ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู (กะเหรี่ยง),การเปิดรับสื่อ,โทรทัศน์,วิทยุ,วิถีชีวิต,การสนทนากับบุคคลอื่น,ราชบุรี
Author ศิขริน เอกะวิภาต
Title พฤติกรรมการเปิดรับสื่อ ความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อและรูปแบบการดำเนินชีวิตของชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา จังหวัดราชบุรี
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text -
Ethnic Identity โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) Total Pages 180 Year 2546
Source หลักสูตรปริญญานิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
Abstract

          เนื้อหากล่าวถึงพฤติกรรมการเปิดรับสื่อ ความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อ และรูปแบบการดำเนินชีวิตของชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา จังหวัดราชบุรี ผู้ศึกษาได้ใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้แบบสอบถามจำนวน 200 ชุดจากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเปิดดูโทรทัศน์เป็นระจำ ฟังวิทยุบ่อยครั้ง พูดคุยกับบุคคลอื่นตามโอกาส ระยะเวลาเปิดรับสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และบุคคลอื่นในแต่ละครั้งจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง คือชอบดูละคนโทรทัศน์ ฟังธรรมะทางวิทยุ หัวข้อพูดคุยกับบุคคลอื่นคือการช่วยเหลือทางการเงิน กะเหรี่ยงมีความต้องการใช้สื่อในระดับมาก โดยมีอันดับดังนี้ ความต้องการทางด้านบันเทิงมีค่าเฉลี่ย 3.99 ความต้องการข้อมูลข่าวสาร มีค่าเฉลี่ย 3.85 และอื่นๆ

Focus

         ศึกษาลักษณะทางประชากร การดำเนินชีวิตพฤติกรรมการเปิดรับสื่อและการใช้ประโยชน์จากสื่อของชนชาติกะเหรี่ยงบ้านคา จังหวัดราชบุรี (หน้า 9)

Theoretical Issues

         ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

         กะเหรี่ยงในไทย เมื่อก่อนนี้กะเหรี่ยงตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ด้านทิศตะวันออกของทิเบต จากนั้นก็อพยพมาอยู่ในประเทศจีน เมื่อ 733 ปีก่อนพุทธกาล ภายหลังจีนรุกรานจึงย้ายถิ่นที่อยู่มาอยู่บริเวณฝั่งแม่น้ำโขงและสาละวินในพม่า โดยมากจะตั้งที่อยู่อาศัยอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง สาเหตุการย้ายเข้ามาอยู่ในไทยในครั้งแรกมาจากการหลบหนีการสู้รบ(หน้า 2) ภายหลังย้ายมาด้วยหลายสาเหตุเช่นการหาพื้นที่ทำกิน ซึ่งทุกวันนี้ในไทยกะเหรี่ยงเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุด สำหรับการย้ายเข้ามาไทยในช่วง 100 ปีนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก เป็นต้น (หน้า 3) ในแต่ละพื้นที่จะเรียกกะเหรี่ยงแตกต่างกันเช่น จีนโบราณเรียกกะเหรี่ยงว่า “ชนชาติโจว” พม่าเรียกว่า “กะยิน” ชาวล้านนาในไทยและคนในรัฐฉานของประเทศพม่าเรียกกะเหรี่ยงว่า “ยาง” คนไทยภาคกลางเรียกว่า “กะเหรี่ยง” ซึ่งชื่อนี้เรียกตามมอญที่เรียกกะเหรี่ยงว่า “กะเรง” ส่วนกะเหรี่ยงจะเรียกตนเองว่า “ปกากะญอ” หรือ “ปาเกอะญอ” แปลว่า “คน” (หน้า 4) กะเหรี่ยงในไทยมี 4 กลุ่มดังนี้ 1) กะเหรี่ยงสะกอ (S’Gaw Karen) หรือ ยางขาว 2) กะเหรี่ยงโปว์ (Pwo Karen) หรือยางบ้าน 3) กะเหรี่ยงบเว(B’ghwe Karen) หรือคะยาหรือยางแดง 4)กะเหรี่ยงตองตู (Thongthu) หรือตองสู หรือปะโอ ในประเทศไทยกะเหรี่ยงสะกอและกะเหรี่ยงโปว์เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ส่วนกะเหรี่ยงที่อยู่สหภาพกะเหรี่ยงแห่งชาติ (หน้า 4) เป็นกะเหรี่ยงสะกอ สำหรัลกลุ่มกะเหรี่ยงที่มาอยู่ในไทยได้ไม่นานแต่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายได้แก่”ปาดอง”หรือกะเหรี่ยงคอยาว กับ”กะยอ” หรือ กะเหรี่ยงหูยาว (หน้า 5)

Language and Linguistic Affiliations

         ภาษากะเหรี่ยง อยู่ในตระกูลภาษาจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan Language Family) สาขากะเหรี่ยง (Karenic Branch) (หน้า 4)ประชากรศึกษาพูดภาษากะเหรี่ยงในชีวิตประจำวัน 72 คน (36%) ภาษาไทย 108 คน (54%) และภาษากะหร่าง 20 คน (10 %) (ตารางหน้า 51,162)

Study Period (Data Collection)

         กุมภาพันธ์-เมษายน 2546

History of the Group and Community

         ประวัติตำบลบ้านคา เมื่อก่อนนี้บ้านคามีชื่อว่า “บ้านข่า” เนื่องจากในพื้นที่มีต้นข่าเจริญเติบโตเป็นจำนวนมาก ภายหลังชาวบ้านเรียกเพี้ยนเสียงเป็น “บ้านคา” ซึ่งนับจากนั้นจึงใช้ชื่อว่าบ้านคามาจนถึงทุกวันนี้ บ้านคาเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอบ้านคา ส่วนตำบลบ้านคาประกอบด้วย 12 หมู่บ้าน เมื่อ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2539 ได้รับการยกฐานะให้เป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ประชาชนส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยงที่เข้ามาตั้งรกรากเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา (หน้า 1)

Settlement Pattern

         บ้านกะเหรี่ยง ทำด้วยไม้ไผ่และแฝก บ้านไม่ทำรั้วกั้นเมื่อเลี้ยงสัตว์ก็จะเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินในหมู่บ้าน บ้านของกะเหรี่ยงมักไม่ชอบสร้างให้อยู่บริเวณสันเขาที่ตั้งหมู่บ้านจะอยู่บริเวณที่เป็นบริเวณที่ลุ่มมีเนินเขาล้อมรอบหรือบางครั้งก็เป็นพื้นที่ที่เป็นที่ราบระหว่างหุบเขาอยู่ใกล้แหล่งน้ำ (หน้า 5,168)

Demography

         ในการศึกษาได้ใช้แบบสำรวจจำนวน 200 ชุด(ครัวเรือน)โดยสำรวจจากครัวเรือนที่มีจำนวนทั้งหมด 1,348 ครัวเรือน ซึ่งมีประชากร 5,952 คน โดยแบ่งเป็นเพศชาย 3,004 คนและเพศหญิง 2,948 คน (หน้า 40) ประชากรในการตอบแบบสอบถามโดยมากมีอายุตั้งแต่ 56 ปีขึ้นไป (บทคัดย่อหน้า ฆ) จากข้อมูลการสำรวจประชากรกะเหรี่ยงใน 15 จังหวัดเมื่อปี พ.ศ.2540 มีจำนวน 70,892 หลังคาเรือน ประชากรรวม 353,574 คน (หน้า 3)

Economy

         เศรษฐกิจ ประชากรในการศึกษามีอาชีพทำไร่ มีรายได้ต่อเดือน 2,001 - 3,000 บาท (บทคัดย่อหน้า ฆ) สำหรับพืชที่ปลูกเช่น ข้าวพืชไร่ได้แก่ ข้าวโพด ผัก ฟักทอง พริก มะเขือ และอื่นๆ และเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารในครัวเรือนและใช้เซ่นไหว้ตอนประกอบพิธีกรรมเช่น หมู ไก่ วัว ควาย (หน้า 5,168) สำหรับการเลี้ยงช้างจะเลี้ยงในครอบครัวที่ร่ำรวยนอกจากนี้ยังมีรายได้เลี้ยงครอบครัวจากการทำงานนับจ้าง หาของป่ามาขาย ทำอุตสาหกรรมในครัวเรือนเพื่อจำหน่ายเช่น สานตะกร้า ทำมีด และเครื่องครัวต่างๆที่ทำด้วยไม้ และอื่นๆ (หน้า 6) ประชากรกรณีศึกษา แบ่งตามอาชีพได้ดังนี้ รับจ้าง 44 คน(22%) ทำไร่ 68 คน(34%) ทอผ้า 49 คน(24.5 %)เป็นลูกจ้าง 39 คน(19.5%)(หน้า 50,75-84)

Social Organization

         ลักษณะครอบครัว เป็นแบบครอบครัวขยายซึ่งประกอบด้วย ปู่ ย่า พ่อ แม่ ลูก โดยพ่อและลูกที่โตเป็นผู้ใหญ่จะหาเลี้ยงคนในครอบครัวสำหรับแม่จะทำหน้าที่เลี้ยงลูกทำงานบ้าน เป็นต้น (บทคัดย่อหน้า ฆ) ประชากรศึกษาประกอบด้วยครอบครัวขยาย(ปู่ย่า พ่อแม่ ลูก) 100 คน(50%) ครอบครัวเดี่ยว(พ่อ แม่ ลูก ) 43 คน(21.5 %) ครอบครัวใหญ่ซึ่งรวมญาติพี่น้อง 42 คน (21%) และอยู่คนเดียว 15 คน(7.5%) (หน้า 52,162)

Political Organization

         ไม่มี

Belief System

         ศาสนาและความเชื่อ กะเหรี่ยงที่เป็นกลุ่มตัวอย่างนับถือศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์และนับถือผี ที่นับถือศาสนาคริสต์มี 95 คน (47.5%) นับถือศาสนาพุทธ 105 คน (52.5%) (หน้า 5 ตารางหน้า 50,161,168) สำหรับผีที่นับถือที่สำคัญมี ผีเรือนและผีบ้าน สำหรับ ”ผีเรือน” คือผีประจำบ้านเรือนเป็นวิญญาณของปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษที่ล่วงลับทำหน้าที่คุ้มครองรักษาลูกหลานให้อยู่อย่างมีความสุข ส่วน ”ผีบ้าน” ทำหน้าที่คุ้มครองรักษาหมู่บ้าน ในบางครั้งจะเรียกว่า “ผีเจ้าเมือง” หรือ “ผีเจ้าที่” มีความสำคัญในพิธีการเพาะปลูกกับพิธีกรรมที่ข้องเกี่ยวกับความสงบร่มเย็นของประชาชนในหมู่บ้านสำหรับพิธีเลี้ยงผีเจ้าที่ปีหนึ่งจะจัดสองครั้ง (หน้า 5) นอกจากนี้ยังเชื่อว่ามีผีอื่นๆ อีก เช่น ผีป่า ผีไร่ เป็นต้น ขวัญ กะเหรี่ยงเชื่อว่าตามร่างกายจะมีขวัญอยู่จำนวน 33 ขวัญ บางครั้งขวัญก็อาจออกจากร่างกายซึ่งถ้าช่วงไหนไม่มีขวัญคุ้มครองร่างกายก็จะทำให้เจ็บป่วย การรักษาก็จะจัดพิธีเรียกขวัญให้กลับคืนมาเข้าสู่ร่างกาย แต่ทว่าเมื่อขวัญสำคัญที่อยู่ที่หูทั้งสองข้างออกไปเที่ยวในโลกของคนตาย ก็จะทำให้คนที่เป็นเจ้าของร่างกายนั้นเสียชีวิต (หน้า 5)

Education and Socialization

         ไม่มี

Health and Medicine

         ไม่มี

Art and Crafts (including Clothing Costume)

         ไม่มี

Folklore

         นิทานเทพเจ้าชื่อSwa มอบตัวอักษรให้กะเหรี่ยง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วเทพเจ้าชื่อSwa เทพเจ้าและมนุษย์คนแรกของโลก มีลูกหลายคนกะเหรี่ยงเป็นลูกคนโต ส่วนลูกอีกหลายคนประกอบด้วยชาติพันธุ์ต่างๆและฝรั่งผิวขาว เมื่อเทพเจ้าได้มอบแผ่นตัวอักษรให้กับลูกๆทุกคนเมื่อได้รับแล้วกะเหรี่ยงก็ทำแผ่นตัวอักษรแตกเสียหายภายหลังจึงได้รับความทุกข์ยากระหกระเหินเป็นชนกลุ่มน้อยอยู่ตามประเทศต่างๆ ในนิทานได้บอกว่าฝรั่งจะเป็นผู้นำตัวอักษรมาให้กับกะเหรี่ยงเพื่อช่วยให้มีสภาพความเป็นอยู่ให้ดีกว่าเดิม ซึ่งตามความเชื่อนี้เมื่อในภายหลังคณะมิชชันนารีนำคัมภีร์ไบเบิลมาเผยแพร่ศาสนากับกะเหรี่ยงที่อยู่ประเทศพม่า ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นกะเหรี่ยงเชื่อว่าเป็นไปตามคำบอกเล่าในนิทาน (หน้า 3) ความเป็นมาของก็อดอาร์มี โดยมากนิทานของกะเหรี่ยงจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้ามอบพรวิเศษให้กะเหรี่ยงแต่มักจะมีสาเหตุที่ทำให้ไม่ได้รับพรนั้นจนต้องตกยาก นิทานส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเรื่องลูกกำพร้าตกยาก (หน้า 3) ถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพังและมีคนรังคราญรบกวน ครั้นโตเป็นผู้ใหญ่ก็ใช้ปัญญาแก้ไขอุปสรรคจนประสบความสำเร็จกระทั่งได้รับชัยชนะในที่สุด สำหรับกลุ่มกะเหรี่ยงกู้ชาติอิสระ ”ก็อด อาร์มี ” หรือนักรบของพระเจ้าโดยมีคู่แฝด “ ลูเธอร์ ”กับ” จอห์นนี ” เป็นผู้นำ ซึ่งกะเหรี่ยงในกลุ่มนี้เชื่อว่าผู้นำทั้งสองคือ “อวตาร”ของพระเจ้า ซึ่งมาช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากบนโลก ผู้นำเด็กทั้งสองจึงมีความสามารถที่น่าอัศจรรย์ใจเช่น ปืนยังไม่เข้า เหยียบกับระเบิดก็ไม่เป็นอะไร หยั่งรู้อนาคต และอื่นๆ ซึ่งกองกำลังกลุ่มนี้เชื่อว่าผู้นำเด็กแฝดจะเป็นผู้นำให้กองกำลังของพวกเขามีชัยเหนือพม่าและสามารถตั้งอาณาจักรของตนเองได้ในที่สุด (หน้า 4)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

         ไม่มี

Social Cultural and Identity Change

         ไม่มี

Critic Issues

Other Issues

         พฤติกรรมการเปิดรับสื่อ การศึกษาเรื่องพฤติกรรมการเปิดรับสื่อ ความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อและรูปแบบการดำเนินชีวิตของกะเหรี่ยงบ้านคา จังหวัดราชบุรี จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสำรวจทั้ง 200 ชุด พบว่า ลักษณะกลุ่มตัวอย่าง กะเหรี่ยงที่ตอบแบบสอบถามจะมีอายุ 56 ปีขึ้นไปมีอาชีพทำไร่ นับถือศาสนาพุทธ มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 2,001-3,000 บาท ใช้ภาษาไทยมากที่สุดอยู่แบบครัวครัวขยายซึ่งประกอบด้วยพ่อแม่ลูก พ่อและลูกจะทำงานหาเงินมาเลี้ยงคนในบ้าน เป็นต้น (หน้า 161,162) รูปแบบการดำเนินชีวิต กะเหรี่ยงจะให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมประชุมมากที่สุด(ค่าเฉลี่ย 3.29) ไปเป็นประจำ 57 % ไปเป็นครั้งคราวเป็นอันดับสอง 20 % และเข้าโบสถ์สวดพระคัมภีร์น้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย 2.26) หรือ 40% (หน้า 162-164) พฤติกรรมการเปิดรับสื่อ พบว่า กลุ่มตัวอย่างเปิดรับสื่อโทรทัศน์อยู่เป็นประจำ เปิดรับสื่อวิทยุบ่อยครั้ง การเปิดรับสื่อแต่ละชนิดจะใช้เวลา 3 ชั่วโมงขึ้นไปในแต่ละครั้ง ชอบเปิดรับละครโทรทัศน์ ฟังรายการธรรมะทางวิทยุ เป็นต้น (หน้า164-165) ความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อของกะเหรี่ยง พบว่ากะเหรี่ยงต้องการใช้ประโยชน์จากสื่ออยู่ในระดับสูงคือ ความต้องการความบันเทิงมีค่าเฉลี่ย 3.99 (สูงสุด = 5) ความต้องการข้อมูลข่าวสาร ค่าเฉลี่ย 3.85 ความต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นมีค่าเฉลี่ย 3.73 เป็นต้น (หน้า 165-166) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าสมมติฐานที่ 1 ลักษณะทางประชากรต่างกันมีรูปแบบการดำเนินชีวิตต่างกัน พบว่าส่วนมากไม่เป็นไปตามสมมติฐานคือลักษณะทางประชากรที่แตกต่างกัน มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สมมติฐานที่ 2 รูปแบบการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน มีพฤติกรรมการเปิดรับสื่อที่แตกต่างกันพบว่าส่วนมากไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้คือรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน มีพฤติกรรมการเปิดรับไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สมมติที่ 3 พฤติกรรมการเปิดรับสื่อที่แตกต่างกัน มีความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อแตกต่างกันพบว่าส่วนมากไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้คือ พฤติกรรมการเปิดรับสื่อที่แตกต่างกัน มีความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อไม่แตกต่างกัน (หน้า 166-167) (หน้า48-160,161-170)

Google Map

Map/Illustration

ตาราง

  • แสดงจำนวนและร้อยละของอายุของกลุ่มตัวอย่าง (หน้า 49)
  • อาชีพ(หน้า 50) ศาสนา(หน้า 50)
  • รายได้ของครอบครัว(หน้า 51)
  • ภาษาของกะเหรี่ยง (หน้า51)
  • รูปแบบครอบครัว(หน้า 52)
  • รูปแบบการหาเลี้ยงครอบครัว (หน้า 53)
  • รูปแบบการดำเนินชีวิต (หน้า 54)
  • ความถี่ที่เปิดดูโทรทัศน์ (หน้า 56)
  • ความถี่ที่เปิดฟังวิทยุ ,การพูดคุยกับบุคคลทั่วไป (หน้า 57)
  • ระยะเวลาในการเปิดดูโทรทัศน์,ฟังวิทยุ,พูดคุยกับคนทั่วไปแต่ละครั้ง (หน้า 58,59)
  • รายการที่เปิดดูทางโทรทัศน์,เปิดฟังทางวิทยุ (หน้า60)
  • หัวข้อที่ชอบพูดคุยกับบุคคลทั่วไป (หน้า 61)
  • ความต้องการใช้ประโยชน์จากสื่อด้านความต้องการข้อมูลข่าวสาร,ความต้องการการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น (หน้า 62)
  • ความต้องการด้านการใช้ประโยชน์จากสื่อด้านความบันเทิง, ด้านความต้องการสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวเอง (หน้า 63,64)
  • แสดงผลการทดสอบสมมติฐานย่อยที่1.1 - 3.36 โดยวิธี one-way ANOVA (หน้า 65-160)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 30 ม.ค. 2560
TAG โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู (กะเหรี่ยง), การเปิดรับสื่อ, โทรทัศน์, วิทยุ, วิถีชีวิต, การสนทนากับบุคคลอื่น, ราชบุรี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง