ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู,มุสลิม,รัฐ,นโยบายการศึกษา,จังหวัดชายแดนภาคใต้
Author สมพงษ์ ปานเกล้า
Title นโยบายการจัดการศึกษาของรัฐในชุมชนไทยมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ.2475-2535)
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเนเชี่ยน
Location of
Documents
หอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ห้องสมุด ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 224 Year 2541
Source หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

ศึกษานโยบายการพัฒนาการศึกษาของรัฐบาล 3 ช่วงเวลา คือ ในช่วงปี พ.ศ. 2475-2502, 2502-2516, 2516-2535 และศึกษาวิเคราะห์ นโยบายด้านการจัดการศึกษาสำหรับชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้แนวคิดเรื่องไตรลักษณ์รัฐเป็นกรอบวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่าสังคมมุสลิมภาคใต้มีเอกลักษณ์พิเศษทั้งในด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม การมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็งทำให้มีพลังต่อรองทางการเมืองกับรัฐไทย แม้ว่านโยบายการจัดการศึกษาจะอยู่บนหลักการของรัฐที่ว่าด้วย “มิติความมั่นคง” แต่ก็จำต้องเป็นที่ต้องให้หักการ “มิติการพัฒนา” และ “มิติการมีส่วนร่วม” เข้ามามีบทบาทร่วม ในช่วงปี พ.ศ. 2475-2502 (หน้า ง,จ) และมีบทบาทนำในช่วงปี 2502-2535ในการกำหนดและดำเนินนโยบายดังกล่าว และเมื่อสถาบันสูงสุดเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาทำให้หลักการพัฒนาของรัฐเป็นที่ยอมรับในของชาวไทยมุสลิมภาคใต้และช่วยเกาะเกี่ยวหลักการของรัฐให้เข้าสู่ความเป็นไตรลักษณ์รัฐ

Focus

นโยบายด้านการพัฒนาการศึกษาของรัฐบาลและการศึกษาวิเคราะห์ นโยบายด้านการจัดการศึกษาสำหรับชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (หน้า 8)

Theoretical Issues

ไม่ระบุ

Ethnic Group in the Focus

ไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

Language and Linguistic Affiliations

ส่วนใหญ่ใช้ภาษามลายูในการติดต่อสื่อสาร (หน้า 44) แต่ภาษาไทยกลายเป็นภาษาราชการในพื้นที่ดังกล่าวด้วย และยังมีการจัดให้มีการเรียนการสอนภาษาไทยในโรงเรียนสอนศาสนา เช่น ปอเนาะ ทำให้เกิดความขัดแย้งและความไม่พอใจขึ้น (หน้า 157,194)

Study Period (Data Collection)

-

History of the Group and Community

สำหรับถิ่นฐานของชุมชนมุสลิม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งประกอบไปด้วยจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาสนั้น สันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของอาณาจักรลังกาสุกะมาก่อน มีเมืองสำคัญเมืองหนึ่งชื่อ โกตามะลิมัย มีกษัตริย์ปกครองถึง 4 พระองค์ ต่อมาสมัยของพญาอินทรา หรือพญาตูอันตรา ช่วง พ.ศ.2012-2057 ก็ถูกทิ้งร้างไป เพราะพญาอินทราหันไปสร้างเมืองใหม่เรียก ปตานีดาลักชาลา หรือตานี โดยเมืองโกตามะลิมัยเป็นเมืองที่พระพุทธศาสนาได้รับการเผยแผ่และเป็นที่ศรัทธามาก่อน ต่อมาเมื่อพญาอินทราเข้านับถือศาสนาอิสลามก็เปลี่ยนพระนามเป็น สุลต่านอิสมาอีลชาห์ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักร ปัตตานี ช่วงหลังปกครองโดยเจ้าหญิงในราชวงศ์ศรีวังษา จนมาสิ้นสุดในสมัยของรานีกูนิล เพราะไม่มีเชื้อพระวงศ์จะสืบราชบัลลังค์ต่อ จึงได้รายาบากัล มาปกครองซึ่งสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์รัฐกลันตัน จึงเรียกราชวงส์นี้ว่าราชวงส์ กลันตัน หลังสิ้นสุดราชวงศ์นี้ปี พ.ศ. 2272 เมืองปัตตานีได้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง เกิดการแย่งชิงอำนาจของขุนนาง เพราะไม่มีกษัตริย์ปกครอง ทำให้ค่อยๆ ตกมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของสยาม หลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อ พ.ศ. 2310 ปัตตานีได้ตั้งตนเป็นอิสระ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ส่งทัพเรือลงมาตีเมืองปัตตานีไว้ได้ใน พ.ศ. 2329 แล้วแต่งตั้งระดูปักกะหลั่นหรือปะกาลันเป็นเจ้าเมืองปกครองปัตตานีซึ่งก็ยังคิดแยกตัวเป็นอิสระโดยใน พ.ศ.2332 เจ้าเมืองปัตตานีได้ส่งสาสน์ถึงกษัตริย์ญวนให้ร่วมโจมตีสยามแต่กษัตริย์ญวนไม่ร่วมด้วย ในปี พ.ศ.2334 เจ้าเมืองปัตตานีได้ร่วมกับสลัดมลายูและโต๊ะสาหยัด ผู้อ้างตัวเป็นผู้วิเศษโจมตีเมืองสงขลา พระยาสงขลาและพระยานครจึงร่วมกันต่อสู้จนสามารถยึดเมืองปัตตานีได้ รัชกาลที่ 1 จึงได้จัดระบบการปกครองเมืองปัตตานีให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยการส่งคนจากส่วนกลางไปปกครองพื้นที่ชายแดนภาคใต้โดยตรง และโปรดเกล้าฯ ให้อพยพราษฎรไทยในเมืองสงขลา พัทลุง และเมืองจะนะ ลงไปอยู่ในปัตตานี ประมาณ 500 ครอบครัว และได้แบ่งปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง ต่อมาปี พ.ศ.2374-2375 เมืองไทรบุรีเกิดความวุ่นวายและทำให้เกิดความไม่สงบใน 7 หัวเมืองด้วย รัชกาลที่ 3 ได้ส่งทัพไปปราบแล้วให้เปลี่ยนตัวเจ้าเมืองทั้ง 7 หัวเมืองแล้วแต่งตั้งคนไทยหรือคนมลายูที่ยอมสวามิภักดิ์เป็นเจ้าเมืองแทน นำการปกครองจากส่วนกลางไปใช้มากขึ้น และอพยพราษฎร 7 หัวเมืองที่มีเชื้อสายมลายูจำนวน 4,000 คน ขึ้นไปอยู่ในภาคกลาง แล้วอพยพคนไทยจากภาคต่างๆ ลงไปแทนที่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องด้วยเหตุผลจาการถูกคุกคามจากอิทธิพลตะวันตก จึงได้มีการดำเนินโยบายการปกครอง บริเวณ 7 หัวเมือง โดยการจำกัดอำนาจ และตัดทอนผลประโยชน์เจ้าเมืองทั้ง 7 ลง ทำให้เจ้าเมืองทั้งหลายไม่พอใจมากขึ้นและร่วมกันคัดค้านกฎข้อบังคับต่างๆ จึงถูกปลดในที่สุด ต่อมาปี พ.ศ. 2474 ได้ประกาศยกเลิกมณฑลปัตตานี และรวมเป็นเขตการปกครองในส่วนจังหวัด ประกอบด้วย 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส (หน้า 29-36)

Settlement Pattern

ไม่ระบุ

Demography

จังหวัดชายแดนภาคใต้ในพื้นที่ศึกษาได้แก่จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล และสงขลา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม (ยกเว้นสงขลา) โดยร้อยละ 75 เป็นกลุ่มมุสลิมเชื้อสายมลายูเป็นส่วนใหญ่ (หน้า 2)

Economy

เนื่องจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ดังกล่าวประสบปัญหาด้านความมั่นคง ซึ่งเกิดสืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งทั้งในด้านชนชาติ ศาสนา เป็นลักษณะปัญหาพิเศษแตกต่างไปจากภาคอื่น ดังนั้นจึงมีการกำหนดหลักนโยบายแก้ไขปัญหาด้านต่างๆไว้เพื่อลดปัญหาความมั่นคง โดยส่วนหนึ่งก็คือแนวนโยบายทางเศรษฐกิจ ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติขึ้น (หน้า120-123) นับเป็นก้าวแรกในการเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจโดยหนึ่งในการดำเนินงานดังกล่าวคือ ส่งเสริมฐานะราษฏร ให้มีการตั้งนิคมสร้างตนเอง โดยตั้งโรงงานทำ สวนยาง เหมืองแร่ขึ้น และย้ายคนจากภูมิภาคอื่นเข้าไปทำงานยังภูมิภาคดังกล่าว และทำการจัดสรรที่ดินแก่ราษฏร (หน้า 123-125) จากนั้นเมื่อมีแผนพัฒนาภาคใต้ขึ้นอาชีพของราษฏรจึงเริ่มมีการส่งเสริมอย่างเด่นชัด เช่น ส่งเสริมการทำการเกษตร เหมืองแร่ สวนยาง การทำปศุสัตว์ (หน้า 130)

Social Organization

ไม่ระบุ

Political Organization

ชุมชนคนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีรูปแบบวัฒนธรรมประเพณีที่ต่างออกไปจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ ประกอบกับมีปัญหาด้านความมั่นคงจึงถูกภาครัฐเพ่งเล็งมาตลอด ประกอบกับนโยบายการแก้ปัญหาอย่างแข็งเกล้าของภาครัฐที่เน้นการปรับเปลี่ยนโดยไม่คำนึงถึงวิถีชีวิตคนในพื้นที่ และไม่คำนึงถึงประวัติศาสตร์ทำให้เกิดการต่อต้านหลายครั้ง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาในด้านการศึกษาของรัฐที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และยังมีปัญหาทางด้านภาษาและรูปแบบการจัดการศึกษาแบบเดิมเป็นอุปสรรค การเข้าถึงประชาชนจึงล้มเหลวและสั่งสมเป็นปัญหาในด้านต่างๆ ถึงปัจจุบัน (หน้า196-224)

Belief System

จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเคยเป็นมณฑลปัตตานีในอดีต ได้แก่จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล และสงขลา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม (ยกเว้นสงขลา) ดังนั้นจึงมีความเชื่อและโครงสร้างทางสังคมต่างจากภาคอื่น (หน้า 2) โดยวัฒนธรรมอิสลามจะมีกระบวนการขัดเกลาทางสังคมสำหรับชาวไทยมุสลิมโดยเฉพาะ ทั้งในด้านการศึกษา ศาสนา ความเชื่อและการประพฤติ ปฏิบัติ มุสลิมจึงไม่สามารถแยกชีวิตประจำวันออกจากศาสนาได้ หรือเรียกได้ว่าศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมุสลิมเลยทีเดียว ซึ่งจะสะท้อนออกมาในรูปแบบของวัฒนธรรมความเชื่อ และการปฏิบัติ ค่านิยม ความคิด หรือแม้แต่มุมมองทางการเมือง ศาสนาอิสลามถูกจัดอยู่ในประเภท เอกเทวนิยม (Monotheism) คือนับถือพระเจ้าองค์เดียว มีบทกำหนดความเชื่อและการปฏิบัติเกือบทุกแง่มุม มีคำสอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ จริยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ฯลฯ มีคำสอนทั้งในนโยบายทั่วไปและการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มีคำสอนเกี่ยวกับโลกนี้และโลกหน้า ทำให้มุสลิมไม่สามารถแยกชีวิตออกจากอิสลามแต่กลายเป็นระบอบในการดำเนินชีวิตอิสลามประกอบด้วย 4 ประการคือ องค์มติ คือเชื่อว่า อัลลอฮ. คือพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้นและศาสดามูฮัมมัดคือ ศาสนทูตจากพระองค์ ความศรัทธาดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของมุสลิมทั้ง องค์การ องค์พิธีกรรม และองค์วัตถุ วัฒนธรรมอิสลามจึงมีที่มาจาก 2 ประการคือ 1. พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน ซึ่งพระองค์อัลลอฮ. (ซุลฮาฯ) ได้ประทานให้มนุษยชาติ ผ่านท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ็อลฯ) 2. มาจากซุนนะห (วจนะหรือคำพูด การปฏิบัติหรือจริยวัตร และคำชี้แจง) ของท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ็อลฯ) ดังนั้นมุสลิมต้องปฏิบัติตามวัฒนธรรมที่ปรากฏในอัล-กุรอานและซุนนะห หลักศรัทธาในอิสลามต้องศรัทธาและเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจมี 6 ประการ คือ 1. ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮ. (ซุบฮาฯ ) 2. ศรัทธาในบรรดามลาอิกะฮ 3. ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ 4. ศรัทธาในบรรดาศาสนทูต 5. ศรัทธาในวันพิพากษา ศรัทธาในกฎกำหนดสภาวการณ์ หลักการปฏิบัติมี 5 ประการ คือ 1. การปฏิบัติตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮและว่ามุหัมมัดเป็นรสูลขอลอัลลอฮ 2. การดำรงนมาซ 3. การจ่ายซะกาฮ 4. การประกอบพิธีหัจญ์ 5. การถือศีลอดในเดือนเราะมะฏอน ซึ่งชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยกระบวนการขัดเกลาของศาสนาอิสลามมุ่งหวังให้สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสังคม และเป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคมมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้จากรุ่นสู่รุ่น โดยมีศูนย์กลางเดียวกันคือ ภาวะเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งกระบวนการขัดเกลาดังกล่าวประกอบด้วยลักษณะสำคัญคือ 1. จุดหมายคือสร้างมุสลิมให้มีลักษณะครบถ้วนทั้งทางโลกและทางธรรม โดยการแสวงหาความรู้ มีความเชื่อในหลักศรัทธา และยึดมั่นในหลักปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้ทั้งสมองและจิตใจมีความสมดุลกัน ซึ่งจุดมุ่งหมายได้มีความสัมพันธ์กับปัญหาสังคมในด้านต่างๆ เช่น การอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งแยก มีความเท่าเทียมกันทุกคน โดยมีรัฐเป็นองค์ประกอบหนึ่ง 2. ผู้ทำหน้าที่ ทุกคนในสังคมเป็นผู้ทำหน้าที่ในการหล่อหลอม พ่อแม่จะเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุด 3. เนื้อหา ก่อให้เกิดการเรียนรู้ ความศรัทธา และการปฏิบัติตามบทบัญญัติในคัมภีร์อัล-กุรอ่านและซุนนะห 4. วิธีการ ในทั้งวิธีการในระบอบโรงเรียนซึ่งมีหลักสูตรชัดเจน และรูปแบบนอกโรงเรียน ซึ่งไม่มีหลักสูตรที่แน่นอน เป็นไปตามความเห็นของผู้ทำหน้าที่ขัดเกลา ระยะเวลาเรียนขึ้นอยู่กับความสารถของแตเละบุคคล ได้แก่ ปอเนาะ (หน้า 36-42)

Education and Socialization

ด้วยเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องวัฒนธรรม ความเชื่อและศาสนา ประกอบกับปัญหาทางด้านความมั่นคงซึ่งเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ในพื้นที่จึงทำให้ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษจากรัฐและผู้มีอำนาจในรัฐที่ต้องการจะผนวก และผสานกลืนวัฒนธรรมในท้องที่ให้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวัฒนธรรมหลักด้วยเชื่อว่าจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานได้ โดยไม่เลือกวิธีการ ทั้งกระทำอย่างละมุนละม่อม บีบบังคับ ไปจนถึงการใช้กำลัง หลายครั้งที่ทำให้เกิดการต่อต้าน และปะทะกับคนในท้องถิ่น รัฐจึงได้แสวงหาวิธีการต่างๆ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว หนึ่งในนั้นก็คือการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการจัดการกับปัญหาโดยใช้เป็นเครื่องมือมาตั้งแต่ในอดีต แต่ด้วยความไม่เข้าใจในรูปแบบวิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีของคนในท้องถิ่น การจัดการศึกษาในรูปแบบบังคับนี้กลับถูกต่อต้านจากคนในท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งแทนที่จะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหากลับเป็นเงื่อนไขที่จะสร้างปัญหาและความขัดแย้งเพิ่มขึ้น เช่น แทนที่พ่อแม่เด็กจะให้เด็กเข้ารับการศึกษาจากสถาบันของรัฐที่จัดขึ้นกลับพาเด็กเข้าศึกษาในโรงเรียนปอเนาะเช่นเดิม เพราะสถานศึกษาของรัฐนั้นไม่ได้จัดการเรียนการสอนในเรื่องศาสนาซึ่งถือว่าเป็นวิถีชีวิตของอิสลามไว้ ประกอบกับกฎเกณฑ์บางเรื่องไม่เหมาะสมเช่นให้เด็กชายหญิงเรียนร่วมกันเป็นต้น ทำให้เกิดความขัดแย้งและแข็งขืนกับคนในชุมชนขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องไดรับความเข้าใจและความเคารพจากรัฐอย่างจริงจังเสียก่อน (หน้า71-79) ประกอบกับปัญหาในด้านต่างๆ เช่น ความแตกต่างทางภาษา ความขาดแคลนครูและอุปกรณ์การเรียนการสอน ความผันผวนทางนโยบายและความไม่ต่อเนื่องของผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรม ตลอดจนการจัดการศึกษาที่ขาดการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคในการพัฒนาการศึกษาในภูมิภาคนี้ทั้งสิ้น (หน้า 196-218) นโยบายการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1.นโยบายการศึกษาก่อน พ.ศ.2475 ผลจากการปฏิรูปการปกครองระบบบริหารราชการแผ่นดินของรัชกาลที่ 5 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการศึกษาแบบเก่ามาสู่การศึกษาระบบโรงเรียน โดยรัฐเป็นผู้กำหนดนโยบาย วิธีการ เนื้อหาหลักสูตร และเป้าหมายที่สอดคล้องกับความต้องการของรัฐและสังคม ทำให้เกิดการเริ่มจัดตั้งโรงเรียนขึ้นในวัดทั้งในกรุงและหัวเมือง เป็นการขยายให้การศึกษามีแบบแผนและยังให้เอกชนเข้ามามีส่วนช่วยในการจัดการศึกษาด้วย ในปี พ.ศ. 2441 มีการขยายการศึกษาสู่หัวเมืองมากขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีความรับผิดชอบและเพื่อการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2443 มีการตั้งโรงเรียนขึ้นในบริเวณ 7 หัวเมือง แต่ในระยะแรกได้พบอุปสรรคด้านการขาดแคลนครูผู้สอน ขาดแคลนสถานที่เรียนและอุปกรณ์ ปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้สอนภาษาไทยภาคกลาง ใช้ตำราหลวง สอนในวัดโดยมีพระเป็นผู้สอน ทำให้ประชาชนไม่เห็นด้วย การจัดการศึกษาในช่วงระยะเวลานั้นจึงอยู่ภายใต้เหตุผลของรัฐ การจัดการศึกษาในหัวเมืองจึงพยายามสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงของชาติทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ดังนั้นในปี พ.ศ. 2445 ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโดยให้สอนวิชาความรู้มากขึ้น ให้ทั่วถึง และเพียงพอ เพื่อสามารถประกอบกิจการงานตามสมควรและการค้า การทำมาหากิน และให้กระทรวงมหาดไทยและคณะสงฆ์ร่วมกันจัดการศึกษาตามหัวเมือง ต่อมาในปี พ.ศ. 2451 ได้มีการมอบอำนาจให้ข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้รับผิดชอบการศึกษาของมณฑลปัตตานี แต่แม้รัฐบาลจะพยายามปรับแนวคิด และกุศโลบายในการจัดการศึกษาในมณฑลปัตตานีแล้วก็ตาม โรงเรียนที่จัดขึ้นในมณฑลปัตตานียังมีจำนวนน้อยและไม่ค่อยมีเด็กเข้ามาเรียนมากนัก ต่อมารัฐบาลปรับแผนการศึกษาให้สามารถอ่านออกเขียนได้และประกอบอาชีพได้ เป็นแบบมูลศึกษา 3 ปี ประถมศึกษา 3 ปี มัธยมศึกษา 3 ปี และอุดมศึกษา 3 ปี เป็นแผนการศึกษาแรกที่มีถึงอุดมศึกษา นโยบายการศึกษาในรัชกาลที่ 6 มีนโยบายให้ประชาชนสามารถอ่านออกเขียนและพูดภาษาไทยได้ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จและพยายามให้มีการสอนภาษาไทยในโรงเรียนมลายู ทำให้ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว แต่กลับสนับสนุนการศึกษาตามแบบอิสลาม เพราะการสอนโดยรัฐขัดต่อหลักปฏิบัติของอิสลาม โดยให้ชายและหญิงเรียนร่วมกัน เนื้อหามีแต่ภาษาไทย มีคำสอนของพุทธศาสนา มีรูปบูชา ทำให้รัฐบาลต้องมีนโยบายผ่อนผันมากขึ้น และปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา (หน้า 44-63) 2. นโยบายการศึกษาสมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ.2468-2478) ได้มีนโยบายการศึกษาเน้นการศึกษาไม่รวบรัด เน้นคุณภาพทำให้การจัดการศึกษามณฑลปัตตานี ไม่ได้มีการเร่งรัดเพื่อที่จะให้เด็กมุสลิมพูดภาษาไทยให้ได้ ไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าฝ่าฝืนศาสนาบัญญัติ และวัฒนธรรมท้องถิ่น การศึกษาในโรงเรียนเป็นการเปิดรับความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมของประชาชนในมณฑลปัตตานี โดยยอมให้มีการสอนภาษามลายูควบคู่ไปกับภาษาไทยในโรงเรียน ยอมรับการศึกษาแบบวัฒนธรรมอิสลาม หรือปอเนาะโดยไม่ถือว่าเป็นการผิดพระราชบัญญัติและได้ทดลองเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กมุสลิมผู้หญิงขึ้นด้วย (หน้า 64-69) 3. นโยบายการศึกษา พ.ศ. 2475-2502 การจัดการศึกษาในช่วง พ.ศ. 2475-2481 หลังจากการปฏิรูปการปกครองโดยคณะราษฎร รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการศึกษาโดยการขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปจาก 5 ปี เป็น 6 ปี จัดให้มีการศึกษาอย่างเสมอภาคระหว่างชายหญิง จุดมุ่งหมายที่ต้องการให้ประชาชนในมณฑลปัตตานีที่นับถือศาสนาอิสลามและใช้ภาษามลายูได้เรียนรู้ภาษาไทยอย่างน้อยให้สามารถพูดภาษาไทยได้ ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ หลังจากการต่อต้านของคนในท้องถิ่นเนื่องจากการบังคับให้หญิงชายเรียนร่วมกัน โรงเรียนอยู่ในวัด มีพระเป็นผู้สอน การเก็บเงินค่าศึกษา ทำให้มีมติการจัดการศึกษาให้เกณฑ์เด็กตั้งแต่ 7 ปี แต่เด็กชายและเด็กหญิงเรียนแยกกัน จัดการศึกษาให้เด็กอิสลามควรให้เรียนทั้งหนังสือไทยและมลายู รวมทั้งเรียนศาสนาอิสลามด้วย โดยโต๊ะอิหม่านมาเป็นผู้สอนหนังสือมลายู และศาสนาในโรงเรียนประชาบาล รวมถึงให้หยุดโรงเรียนในเวลาถือบวชด้วย แต่การสอนภาษามลายูในโรงเรียนได้ถูกยกเลิกไปพร้อมกับการยกเลิกมณฑลเทศาภิบาลในปี พ.ศ. 2476 ผู้ปกครองส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังคงไม่นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนของรัฐ เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับแล้วก็มักส่งไปเรียนใน ปอเนาะ มัสยิด หรือบ้านผู้รู้ทางศาสนา เพื่อเรียนภาษามลายู อ่านคัมภีร์อันกุรอาน และเรียนหลักธรรมทางศาสนาอิสลาม ทำให้การกำหนดนโยบายการจัดการศึกษาสำหรับมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องตระหนักถึงความละเอียดอ่อน ปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพสังคมวัฒนธรรมและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อถือและศรัทธาในนโยบายของรัฐบาลเพราะประชาชนมองว่าการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลไม่มีความจริงจังโดยยังยึดติดกับเหตุผลด้านความมั่นคงเป็นหลัก (หน้า 70-79) การจัดการศึกษาในช่วง พ.ศ. 2482-2487 โดยภาพรวมมุ่งให้ประชาชนได้รับการศึกษาอบรมเกี่ยวกับการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย แต่ด้วยปัญหาจากที่รัฐบาลมีแนวคิดรัฐนิยม การเรียกชื่อชาวไทย การใช้ภาษาไทยและหนังสือไทยเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาชาติ การกำหนดการแต่งกายของประชาชน ส่งผลต่อความรู้สึกพวกตนไม่ใช่คนไทย รู้สึกแตกแยกทางจิตใจของกลุ่มเชื้อชาติมาเลย์มุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยทั่วกัน เป็นการตอกย้ำความรู้สึกแตกแยกที่มีอยู่เดิมว่าตนไม่ใช่คนไทยมากขึ้นไปอีก (หน้า 79-85) การจัดการศึกษาในช่วง พ.ศ. 2488-2502 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศหลายครั้งนั้น การจัดการการศึกษาสำหรับชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงไม่มีแนวทางการจัดการที่ชัดเจนมากนัก แต่มีการปรับเปลี่ยนท่าที มีความระมัดระวังในการใช้อำนาจทางการเมือง นโยบายที่ผ่อนปรนมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2489 ได้มีการอนุญาตให้โต๊ะครูสอนภาษามลายู ภาษาอาหรับ และศาสนาอิสลามได้โดยไม่ถือว่าขัดกับลักษณะการสอนในโรงเรียนราษฎร์ มีการสอนภาษามลายูในโรงเรียนโดยสอนสัปดาห์ละ 5 ชม. ในปี พ.ศ. 2491 จัดให้มีการสอนภาษามลายูและการศาสนาในโรงเรียนระดับชั้นประถม และมีการปรับปรุงหลักสูตรทั้งในสามัญศึกษาและอาชีวศึกษา โดยให้เวลาเรียนภาษามลายูเท่ากับภาษาไทย สามารถนำเอาเวลาเรียนภาษามลายูไปใช้สอนศาสนาได้แต่ไม่เกิดสัปดาห์ละ 2 ชม. ให้ผู้แทนราษฎรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมเป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาในการจัดการศึกษา แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามปรับปรุงการศึกษาเพียงใด แต่ยังไม่ประสพผลมากนัก (หน้า 85-119) 4. นโยบายการศึกษา พ.ศ. 2502-2516 ในปี พ.ศ. 2502 รัฐบาลได้จัดตั้งสภาการศึกษาแห่งชาติเพื่อวางโครงการศึกษาของชาติทุกระดับ ส่วนการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้รัฐบาลได้มุ่งหวังให้ชาวไทยมุสลิมสำนึกความเป็นพลเมืองไทยอย่างแท้จริง มีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาไทย มีความรู้ด้านศาสนาอิสลามขั้นพื้นฐานเป็นอย่างน้อย ยกระดับการศึกษาทางด้านสามัญและอาชีพให้สูงขึ้น สามารถประกอบอาชีพในสังคมได้ พัฒนาความรู้สึกนึกคิดให้คิดว่าตนเป็นคนไทยเช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อพื้นที่ชายแดนภาคใต้อันเป็นพื้นที่ที่มีความแตกต่างพิเศษไปจากภาคอื่น และเกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงแห่งชาติ รัฐบาลจึงใช้วิธีการพัฒนาพื้นที่และการศึกษาไปพร้อมๆ กันทำให้เกิดโครงการส่งเสริมด้านการศึกษาชั้นสูง การศึกษาพระคัมภีร์กุรอาน การส่งเสริมความรู้เรื่องเมืองไทย การส่งเสริมความรู้วิชาภาษามลายูแก้ข้าราชการ การทดลองสอนภาษาไทยด้วยวิธีพิเศษ การให้ทุนการศึกษา การปรับปรุงจัดระเบียบปอเนาะเพื่อให้มาอยู่ในการดูแลของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดแบบเดียวกับโรงเรียนราษฎร์มีการเรียนการสอนวิชาสามัญ นอกจากนี้รัฐบาลได้มีนโยบายพัฒนาการศึกษาเพื่อความมั่นคงโดยเน้นความเป็นไทยกับเอกลักษณ์ทางเชื้อชาติ ภาษามลายู เอกลักษณ์ของระบบการศึกษาในวัฒนธรรมอิสลาม เป็นเป็นการควบคุมและส่งเสริมการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิผลมากขึ้น แต่ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีความรู้สึกไม่พอใจเนื่องจากมองว่าเป็นเหตุให้มาตรฐานการศึกษาด้านศาสนาอิสลามลดลง (หน้า 120-160) 5. นโยบายการศึกษา พ.ศ. 2516-2535 การจัดการศึกษาในช่วง พ.ศ. 2516-2535 จากปัญหาความวุ่นวายทางด้านการเมืองการจัดการศึกษาอย่างไม่เป็นรูปธรรมและจริงจังเท่าใดนัก นโยบายทางการศึกษาเป็นการส่งเสริมและจัดการศึกษาให้สอดคล้องและตระหนักในคุณค่าของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเอกลักษณ์ชาติ ช่วงนี้รัฐบาลได้พยายามศึกษาหาจุดอ่อนและทบทวนนโยบายที่ผ่านมาพร้อมกับแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลัก ส่วนนโยบายอื่นเป็นนโยบายย่อยรองรับ (หน้า 161-169) การจัดการศึกษาในช่วง พ.ศ. 2523-2534 รัฐบาลมีนโยบายจัดการศึกษาโดยเน้นรากฐานของการปกครอง ประกอบอาชีพ และพัฒนาชนบท โดยการประสานงานการศึกษาทั้งระดับนโยบายและการบริหารการปรับปรุงการเรียนการสอน จัดสรรทรัพยากร ทำให้เกิดการโอนการศึกษาประชาบาล จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ด้านการจัดการศึกษาสำหรับชาวไทยมุสลิมภาคใต้ยังคงให้การสนับสนุนภายใต้นโยบายความมั่นคงและโครงการเดิมๆ ที่มีอยู่ โดยเน้นหนักในการแสวงหาวิธีการส่งเสริมให้เยาวชนไทยมุสลิมได้ใช้ภาษาไทยด้วยการอ่าน การพูด การเขียนและการฟังให้แพร่หลายยิ่งขึ้น จนสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับสูงอย่างทั่วถึง ซึ่งมีทบวงมหาลัยได้ร่วมมือในการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ ด้วย ช่วงเวลาการบริหารราชการช่วงเวลานี้จังหวัดชายแดนภาคใต้มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น จึงต้องมีการแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยควบคู่กับการส่งเสริมการศึกษา (หน้า 161-179) การจัดการศึกษาในช่วง พ.ศ. 2534-2535 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและรุนแรงทางการเมือง ทำให้รัฐบาลต้องคงเรื่องความมั่นคงโดยใช้การเมืองนำทหาร นโยบายการจัดการศึกษาจึงเป็นไปในรูปแบบเพื่อความมั่นคง โดยรัฐยอมรับความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิมมากขึ้น จะเห็นได้ว่าการจัดการศึกษาในแต่ละช่วงเวลามีความสัมพันธ์และสอดคล้องกับนโยบายทางการเมือง เนื่องจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความอ่อนไหวต่อความมันคงของชาติ (หน้า 179-195)

Health and Medicine

ไม่ระบุ

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่ระบุ

Folklore

ไม่ระบุ

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

เนื่องด้วยประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับถือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาหลักในพื้นที่ ศาสนาอิสลามจึงเข้ามามีบทบาทในส่วนของการดำรงชีวิต พิธีกรรม ตลอดจนความเชื่อ และเข้ามามีบทบาทในการกำหนดรูปแบบการดำรงชีวิตในแง่มุมต่างๆ ด้วย เช่น การจัดการศึกษา ศิลปศาสตร์ จริยศาสตร์ กฎหมาย อีกทั้งแขนงวิชาอื่นในทางปฎิบัติไว้ด้วย มุสลิมจึงไม่อาจปฎิเสธที่จะรับเอาศาสนาอิสลามมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้กลายเป็นอัตลักษณ์ของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปในที่สุด (หน้า 36-44)

Social Cultural and Identity Change

ชาวไทยมุสลิมที่อาศัยอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีประวัติความเป็นมาทางชาติพันธุ์อย่างยาวนาน ตลอดจนมีรูปแบบของเอกลักษณ์วัฒนธรรมของตนสืบต่อเนื่องกันมาอย่างไม่ขาดสายก่อให้เกิดอัตลักษณ์ในกลุ่มชาติพันธุ์ของตนขึ้น ต่อมาเมื่อเกิดปัญหาทางด้านความมั่นคงขึ้น รัฐบาลและผู้มีอำนาจในทุกยุคสมัยต่างพยายามจะเปลี่ยนแปลงคติความเชื่อดังกล่าวทั้งใช้วิธีการแบบละมุนละม่อมและการบีบบังคับ ตั้งแต่ในด้านการศึกษา สังคม วัฒนธรรมความเชื่อ แต่ก็มิอาจต้านทานกระแสความเชื่อและเอกลักษณ์อันยึดถือสืบต่อกันมาอย่างยาวนานได้ จนบางครั้งเกิดความขัดแย้งขึ้นจนปะทะกันด้วยกำลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายของฝ่ายรัฐ กลายเป็นผลสืบต่อมากลายเป็นรากเหง้าของปัญหาในปัจจุบัน (หน้า 143-160)

Critic Issues

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

-

Text Analyst วรพจน์ กันธาเดช Date of Report 27 พ.ค. 2562
TAG ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, มุสลิม, รัฐ, นโยบายการศึกษา, จังหวัดชายแดนภาคใต้, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง