ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มอญ,เอกลักษณ์วัฒนธรรม,การเปลี่ยนแปลง,ปทุมธานี
Author พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา
Title เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของ ชาวมอญ: ศึกษากรณีหมู่บ้านเจดีย์ทอง ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text -
Ethnic Identity มอญ, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเอเชียติก(Austroasiatic)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 162 Year 2542
Source หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและประเพณีของชาวมอญและปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงและการธำรงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของมอญในหมู่บ้านเจดีย์ทอง จากการศึกษาพบว่าชาวมอญในหมู่บ้านเจดีย์ทองมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมมาสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งจากการปฏิรูปการศึกษา หรือการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัยที่ทำให้วิถีการดำรงชีวิตของคนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามการประเพณีทางศาสนามีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก เนื่องจากในหมู่บ้านนี้มีเจดีย์ที่เป็นที่เคารพสักการะและมีผู้นำชุมชนที่เคร่งครัดในด้านศาสนา (หน้า ง)

Focus

การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและประเพณีชาวมอญและปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงและการธำรงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวบ้านในหมู่บ้านเจดีย์ทอง ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี (หน้า จ.)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ผู้เขียนได้ศึกษากลุ่มคนเชื้อชาติ“มอญ” ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเจดีย์ทอง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งจากภูมิหลังทางประวัติศาสตร์นั้น มอญเคยมีอารยธรรมและอาณาจักรอันรุ่งเรือง แต่ต้องสูญเสียเอกราชให้แก่พม่าถึง 2 ครั้ง และไม่สามารถฟื้นตัวอีกตั้งแต่ปีพ.ศ. 2300 ทำให้สภานภาพชาวมอญในปัจจุบันเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยที่กระจัดกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชนชาติมอญก็ได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การเสียเอกราชครั้งที่ 2 (หน้า 1-2)

Language and Linguistic Affiliations

มอญ เป็นชนชาติที่มีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง เนื่องจากเป็นชนชาติเก่าแก่และเคยมีอารยธรรมรุ่งเรืองและเคยอาศัยอยู่ในประเทศอินเดีย มอญจึงได้ประดิษฐ์อักษรมอญขึ้นจากการปรับปรุงจากแบบอักษรปัจจลวะของอินเดียฝ่ายใต้ ชาวไทยเองก็ยังได้นำตัวอักษรมอญมาแปลงเขียนภาษาไทยเมื่อราว พ.ศ. 400 และได้มีการยืมคำมอญบางคำมาใช้อีกด้วย ในฐานะที่มอญเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยนั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่แสดงถึงวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่แตกต่างจากคนไทยก็คือภาษามอญ ซึ่งในอดีตชาวมอญสามารถรักษาเอกลักษณ์ดังกล่าวไว้ได้อย่างดี เนื่องจากการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มและค่อนข้างโดดเดี่ยวจากสังคมภายนอก ต่อมาเมื่อต้องติดต่อกับสังคมภายนอกมากขึ้น รวมทั้งจากการปฏิรูปการศึกษาทำให้ต้องใช้ภาษาไทยมากขึ้น และภาษามอญก็ค่อยๆเสื่อมไปจนมอญบางกลุ่มในปัจจุบันไม่สามารถพูดและเขียนภาษามอญได้ (หน้า 1-2, 4, 14-15) สำหรับภาษามอญในหมู่บ้านเจดีย์ทองในปัจจุบันจะถูกใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันเฉพาะคนรุ่นเก่าที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเท่านั้น และมีผู้ที่สามารถอ่านและเขียนภาษามอญได้ในหมู่บ้านไม่ถึง 5 คน ส่วนใหญ่จะสามารถพูดได้เท่านั้น เพราะในอดีตผู้หญิงจะไม่ได้รับการศึกษา ผู้ชายเท่านั้นที่ได้เรียนภาษามอญในวัด ส่วนผู้หญิงนั้นจะใช้ภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ส่วนคนรุ่นใหม่ก็ได้รับการศึกษาในโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษา จึงใช้ภาษาไทยสื่อสาร และไม่สนใจศึกษาภาษามอญเพราะภาษามอญไม่สามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ ผู้เขียนจึงให้ข้อสังเกตว่าในอนาคตภาษามอญอาจสูญหายไปจากชุมชน (หน้า 87-88, 127)

Study Period (Data Collection)

ผู้เขียนได้ศึกษาโดยเข้าสนามวิจัย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 สร้างความสัมพันธ์คุ้นเคยกับชาวบ้านมอญ และศึกษาข้อมูลพื้นฐานของหมู่บ้าน เป็นเวลา 3 เดือน ระยะที่ 2 ศึกษาชุมชน สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม และการธำรงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวมอญ เป็นเวลา 4 เดือน ระยะที่ 3 ทบทวนข้อมูล สัมภาษณ์เพิ่มเติมและสรุปข้อมูล เป็นเวลา 5 เดือน

History of the Group and Community

1) ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของชนชาติมอญ ชนชาติมอญเป็นชนชาติเก่าแก่และเคยมีอารยธรรมรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนแหลมอินโดจีนในอดีต จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าอารยธรรมของมอญเริ่มต้นตั้งแต่ 41 ปีก่อนพุทธศักราช ในระยะแรกชาวมอญอาศัยอยู่ในประเทศอินเดีย ต่อมาได้สร้างเมืองใหม่อยู่บริเวณพม่าตอนล่าง ตามแนวบริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำอิระวดีที่เมืองสะเทิม ทวันเท ทะละ และหงสาวดี จากการที่เมืองสะเทิมติดต่อค้าขายกับอินเดียจึงทำให้เกิดการสั่งสมอารยธรรมจนเจริญรุ่งเรืองอย่างมากโดยเฉพาะด้านการค้า วัฒนธรรมและศาสนา ต่อมาพม่าซึ่งกำลังเจริญเติบโตได้ทำสงครามกับมอญเพื่อรวบรวมดินแดนทางภาคใต้ อาณาจักรมอญตกเป็นของพม่าในปี พ.ศ. 1600 เป็นต้นมา และเป็นเหตุให้วัฒนธรรมของมอญแพร่กระจายไปสู่ชนชาติพม่าและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง ในปีพ.ศ. 1830 มอญยึดเมืองเมาะตะมะคืนมาจากพม่า และสถาปนาเป็นเมืองหลวงจนสร้างความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและค้าขายจนถือเป็นยุคทองของมอญใน พ.ศ. 1966-2082 ทั้งนี้พม่ากำลังตกอยู่ในภาวะยุ่งเหยิงภายในไม่มารบกวนมอญมากนัก จึงเป็นโอกาสให้มอญทำนุบำรุงประเทศเต็มที่ แต่มอญก็สูญเสียเอกราชให้แก่พม่าอีกครั้งเมื่อปีพ.ศ. 2082 และถูกปราบจนไม่มีโอกาสฟื้นตัวได้อีกเลยตั้งแต่ พ.ศ. 2300 เป็นต้นมา หลังการสูญเสียเอกราชใน พ.ศ. 2300 ชนชาติมอญได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ต่างๆในประเทศไทย การตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ริมแม่น้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลอง มอญที่เข้ามาสมัยอยุธยามักตั้งบ้านเรือนอยู่แถบชานพระนครและบริเวณติดต่อกับจังหวัดนนทบุรี พอถึงสมัยกรุงธนบุรีก็ได้โปรดเกล้าฯให้มอญที่เข้ามาครั้งนั้นไปอยู่ที่ปากเกร็ด แขวงเมืองนนทบุรี และสามโคก แขวงเมืองปทุมธานี ต่อมามอญอีกกลุ่มหนึ่งอพยพหนีพม่าเข้ามาอีก และได้แยกย้ายออกมาเป็นหลายสาย เข้ามาทางตากและอุทัยธานีเป็นต้น (หน้า 1-2, 36-40) 2) ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านเจดีย์ทอง ปทุมธานี เดิมชื่อเมืองสามโคก เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวมอญมาแต่โบราณ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ปี พ.ศ. 2175 และสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงโปรดให้ชาวมอญที่อพยพมาจากเมืองเมาะตะมะไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านสามโคก เขตอำเภอสามโคกในปัจจุบัน และต่อมาก็มีครอบครัวมอญย้ายมาเพิ่มอีก ใน พ.ศ. 2353 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเสด็จประพาสเมืองสามโคก ชาวเมืองได้นำดอกบัวหลวงถวายอย่างเนืองแน่น พระองค์จึงได้พระราชทานนามเมืองให้ว่า “ปทุมธานี” และมีการสร้างศาลากลางจังหวัดขึ้นปีใหม่ในปี พ.ศ. 2461 และทำให้มีชื่อจังหวัดว่าปทุมธานีมาจนถึงปัจจุบัน หมู่บ้านเจดีย์ทองเป็นชุมชนมอญแห่งหนึ่งในอำเภอสามโคก ลักษณะเด่นของหมู่บ้านนี้คือ การมีวัดเจดีย์ทองซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวบ้าน เจดีย์ทองมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบพม่า สันนิษฐานว่าวัดนี้ถูกสร้างในตอนต้นกรุงรันตโกสินทร์ (หน้า 74-76)

Settlement Pattern

หมู่บ้านเจดีย์ทองตั้งอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านจึงตั้งบ้านเรือนอยู่ติดริมแม่น้ำเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับในอดีตชาวมอญในหมู่บ้านนี้ยึดอาชีพค้าขายทางเรือ บางส่วนก็อาศัยอยู่ในเรือด้วย เมื่อการคมนาคมทางบกมีความเจริญขึ้น และอาชีพค้าขายทางเรือหมดความนิยม ผู้คนก็เริ่มขยายการตั้งบ้านเรือนขึ้นมาบนฝั่งและห่างจากฝั่งมากขึ้น บ้านเรือนในอดีตส่วนใหญ่เป็นบ้านทรงไทยเป็นไม่ใช้ตะปูแต่ใช้สลักตามวิธีปลูกบ้านแบบโบราณของไทยแต่ปัจจุบันเหลือบ้านลักษณะนี้เพียงไม่กี่หลัง ส่วนใหญ่เป็นแบบสมัยใหม่มากขึ้น มีข้อสังเกตคือบ้านเรือนที่ติดแม่น้ำหรือใกล้แม่น้ำจะมีลักษณะยกใต้ถุนสูงมากกว่าปกติเพื่อเตรียมป้องกันน้ำท่วมหรือแม่น้ำล้นฝั่งในฤดูฝน แทบจะทุกบ้านจะมีศาลพระภูมิอย่างน้อย 1 หลัง บางบ้านมี 2 หลัง ซึ่งแสดงถึงลักษณะทางวัฒนธรรมของชาวมอญในการนับถือผีบ้านผีเรือน ศาลพระภูมิบางหลังมีสภาพเก่าพอๆกับตัวบ้านหรือมากกว่า จึงอาจสรุปได้ว่ามีการตั้งขึ้นพร้อมกับการปลูกบ้านครั้งแรก (หน้า 81-82)

Demography

จากฐานข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ประชากรหมู่บ้านเจดีย์ทองมีทั้งสิ้นประมาณ 734 คน ผู้ชาย 358 คน ผู้หญิง 376 คน มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 136 ครัวเรือน เป็นคนไทยเชื้อสายมอญประมาณร้อยละ 90 และส่วนใหญ่เป็นมอญที่เกิดในชุมชนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ย้ายมาจากชุมชนอื่น การแต่งงานกับคนในชุมชนเป็นปัจจัยสำคัญในการอพยพเข้าตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านนี้ (หน้า 76)

Economy

ในอดีตชาวบ้านชุมชนบ้านเจดีย์ทองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตรเป็นหลักตามสภาพสังคมในขณะนั้น ต่อมาชาวบ้านนิยมทำอาชีพค้าขายทางเรือโดยอาศัยแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางคมนาคมในการติดต่อกับชุมชนต่างๆ ชาวมอญจะล่องเรือไปขายสินค้าถึงทางภาคเหนือไกลถึงพิษณุโลก สุโขทัย สินค้าที่นำไปขายมักจะเป็นเครื่องปั้นดินเผา หม้อ โอ่ง จานชาม กระทั่งของกินของใช้ เช่น จาก ฟืน ส่วนอาหารได้แก่ เต้าเจี้ยว ไตปลา เป็นต้น วิธีการหาสินค้าเช่นเครื่องปั้นดินเผา คือไปรับจากกลุ่มมอญในราชบุรีและปากเกร็ด ส่วนของกินของใช้เป็นของจากภายในท้องถิ่น สินค้านั้นอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล เช่นช่วงเก็บเกี่ยวชาวมอญก็จะไปรับซื้อข้าวแถบนครสวรรค์และนำมาขายให้คนเมืองหลวงและย่านรังสิต การเดินทางค้าขายทางเรือใช้เวลานานแรมเดือน บางคนจึงนำครอบครัวไปด้วย และอาศัยหลับนอนอยู่บนเรือ ต่อมาเมื่อการคมนาคมสะดวกขึ้น มีถนนหลายสาย บางครอบครัวจึงเปลี่ยนไปใช้รถยนต์เป็นพาหนะ แต่สินค้าส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเครื่องปั้นดินเผา โอ่ง อ่าง ฯลฯ โดยฝีมือชาวมอญเช่นเดิม และจากการเปลี่ยนพาหนะทำให้การค้าขายขยายขอบเขตไปถึงภาคอีสาน และทำให้เกิดการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมกับคนไทยในภูมิภาคอื่นมากขึ้น เช่นการชอบพอและแต่งงานกับคนต่างหมู่บ้านที่ไม่ใช่คนมอญ อย่างไรก็ตามการค้าขายทางเรือก็ไม่ได้ถูกยกเลิกในทันที แต่การค้าขายทางเรือเริ่มค่อยๆ ลดความสำคัญลง เมื่อระบบการศึกษาแผนใหม่มีการพัฒนามากขึ้น ชาวมอญในชุมชนบางคนได้ศึกษาถึงระดับอุดมศึกษาทำให้โครงสร้างอาชีพชาวมอญรุ่นปัจจุบันมีอาชีพทางราชการ ทำงานในบริษัทห้างร้านของเอกชนมากขึ้น ต่อมาอาชีพการค้าขายทางเรือและรถในปัจจุบันเกือบจะหมดไปจากหมู่บ้านเพราะระบบการศึกษาแผนใหม่และโอกาสในการเลือกประกอบอาชีพนั่นเอง (หน้า 78-79)

Social Organization

ลักษณะครอบครัวของมอญทั่วไปในอดีตนั้นไม่ต่างจากของไทยมากนัก มีลักษณะเป็นครอบครัวใหญ่และนิยมมีบุตรจำนวนมาก เคารพนับถือผู้อาวุโสในครอบครัว และมักนิยมแต่งงานกับคนเชื้อชาติเดียวกัน (หน้า 61) ส่วนในชุมชนหมู่บ้านเจดีย์ทองนั้น วัดเจดีย์ทองนับเป็นองค์กรทางสังคมที่มีความสำคัญในการรักษาวัฒนธรรมชุมชนและเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ วัดเจดีย์ทองเป็นวัดมอญเก่าแก่ สัณนิษฐานว่ามีการสร้างขึ้นในช่วงตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์โดยชาวมอญที่อพยพหนีพม่ามาจากเมืองเมาะตะมะ วัดเจดีย์ทองมีบทบาทในการรักษาประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการสอนภาษามอญ และการศึกษาพระพุทธศาสนาตามแบบนิกายรามัญ และการรักษาประเพณีต่างๆ เช่น การทำบุญสงกรานต์ การส่งข้าวแช่ การตักบาตรพระร้อย เป็นต้น (หน้า 82, 121-122)

Political Organization

ไม่มีข้อมูล

Belief System

มอญนับถือพุทธศาสนาเช่นเดียวกับไทย แต่พระมอญมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดกว่า และได้มีบทบาทต่อการปฏิรูปศาสนาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 จนเกิดคณะสงฆ์ “ธรรมยุตินิกาย” ขึ้น นอกเหนือจากความเชื่อในพุทธศาสนาแล้วมอญยังนับถือผี มีการแบ่งประเภทของผีที่มอญนับถือเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1) ผีสิง คือ ผีไม่ดีที่นำความเจ็บป่วย อุบัติเหตุมาให้ 2) ผีบ้านผีเรือน คือ ผีที่คุ้มครองบ้านเรือน ส่วนใหญ่เป็นผีประจำตระกูล มอญมักตั้งศาลพระภูมิในบริเวณบ้าน เพื่อเป็นที่อยู่ของผีบ้านผีเรือน และ 3) ผีเจ้าพ่อและเจ้าแม่ เป็นผีบรรพบุรุษของคนในหมู่บ้าน เป็นที่เคารพสักการะและมีการตั้งศาลไว้ในอาณาเขตหมู่บ้าน และบวงสรวงทุกปีโดยมีคนทรงเป็นผู้ประกอบพิธีและเป็นสื่อกลางในการติอต่อเจ้าพ่อเจ้าแม่ นอกจากนี้มอญบางกลุ่มยังมีความเชื่อเกี่ยวกับผีของสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเต่าอีกด้วย ประเพณีและวัฒนธรรมของชาวมอญมักจะมีความเกี่ยวพันกับศาสนาความเชื่อและการนับถือผี ทั้งในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ประเพณีทางศาสนา รวมไปถึงการละเล่น เช่น การเล่นเข้าผีก่อนเทศกาลสงกรานต์ (หน้า 41, 62-72) ชุมชนหมู่บ้านเจดีย์ทองเป็นชุมชนมอญที่มีความยึดมั่นในพุทธศาสนาอย่างมาก ยังคงมีความศรัทธาและเคร่งครัดในหลักพระพุทธศาสนา โดยปกติจะมีการประชุมเพื่อทำวัตรในตอนเย็นประมาณ 16 นาฬิกาของทุกวันที่ศาลาวัดเจดีย์ทอง และจะมีการสวดเป็นภาษามอญ โดยผู้อาวุโสที่มีความรู้ในทางพุทธศาสนาจะผลัดเปลี่ยนขึ้นมาเป็นผู้นำในการประกอบกิจกรรมนี้ ส่วนความเชื่อในเรื่องการนับถือผีนั้น ในอดีตมีประเพณีการรับผี สืบทอดผีประจำประกูล ในรุ่นต่อๆมาความเชื่อเรื่องผีค่อยๆเสื่อมคลายลง ประกอบกับการที่การนับถือผีนั้นขัดแย้งกับหลักพุทธศาสนาที่ชาวบ้านยึดถืออย่างเคร่งครัด ปัจจุบันนี้การนับถือผีจึงเกือบสูญหายไปจากชุมชนและไม่มีการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับผีแล้ว (หน้า 123)

Education and Socialization

ในอดีตเด็กผู้ชายในหมู่บ้านเจดีย์ทองได้รับการศึกษาจากวัด ซึ่งมีการเรียนการสอนภาษามอญโดยเจ้าอาวาสเป็นผู้สอน ส่วนเด็กผู้หญิงจะไม่ได้รับการศึกษา ต่อมามีระบบการศึกษาแผนใหม่เข้ามาทำให้เด็กในชุมชนเข้าเรียนในโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษา เยาวชนในหมู่บ้านเจดีย์ทองมักไปเรียนที่โรงเรียนสามัคคียาราม และเด็กจะต้องใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร ทำให้ไม่มีความรู้ภาษามอญและไม่สนใจศึกษาเพราะภาษามอญไม่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ (หน้า 87-88) เยาวชนบางคนไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เมื่อจบออกมาก็ไปประกอบอาชีพรับราชการ หรือทำงานในบริษัทเอกชน กล่าวได้ว่าระบบการศึกษาแผนใหม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้าน และเกิดช่องว่างในเรื่องประเพณีและวัฒนธรรม กระบวนการสืบทอดทางวัฒนธรรมขาดช่วงไป โดยเฉพาะในเรื่องการใช้ภาษามอญ (หน้า 117-118) นอกจากนี้ความเจริญด้านสื่อสารมวลชนและการบันเทิงรูปแบบต่างๆ ก็มีส่วนทำให้ไม่มีคนสนใจวัฒนธรรมดั้งเดิมเช่นการเล่นสะบ้า ร้องทะแยมอญ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวมักสนใจดูภาพยนต์ วีดีโอมากกว่า รวมทั้งมีการรับข่าวสารภายนอกจากโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ซึ่งทำให้ชาวบ้านได้รับวัฒนธรรมจากภายนอกได้ง่ายขึ้น (หน้า 125)

Health and Medicine

ในด้านการดูแลสุขภาพของมอญในชุมชนเจดีย์ทองในอดีตนั้นก็เหมือนกับมอญโดยทั่วไป คือ มีการรักษากับหมอแผนโบราณผสมผสานกับความเชื่อ จนเกิดเป็นรูปแบบวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของมอญ ตัวอย่างเช่นประเพณีการเกิด สมัยก่อนหญิงมอญจะทำคลอดกับหมอตำแย เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว หมอตำแยจะตัดสายสะดือด้วยไม้ไผ่รวกที่บางและสะอาด และล้วงปากเด็กเพื่อเอาน้ำคร่ำและเมือกต่างๆออก แล้วตบก้นให้เด็กร้อง จากนั้นจะห่อผ้าเด็กและนำไปวางบนเบาะในกระด้ง บางครอบครัวจะจัดมะพร้าว 1 ลูก กล้วย 1 หวี และเงินทองใส่ถุงวางไว้ในกระด้งเพื่อรับขวัญเด็ก ชาวมอญเชื่อว่าช่วงที่เด็กคลอดใหม่จะมีผีบ้านผีเรือนผีประจำตระกูลมาคุ้มครอง ขณะเดียวก็มีความเชื่อว่าอาจมีผีอื่นจะมาทำร้ายเด็กจึงนำกิ่งพุทราไปไว้หน้าประตูบ้านกันผีต่างๆ และมีผ้ายันต์ผูกติดไว้ที่หัวเปลของเด็ก หลังจากคลอดเด็ก แม่เด็กจะต้องอยู่ไฟเพื่อฟื้นฟูร่างกาย จำนวนวันที่อยู่ไฟมักเป็นวันคี่ คือ 7, 9, 11 วัน ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าวันคู่ไม่ดี ผู้ที่อยู่ไฟจะต้องเข้ากระโจมอบสมุนไพรจากการต้มน้ำมะขาม ใบส้มป่อย ผักบุ้งและสมุนไพรอื่นๆ ระหว่างอยู่ไฟจะต้องกินยาสมุนไพรเพื่อขับน้ำคาวปลาและนำอิฐมอญเผาให้ร้อนแล้วห่อผ้ามาวางทับตามร่างกาย ปัจจุบัน ความเจริญก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารสุขทำให้ชาวบ้านนิยมไปทำคลอดที่โรงพยาบาลซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่าทำกับหมอตำแย เมื่อเกิดเจ็บป่วยาวบ้านก็ไปรักษาที่โรงพยาบาลหรือซื้อยารับประทานเอง ไม่นิยมไปรักษากับหมอแผนโบราณหรือให้หมอผีปัดเป่าอีกต่อไป (หน้า 62-63, 89-91, 134)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกาย ในอดีตการแต่งกายของมอญโดยทั่วไปคล้ายพม่า โดยเฉพาะผู้ชายซึ่งชอบนุ่งโสร่ง หรือ “สะล่ง” ในภาษามอญ เสื้อเป็นแบบคอกลมผ่าอกตลอด แขนทรงกระบอก มีเมื้อตัวสั้นแบบเจ็กเก็ตสวมทับอยู่ข้างนอก และโพกผ้าที่ศีรษะ แต่ต่อมาก็หันมาไว้ผมแบบคนไทย ส่วนผู้หญิงนุ่งผ้า “กานิน” คล้ายกับสะล่งของผู้ชายแต่เล็กกว่า มักเป็นสีพื้น หรือตาเล็กๆ หรือเรียกว่า “ผ้าตาโถง” เมื่อมีงานผู้หญิงจะมีผ้าคล้องคอ ส่วยผมมักจะไว้ยาวและเกล้าเป็นมวยแบบพม่า แต่จะเกล้าไปข้างหลัง ไม่เกล้าสูงเหมือนพม่า (หน้า 60) ส่วนในหมู่บ้านเจดีย์ทองในปัจจุบัน การแต่งกายของคนในชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะเมื่อออกไปทำงานหรือสมาคมกับคนนอกชุมชน แต่คนสูงอายุยังคงแต่งกายแบบมอญอยู่ และช่วงที่มีงานเทศกาลสำคัญ เช่น สงกรานต์ ผู้หญิงจะแต่งกายแบบมอญออกมาร่วมงาน (หน้า 132-133) ศิลปะและนันทนาการ ประเพณีวัฒนธรรมของมอญนั้นมีอิทธิพลต่อสังคมไทยในหลายๆด้าน รวมทั้งด้านศิลปะวัฒนธรรม เช่น ดนตรี อักษรศาสตร์และวรรณคดี ฯลฯ ด้านดนตรีนั้น ไทยได้รับเอาเครื่องดนตรีของมอญ อย่างปี่พาทย์มอญ และเพลงมอญมาบรรเลง คนไทยในปัจจุบันรู้จักปี่พาทย์มอญว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในงานศพ แต่อันที่จริงมอญใปี่พาทย์มอญทั้งในงานมงคลและอวมงคล ด้านอักษรศาสตร์ก็คือ ไทยได้เอาแบบอักษรมอญมาแปลงเป็นอักษรไทยเมื่อราวพ.ศ. 400 และได้ยืมคำบางคำมาใช้ ส่วนด้านวรรณคดี ในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้มีการแปลพงศาวดารมอญเป็นกวีนิพนธ์เรื่อง ราชาธิราช เป็นเรื่องราวตั้งแต่เริ่มสร้างเมืองเมาะตะมะ รายละเอียดส่วนใหญ่เป็นเรื่องสงครามระหว่างเจ้าราชธิราช (มอญ) กับเจ้าฝรั่งมังฆ้อง (พม่า) วรรณคดีเรื่องนี้มีความสนุกสนานและมีสาระ ให้ภาพความเป็นอยู่ของชาวมอญ และมีคติความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์ปรากฎในวรรณคดีไทยบางเรื่องอีกด้วย (หน้า 46-48) ด้านนาฎศิลป์ มอญมีมอญรำหรือรำมอญ หรือที่คนมอญเรียกว่า “หัวตะเปิ้น” ซึ่งมีความหมายว่าเป็นมหรสพ หรือการแสดงที่ใช้ตะโพนเป็นหลัก ผู้รำต้องใช้จังหวะตะโพนมอญเป็นแนวทางหลักของการรำหน้าทับของการตีตะโพนมอญ โดยปกติการรำมอญมักจะรำเพื่อแสดงความเคารพ ไม่ใช้รำเพื่อความรื่นเริงอย่างเดียว โดยเฉพาะในงานศพพระหรือผู้ที่เป็นที่เคารพนับถือชาวบ้านจะมารำเพื่อเคารพผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ปัจจุบันการแสดงมอญรำใช้ในงานต้อนรับแขกและงานศพของผู้มีเกียตริ แต่ก็หาดูได้ยากแล้ว การละเล่นพื้นบ้านของมอญมักจะเกี่ยวกับงานประเพณีหรือเทศกาล เช่นการเล่นสะบ้า นิยมเล่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งชุมชนมอญที่พระประแดงยังคงมีการเล่นกันอย่างแพร่หลาย หรือการจุดลูกหนูซึ่งเดิมเป็นประเพณีที่ใช้ในงานเผาศพพระภิกษุสามเณร แต่ต่อมาก็มีการนำมาเล่นในวันสงกรานต์ด้วย (หน้า 69-72) ส่วนในชุมชนเจดีย์ทองก็เคยมีการเล่นสะบ้าและทะแยมอญในอดีต แต่ก็ไม่มีผู้สืบทอดและไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะทะแยมอญ เป็นเพราะผู้ชายรู้ภาษามอญจากการที่ได้เรียนในวัด ส่วนผู้หญิงไม่รู้ภาษามอญจึงไม่สามารถเล่นต่อเพลงมอญกันได้ การละเล่นนี้จึงกลายเป็นการแสดงอย่างหนึ่งที่อาจจัดขึ้นตามงานวัดในตัวจังหวัดเท่านั้น แม้ต่อมาจะมีการนำเพลงอีแซวในภาคกลางมาดัดแปลงร้องเป็นเพลงรำวง ก็ไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเช่นกัน กล่าวคือหมู่บ้านเจดีย์ทองมีการสูญเสียทางวัฒนธรรมเร็วมาก ขณะที่ชุมชนมอญบางพื้นที่ยังคงมีอยู่ เช่นการละเล่นสะบ้าที่ อ.พระประแดง การเบ่นปี่พาทย์มอญที่ อ.เมืองปทุมธานี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานที่ตั้งของชุมชนอยู่ใกล้เขตเมืองและศูนย์กลางความเจริญนั่นเอง (หน้า 101, 135)

Folklore

มุขปาฐะที่ปรากฏในงานเขียนนี้มักเกี่ยวข้องกับประเพณีความเชื่อและพิธีกรรมของมอญ เช่น ในอดีตมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีที่มาคุ้มครองเด็กเกิดใหม่ เล่าว่า “..มีงูเห่าขนาดใหญ่มาล้อมกระด้งที่เด็กนอน แต่ไม่ได้ทำร้ายใคร เมื่อจุดธูปบอกก็เลื้อยหายไป..” ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเป็นผีงูที่จะมาคุ้มครองรักษาเด็ก (หน้า 90) ส่วนประเพณีตักรบาตรน้ำผึ้ง ที่ชาวไทยไม่มีประเพณีนี้แต่มอญเชื่อว่าจะได้อานิสงส์จากการตักบาตรน้ำผึ้งมากนั้นก็สืบเนื่องมากจากตำนานที่ว่า ในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้ามีพระปัจเจกโพธิรูปหนึ่งกำลังอาพาธ ต้องการน้ำผึ้งมาผสมยา ขณะไปบิณฑบาตรที่หมู่บ้านป่าแห่งหนึ่งก็มีชายชาวบ้านยากจนคนหนึ่งถวายน้ำผึ้งด้วยจิตศรัทธา ด้วยตนนั้นไม่มีอาหารอื่นเก็บไว้ จึงได้เกิดการอัศจรรย์ น้ำผึ้งเพิ่มพูนขึ้นจนล้นบาตร หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเห็นก็รีบนำผ้ามาถวายเพราะเกรงว่าน้ำผึ้งจะเปื้อนมือพระโพธิปัจเจก ทั้งสองคนจึงได้อานิสงส์ในการถวายทานครั้งนี้ ต่อมาได้เกิดเป็นผู้มีอำนาจ มั่งคั่งและงดงามในชาติต่อมา (หน้า 109)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ทางราชการของไทยในอดีตไม่ได้ถือว่าคนมอญเป็นชาวต่างด้าว คนมอญมีฐานะเท่าเทียมกับคนไทย มีฐานะเป็นไพร่หลวงและต้องรับราชการเช่นเดียวกับคนไทย และในสมัยต่อมาก็ไม่มีการแยกจากคนไทยในการทำสำมะโนประชากร รวมทั้งไทยมีนโยบายในการปกครองชนกลุ่มน้อยโดยมุ่งการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม มอญเองมีความคล้ายคลึงกับคนไทยทั้งรูปร่างหน้าตา การนับถือศาสนาและลักษณะชีวิตความเป็นอยู่ จึงไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ความสัมพันธ์ระหว่างคนมอญกับไทย จึงเป็นความสัมพันธ์แบบยอมรับกัน ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน ไม่มีอคติต่อกัน และจากการที่มอญเคยมีอารยธรรมรุ่งเรืองมาก่อน ทำให้ชนชาติมอญมีบทบาทและความสำคัญต่อสังคมไทยในหลายๆด้าน ได้แก่ ด้านสถาบันการปกครอง ด้านการศาสนา ด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณี ด้านการศึกษา และด้านเศรษฐกิจ (หน้า 2-4, 19-20)

Social Cultural and Identity Change

จากเอกสารประกอบการเขียนอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยในการสูญเสียเอกลักษณ์วัฒนธรรมของชาติพันธุ์มอญ ได้แก่ ความทันสมัย ความเป็นเมือง ความเป็นอุตสาหกรรม แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติและสื่อมวลชน เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยจากภายนอกที่สร้างผลกระทบต่อวัฒนธรรมของชนชาติมอญ แต่ก็ยังคงมีความต้องการที่จะรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดยผู้นำในด้านต่างๆของชุมชนโดยการสนับสนุนงานประเพณีต่างๆ นอกจากนี้ยังมีผู้นำเสนอว่า ความคล้ายคลึงกันทางประชากรและสังคมวัฒนธรรมและความสัมพันธ์เชิงบวกของคนมอญกับคนไทยก็เป็นปัจจัยทำให้เกิดการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมและทำให้มอญไม่สามารถดำรงความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มอญไว้ได้ เช่น การที่ต้องติดต่อสมาคมกับคนไทยทำให้ชาวมอญต้องใช้ภาษาไทย ยิ่งเมื่อมีการปฏิรูปการศึกษา ภาษามอญก็ค่อยๆเสื่อมไป และการแต่งงานกับคนไทยและย้ายไปอยู่รวมกับคนไทย ทำให้มีโอกาสที่จะผสมกลมกลืนเป็นไทยมากขึ้น (หน้า 13-15) หมู่บ้านเจดีย์ทองนั้นมีวิวัฒนาการและการสืบทอดวัฒนธรรมมอญมาอย่างต่อเนื่อง ในยุคที่การติดต่อสื่อสารจำกัด กล่าวคือมอญก็จะติดต่อกันเฉพาะชุมชนมอญด้วยกันนั้น มอญสามารถรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้อย่างเข้มแข็ง ต่อมาเมื่อสังคมเจริญก้าวหน้าขึ้น กระบวนพัฒนาประเทศก็ก่อให้เกิดการทำลายวัฒนธรรมและความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนไทยทั้งหมด รวมทั้งชุมชนเชื้อสายมอญ ถึงแม้ว่าชาวบ้านในหมู่บ้านเจดีย์ทองนั้นยังคงมีความสำนึกว่าตนเองมีเชื้อสายมอญอยู่ และยังมีความพอใจและภาคภูมิใจในเชื้อชาติมอญอยู่ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้านวิถีชีวิตและได้สูญเสียเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมส่วนใหญ่ไปแล้ว เช่น ความเชื่อเรื่องการนับถือผี การละเล่นต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องภาษามอญที่เกือบจะสูญหายไปจากชุมชนเนื่องจากไม่มีการเรียนการสอนภาษามอญในปัจจุบันและไม่มีคนสนใจที่จะศึกษา วัฒนธรรมที่ยังคงรักษาไว้ได้ก็คือส่วนที่เป็นประเพณีเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเท่านั้น อย่างไรก็ตามผู้เขียนไม่ได้สรุปว่าการแต่งงานและรูปร่างตาหน้าที่มีความคล้ายคลึงกับคนไทยนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการสูญเสียทางเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนเจดีย์ทอง แต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เจริญก้าวหน้า ความทันสมัย และศักยภาพของชุมชนในการรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ที่เป็นปัจจัยในการสูญเสียเอกลักษณ์นั้น (หน้า 128, 131-137, 141-146)

Critic Issues

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ผู้เขียนได้ใช้แผนที่แสดงที่ตั้งของชุมชน ใช้ตารางแสดงข้อมูลโดยละเอียดและการสรุปข้อมูล และมีรูปภาพประกอบคำอธิบายแสดงถึงพิธีกรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของชาวมอญในหมู่บ้านเจดีย์ทอง (ดูสารบัญตารางและสารบัญรูปภาพหน้า ช, v)

Text Analyst วลัยพร วังคะฮาต Date of Report 18 พ.ค. 2559
TAG มอญ, เอกลักษณ์วัฒนธรรม, การเปลี่ยนแปลง, ปทุมธานี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง