิด  ชนิด หนึ่ง เปน หมวก ทำ ด้วย ผ้า สี ดำ เย็บ

เปน นวม กลม ๆ คล้าย กับ หมวก แขก  แต่ ที่ ตรง กลาง มี จุก เปน ภู่

แดง ๆ อย่าง เดียว กับ หมวก ฮ่อ สรวม  อีก ชนิด ใช้ ผ้าดำ หรือ ผ้าลาย

ดำ ๆ ขาว ๆ พัน ศรีษะ  วัตถุ ทั้ง สอง ชนิด นี้ เขา เลือก ใช้ ได้ เสมอ ไป

ไม่ ว่า เปน วัน ปรกติ หรือ วัน นักขัตฤกษ์  แล้ว แต่ จะ ใช้ ชนิด ใด ก็ ได้

แล ถ้า เปน วัน นักขัตฤกษ์     ผู้ ที่ เปน หัว น่า แล ผู้ ที่ มี ทรัพย์    ใช้

ถุง เท้า รอง เท้า อิก ชนิด หนึ่ง     ถุง เท้า นั้น ทำ ด้วย ผ้า ขาว ธรรมดา

แต่ รอง เท้า ทำ ด้วย กระดาษ กับ ผ้า  ตรง พื้น รองเท้า ใช้ ทำ ด้วย กระดาษ

อัด หนา ๆ    ส่วน ที่ ตรง หุ้ม ห่อ เท้า ใช้ ทำ ด้วย ผ้า ดำ    มี รูป คล้าย

กับ รอง เท้า จีน.
          ส่วน เครื่อง นุ่ง ห่ม ของ ผู้ หญิง มี ๒ ชนิด  แล จะ เปน สาว หรือ

เปน ผู้ มี ผัว แล้ว  หรือ เปน เด็ก ก็ ตาม  ใช้ เหมือน กัน ทุก ชั้น  ชนิด

หนึ่ง ใช้ นุ่ง ห่ม เมื่อ เวลา ทำ การ งาน   อีก ชนิด หนึ่ง ใช้ ใน เวลา ปรกติ

หรือ เวลา นักขัตฤกษ์

 

                                                       (132)

 

          ก. เครื่อง นุ่ง ห่ม ใช้ ใน เวลา ทำ การ งาน นั้น    มี กาง เกง แบบ

จีน ขา สั้น เพียง ใต้ เข่า  ย้อม คราม    เปน เครื่อง นุ่ง   มี เสื้อ แขน ยาว

เหนือ ข้อมือ   ย้อม คราม   เปน เครื่อง สรวม กาย  เสื้อ นั้น ตัด เปน รูป

เสื้อ แขน กระบอก  ผ่า อก ตลอด  แต่ ไม่ ใช้ ลูก กระดุม ขัด ตรง คอเสื้อ

ข้าง หลัง แบะ เหมือน เสื้อ กะลาสี   ที่ ตรง คอ แบะ   ปัก ด้วย ไหม หรือ

ฝ้าย สี แดง แกม ขาว   เมื่อ เวลา สรวม แล้ว   เขา รวบ ตรง เอว เสื้อ ให้

ไขว้ กัน   แล ดึง ให้ รัด แนบ กับ เอว   แล้ว จึง เอา กางเกง นุ่ง ทับ เสื้อ

เอา ผ้า ลาย ดำ ๆ ขาว ๆ รัด เอว จน แน่น  จน แล เห็น ว่า เปน คน เอว

เล็ก    ส่วน เสื้อ นั้น ก็ คง ปิด บัง ได้ แต่ ตอน ท้อง     แต่ ตอน อก ยัง

คง เปิด แบะ เห็น ทรวง อก อยู่  เมื่อ เขา ได้ นุ่ง กางเกง ทับ เสื้อ แล้ว ยัง

มี ผ้า ย้อม คราม อีก ๒ ผืน ๆ หนึ่ง กว้าง ใน ราว ๑๒ นิ้ว ฟุต ยาว เพียง เท่า

ที่ ขา กาง เกง ที่ เขา นุ่ง   สำหรับ มัด ติด ที่ เอว   ปล่อย ให้ ชาย ผ้า ปก

คลุม ลง ไป ข้าง หน้า ผืน หนึ่ง   ปกคลุม ลง ไป ข้าง หลัง ผืน หนึ่ง.
          ข. เครื่อง นุ่ง ห่ม สำหรับ ใช้ ใน เวลา ปรกติ หรือ วัน นักขัตฤกษ์

มี ผ้า นุ่ง ผืน หนึ่ง ทอ ด้วย ป่าน สี ขาว เย็บ เปน กลีบ ๆ ( คล้าย กับ จีบ ผ้า

นุ่ง หรือ ฟูก ที่ นอน )   เมื่อ เวลา จะ นุ่ง จึง เอา มา พัน ที่ เอว    แล เอา

แถบ ผ้า ที่ เย็บ ติด ไว้ ที่ มุม ผ้า นุ่ง ทั้ง ๒ ข้าง มัด ติด กับ เอว แต่ ผ้า นุ่ง

ของ เขา นั้น  เมื่อ นุ่ง พัน ตัว เข้า แล้ว   หา รอบ ตัว ไม่ คง ทิ้ง ให้ ว่างใน

ระหว่าง ๆ น่า ขา ทั้ง ๒ ข้าง  แล เขา มี ผ้า อิก ผืน หนึ่ง  กว้าง ใน ราว ๒๐

นิ้ว  ยาว ลง ไป เท่า กับ ผ้า นุ่ง   ผ้า ชนิด นี้ บาง คน ใช้ แต่ ผ้าย้อม คราม

บาง คน ใช้ ปัก ด้วย ไหม แล ด้าย เปน ลาย ดอก ไม้ สี แดง กับ ขาว ปน กัน

 

                                                         (133)

 

มัด ติด ที่ เอว ทับ ผ้า นุ่ง อีก ชั้น หนึ่ง     ปล่อย ให้ ชาย ผ้า ห้อย ลง ไป

ข้าง หน้า เพื่อ ปก ปิด ของ ลับ ที่ เขา เว้น ว่าง ผ้า นุ่ง ไว้     เมื่อ พิเคราะห์

ดู ผ้า นุ่ง ที่ เขา นุ่ง แล้ว  ไม่ ผิด อะไร กับ สะเกิด ของ ผู้ หญิง ชาว ตวันตก

นุ่ง    แต่ การ ที่ เขา นุ่ง เขานุ่งไว้ เพียงใต้ เข่า คล้าย กับ สะเกิด เด็ก.
          ส่วน เสื้อ คง เปน เสื้อ ชนิด เดียว กับ ที่ สรวม ทำ การ    ผิด แต่ ที่

ข้อ มือ เสื้อ มี ปัก เปน ดอก รอบ ข้อ มือ เพิ่ม ขึ้น เท่า นั้น       การ สรวม

เสื้อ ก็ คง สรวม อย่าง เดียว กัน กับ เสื้อ ทำ การ       คือ ดึง เสื้อ ให้ ไขว้

กัน ไว้ ข้าง ใน แล เอา ผ้า นุ่ง ทับ.

          เครื่อง สรวม ศรีษะ ของ ผู้ หญิง  มี ๒ ชนิด ๆ หนึ่ง ใช้ ผ้า ลาย ดำ ๆ

ขาว ๆ ผืน ใหญ่ ผืน เดียวใช้ พัน พอรอบ ศรีษะเปนใช้ได้ ผ้า ชนิด นี้ ใช้ ใน

เวลา ปรกติ หรือ เวลา ทำ การ  ถ้า เปน เวลา นักขัตฤกษ์  ใช้ ผ้า ดำ ๆ

ขาว ๑๑ ผืน พัน ศรีษะ  แต่ เปน ผืน เล็ก ๆ ผืน หนึ่ง โต ใน ราว ๒ นิ้ว ฟุต

ยาว พอ รอบ ศรีษะ  การ ที่ เขา พัน ศรีษะ ด้วย ผ้า ชนิด นี้  เขา ใช้ พัน ให้

เปน กลีบ ๆ ตั้ง ขึ้น ไป คล้าย กับ กระบัง หน้า  แลเอา เงื่อน ๒ ข้างไป พับ

ซ่อน ไว้ ข้าง หลัง  เมื่อ เขา พัน ผ้า ๑๑ ผืน ได้ เรียบ ร้อย ดี แล้ว     เขา

ใช้ ลูก ปัด สี เขียว สี แดง เม็ด โต   หรือ ลูก เดือย หิน มัด รอบ ผ้า นั้น

อีก ชั้น หนึ่ง.

          ชาย แล หญิง แม้ว เผือก นี้   ไว้ ผม ต่าง กัน ดัง นี้.
          ก. ผู้ ชาย ไว้ ผม อย่าง ชาวตาด หรือ ฮ่อ ( คือ คล้าย กับ กะลาซอ

อู้ )  แต่ ไม่ ถัก เปน เปีย คง ปล่อย ไว้ ตาม ยะถากรรม    ผม ผู้ ชาย ที่

เอา ไว้ อย่าง ยาว ที่ สุด อยู่ ใน ราว ๘ นิ้ว ฟุต.

 

                                                        (134)

 

          ข. ผู้ หญิง ไว้ ผม ยาว แต่ รอบ ตีน ผม เขา โกน ออก เสีย ใน ราว

กว้าง ๒ นิ้ว ฟุต   เหตุ ที่ เขา ต้อง โกน เช่น นั้น ก็ เพื่อ สำหรับ ใช้ ผ้า พัน

ศรีษะ ชนิด ๑๑ ผืน ได้ ง่าย   ส่วน ผม ยาว ของ เขา ๆ ได้ เกล้า เปน มวย

ไว้ กลาง ศรีษะ คล้าย กับ เด็ก ที่ ไว้ จุก      แล้ว จึง พัน ผ้า ปิด บัง อิก

ชั้น หนึ่ง  เครื่อง ประดับ ประดา ร่าง กาย ของ พวก ชาย หญิง แม้ว เผือก นี้

คง มี เท่า จำนวน ที่ ได้ อธิบาย มา แล้ว ใน ข้อ ๔ ตอน พิเศษ ข้าง ต้น  แต่

ผู้ หญิง มี ขอ หู ( ต่างหู ) เพิ่ม ขึ้น อีก อย่าง หนึ่ง  เหตุ ที่ ข้าพเจ้า เรียก

ขอ หู   เพราะ เปน การ ใกล้ กว่า ที่ จะ เรียก ว่า ต่าง หู    ขอ หู ของ เขา

ทำ ด้วย เงิน รูป ร่าง คล้าย กับ ขอ เกี่ยว ประตู มุ้ง   ใหญ่ โต เท่า กับ ขอ

เกี่ยว ประตู มุ้ง  ตรง ต้น ขอ ใหญ่ ตรง กลาง เรียว ปลาย เล็ก    ขอ หู นี้

เขา ใช้ พร้อม กับ ผ้า พัน ศรีษะ ชนิด ๑๑ ผืน     แล ใช้ เมื่อ เวลา มี การ

นักขัตฤกษ์   ถ้า เปน วันปรกติแล้วไม่มี เครื่องใส่หู วิธี ที่ ใช้ ขอ หู    เขา

ไม่ ใส่ อย่าง ต่าง หู   เขา ใส่ ข้าง หลัง ไป หา ข้าง หน้า  แล้ว เอา ต้น ขอ ติด

ไว้ กับ หู  ยก ข้าง ปลาย ขอ ไป สับ ติด ไว้ กับ ผ้า พัน ศรีษะ ทั้ง ๒ ข้าง.

          ๔. ว่า ด้วย อาหาร การ บริโภค   เครื่อง บริโภค ของ เขา ที่ ประจำ

อยู่      ก็ คือ เข้า เจ้า    เข้าโภชน์    เกลือ    เหตุ ที่ เขา มี เข้าโภชน์ ไว้

ประจำ   ก็ เพราะ คน จำพวก นี้ ทำ เข้าไม่ พอ ใช้ไม่พอกินจึงต้องเตรียม

เข้า โภชน์ ไว้ แทน เข้า     แล เขา ใช้ เข้า โภชน์ เปน ประโยชน์ ได้ ดี เท่า

กับ เข้า เหมือน กัน   ทุก เวลา ที่ เขา รับ ประทาน อาหาร ทั้ง เด็ก และ ผู้

ใหญ่  เขา หา ได้ รับประทาน เข้า แต่ อย่าง เดียว ไม่ เขา ต้อง รับประทาน

เข้า ปน เข้าโภชน์ ทุก มื้อ ไป.

 

                                                       (135)

 

          พรรณ์ เข้า โภชน์ ที่ เก็บ รักษา ไว้ เปน อาหาร นั้น      เขา เก็บ ไว้

ดัง นี้    ปอก เปลือก เสีย ทั้งหมด    คง เก็บ เมล็ด ติด ทราง ไว้ ใน ยุ้ง

ยุ้ง สำหรับ ใส่ เข้าโภชน์ เขา ทำ ไว้ ที่ หนึ่ง ติด กับ เรือน ที่ อยู่ ของ เขา ๆ

ทำ เปน ยุ้ง เล็ก ๆ   แต่ ส่วน เข้า เจ้า ไม่มี ยุ้ง ใส่    เพราะ ที่ เขา ทำ ได้

ก็ เปน จำนวน เล็ก น้อย    คง เก็บ ไส่ พ้อม ไว้ ใน ห้อง เรือน   เมื่อ เขา

จะ รับ ประทาน เข้า   เขา ได้ เอา เข้า โภชน์ มา โม่ ให้ เปน แป้ง เสีย ก่อน

แล้ว จึง เอา หุง หรือ ต้ม ปน กับ เข้า เจ้า   การ รับ ประทาน ของ เขา ไม่

ใช่ เปน การ ยาก  เมื่อ เข้า สุกแล้ว ก็ คง กิน กับ เกลือ เท่า นั้น  เว้น แต่

บาง ครั้ง บาง คราว    ถ้า มี การ นักขัตฤกษ์ จึง จะ ได้ กิน หมู ไก่  แพะ

หรือ ถ้าไปยิงสัตว์ ป่าได้มา จึงจะได้กินเนื้อสัตว์ ป่านั้น ถ้าเปนเวลา ปรกติ

หรือไม่ได้สัตว์ ป่า ก็ คง กิน เข้า กับ  เกลือ เท่านั้น  การที่เขาใช้ เข้าโภชน์

เปน อาหาร นั้น    นอก จาก เปน อาหาร ของ คน แล้ว    เขา ยัง ใช้ เปน

อาหาร เลี้ยง   ม้า  เลี้ยง สุกร  สุนักข์ แล ไก่ อีก ด้วย     ม้า ที่ เขา เลี้ยง

ไม่ ต้อง กิน หญ้า     ให้ กิน แต่ เข้าโภชน์ อย่าง เดียว     ก็ มี กำลัง แล

อ้วน เหมือน กัน   เหตุ ที่ เขา ไม่ ให้ ม้า กิน หญ้า  ก็ เพราะ ที่ ๆ เขา อยู่

ไม่ มี หญ้า.

          การ ดื่ม สุรา เมรัย ก็ ดี   การ สูบ บุหรี่ ก็ ดี  การ สูบ ยา ฝิ่น ก็ ดี

มี ประจำ กับ บุคคล จำพวก นี้ ทั้ง หญิง แล ชาย ทุก คน  สุรา ของ เขา ทำ

ด้วย เข้า โภชน์   แต่ การ ที่ ดื่ม ๆ ไม่ ประจำ อยู่ เปน นิตย์   ต่อ เมื่อ มี

การ นักขัตฤกษ์ จึง จะ ดื่ม กัน  ส่วน บุหรี่ กับ ยา ฝิ่น ต้อง สูบ ประจำ เปน

 

                                                       (136)

 

นิตย์ ทุก วัน แล เวลา    บุหรี่ ของ เขา ไม่ ใช้ มวน สูบ   ใช้ ยา เส้น ใส่

กล้อง กระบอก มี น้ำ ใน กระบอก  ( คล้าย กับ หม้อ สูบ กนัชา ) ส่วน ยา

ฝิ่น นั้น  ถ้า จะ สูบ เวลา ใด ก็ ต้ม เอา สูบ แต่ เฉภาะ ใน เวลา นั้น  เว้น

แต่ จะ เดิน ทาง ไป ทาง ไกล   จึง ต้ม เพื่อ ไป สูบ ใน เวลา เดีน ทาง ด้วย

บุคคล จำพวก นี้ ไม่กิน หมากพลู หรือ กิน สิ่ง หนึ่ง ที่ แทน หมากพลู เครื่อง

หุง แล ต้ม มี อย่าง เดียว  เขา มี เตา ๆ หนึ่ง ก่อ ด้วย ดิน  ที่ เตา นั้น มี

กะทะ บัว ใบ ใหญ่ ติด ประจำ ไว้ หนึ่ง ใบ  ถ้า จะ ต้อง การ หุง ก็ หุง ด้วย

กะทะ นั้น  ถ้า จะ ต้อง การ ต้ม ก็ ต้ม ด้วย กะทะ นั้น  ที่ สุด จะ ต้ม เข้า

ผัก เลี้ยง หมู ก็ ดี    หรือ จะ ต้ม เสื้อ ผ้า สำหรับ ซัก ฟอก ก็ ดี   ก็ ต้ม

ด้วย กะทะ ใบ นี้  ส่วน เครื่อง ภาชนะ สำหรับ ใส่ อาหาร กิน  ไม่ มี อะไร

เขา มี ไม้ ขุด เปน ราง หรือ กระบะ ใบ หนึ่ง  แล มี น้ำ เต้า แห้ง ผ่า เปน ๒

ซีก  ๑ ซีก เปน ภาชนะ สำหรับ ใส่ อาหาร กิน เช่น เมื่อ เขา หุง ต้ม อาหาร

สุก แล้ว   จะ เปน เข้า ก็ ตาม หรือ กับ เข้า ก็ ตาม   เขา ใช้ น้ำ เต้า แห้ง

นั้น ตัก เอา ออก จาก กะทะ  ใส่ รวม ใน ราง หรือ กระบะ ไม้ นั้น  แล้ว

พวก ใน หมู่ ครอบ ครัว ของ เขา  ก็ ต่าง คน ต่าง หยิบ กัน กิน  เมื่อ กิน

อิ่ม แล้ว ก็ คง ใช้ น้ำ เต้า แห้ง นั้น เอง ตัก น้ำ กิน ต่อ ไป แล เขา มี หม้อ

ทอง แดง อีก ใบ หนึ่ง   หม้อ นั้น สำหรับ ไว้ ใช้ ต้ม ฝิ่น อย่าง เดียว  แล

เมื่อ ต้ม แล้ว ต้อง ทำ สอาด ไว้ เสมอ ไป  ไม่ ยอม ให้ ไป ใช้ ต้ม อย่าง อื่น

เปน อัน ขาด.

 

                                                      (137)

 

           เครื่อง ภาชนะ ใช้ สรอย ใน การ หลับ นอนใน ห้อง นอน ของ เขา  มี

ผ้า ขน สัตว์ ขาว  ทำ จาก เมือง ฮ่อ  หรือ ที่ เรียกว่า เจียม ๒ ผืน  สำหรับ

ปู นอน ๑ ผืน  ห่ม ๑ ผืน ใน ครอบ ครัว นั้น จะ มี สัก กี่ คน ก็ ตาม  คง

นอน รวม อยู่ ใน ผ้า ผืน เดียว กัน  แล ห่ม ผ้า ผืน เดียว กัน  ส่วน เสื่อ

ที่ นอน   หมอน   มุ้ง  ไม่ มี ใช้   แล ไม่ ต้อง ใช้ กัน เลย  การ หลับ

นอน ของ เขา ไม่ เปน ปริมณฑล  สัก แต่ ว่า ใคร จะ นอน ได้ อย่าง ใด ก็

นอน ไป ตาม ชอบ ใจ  ถ้า ถึง เวลา ฤดู หนาว เสื้อ ผ้า ไม่ มี พอ จะ หุ้ม ห่อ

กัน หนาว ได้   ก็ ต้อง ใช้ ไฟ เปน แรง ป้อง กัน ความ หนาว.

          โคม ไป สำหรับ จุด ตาม ใน เวลา ค่ำ คืน ไม่ มี  เขา ใช้ ไม้ สน จุด

ใช้     แต่ การ ใช้ ไฟ ใน เวลา ค่ำ คืน เขา ไม่ ใคร่ ใช้     จะ ใช้ ก็ แต่ ใน

เวลา จำ เปน จริง ๆ.

          นอก จาก สิ่ง ของ ที่ กล่าว มา แล้ว นี้   เขา ยัง มี ของ ใช้ อีก บาง

อย่าง    เช่น ต่าง โค   ต่าง ม้า     ตาม จำนวน ที่ เขา มี โค แล ม้าหูก ทอ

ผ้า   กระทอ ใส่ ของ   แต่ ส่วน กระทอ หรือ กรวย ใส่ ของ ๆ เขา    เขา

ทำ ผิด กับ กระทอ ตาม ที่ ชาว พื้น เมือง ใช้ กระทอ หรือ กรวย ของ เขา

ใช้ ทำ ด้วย หวาย ค่อน ข้าง แบน ไม่ กลม ปาก กว้าง ก้น แคบ    การ ที่

เขา ทำ กระทอ ใช้ เช่น นี้    ก็ เพราะ บุคคล ใน จำพวก ของ เขา ทั้ง หญิง

ชาย เปน คน ที่ หาบ ไม่ เปน    เขา ใช้ แบก ของ บน หลัง แทน หาบ   วิธี

แบก สิ่ง ของ ๆ เขา เปน ดัง นี้  ที่ กระทอ หรือ กรวย มี สาย หนัง มัด ติด

ระหว่าง ปาก กรวย กับ ก้น กรวย ๒ เส้น มี ระยะ ให้ ได้ ระหว่าง ป่า ของ เขา

ทั้ง ๒ ข้าง   เมื่อ เขา จะ ไป ขน สิ่ง ของ ที่ ใด   หรือ จะ บรรทุก สิ่ง ของ

ไป ที่ ใด  เขา เอา สิ่ง ของ ลง บรรจุ ใน กระทอ หรือ กรวย ของ เขา ตาม

 

                                                       (138)

 

กำลัง ที่ จะ พา ไป ได้  แล้ว จึง เอา แขน ทั้ง ๒ ข้าง สอด เข้า ใน สาย หนัง

ให้ สาย หนัง ขึ้น ไป พาด บน บ่า ทั้ง ๒ ข้าง  ปล่อย ให้ กระทอ หรือ กรวย

แนบ ติด กับ หลัง เวลา จะ เดิน ๆ หลัง โกง ๆ น้อย ไป ตาม สบาย ของเขา.
          ๕. ว่า ด้วย การ หา เนื้อ หา ปลา   บุคคล จำพวก นี้ เปน คน ชอบ

หา เนื้อ แล ยิง สัตว์ ป่า ต่าง ๆ   ส่วน การ หา ปลา หา ไม่ เปน  เพราะ

ทำเล ที่ เขา อยู่ ไม่ ใช่ เปน ทำเล ที่ มี ปลา   เครื่อง ยิง สัตว์ ของ เขา มี

๒ ชนิด ๆ หนึ่ง เปน ปืน ชนิด หนึ่ง เปน หน้า ไม้ แต่ เครื่อง ดัก ไม่ ใช้

สัตว์ ที่ เขา ยิง นั้น   เขา ไม่ เลือก ว่า เปน สัตว์ ชนิด ใด  ถ้า เปน สัตว์

ที่ เกิด เปน ใน ป่า แล้ว เปน ยิง หมด( เช่น นางเก้ง กวาง กระทิง ทราย

เสือ หมี หมูป่า  เปน ต้น ) สัตว์ ชนิด นี้ โดย มาก เขา ใช้ ยิง ด้วย ปืน

ส่วน หน้า ไม้ นั้น เขา ใช้ สำหรับ ยิง จำพวก นก ต่าง ๆ ค่าง ชนี แล ลิง

การ ที่ เขา หัด ใช้ หน้าไม้   เขา ใช้ ได้ ชำนาญ แล แม่น ยำ ดี  เท่า กับ

ผู้ ที่ ยิง ปืน แม่น เหมือน กัน.

          ๖. ว่า ด้วย การ คมนาคม การ ไป มา ต่าง ๆ การ ไป มา ต่าง ๆ เขา

ไม่ มี เรือ แล เกวียน ใช้     เพราะ ทำ เล ที่ อยู่ ของ เขา เปน ภู เขา   ไม่

มี ทาง ที่ จะ ใช้เรือ แล เกวียน การ ไป มา ของ เขา คง ใช้ แต่ ม้า แล โค

เปน พาหะนะ สำหรับ บรรทุก สิ่ง ของ ๆ เขา ไป มา ใน ที่ ต่าง ๆ การ ขี่ ม้า

ห้อ แล วิ่ง บน เขา   เขา ขี่ ห้อ แล วิ่ง ได้ ดี เท่า กับ เรา ขี่ ม้า ห้อ แล วิ่ง

ตาม พื้น แผ่น ดิน ที่ ราบ  แล การ ขี่ ม้า ของ เขา ๆ ขี่ ไม่ ต้อง มี อาน เขา

นั่ง ขี่ ไป บน ขา ต่าง ที่ สำหรับ ตั้ง ของ.
          ๗. ว่า ด้วย การ กสิกรรม  บุคคล จำพวก นี้ ทำ นา แล สวน ไม่ เปน

ทำ เปน แต่ ไร่ อย่าง เดียว   เพราะ ที่ ๆ เขา อยู่ ก็ สันนิถาน ได้ ว่า   จะ

 

                                                     (139)

 

ทำ อย่าง อื่น ไป ไม่ได้ นอก จาก ไร่          ไร่ ที่ เขา ต้อง ปลูก พืชน์

พรรณ์ ธัญญาหาร ลงไปในไร่ ของ เขา จน ครบ ถ้วน ตาม ความ ต้องการ ของ

เขา    พืชน์ พรรณ์ ที่ เขา ปลูก ลง ไป ใน ไร่ นั้น เช่น  เข้า เจ้า เข้า โภชน์

แตง  ฟัก เขียว  ฟัก ทอง  มัน เทด  ผัก กาด  ผัก ชี  ฝิ่น  เปน ต้น   แต่

เข้าโภชน์ กับ ฝิ่น ปลูก มาก กว่า สิ่ง อื่น ๆ เพราะ เข้าโภชน์ เปน อาหาร ที่

เปน ประโยชน์ กับ การ เลี้ยง ชีวิตร์ ของ เขา    กับ เลี้ยง สัตว์    แล ปสุ

สัตว์ ของ เขา  ส่วน ฝิ่น เปน สิน ค้า ของ เขา    ใน การ ที่ จะ หา ทรัพย์

ต่อ ไป.

          เครื่อง มือ ที่ เขา ใช้ สำหรับ ทำ ไร่  มี ขวาน ชนิด ขวาน โยน ๑ มีด

พร้า โต้ ๑  แต่ ผิด กับ พร้า โต้ ของ ชาว เมือง ใช้   พร้า โต้ ของ เขา มี

รูป ยาว ปลาย งอ แหลม  จอบ ๑  เคียว เกี่ยว เข้า เขา มี ๒ ชนิด ๆ หนึ่ง

เรียก ว่า เคียว มี รูป ร่าง อย่าง เคียว ธรรมดา   สำหรับ ตัด ต้น เข้า  อีก

อย่าง หนึ่ง ตาม ภาษา ของ เขา เรียก ว่า  “ โว “ โว ทำ ด้วย ไม้ กระดาน

เล็ก ๆ โต ประมาณ ๔ นิ้ว ฟุต  ทำ เปน รูป พระ จันทร์ ครึ่ง ซีก  แล เอา

แผ่น เหล็ก มี คม    โต ประมาณ ๒ นิ้ว  ใส่ ติด ไว้ ตรง กลาง   มี เชือก

ผูก เปน หู ไว้ ที่ ตรง โค้ง ๒-๓ หู  สำหรับ เอา นิ้ว มือ สอด ใน ห่วง เชือก

ถือ ตัด งวง เข้า “ โว “ มี รูป ดัง นี้.

 

                                                        (140)

 

          เวลา ทำ ไร่ เขา ไม่ ต้อง ใช้ สัตว์ ลาก ไถ      แต่ เมื่อ เขา ทำ เสร็จ

แล้ว จึง ใช้ ม้า แล โค ต่าง บรรทุก พืชน์ พรรณ์ ต่าง ๆ ที่ เขา ปลูก นั้น กลับ

มา ที่ บ้าน   เพราะ ที่ บ้าน เขา อยู่ ห่าง ไกล กับ ที่ ไร่ ที่ เขา ไป ทำ  เขา

เลี้ยง ปสุสัตว์ หลาย ชนิด  เช่น แพะ สุกร ไก่ เปด เปน ต้น ส่วน ตัว ไหม

กับ ตัว ผึ้ง   เขา ไม่ เคย เลี้ยง.

          ๘. ว่า ด้วย การ ค้า ขาย แล แลก เปลี่ยน กัน    บุคคล จำพวก นี้

ไม่ มี การ ตั้ง ตลาด ตั้ง ร้าน ขาย ของ อย่าง ใด  สิน ค้า ที่ จะ ขาย ออก

ไป จาก ถิ่น ที่ อยู่ ของ เขา คง มี แต่ ฝิ่น อย่าง เดียว   แล บาง ครั้ง บาง

คราว ก็ มี การ ขาย สุนักข์ บ้าง  แต่ การ ขาย ของ เขา ๆ ขาย อยู่ กับ ถิ่น

ของ เขา   ไม่ได้ นำ มา เร่ ขาย    ผู้ ใด จะ ต้อง การ ซื้อ ของ เขา ก็ ต้อง

ขึ้น ไป ถึง ถิ่น ที่ อยู่ ของ เขา   เครื่อง วัด ตวง ของ เขา ใช้ ชั่ง จีน   เงิน

ทอง ที่ เขา ใช้ ซื้อ ขาย กัน คง ใช้ เงิน ตาม พื้น เมือง ที่ เขา ใช้ กัน  เช่น

เชียง ใหม่ ใช้ เงิน เหรียญ บาท    รูเปีย แล สตางค์     เขา ก็ คง ใช้ เงิน

เหรียญ บาท  รูเปีย  แล สตางค์ เหมือน กัน.

          ๙. ว่า ด้วย การ หัดถกรรม     คน จำพวก นี้ มี ความ ชำนาญ ใน

ทาง หัดถกรรม หลาย อย่าง    เช่น บาง คน เปน ช่าง ตี เหล็ก ก็ มี  เปน

ช่าง เงิน ก็ มี    ช่าง เย็บ ปัก ถัก ร้อย ก็ มี     ช่าง ย้อม ผ้า ก็ มี    ช่าง

ทำ กระดาษ ฟาง ก็ มี   แต่ การ ที่ เขา ทำ นั้น หา ถึง เปน สิน ค้า ส่ง ไป

ขาย ไม่      ทำ แต่ เฉภาะ ใช้ ใน ครอบ ครัว เท่า นั้น      ถึง แม้ จะ ได้

ขาย ไป บ้าง ก็ เปน จำนวน ที่ น้อย    สิ่ง ของ เครื่อง ใช้ ของ เขา    เช่น

เครื่อง เหล็ก สำหรับ เปน เครื่อง มือ หา กิน ของ เขา ตลอด จน อาวุธ ปืน

เขา ทำ ใช้ เอา เอง ทั้ง นั้น    เว้น แต่ เหล็ก ต้อง ไป ซื้อ มา จาก เมือง ที่

 

                                                        (141)

 

มี เหล็ก ขาย     เช่น เสื้อผ้า เขา ก็ ทอ ใช้ ของ เขา เอง โดย มาก     เสื้อ

ผ้า ที่ เขา ทำ เอง โดย มาก เขา มัก ใช้ ทอ ด้วย ต้น ป่าน  แล ไยกล้วย ป่า

ซึ่ง เขา ถือ ว่า เปน ของ ที่ ทน ใช้ ได้ นาน ๆ.

          ๑๐. ว่า ด้วย การ รบ  เครื่อง อาวุธ ของ บุคคล จำพวก นี้ มี ๒ ชนิด

คือ ปืน อย่าง หนึ่ง    หน้าไม้ ใช้ ลูก ศร ยิง อย่าง หนึ่ง    ดัง ได้ อธิบาย

มา แล้ว ใน ข้อ ๕ แต่ ใน ข้อ นี้ จะ ได้ อธิบาย ถึง ลักษณะ รูป ร่าง อาวุธ

ของ บุคคล จำพวก นี้ พอ เปน สังเขป.

          ก. อาวุธ ปืน ของ เขา      คง ใช้ แบบ ปืน คาบ ศิลา ( ใช้ หิน ตี

เหล็ก ให้ เกิด เปน ไฟ เผา ดิน ปืน )  แต่ ลักษณะ รูป ร่าง หรือ แบบ ปืน

ของ เขา    ผิด กับ แบบ ปืน คาบ ศิลา ธรรมดา ของ เรา  อาวุธ ปืน ของ

เขา เปน ปืน ชนิด ยาว  แต่ พาน ท้าย ทำ สั้น เหมือน กับ พาน ท้าย ปืน โก๊

เมาเซอร์ ยาว ประมาณ ๑ ฝ่า มือ   ลำ กล้อง ทำ เปน เหลี่ยม ๖ เหลี่ยม ก็

มี ๘ เหลี่ยม ก็ มี   ลูก สำหรับ ยิง ไม่ ทำ กลม ๆ  หล่อ เปน แท่ง ยาว ๆ

ใน ราว ๒ นิ้ว ครึ่ง เมื่อ เวลา จะ ยิง ไม่ ได้ ใช้ ประทับ ที่ บ่า    ใช้ มือ

ข้าง ขวา เปน หลัก  ยก พาน ท้าย ปืน ขึ้น ไป แนบ กับ แก้ม ขวา ใต้ ตา ขวา

แล ใช้ เปน วิธี เลง สูนย์ ด้วย ปืน ชนิด นี้ ถ้า ผู้ ไม่ ชำนาญ แล้ว ยิง ไม่

ได้   อาจ จะ ทำ อันตราย ที่ แก้ม แล โหนก แก้ม ข้าง ขวา ได้  ส่วน พวก

ของ เขา ยิง ชำนาญ ทุก คน เพราะ ได้ ฝึก หัด กัน มา แต่ เล็ก  ถ้า เปน

เด็ก ก็ ใช้ ขนาด เล็ก ถ้า เปน ผู้ ใหญ่ ก็ ใช้ ขนาด ใหญ่.

          ข. หน้า ไม้ หรือ อีก นัย หนึ่ง เรียก ว่า ธนู  ใช้ ยิง ด้วย ลูก ดอก

หรือ ลูก ศร   ศร ใช้ ทำ ด้วย ไม้ ไผ่   ข้าง ปลาย ติด ตะกั่ว แหลม   ถ้า

จะ ยิง ค่าง ชนี ลิง แล้ว เขา มัก เอา ศรีษะ ษร ทา ยา หรือ ยาง น่อง เมื่อ

 

                                                    (142)

 

ถูก สัตว์ เข้า แล้ว จะ ได้ ตาย เร็ว ๆ  ไม่ ต้อง ยิง ซ้ำ หลาย หน   ยา หรือ

ยาง น่อง ของ เขา   ถ้า ถูก คน ก็ ตาย เหมือน กัน  เว้น แต่ ถ้า รู้ ยา สำ

หรับ แก้ ไข และ รีบ แก้ เสีย โดย เร็ว จะ ไม่ มี อันตราย   ยา แก้ ของ 

เขา เปน ของ ง่าย ๆ  ( ใช้ ปู นา ตำ ให้ เลอียด พอก ปาก แผล ที่ ถูก ยิง

ก็ หาย ได้. )
          ๑๑.     ว่า ด้วย ธรรม เนียม แล การ ปกครอง.
          ก. การ เคารพ นับ ถือ แล บังคับ บัญชาใน ระหว่าง ครอบ ครัว การ

เคารพ นับถือ ดำเนิน รอย ไป ตาม ชาติ จีน แล ฮ่อ  นับ ถือ ตระกูล หรือ

แซ่ เปน ที่ ตั้ง ส่วน การ บังคับ บัญชา เปน การ ธรรมดา อย่าง เดียว กับ คน

สามัญ ทั่ว ไป.
          ข. การ เลี้ยง บุตร์ ดำเนิร ไป ทาง แบบ จีน   เช่น บุตร์ เปน ผู้

ชาย มี การ เลี้ยง ดู แล ประคับ ประคอง ผิด กับ บุตร์ หญิง  เพราะ เขา ถือ

ว่า บุตร์ ชาย เปน ผู้ ที่ จะ ได้ สืบ ตระกูล หรือ แซ่   ส่วน การ เลี้ยง บุตร์

หญิง เลี้ยง โดย เสีย ไม่ ได้  ปล่อย ไป ตาม ยะถา กรรม แล้ว แต่ บุญ หรือ

วาศนา ของ ทารก  ถ้า บุญ มี ก็ มี อายุ สืบ ไป  ถ้า บุญ ไม่ มี ก็ ต้อง ตาย

เสีย เมื่อ ยัง เยาว์   ตลอด ถึง การ ปฏิบัติ รักษา เมื่อ เวลา เจ็บ ป่วย ก็

ต่าง กัน.
          ค. การ รับ บุตร์ บุญ ธรรม มี เปน ๓ ชนิด.
          ๑. ถ้า บุคคล คน ใด มี ผู้ ชาย แล้ว      จะ ไป ขอ หรือ ซื้อ  

บุตร์ ของ คน อื่น มา เลี้ยง ไม่ ได้.
          ๒. ถ้า บุคคล คน ใด ไม่ มี บุตร์ ชาย มี แต่ บุตร์ สาว  ถ้า ตน จะ

ต้อง การ ผู้ สืบ ตระกูล หรือ แซ่ ของ ตน แล้ว  จะ ต้อง ไป ซื้อ บุตร์ ชาย

 

                                                        (143)

 

ของ คน อื่น มา ให้ อยู่ กิน เปน สามี ภรรยา กับ บุตร์ สาว ของ ตน   การ

ซื้อ เปน การ ซื้อ ขาด       แล ให้ ใช้ ตระกูล หรือ แซ่ ของ บุคคล คน นั้น

ที เดียว.
          ๓. ถ้า บุคคล คน ใด   ไม่ มี ทั้ง บุตร์ ชาย แล บุตร์ สาว จะ ไป ขอ

บุตร์ คน อื่น มา เลี้ยง สำหรับ สืบตระกูล ก็ ได้ แต่ต้องขอได้ แต่ เฉภาะ บุตร์

ชาย    แล ต้อง ขอ กับ พวก พี่ น้อง ขอ กับ คน อื่น ไม่ ได้     ถ้า ไป ขอ 

บุตร์ กับ พี่ น้อง คน ใด ไม่ ได้ ย่อม เปน น่า ที่ ของ ภรรยา ที่ จะ ต้อง หา

ภรรยา ให้ ผัว ใหม่     เพื่อ จะ ได้ บุตร์ ชาย สืบ ตระกูล ต่อ ไป.

          ฆ. การ ตัด ขาด จาก บุตร์      ถ้า เปน บุตร์ ผู้ ชาย ตัด ไม่ ขาด

ถึง แม้ จะ ประพฤติตัวเลวทรามประการใดก็ตัดไม่ได้  เพราะ กลัว จะ เสีย

แซ่ หรือ ตระกูล   ถ้า เปน บุตร์ ผู้ หญิง เมื่อ มี สามี ออก เรือน ไป แล้ว

เปน ขาด จาก บิดา มารดา ที เดียว    ต้อง ไป ถือ บิดา มารดา ฝ่าย สามี

เปน บิดา มารดา ของ ตน.

          ง. การ วิวาห์ แต่ง งาน    ฝ่าย ผู้ ปกครอง ข้าง ชาย ต้อง ไป พูด

จา สู่ ขอ เจ้า สาว กับ ฝ่าย ผู้ ปกครอง ข้าง หญิง      เมื่อ เปน การ ตก

ลง กัน แล้ว จึง ทำ การ สมรศ ใน วัน ทำ การ สมรศ ฝ่าย ผู้ ปกครอง ของ

เจ้า สาว    ต้อง นำ เจ้า สาว ไป ให้ กับ เจ้า บ่าว   แล มี การ ไหว้ ผี เส้น

ผี ปู่ ย่า ตา ยาย  แล เลี้ยง ดู บรรดา ญาติ พี่ น้อง จึง เสร็จ การ แต่ง งาน

แต่ ก่อน เวลา ที่ จะ ตก ลง กัน นั้น  ฝ่าย ผู้ ปกครอง หญิง จะ ต้อง เรียก

เงิน สินสอด จาก ชาย   ตาม แต่ ฝ่าย หญิง จะ เรียก ร้อย   หรือ ดู ตาม

คุณา นุรูป ของ บุคคล   แต่ อย่าง น้อย ไม่ ต่ำ กว่า ๑๕๐ บาท  เงิน ชนิด

นี้ ฝ่าย เขา เรียก ว่า เงิน ซื้อ เมีย      เมื่อ ฝ่าย หญิง ยอม ยก บุตร์ สาว

 

                                                       (144)

 

ให้ กับ ฝ่าย ชาย แล้ว   แล จะ เรียก ร้อง เอา เงิน ค่า สินสอด มาก น้อย

เท่า ใด ฝ่าย ชาย ต้อง ยอม ให้       ( แต่ คง ไม่ เกิน กว่า กำลัง ที่ จะ หา

ให้ ได้ )   ถึง แม้ ใน ขณะ นั้น ยัง ไม่ มี เงิน จะ เชื่อ กัน ไว้ ก่อน ก็ ได้

ต่อ เมื่อ หญิง ชาย ไป อยู่ ประกอบ การ หา กิน ด้วย กัน จน ได้ เงิน ทอง มา

บ้าง แล้ว    จึง นำ ใช้ ให้ ผู้ ปกครอง ฝ่าย หญิง ไป.
          จ. การ ไป มา หา สู่ ระหว่าง หญิง กับ ชาย    ก่อน ที่ จะ รับ เปน

ภรรยา สามี กัน นั้น   บุคคล จำพวก นี้ ถือ ลัทธิ อย่าง หนึ่ง  เช่น ถ้า รู้ อยู่

แล้ว ว่า  ชาย หนุ่ม คน ใด รัก อยู่ กับ หญิง คน ใด จะ ไป มา หา สู่ พูด จา

กัน ใน บ้าน เรือน ของ ใคร ไม่ ได้  เพราะ ถือ ว่า ผี เรือน ไม่ ชอบ  หรือ

เขา เรียก ว่า  “ ผิด ผี เรือน “ ถ้า ผู้ ใด ฝ่า ฝืน ขืน กระทำ เช่น นั้น  ต้อง

มี ความ ผิด ถาน ฝ่า ฝืน ลัทธิ หรือ ประเพณี นิยม    หัว หน้า ใน คณะ จะ

ต้อง ปรับ ผู้ กระทำ ผิด เปน สิน ไหม  แล เอา เงิน สิน ไหม ให้ กับ เจ้า ของ

เรือน  ถ้า ชาย กับ หญิง ที่ รัก ใคร่ กัน อยาก จะ พบ ปะ พูด จา กัน  ต้อง

นัด แนะ ไป พบ ปะ พูด จา กัน ใน ป่า.

           ฉ. บิดา มารดา มี อำนาจ เหนือ บุตร์   และ บุตรี นั้น แยก เปน

๒ ประเภท
           ถ้า บุตร์ เปน ชาย   บิดา มารดา มี อำนาจ ที่ จะ บังคับ ว่า กล่าว สั่ง

สอน ได้ จน ตาย.

          ถ้า บุตร์ เปน หญิง   บิดา มารดา มี อำนาจ เพียง เวลา ที่ เปน สาว

อยู่ เท่า นั้น   ถ้า บุตร์ มี สามี ไป แล้ว เปน หมด อำนาจ ของ บิดา มารดา

ถึง แม้ บุตร์ นั้น จะ ทำ ความ ผิด ประการ ใด  บิดา มารดา ก็ ไม่ มี อำนาจ 

ที่ จะ ว่า กล่าว หรือ รับ ผิด ชอบ ต่อ ไป.

 

                                                      (145)

 

          ช. การ สืบ เชื้อ รับ มรฎก นั้น  ถ้า บุคคล ผู้ ใด มี บุตร์ ชาย แล

หญิง หลาย คน  มรฎก คง ตก ได้ แต่ บุตร์ ชาย ที่ สืบ ตระกูล เท่านั้น ส่วน

บุตร์ หญิง ไม่ ได้   เว้น แต่ เมื่อ เจ้า มรฎก ที่ ตาย นั้น เปน ผู้ มี บุตร์ หญิง

แล บุตร์ หญิง หา มี สามี ออก เรือน ไป ไม่  จึง จะ ได้ รับ ส่วน มรฎก.
          ถ้า บุคคล ใด มี แต่ บุตร์ หญิง อย่าง เดียว   แล บุตร์ หญิง นั้น มี

สามี ไป อยู่ กับ พ่อ ผัว แม่ ผัว แล้ว   ส่วน มรฎก ก็ ไม่ ได้ รับ เหมือน กัน

มรฎกคงตกได้ แก่ ญาติ ผู้ ชาย ที่ สนิท ( ที่ ตระกูลหรือแซ่เดียว กัน ) ที่ เขา

ถือ ดัง นี้  เพราะ เขา ถือ ว่า ผู้ หญิง ต้อง รับ มรฎก ทาง ฝ่าย ผัว เว้น แต่

บุตร์ หญิง นั้น มี สามี  แล อยู่ ประกอบ การ หา กิน กับ บิดา มารดา ของ

ตน หรือ ที่ เรียก ว่า    “ ซื้อ ผู้ ชาย หรือ ซื้อ ผัว ให้ กับ บุตร์ “    เช่น นี้

จึง จะ ได้ รับ ส่วน มรฎก เท่า กับ เปน บุตร์ ชาย  แต่ ส่วน ผู้ ชาย จะ กลับ

ไป รับ มรฎก ทาง บิดา มารดา ของ ตน อีก ไม่ ได้  เพราะ ตน ได้ ขาด ตอน

ไป จาก ตระกูล เดิม แล้ว  หรือ เรียก อย่าง ง่าย ว่า ตน ไม่ ได้ ใช้ แซ่ หรือ

ตระกูล บิดา ตน แล้ว   ดัง ได้ อธิบาย ไว้ ใน ข้อ ๑-๒.

          ซ. สัตรี มี อิศรภาพ ถึง เพียง ไหน  ใน ข้อ นี้ สอบ ถาม ไม่ ได้

ความ จริง.

          ฌ. การ อย่า ทิ้ง ใน ระหว่าง ผัว เมีย มี ดัง นี้    ถ้า ชาย คิด ทิ้ง

หญิง โดย ประพฤติ ตัว ไม่ ดี  เช่น มี ชู้ เปน ต้น  ต้อง ถาม หญิง ดู ก่อน

ถ้า หญิง ยอม อย่า จึง อย่า ได้   ถ้า ไม่ ยอม อย่า ชาย อย่า ไม่ ได้ ส่วน

หญิง  ไม่ มี น่า ที่ ร้อง ขอ อย่า จาก ชาย  ( เหตุ ทั้ง นี้ เปน เพราะ เมื่อ

หญิง อย่า ขาด จาก ชาย แล้ว  ตน จะ ต้อง ไป อยู่ ประกอบ การ หา กิน แต่

โดย ลำพัง      จะ กลับ ไป อยู่ กับ บิดา มารดา ญาติ พี่ น้อง อีก ไม่ ได้ )

 

                                                         (146)

 

ถ้า หญิง จะ อยู่ คน เดียว ย่อม จะ ประกอบ การ หา กิน โดย ลำพังไม่ใคร่ จะ

ได้ ผล จึง เปน น่า ที่ ของ ชาย ที่ จะ ทิ้ง หญิง ไม่ ได้.

          ญ. กฎหมาย อาญา ไม่ มี ๆ แต่ กฎหมาย แพ่ง ตาม ประเพณี ชาย

มี เมีย หลาย คน ได้   แต่ ก่อน ที่ จะ มี ต้อง ได้ ตก ลง พร้อม กับ เมีย

หลวง เสีย ก่อน   แล เมีย น้อย ต้อง ทำ การ แทน เมีย หลวง และ ผัว ชนิด

เดียว กับ ลูก จ้าง ส่วน แพ่ง อื่น ๆ มี การ ปรับ เปน สิน ไหม ทั้ง หมด

ตลอด ถึง การ ลัก การ ขะโมย ก็ ปรับ เปน สิน ไหม  แต่ บุคคล จำพวก นี้

มี จรรยา อัน หนึ่ง  ที่ เขา ไม่ ต้อง การ ลัก ขะโมย สิ่ง ของ เล็ก ๆ น้อย ๆ

ถ้า จะ ลัก ขะโมย กัน ต้อง ทำ กัน มาก ๆ   แล ผู้ ที่ จะ ทำ กัน นั้น ต้อง

แยก เป็น ก๊ก เปน เหล่า  แล ต้อง ทำ กัน จน ถึง ล้ม ตาย    คล้าย กับ

แย่ง ตำแหน่ง หรือ ชิง ดี กัน   แต่ เมื่อ ฝ่าย ใด พลาด พลั้ง ถึง พ่าย แพ้

ฝ่าย ที่ ชนะ ก็ ริบ เอา ทรัพย์ เสีย ด้วย แต่ พวก เดียว คณะ เดียว กัน แล้ว

ปรอง ดอง กัน ดี.

          ฎ. การ ถือ กรรมสิทธิ์     ไม่ มี สิ่ง ใด ประกอบ เปน หลัก ถาน

ถือ เอา ความ จด จำ เปน หลัก ถาน   เพราะ คน จำพวก นี้ ไม่ มี หนังสือ

ที่ จะ ใช้ เปน หลัก ถาน.
          ฏ. การ พิจารณา คดี แล ซัก พยาน นั้น    บุคคล จำพวก นี้ ถือ

เปน ประเพณี มา แต่ เดิม ว่า  คน พวก ของ เขา เปน คน ที่ พูด โดย สัตย์

สุจริต ทุก คน ไม่ มี คน ใด ที่ จะ กล่าว คำเท็จ  หรือ กล่าว คำ เท็จ ไม่ เปน

เมื่อ มี คดี เกิด ขึ้น   โดย มาก เขา ไม่ ต้อง สืบ พยาน   ถ้าโจทย์ กล่าว

หา จำเลย รับ สารภาพ   จำเลย มี ผิด ต้อง ถูก ปรับ   ถ้า โจทย์ กล่าว หา

จำเลย ปฏิเสธ จำเลย ไม่มีผิด  โจทย์ ผิด ต้อง ปรับ โจทย์ ให้ จำเลย  เหตุ

 

                                                          (147)

 

ที่ เขา ทำ ดัง นี้     ก็ เพราะ มี เหตุ ผล ที่ จะ ถือ เปน ทาง ที่ กระทำ ได้

เพราะ ถ้า ต่อ ไป เขา สืบ ได้ ความ ว่า    ที่ จำเลย ปฏิเสธ นั้น   เปน คำ

เท็จ แท้ จริง เปน ความ จริง ตาม ที่ โจทย์ กล่าว หา เช่น นี้  จำเลย จะ อยู่

ร่วม ใน คณะ อัน เดียว กัน ต่อ ไป ไม่ ได้    ต้อง รีบ ออก ไป จาก ที่ นั้น

โดย เร็ว   ถ้า ขืน อยู่ ต่อ ไป ต้อง ตาย   แต่ การ ตาย จะ ตาย โดย วิธี

ใด สืบ ไม่ ได้ ความ    เปน แต่ ทราบ ว่า หาย ไป เฉย ๆ   ส่วน บุตร์

ภรรยา ที่ อยู่ ทาง หลัง ก็ ไม่ มี ใคร คบ ค้า สมาคม ต่อ ไป  ถึง เด็ก กับ

เด็ก จะ เล่นกัน ก็ไม่ได้   โดย เขา ถือ ว่า เปน คน ชนิด ที่ มี ความ ประพฤติ

เลว ที่ สุด   ส่วน คำ กล่าว หา ของ โจทย์ ไม่ เกี่ยว    เพราะ เมื่อ จำเลย

ปฏิเสธ โจทย์ ต้อง ถูก ปรับ ไป แล้ว  โทษ ของ โจทย์ ที่ กล่าว หา เปน คำ

เท็จ จึง พ้น ไป.

          ฐ. คดี อุกฉกรรจ์ ใน ระหว่าง พวก ของ เขา ไม่ มี     ถ้า จะ มี ก็

มัก เปน พวก อื่น ขึ้น ไป กระทำ โดย มาก และมักเปนชนิด เรื่อง ปล้น เพราะ

บุคคล จำพวก นี้ ปลูก ฝิ่น ขาย  เมื่อ พวก อื่น สืบ รู้ ว่า ได้ เงิน ค่า ขาย ฝิ่น

มาก จึง พา พวก ไป ปล้น เอา ทรัพย์ ถึงอย่างนั้น ก็ เปน จำนวน น้อย ที่ สุด

หรือ จะ ว่า ไม่ มี เลย ก็ ได้  เพราะ ยังไม่เคย ได้ ข่าว   เหตุ ที่ ไม่ เคย มี

การ ปล้น ก็ เพราะ พวก ปล้น สืบ ไม่ รู้ ถึง ที่ ๆ เก็บทรัพย์  ( เงิน ) ของคน

จำ พวก นี้  เพราะ คน จำพวก นี้ ไม่ ได้ เก็บ ทรัพย์ ไว้ ที่ บ้าน หรือ ไว้ กับ

ตัว จะ เอา ไป ซุก ซ่อน ไว้ ที่ ใด นั้น ไม่ มี ใคร รู้.
          ๑๒. ว่า ด้วย ศิลป วิทยาคม
           ก. การ วาด เขียน ไม่ เปน
           ข. การ สลัก แกะ ปั้น ทำ เปน กัน บ้าง  แต่ เปน จำนวน น้อย.

 

                                                           (148)

 

          ค. การ ดนตรี แล มะโหรี ของ จำพวก นี้   มี คล้าย ไป ทาง ฝ่าย

จีน   คือ มี ม้า ฬ่อ ๑   ฉิ่ง ๑    กับ ปี ๑   ปี ใช้ ทำ ด้วย ไม้ มี ปุ่ม ตอน

ปลาย   ที่ ปุ่ม ฝัง ไม้ ไผ่ กลวง เล็ก ๆ ๕ อัน  ยื่น พ้น จาก ปุ่ม ประมาณ

๒ นิ้ว  แล ที่ ไม้ ไผ่ กลวง นั้น เอง สำหรับ ใช้ นิ้ว ปิด เปิด กระทำ ให้ เปน

เสียง สูง    เสียง ต่ำ  แต่ การ ที่ เขา จะ มี เครื่อง ดนตรี หรือ มะโหรี นั้น

มี แต่ เฉภาะ ใน วัน นำ ศพ ไป ฝัง เท่า นั้น  ส่วน การ นัก ขัตฤกษ์ อย่าง

อื่น ๆ ไม่ ใช้.

          ฆ. การ มะโหรศพ ร้อง รำ ทำ เพลง  มี การ รำ กับ ร้องเพลง การ

รำ แล ร้อง เพลง ได้ แสดง เมื่อ เวลา มี ดนตรี   แต่ การ รำ ของ เขา เปน

การ รำ ที่ แปลก    ใช้ มือ ถือ กิ่ง ไม้ ปัด ไป ตาม ขา    แล้ว เต้น ให้ ได้

จังหวะ กับ ม้า ฬ่อ.

          ง. การ ละเล่น ต่าง ๆ ของ เขา ไม่ ใคร่ มี อะไร      แต่ ใน เวลา

ปี ใหม่ ของ เขา มี การ เล่น ชนิด หนึ่ง คล้าย กับ ช่วง ไชย   คือ ฝ่าย ชาย

อยู่ พวก หนึ่ง  หญิง อยู่ พวก หนึ่ง   โยน ผ้า หรือ วัตถุ ที่ ทำ เปน กลม ๆ

รับ กัน  ถ้า ใคร รับ ไม่ ได้ เปน แพ้  การ เล่น อย่าง อื่น นอก จาก นี้ ไม่

มี อะไร.

          จ. การ หนังสือ ของ เขา ไม่ มี      ถ้า จะ มี คน รู้ หนังสือ    ก็

เปน หนังสือ จีน แต่ ถึง อย่าง นั้น ก็ ไม่ มี  แต่ เขา มี วิธี ใช้ ไม้

หยัก แทน หนังสือ      เช่น ก. เปนหนี้ เงิน ข.     แต่ ก ไป อยู่ เสีย ทาง

ไกล     ก่อน ที่ ก.  จะ ไป ยัง ไม่ ได้ ใช้ หนี้ ให้ ข.      ข. จึง เอา ไม้

เหลา ให้ กลม ยาว ราว ๑ คืบ     แล้ว หยัก ไม้ ไว้ ต่อ หน้า  ก.   และ ผ่า

ไม้ นั้น เปน ๒ ซีก   ซีก หนึ่ง ให้  ก. ไป  อีก ซีก หนึ่ง  ข. เอา ไว้  ต่อ ไป

 

                                                    (149)

 

ข. จะ ต้อง การ เงิน จาก ก.   แต่ ข. จะ ไป ทวง ถาม ด้วย ตน เอง ไม่ ได้

จึง เอา ไม้ นั้น มอบ หรือ ใช้ ให้ คน หนึ่ง คน ใด ไป เอา  ถ้า ก. เห็น ไม้

นั้น แล้ว  ต้อง เอา ไป เปรียบ หรือ ประกบ ดู กับ ไม้ ที่ ตน ถือ ไว้   ถ้า

หยัก ไม้ ตรง กับ ไม้ ที่ ตน ถือ ไว้ ก็ เปน อัน เชื่อ ถือ ได้ ว่า  คน ที่ ถือ

ไม้ มา นั้น เปน คน ของ ข. ใช้ มา ทวง เงิน    ถ้า ก. จะ มอบ เงิน ให้ ไป

ก็ ต้อง มอบ ไม้ นั้น ให้ ไป ด้วย   เพื่อ ไป แสดง กับ ข. ว่า ตน ได้ มอบ

เงิน มา ให้ เสร็จ แล้ว     เว้น แต่ ยัง ไม่ ได้ ใช้ เงิน หรือ ใช้ แต่ ไม่ หมด

จึง ต้อง ถือ ไม้ ไว้ ต่อ ไป ก่อน.

          ฉ. เขา เปน คน ที่ ไม่ ชอบ   หรือ นิยม นิทาน นิยาย อย่างใด

ตลอด ถึง บท เพลง ร้อง เขา ก็ ไม่ ชอบ.

          ๑๓. ว่า ด้วย วิทยาสาตร์   การ นับ วัน เดือน ปี ของ เขา เดิน รอย

ไป ทาง จีน ตลอด ถึง การ ปี ใหม่ ก็ ทำ พร้อม กับ จีน.
          วิชา แพทย์ ไม่ รู้ เลย  การ ใช้ ยา โดย มาก ใช้ ยา ของ ฮ่อ

ส่วน การ เปน ไข้ ชอบ ใช้ ยา ควีนิน ตลอด ถึง การ รักษา สัตว์   เช่น ม้า

หรือ สุนักข์ ใช้ ยา ควีนิน รักษา ทั้ง นั้น.
          ๑๔. ว่า ด้วย ลัทธิ สาสนา.
          ก. บุคคล จำพวก แม้ว นี้  ไม่ ไหว้ แล นมัสการ พระ.
          ข. เขา ไหว้ แล เส้น ผี  ผี ที่ เขา ไหว้ แล เส้น นั้น มี ๒ ชนิด ๆ

หนึ่ง เรียก ว่า ผี ฟ้า   อีก ชนิด หนึ่ง ไหว้ ผี ปู่ ย่า ตา ยาย แล พ่อ แม่ วิธี

ไหว้ ดำเนิน ไป ทำนอง เดียว กัน กับ จีน ไหว้ เจ้า.
          ค. ผี ฟ้า ที่ เขา เส้น ไหว้        เขา ถือ ว่า เปน หลัก ของ โลก

แล เปน ผู้ ที่ กระทำ ให้ บุคคล พวก ของ เขา เกิด ตาย

 

                                                       (150)

 

          ฆ. การ เกี่ยว ข้อง กับ มนุษย์ นั้น    เปน ทาง ที่ กระทำ ให้

เกิด ความ ศุข ความ มั่ง มี สมบูรณ์    แล กระทำ ให้ ถึง ความ อับ จน 

อนาถา ก็ ได้.
          ง. รูป ผี ที่ เขา นับ ถือ       ไม่ มี ติด ไว้ ยัง ที่ บูชา ของ เขา

คง ใช้ กระดาษ ทอง ติด ไว้ แทน.
          จ. วัด วา   สถาน เทพารักษ์   สถูป เจดีย์ ของ เขา ไม่ มี.
          ฉ. สถาน ที่ บูชา ของ เขา       เขา ทำ ไว้ ใน เรือน ของ เขา ต่าง

คน ต่าง ทำ    มี อยู่ ด้วย กัน ทุก หลัง คา เรือน   สถาน ที่ บูชา ของ เขา

ทำ คล้าย ตู้ ติด ไว้ ข้าง ฝา แล ข้าง หน้า ตัด กระดาษ ฟาง ห้อย เปน ระบาย

หรือ คล้าย ๆ กับ สถาน ที่ บูชา ของ จีน   ข้าง ใน สถาน มี กระดาษ ทอง

ปิดไว้    แล บาง แห่ง มี แจกัน ทำ ด้วย ดิน ตั้ง ไว้ เท่า นั้น     นอก นั้น

ไม่ มี อะไร.
          ช. พระสงฆ์ สำหรับ กระทำ กิจ บูชาไหว้ ต่าง ๆ ไม่ มี.
          ซ. เมื่อ ทารก เกิด   เขา กระทำ พิธี ฝาก ผี ฟ้า   คือ เมื่อ ทารก

เกิด ได้ ๓ หรือ ๗ วัน   เขา นำ ทารก ไป นอน อยู่ กลาง แจ้ง นอก เรือน

แล ตั้ง สถาน ที่ บูชา ขึ้น ชั่ว คราว    มี เหล้า เข้า ไก่ เปด หรือ สุกร   เผา 

กระดาษ  เส้น ไหว้ ผี ฟ้า    แล ร่ำ ร้อง เรียน ให้ ผี ฟ้า ช่วย พิทักษ์ รักษา

บุตร์ ของ เขา ให้ อยู่ เย็น เปน ศุข ต่อ ไป.
          ฌ. เมื่อ เวลา อายุ ย่าง เข้า เปน หนุ่ม เปน ลาว  ไม่ มี การ กระทำ

พิธี อะไร.
          ญ. เมื่อ เวลา ตาย กระทำ พิธี เส้น ไหว้ ส่ง วิญญาณ มี การ มโหร

ศพ ตี ม้า พ่อ กับ เป่า ปี่ ๕ รู  เปน การ เอิก เริก กัน ใหญ่ โต แล้ว จึง นำ

                                                       

                                                       (151)

 

ศพ ไป ฝัง   บุคคล จำพวก นี้ ไม่ มี การ เผา ศพ   มี แต่ การ ฝัง อย่าง

เดียว   วิธี ฝัง ศพ มี ๓ ชนิด ๆ หนึ่ง เอา ศพ ใส่ หีบ แล้ว นำ ไป ฝัง ตาม
ธรรมดา  ชนิด หนึ่ง เมื่อ เอา ศพ ใส่ หีบ นำ ไป ฝัง แล้ว ยัง มี วิธี ขน หิน

ก่อ ที่ ฝัง ศพ ยก ขึ้น ให้ เปน แท่น สูง  อีก ชนิด หนึ่ง เรียก ว่า ฝัง ลอย

คือ ศพ ไม่ ต้อง ใส่ หีบ ใช้ เอา ไม้ ทั้ง ต้น มัด ขนาบ ข้าง ศพ ข้าง ละ ๑ ต้น

การ มัด ๆ เอา จน แน่น แล้ว ช่วย กัน หาม ไป ไว้  ใน ป่า ที่ ฝัง ศพ  ที่ เอา

ไว้ ศพ ชนิด นี้ เขา ปลูก ยก ขึ้น เปน ร้าน แล้ว เอา ศพ ไว้ บน ร้าน นั้น ไม่ มี

การ รักษา สถาน ที่ ฝัง ศพ อย่าง ใด    สถาน ที่ นั้น ไม่ มี รูป ร่าง อย่าง ไร

คง เปน ป่า ธรรมดา นี่ เอง.

          ฎ. การ สวด มนต์ ภาวนา  หรือ การ กระทำ กิจ สักการะ บูชา ใหญ่ 

น้อย ไม่ มี พิธี ทำ อย่าง ใด  ตลอด ถึง การ บูชา พระ ภูมิ เจ้า ที่ ก็ ไม่ มี.
          ฏ. พิธี เกี่ยว เข้า ใน นา ปลา ใน น้ำ ไม่ มี   ตลอด ถึง การ

ปลูก บ้าน ใหม่  ก็ ไม่ มี พิธี สาสนา อย่าง ใด.
          ฐ. การ ไหว้ ผี สาง  เจือ ปน ด้วย แบบ ตำรา จีน.
         ฑ. การไหว้ต้น ไม้ ลำธาร แล ไหว้ สัตว์ ต่าง ๆ  ไม่ มี พิธี ไหว้

กัน อย่าง ใด แล เขา ไม่ ถือ ว่า สัตว์  ชนิด ใด เปน เชื้อ เดิม ของ ปู่ ย่า

ตา ยาย ของ เขา   เขา ไม่ เคย เชื่อ ถือ เส้น ไหว้ กัน.
          ข้อ ความ ต่อ จาก ข้อ สุด นี้ ไป   ได้ สอบ ถาม ดู ตลอด แล้ว ไม่ 

ได้ ความ อย่าง ใด   เพราะ บุคคล จำพวก ที่ มา อยู่ ใน ท้อง ที่ นี้    เปน

บุคคล ขั้นต่ำ ไม่ ใคร่ จะ มี ภูมิ รู้ ใน ทางโลก หรือ ตำหรับ ตำรา ของ โบราณ

แล บาง แห่ง บาง ข้อ ที่ ไม่ ได้ จด ตอบ หรือ อธิบาย ตาม ข้อ ถาม ก็ เปน

เพราะ สอบ ถาม ไม่ ได้ ความ จึง ย่อม เปน การ บก พร่อง ไป บ้าง.

                                                        

                                                          (152)

                                                    

                                                    ประเภท ที่ ๓
                                                     Vocabulary
                                             ว่า ด้วย ภาษา คำ พูด

           ก่อน ที่ ข้าพเจ้า จะ ได้ จด ภาษา คำ พูด ลง ใน ที่ นี้ แล้ว จะ ได้

อธิบาย ถึง สำเนียง ที่ บุคคล จำพวก นี้ ออก เสียง พูด     พอ ให้ เปน ทาง

สังเกตุ ประกอบ กับ ตัว อักษร ที่ ได้ จด ลง ไว้ พอ เปน สังเขป ดังนี้  บุคคล

จำพวก นี้ พูด เปน สำเนียง เสียง ห้าว หรือ ทุ้ม    สำเนียง ที่ พูด อยู่ ใน คอ

หรือ พูด ด้วย ใช้ โคน สิ้น   เสียง ที่ พูด นั้น เปน เสียง พูด ที่ สั้น แล กว้าง

คล้าย กับ คำ พูด ของ ภาษา ฝรั่งเศษ  ข้าพเจ้า ซึ่ง เปน ผู้ จด คำ พูด ของ

บุคคล จำพวก นี้ ไว้   ได้ พยายาม จด คำ พูด ตาม สำเนียง ที่ พูด   โดย

ใช้ สระ แล พยัญชนะ ให้ ใกล้ กับ สำเนียง ที่ พูด ที่ สุด  แล คำ ใด ที่ เปน

สำเนียง สั้น แล กว้าง ก็ ได้ ใช้ เลข ๘ กำกับ บน ตัว อักษร ที่ จด ไว้  เพื่อ

เปน ทาง กำชับ ทำ ให้ สำเนียง ดำเนิน ไป ทำนอง คำ พูด ของ เขา  ถึงอย่าง

นั้น ก็ ดี ข้าพเจ้า ยัง รับ รอง ไม่ ได้ ว่า   ภาษา คำ พูด ที่ ได้ จด ลง ไว้ นี้

จะ เปน การ ถูก ต้อง ตรง กับ สำเนียง คำ พูด ของ บุคคล จำพวก นั้น ทั้งหมด

ได้ คำ บาง คำ ที่ จด ลงไว้  บาง ที อาจ จะ เปน สำเนียง สูง ไป บ้าง ต่ำ ไป

บ้าง ก็ จะ เปน ได้   เพราะภาษาคำพูด ชนิด นี้ เปน ภาษา ที่ ไม่ มี หนังสือ

ใช้ กำกับ   แล คำ พูด ของ เขา ทุก ๆ คำ ย่อม มี สำเนียง คำ พูด ที่ ยาก

อยู่ บ้าง   จึง เปน ทาง ที่ กระทำ ให้ ยาก ขึ้น อีก ส่วน หนึ่ง  ใน การ ที่ จะ

จด ลง เปน คำ พูด ภาษา ไทย ให้ เปน การ ถูก ต้อง เรียบ ร้อย ได้.

 

 

ดาวน์โหลดเอกสาร
FileคำอธิบายFile sizeDownloadsLast modified
Download this file (pdf_vol 17 pt 3 page 121-152.pdf)pdf_vol 17 pt 3 page 121-152.pdf 3536 Kb12709/03/10 13:34
 

ค้นหา

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

mod_vvisit_counterผู้เข้าชมวันนี้304
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนนี้18789
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนที่แล้ว22645
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด1981113

We have: 14 guests online
IP ของคุณ: 52.3.228.47
วันนี้: ๒๘ ก.ย. ๒๕๖๓