Deprecated: Assigning the return value of new by reference is deprecated in /var/www/databases/physanth/class/_BaseRootDAO.php on line 86

Deprecated: Assigning the return value of new by reference is deprecated in /var/www/databases/physanth/class/_BaseRootDAO.php on line 106

Deprecated: Assigning the return value of new by reference is deprecated in /var/www/databases/physanth/class/_BaseRootDAO.php on line 128
ฐานข้อมูลมานุษยวิทยากายภาพในประเทศไทย
บทความ
โครงกระดูกที่เมืองอูร์ (Ur) : ความรู้ใหม่เกี่ยวกับความตายอันแสนสงบ

อูร์ (Ur) หรืออูริม (Urim) “สถานที่สถิตของจันทรเทพสุเมเรียน” หนึ่งในเมืองโบราณของนครรัฐสุเมเรียน อารยธรรมแรกเริ่มของเมโสโปรเตเมียเมื่อราว 4,000 ปีก่อนคริสตกาล ตัวเมืองตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกหรือด้านขวาของปากแม่น้ำยูเฟรติสกับอ่าวเปอร์เซีย และอยู่ในพื้นที่เขตจังหวัดดีการ์ (Dhi Qar) ตอนใต้ของประเทศอิรัคในปัจจุบัน 

ปี พ.ศ. 2396 – 2397 จอห์น จอร์จ เทย์เลอร์ (John George Taylor) รองนายกเทศมนตรีเมืองบาสร่า ชาวอังกฤษ ทำการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองอูร์ด้วยการสนับสนุนจากพิพิธภัณฑ์อังกฤษ (British Museum) พบหลักฐานซิกกูแรตหรือปิรามิดของชาวสุเมเรียน และเสาจารึกกล่าวถึงนาโบนิดุส (Nabonidus) กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรบาบิลอน เมื่อราว 539 ปีก่อนคริสตกาล และหลักฐานหลุมฝังศพ ซากอาคารโบราณสถาน และโบราณวัตถุ แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรสุเมเรียนมาตั้งแต่สมัย 2600 ปีก่อนคริสตกาล
 
การค้นพบครั้งนั้นนำมาซึ่งความน่าสนใจของนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี นักท่องเที่ยว นักสำรวจ และนักสะสมโบราณวัตถุที่มีต่อเมืองอูร์ ตราบจนปี พ.ศ. 2461 – 2471 ด้วยความร่วมมือของพิพิธภัณฑ์อังกฤษและมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย โครงการขุดค้นขนาดใหญ่จึงเกิดขึ้นภายใต้การควบคุมของท่านเซอร์ชาร์ล ลีโอนาร์ด วูลลีย์ (Sir Charles Leonard Woolley) นักโบราณคดีชาวอังกฤษ พบหลักฐานหลุมฝังศพจำนวนมหึมากว่า 1,850 หลุมฝังศพ ในทั้งหมดนั้น มีอยู่ 16 หลุมฝังศพได้รับการจำแนกว่าเป็นกลุ่มหลุมฝังศพในสุสานของราชวงศ์ ประกอบด้วยโบราณวัตถุและสมบัติล้ำค่ามากมาย รวมถึงชิ้นสำคัญอย่าง “Royal Standard of Ur” กล่องไม้ประดับตกแต่งแบบโมเสสด้วยเปลือกหอย ไพฑูรย์ และหินปูนแดง แสดงภาพ “War” เรื่องราวการศึกสงคราม ส่วนอีกด้านเป็นภาพ “Peace” แสดงเรื่องราวในวิถีชีวิตประจำวัน ปัจจุบันโบราณวัตถุเหล่านี้เก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ และพิพิธภัณฑ์ทางโบราณคดีและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย
 
หลังสงครามอิรัคผ่านมา 6 ปี ทางประเทศสหรัฐอเมริกาได้บรรลุข้อตกลงทางการทหารกับอิรัก สนธิกำลังเพื่อปกป้องคุ้มครองกลุ่มโบราณสถานภายในเขตเมืองอูร์ เช่นเดียวกับทางมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียได้ตกลงร่วมมือกับทีมนักโบราณคดีชาวอิรัคเพื่อขุดค้นและวิเคราะห์ศึกษาเรื่องราวของเมืองอูร์ให้กลับมาโลดแล่นในแวดวงวิชาการอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่าศตวรรษ
 
หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ (ออนไลน์ทาง http://www.nytimes.com/2009/10/27/science/27ur.html?_r=2) ฉบับวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552  ลงบทความข่าว “At Ur, Ritual Deaths That Were Anything but Serene” โดยจอห์น โนเบิล วิลฟอร์ด (John Noble Wilford) เสนอข้อมูลเกี่ยวกับเมืองอูร์ เนื่องในโอกาสทางพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย เปิดตัวนิทรรศการใหม่เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา
 
ริชาร์ด เซ็ตเลอร์ (Richard L. Zettler) ภัณฑารักษ์ผู้เชี่ยวชาญด้านเมโสโปรเตเมีย เปิดเผยผลวิจัยของเจเน็ต มอนก์ (Janet M. Monge) นักมานุษยวิทยากายภาพประจำพิพิธภัณฑ์ ซึ่งวิเคราะห์กะโหลกศีรษะจากหลุมฝังศพเมืองอูร์ด้วยวิธี CT scan หรือการถ่ายภาพรังสีส่วนตัดอาศัยคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 ตัวอย่าง คือ ศพของทหารชาย 1 ตัวอย่าง และศพผู้หญิง 1 ตัวอย่าง พบรูกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1 นิ้ว จำนวน 2 รูในแต่ละกะโหลก ลักษณะคล้ายกับโดนแทงด้วยเครื่องมือปลายแหลม ลักษณะจงใจเพื่อเป็นการฆ่า มากกว่าการแตกร้าวของกระดูกตามธรรมชาติ ซึ่งจะมีรูปร่างคล้ายการแตกของเศษแก้ว 
 
 
 
 
(ซ้าย) ภาพ CT scan แสดงลักษณะรูที่พบบริเวณกะโหลกศีรษะ
(ขวา) หลุมฝังศพโครงกระดูกเพศหญิง ตกแต่งด้วยเครื่องประดับอย่างวิจิตรงดงาม

ที่มา: University of Pennsylvania Museum of Archaeology and Anthropology,
อ้างถึงใน http://www.nytimes.com/2009/10/27/science/27ur.html
 
ผลที่ได้ดังกล่าวสอดรับกับรูปแบบทางวัฒนธรรมของอาณาจักรโบราณหลายแห่งที่พบ ในประเด็นเกี่ยวกับประเพณีพิธีกรรมความตายในราชสำนัก โดยภายหลังกษัตริย์ผู้ครองราชย์สิ้นพระชนม์ลง กลุ่มทหารเอก ทหารประจำตัว ขุนนาง และข้าราชบริพารในราชสำนักจะต้องกระทำอัตวิบากกรรมหรือยอมรับในการถูกฆาตกรรมเพื่อตามไปรับใช้ในโลกอื่นต่อไป กรณีของเมืองอูร์ ศพเหล่านี้ผ่านกระบวนการทำให้แห้งและไม่เน่าเปื่อยด้วยการฉาบปรอท วิธีการทำมัมมี่สมัยโบราณซึ่งแตกต่างจากวิธีการที่ใช้ในอารยธรรมอียิปต์ เพื่อให้ศพคงสภาพจนพิธีกรรมฝังศพขององค์กษัตริย์แล้วเสร็จ
 
“หากพวกเขารู้ชะตากรรมเกี่ยวกับความตายที่อาจจะเกิดขึ้น เหตุใดพวกเขาจึงเลือกจะเป็นข้าราชบริพารในราชสำนัก” เป็นคำถามสำคัญที่นักโบราณคดีหลายคนถามถึงวัฒนธรรมและประเพณีการฝังศพในลักษณะดังกล่าว
 
“ในวัฒนธรรมเหล่านี้ การได้รับใช้กษัตริย์อย่างใกล้ชิดคือตำแหน่งหน้าที่อันทรงเกียรติอย่างใหญ่หลวง การยอมรับความตายคือสิ่งที่แลกกับการมีชีวิตอย่างสุขสบายภายในพระราชสำนัก นั่นทำให้พวกเขาปราศจากซึ่งความกลัวใดๆ ขณะที่ต้องก้าวล่วงสู่โลกแห่งความตาย” คือคำตอบของมอนก์ และบทสรุปสุดท้ายในเรื่องของความตายอันแสนสงบ เรื่องของความเชื่อและพิธีกรรมที่วางอยู่บนพื้นฐานของเกียรติยศและความกตัญญู แม้จะมีเบื้องหลังเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือไม่ก็ตาม