ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ชาวเล,อูรักลาโว้ย,ชุมชน,การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม,ภูเก็ต
Author พชรวรรณ รุ่งแสงอโณทัย
Title ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวเล : กรณีศึกษากลุ่มอูรักลาโว้ย บริเวณแหลมตุ๊กแก ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text -
Ethnic Identity อูรักลาโว้ย, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเนเชี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 99 Year 2547
Source หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเอกภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
Abstract

การศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวเล กรณีศึกษากลุ่มอูรัก ลาโว้ย บริเวณแหลมตุ๊กแก ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาและคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างได้มาจากการสุ่มอย่างมีระบบ ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยจำแนกตามตัวแปรต้น คือ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่อยู่ในชุมชน รายได้รวมของครอบครัวต่อเดือน ตัวแปรตาม คือ วัฒนธรรมการสร้างบ้านเรือน วัฒนธรรมการแต่งกาย และวัฒนธรรมการบริโภคผลการศึกษาพบว่าปัจจัยภายในและภายนอกมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวเล กลุ่มอูรัก ลาโว้ย (หน้า abstract)

Focus

ศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ตลอดจนจัดทำแผนที่ข้อมูลประชากรของชุมชนชาวเล กลุ่มอูรัก ลาโว้ย (หน้า 2)

Theoretical Issues

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวเล อูลัก ลาโว้ยบริเวณแหลมตุ๊กแก ได้แก่ 1. ประชากรเพศหญิงมีมากกว่าเพศชาย ซึ่งเพศหญิงมีบทบาทการตัดสินใจในครอบครัว จึงมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมมากกว่าเพศชาย 2. ชาวอูลัก โว้ยส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาระดับประถม มีส่วนน้อยที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับประถม นำไปสู่การพัฒนาในด้านความคิด ทัศนคติ ค่านิยมและการปรับตัวไปสู่วิถีชีวิตสมัยใหม่ 3. การใช้ชีวิตในชุมชนจากเดิมมีวัฒนธรรมแบบเร่ร่อน อาศัยอยู่บนเรือลอยน้ำ มาเป็นปลูกสร้างบ้านเรือนบนบก ทำให้มีระยะเวลาอยู่ในชุมชนมากขึ้น จึงส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม 4. มีการปรับเปลี่ยนอาชีพจากชาวประมงมาเป็นคนงานรับจ้างและพ่อค้ามากขึ้น ทำให้มีการบริโภคอาหาร เสื้อผ้าตามสมัยนิยมมากขึ้น 5. การติดต่อสื่อสารคมนาคมสะดวกมากกว่าเดิม จึงมีการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับภายนอกมากขึ้น 6. การรับรู้ข่าวสารจากสื่อต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ 7. ลักษณะกายภาพในการเข้าถึง เช่นจำนวนเส้นทางเข้าถึงชุมชน จำนวนเที่ยวรถโดยสารประจำทาง และยานพาหนะในครัวเรือน (หน้า 72 – 76)

Ethnic Group in the Focus

ต้นกำเนิดของชาวเลในประเทศไทยนั้นไม่อาจชี้ชัดได้ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด แต่จากการค้นคว้าของนักวิชาการหลายท่าน ชี้ให้เห็นว่าชาวเลไม่ได้เป็นชนพื้นเมืองเดิมของเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ของประเทศไทย แต่อพยพเร่ร่อนมาจากที่อื่น ที่อ้างตรงกันโดยมากมาจากทางแหลมมลายู เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการอพยพเร่ร่อน อาศัยไม่เป็นหลักแหล่งอยู่ในทะเลอาศัยตามเกาะ จึงถูกเรียกว่า “ยิปซีทะเล” (Sea Gypsy) (หน้า 8) ตามการศึกษาทางชาติพันธุ์วิทยา (Ethnography) เผ่าพันธุ์ชาวเลจัดเข้าอยู่ในกลุ่มชนพวก เมลานีเซียน (Melanesian) ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่แถบหมู่เกาะทะเลใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกหรือหมู่เกาะเมลานีเซีย (เกาะของคนผิวดำ) ต่อมาได้โยกย้ายถิ่นฐานกระจายไปในหมู่เกาะทะเลใต้ พวกนี้มีรูปร่างลักษณะตัวค่อนข้างเล็ก ผิวดำ ตาดำ ผมหยิกหยอยเป็นกระจุก และมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง จากหลักฐานด้านประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์วิทยา สรุปได้ว่า ชาวเลเป็นชนกลุ่มน้อยและชนพื้นเมืองของภาคใต้ซึ่งได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานมาแล้ว อาศัยอยู่บริเวณเกาะทางภาคใต้ ในเขตจังหวัด ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล วิถีการดำรงชีวิตแบบเร่ร่อน มีวัฒนธรรมและภาษาเป็นของตนเองและมีรูปร่างหน้าตาคล้ายชาวมาเลย์หรอชาวมุสลิมภาคใต้ของไทย (หน้า 9) มีการแบ่งกลุ่มชาวเลเป็นหลายกลุ่มซึ่งมีชื่อเรียกกลุ่มแตกต่างกันไป แต่สำหรับกลุ่มที่ศึกษาในงานวิจัยนี้ ชื่อว่ากลุ่มอูรัก ลาโว้ย ซึ่งตรงกับการแบ่งกลุ่มตามแนวคติชนวิทยา โดยอาศัยการบอกเล่าของชาวเลเป็นกลัก คือ ชาวเลในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1. กลุ่มมอเก็น (Moken) ประกอบด้วย มอเก็นบูเลา (สิงห์ทะเล) และมอเก็น ตามับ (สิงห์บก) 2. ชาวเล กลุ่มอูรัก ลาโว้ย (หน้า 9) ชาวเล กลุ่มอูรัก ลาโว้ยในงานวิจัยนี้อพยพเร่ร่อนมาจากบริเวณหมู่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย และมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะสิเหร่ บริเวณแหลมตุ๊กแก จ.ภูเก็ต(หน้า 12)

Language and Linguistic Affiliations

ชาวเลมีวัฒนธรรมและภาษาเป็นของตนเอง แต่ยังขาดหลักฐานอ้างอิงที่แน่นอน ไม่มีภาษาเขียนในการสื่อความหมาย ทั้งนี้ ไม่มีการอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับด้านภาษาพูดของชาวเลอย่างชัดเจน แต่มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับความหมายชื่อของเกาะที่อาศัยอยู่นี้ว่าเป็นภาษาชาวเล คือเกาะสิเหร่ ดังคำว่า “ปูเลาสิเหร่” เป็นภาษาชาวเลแปลว่า เกาะพลู กล่าวคือ เกาะสิเหร่ในอดีตมีต้นพลูขึ้นมากมาย (หน้า 9-11)

Study Period (Data Collection)

ระบุแต่เพียงว่าใช้เวลาในการเก็บแบบสอบถามเป็นเวลา 1 เดือน ไม่ได้เก็บตลอดทั้งปี และทำการกำหนดระยะเวลาในการเก็บข้อมูล ออกเป็น 7 ครั้ง ครั้งละ 9 ชุด และวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงพรรณา จากการสำรวจและการสังเกต ประกอบกับข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ (หน้า 27 และ หน้า 77)

History of the Group and Community

เดิมทีบรรพบุรษของชาวเล กลุ่มอูรัก ลาโว้ย อพยพเร่ร่อนมาจากหมู่เกาะลังกาวีของประเทศมาเลเซีย ในอดีตเกาะสิเหร่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ชาวเล กลุ่มอูรัก ลาโว้ย ได้เข้ามาพักพิงเป็นครั้งคราวเพื่อหลบพายุในทะเล หรือเพื่อมาเก็บหอยหรือพืชบางอย่าง ต่อมาได้พากันอพยพมาสร้างบ้านเรือนอยู่อย่างถาวร โดยขึ้นบกมาจับจองที่ดินบริเวณแหลมกลางของเกาะสิเหร่ก่อนเป็นแห่งแรก ต่อมาเกิดกรณีพิพาทเรื่องที่ดินบริเวณแหลมกลาง ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2502 จึงย้ายมาอยู่ที่แหลมตุ๊กแกของเกาะสิเหร่จนถึงปัจจุบันนี้ รวมแล้วชาวเลกลุ่มอูรัก ลาโว้ยได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบนเกาะสิเหร่เป็นเวลาประมาณ 150 ปีแต่ที่ดินบริเวณแหลมตุ๊กแกนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของชาวจีนในจังหวัดภูเก็ตคนหนึ่ง (หน้า 11-12)

Settlement Pattern

เดิมทีชาวเลมีชีวิตที่เร่ร่อนไปตามเกาะต่างๆ ไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่ง เรือจึงถูกใช้ทำกิจกรรมต่างๆ แทนบ้าน มีการแบ่งส่วนของเรือออกเพื่อทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามความต้องการของเจ้าของเรือ ดังนั้น บ้านลอยน้ำหรือเรือชาวเลมีลักษณะเป็นเรือสำปั้นขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 3-3.45 เมตร กลางลำกว้าง 1.8-2 เมตร ตรงกลางซึ่งเป็นส่วนที่กว้างทำเป็นหลังคาโค้ง ตามลำเรือใช้ใบเตยทะเลหรือใบปาหนัน บางลำใช้ใบพ้อผูกกับไม้ไผ่เรียงกันเป็นตับมุงหลังคากันแดดกันฝน ใช้ไม้กระดานวางพาดกาบเรือเป็นพื้นเต็มช่วงหน้าและส่วนที่มุงหลังคาด้านหน้าของเรือทำเป็นที่กินอาหาร ส่วนที่อยู่ในชายคาด้านนอกสุดเป็นครัว ถัดมาเป็นส่วนที่กว้างก็ใช้นั่งทำงานจักสาน เลี้ยงเด็ก และเป็นห้องนอนไปในตัว ตรงกลางเรือส่วนที่ต่อกับหลังคาทำเป็นชั้นวางของ ของบางอย่างก็เสียบไว้แนวชายคา ภายในมีกล่องสังกะสีขนาดเท่าปี๊บเพื่อใช้เป็นที่ใส่เสื้อผ้าและของมีค่าต่างๆ บริเวณท้องเรือจะเก็บเครื่องมือเครื่องใช้และถังใส่น้ำจืด ช่องว่างข้างเรือเสียบกระบอกไม้ไผ่ทำคบเพลิง เรือแต่ละลำจะอยู่เพียงครอบครัวเดียว ซึ่งมีตั้งแต่ 7-12 คน (หน้า 13-14) รูปแบบบ้านของชาวเลกลุ่มอูรัก ลาโว้ยในปัจจุบันมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า บ้านที่มีใต้ถุนจะสูงประมาณ 1 เมตร มีประตู 2 บาน อยู่บริเวณหน้าบ้านและหลังบ้าน บ้านที่มีใต้ถุนจะมีจำนวนขั้นบันไดเป็นเลขคี่ ภายในบ้านโล่งเป็นห้องเดียวไม่ค่อยกั้นห้องเป็นห้องต่างๆ สามารถนอนรวมกันได้ 5-8 คน ส่วนใต้ถุนบ้านใช้ทำกิจกรรม เช่น แกะหอย เล่นไพ่ เป็นต้น สำหรับห้องน้ำและห้องครัวไม่มี จัดได้ว่าเป็นบ้านแบบกึ่งถาวร (หน้า 14)

Demography

ปี พ.ศ. 2545 ชาวเลกลุ่มอูรัก ลาโว้ย บริเวณแหลมตุ๊กแก หมู่ 4 ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ประกอบด้วย 249 ครัวเรือน จำนวนประชากรประมาณ 1,600 คน เพศชาย 638 คน เพศหญิง 952 คน ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 31-40 ปี (หน้า 10,66,72) ในการศึกษาใช้ผลการคำนวณได้ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 63 ครัวเรือน

Economy

ชาวเลกลุ่มอูรัก ลาโว้ย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก อันสืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ มีความคุ้นเคยและมีความชำนาญพิเศษเกี่ยวกับการประกอบอาชีพในทะเลและการจับสัตว์น้ำทุกชนิด เช่น กุ้งก้ามกลาม ปูทะเล โดยจับสัตว์น้ำขายให้แก่พ่อค้าคนกลางที่เข้ามาซื้อสินค้าทะเลในหมู่บ้าน ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 300-500 บาท และเนื่องจากชาวเล กลุ่มอูรัก ลาโว้ย ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของเจ้าของที่ดิน คือ ต้องขายสัตว์น้ำที่จับมาได้ทั้งหมดให้กับเจ้าของที่ดิน ตลอดจนจะต้องซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านชำของเจ้าของที่ดิน (หน้า 12,73) อาชีพนอกเหนือจากอาชีพประมง ได้แก่ อาชีพรับจ้าง เช่น รับจ้างแกะหอย พ่อค้าคนกลางรับซื้อในราคา 50 บาท อาชีพรับจ้างในโรงงานปลากระป๋อง ส่วนมากเป้นชาวเลหนุ่มสาวที่อายุ น้อยกว่า 30 ปี ได้ค่าแรงวันละประมาณ 150-200 บาทต่อคน อาชีพค้าขายเป็นอาชีพของกลุ่มชาวเลที่มีฐานะดีที่สุดในหมู่บ้าน เป็นการนำของทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก มุก เปลือกหอย และปะการัง ไปขายให้กับโรงแรมและพ่อค้าในตลาด บางรายไปขายเองในตลาด มีรายได้ 9,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป(หน้า 74)

Social Organization

การแต่งงาน เมื่อหนุ่มสาวเกิดรักใคร่ชอบพอกันแล้ว ฝ่ายชายจะต้องบอกพ่อแม่ของตนให้ไปหาพ่อแม่ฝ่ายหญิง เพื่อทำการสู่ขอซึ่งจะกระทำกันถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกนั้นเป็นการให้คำตอบว่าขอคิดใคร่ครวญดูก่อน แล้วค่อยมาตกลงกันใหม่ การสู่ขอครั้งที่ 2 จะตอบว่าขอถามลูกสาวดูก่อน ค่อยกลับมาฟังข่าวใหม่ ส่วนครั้งที่ 3 จะเป็นการให้คำตอบว่าถ้าลูกสาวพอใจรักใคร่ก็ไม่ขัดข้อง ให้นำขันหมากมานัดวันแต่งงาน ก่อนแต่งงานจะมีพิธีหมั้นซึ่งจะเป็นแหวนอะไรก็ได้ ในกรณีที่ฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามสัญญาจะต้องมีการคืนแหวนและเสียค่าปรับด้วย แต่ถ้าแต่งแล้วหรือในกรณีหย่าร้างฝ่ายไหนอยากเลิกก็ต้องเสียค่าปรับตามที่ได้ตกลกันไว้ต่อหน้าผู้ใหญ่ในคืนวันเข้าพิธี (หน้า 16 ) ตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของกลุ่มชาวเลเมื่อแต่งงานกันแล้วฝ่ายชายต้องย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของฝ่ายหญิง ผู้ชายมีหน้าที่เพียงแต่ทำมาหาเงินมาเลี้ยงฝ่ายหญิงทั้งบ้าน ให้อำนาจการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ขึ้นอยู่กับฝ่ายหญิง วัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ทุกวันนี้เกิดการจากการถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง โดยเพศหญิงผู้ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านจะเป็นผู้ส่งต่อวัฒนธรรมได้มากกว่าเพศชาย ระบบเครือญาติมีความสำคัญในกระบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก (หน้า 72) มีการตั้งนามสกุลในหมู่ของชาวเลขึ้นโดยทางราชการ เนื่องจากต้องมีความเกี่ยวข้องกับทางราชการมากขึ้น เช่น การเกณฑ์เด็กเข้าเรียนในโรงเรียน เป็นต้น นามสกุลที่ใช้มากในชุมชนชาวเลเกาะสิเหร่ คือ ประโมงกิจ และเมื่อมีการแต่งงานกับคนในท้องถิ่นก็มีนามสกุลเพิ่มขึ้น ชาวเลบางกลุ่มมีการตั้งนามสกุลใหม่ขึ้นมาใช้เองบ้าง เช่น หาญทะเล ช้างน้ำ และวารี เป็นต้น (หน้า 12)

Political Organization

ชาวเลนับถือบรรพบุรุษที่เรียกว่า “โต๊ะหมอ” ซึ่งเป็นทั้งผู้นำและประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในกรณีที่มีโต๊ะหมอหลายคนแต่ละคนจะได้รับการยอมรับในบทบาทอย่างเท่าเทียมกัน แต่ปัจจุบันบทบาทของโต๊ะหมอเริ่มจะลดน้อยลงไป เพราะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสารวัตรกำนันมีบทบาทเด่นเข้ามาแทนที่ การใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ชาวเลส่วนใหญ่จะมีสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเหมือนคนไทยทั่วไป การพิจารณาเลือกผู้แทนของชาวเลนั้นแล้วแต่ว่าผู้นำของตนจะเลือกใคร พวกเขาจะเลือกคนนั้นตาม (หน้า 13)

Belief System

ชาวเลกลุ่มอูรัก ลาโว้ยมีความเชื่อเกี่ยวกับผีสางอย่างเหนียวแน่น ตลอดจนความเชื่อเรื่องโชคลาง ไสยศาสตร์ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้แทรกซึมเข้าไปในวิถีชีวิต เช่น ในการเกิด การทำมาหากิน การแต่งงาน การรักษาโรค ตลอดจนการตาย ซึ่งพิธีกรรมต่างๆ จะสัมพันธ์กับทะเลตามแบบสภาพวิถีชีวิต อาทิเช่น พิธีลอยเรืออันเป็นพิธีที่มีความสำคัญและมีความหมายอย่างมากต่อชาวเล โดยทำกันปีละ 2 ครั้ง ทุกคนจะต้องเข้าร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียง เกิดจากพื้นฐานความเชื่อในเรื่องอิทธิพลของสิ่งที่นอกเหนือธรรมชาติ หรือ “เจ้าเกาะ” ที่มีอิทธิฤทธิ์ที่สามารถที่จะดลบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆ พิธีจัดขึ้นเพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลออกจากเกาะและขออำนาจให้เจ้าเกาะช่วยคุ้มครองพวกเขาให้รอดตลอดฤดูมรสุม ในด้านปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น เช่น ฝนตก ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า เป็นต้น ชาวเลเชื่อว่าเป็นการลงโทษของผีสางและมีความเชื่อในเรื่องของวิญญาณเช่นกัน ดาวตกหรือผีพุ่งใต้นั้นเชื่อว่าเป็นปรากฏการณ์ของผี ซึ่งเรียกว่า ผีชิน ตามความเชื่อนั้นว่า ผีชินมีอยู่ 7 จำพวก บ้างก็ให้คุณบ้างก็ให้โทษ ในการออกทะเลให้พึงระวังเวลาเห็นแสงโชติช่วงพวกเขาไม่กล้าพูดทักทาย นอกจากนี้ชาวเลมีความเชื่อเกี่ยวกับ “โต๊ะหมอ” ซึ่งเป็นทั้งผู้นำและเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทำหน้าที่เป็นหมอเมื่อมีคนเจ็บป่วย เมื่อชาวเลเจ็บป่วยจะเชื่อว่านั้นคือผีกิน โต๊ะหมอจะทำการนั่งทางในและบริกรรมคาถาเพื่อให้น้ำมนต์ที่วางอยู่ด้านหน้าเกิดความขลัง พร้อมกับจุดเทียนออกชื่อผู้ป่วย และดูว่าไส้เทียนงอไปทิศใด โต๊ะหมอจะให้ผู้ป่วยสาบานว่าถ้าหายจากอาการแล้วจะต้องไปเซ่นบวงสรวงตามทิศที่ใส้เทียนงอไป (หน้า 15,16,17) ปัจจุบันเมื่อชาวเลมีการตั้งถิ่นฐานที่ถาวรขึ้นทำให้มีการรับเอาการเผยแพร่ของศาสนาต่างๆ มากขึ้น โดยมากชาวเลนับถือศาสนาพุทธควบคู่ไปกับการนับถือผีสางเทวดาและวิญญาณของบรรพบุรุษ ชาวเลจะเชื่อและเลื่อมใสในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาก จนได้มีคำกล่าวที่ให้ชาวเลนั้นให้มีการสร้างศาลและไปรับส่วนบุญที่วัดตอนเดือนสิบ ดังนั้นเมื่อถึงงานทำบุญเดือนสิบของชาวไทยพุทธ จะเห็นพวกชาวเลทั้งผู้หญิงและเด็กเตรียมตระกร้า กระป๋อง ไปนั่งเรียงรายในวัดเพื่อรอข้าวปลาอาหารและขนมสำหรับทำบุญเดือนสิบของชาวบ้านที่มาทำบุญตามวัดต่างๆ (หน้า 15)

Education and Socialization

เดิมทีชาวเลกลุ่มอูรัก ลาโว้ยเกือบร้อยเปอร์เซนต์ไม่รู้หนังสือ สภาพการดำเนินชีวิตมีวงจำกัดเฉพาะกลุ่มของตนเอง ชาวเลใช้วิธีการที่ไม่เป็นรูปแบบ อาจใช้วิธีบอกเล่า เลียนแบบ บางอย่างถ่ายทอดให้กันเฉพาะตัว การถ่ายทอดมักทำกันในวงแคบๆ ดังนั้นการศึกษาอบรมในหมู่ของชาวเลจึงเป็นลักษณะที่เรียนรู้จากครอบครัว โดยมีพ่อแม่หรือหัวหน้ากลุ่มเป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมให้คนรุ่นหลังโดยไม่มีข้อโต้แย้งแต่ประการใด ซึ่งโดยมากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เช่น การทำมาหากิน การสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย การรักษาผู้ป่วย ระเบียบประเพณีของกลุ่ม หน้าที่ของสามีภรรยาและครอบครัว ความประพฤตโดยทั่วไป ความเชื่อ ตลอดจนความมุ่งหมายของชีวิต (หน้า 13) ปัจจุบันชาวเลส่วนมากเกือบทุกครอบครัวเมื่อมีบุตรหลานถึงเกณฑ์เข้าเรียนก็จะส่งไปเรียนหนังสือ (หน้า 13)

Health and Medicine

ไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามในด้านเกี่ยวกับสุขภาพ หรือการรักษานั้นยังใช้ตามลักษณะพิธีกรรมตามความเชื่อ เช่น การเสกน้ำมนต์แก้อาการป่วย หรือ การเสกน้ำให้เด็กแรกเกิดไว้ใช้ตบกระหม่อมทุกวัน เป็นต้น (หน้า 16)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกายของชาวเลแบบเดิมผู้ชายชอบนุ่งผ้าเตี่ยว ไม่สวมเสื้อ ส่วนผู้หญิงชอบนุ่งกระโจมอกคลุมถึงหัวเข่า ส่วนมากใช้ผ้าโสร่งหรือผ้าถุงไม่ค่อยสวมเสื้อเช่นกัน เพราะมีความเชื่อว่าการแตกเนื้อสาวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนหลังไม่น่าจะอายหรือปกปิดประการใด แต่ปัจจุบันการแต่งกายของชาวเลได้พัฒนาและเลียนแบบคนพื้นเมืองเป็นอันมาก คือ ส่วนมากผู้ชายจะนุ่งกางเกงจีนซึ่งประหยัด หาซื้อง่าย ราคาถูก แต่ไม่สวมเสื้อ ผู้หญิงนุ่งผ้าถุงและสวมเสื้อ รู้จักซักเสื้อผ้าแต่ไม่รู้จักใช้เครื่องสำอางส่วนมากจะใช้แป้งผัดหน้า ใช้ทองคำเป็นเครื่องประดับเป็นส่วนใหญ่ ไม่นิยมใช้เบี้ยหอยหรือพวกมุกต่างๆ เป็นเครื่องประดับเพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าสำหรับชาวเล แต่กลายเป็นของมีค่าสำหรับนำไปขายให้กับคนพื้นเมือง (หน้า 14)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ชาวเล กลุ่มอูรัก ลาโว้ยมีนิสัยรักความสงบไม่สนใจกับเรื่องราวบ้านเมืองภายนอก อีกทั้งไม่มีปฏิกิริยาด้านก่อความไม่สงบหรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ สังคมชาวเลจึงเต็มไปด้วยความสงบ (หน้า 12) ปัจจุบันชาวเลอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีเจ้าของกรรมสิทธิ์ทำให้ประสบปัญหาถูกผูกขาดในการค้าขาย ซึ่งต้องยอมเพื่อให้สามารถอาศัยอยู่บนพื้นที่นี้ต่อไปได้ (หน้า 12)

Social Cultural and Identity Change

จากเดิมที่สังคมของชาวเล กลุ่มอูรักลาโว้ย มีวิถีชีวิตแบบร่ร่อนไปตามทะเลและพักพิงชั่วคราว แต่ปัจจุบันมีการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรบนบก ซึ่งสาเหตุนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพวิถีชีวิต ในการปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์ของคนบนบก เช่น เรื่องการเสียภาษีอากร การเกณฑ์ทหาร การตั้งนามสกุล การส่งบุตรหลานเข้าเรียนในระบบวัฒนธรรมการแต่งกาย (หน้า 8, 12, 13) จากการอภิปรายผลการศึกษาตามตัวแปรปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ได้แก่ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนชาวเล อูลัก ลาโว้ยบริเวณแหลมตุ๊กแก ได้แก่ 1. ประชากรเพศหญิงมีมากกว่าเพศชาย ซึ่งเพศหญิงมีบทบาทการตัดสินใจในครอบครัว จึงมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมมากกว่าเพศชาย 2. ชาวอูลัก โว้ยส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาระดับประถม มีส่วนน้อยที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับประถม นำไปสู่การพัฒนาในด้านความคิด ทัศนคติ ค่านิยมและการปรับตัวไปสู่วิถีชีวิตสมัยใหม่ 3. การใช้ชีวิตในชุมชนจากเดิมมีวัฒนธรรมแบบเร่ร่อน อาศัยอยู่บนเรือลอยน้ำ มาเป็นปลูกสร้างบ้านเรือนบนบก ทำให้มีระยะเวลาอยู่ในชุมชนมากขึ้น ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม 4. รายได้มีการปรับเปลี่ยนอาชีพจากชาวประมงมาเป็นคนงานรับจ้างและพ่อค้ามากขึ้น ทำให้มีการบริโภคอาหาร เสื้อผ้าตามสมัยนิยมมากขึ้น 5. การติดต่อสื่อสารคมนาคมสะดวกมากกว่าเดิม จึงมีการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับภายนอกมากขึ้น 6. การรับรู้ข่าวสารจากสื่อต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ 7. ลักษณะกายภาพในการเข้าถึง เช่นจำนวนเส้นทางเข้าถึงชุมชน จำนวนเที่ยวรถโดยสารประจำทาง และยานพาหนะในครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น จะพบว่าทุกปัจจัยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมของชาวเล โดยเฉพาะในเรื่องระยะเวลาที่อยู่ในชุมชน มีระยะนานกว่า 40 ปี ที่ชาวเลได้ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งบริเวณเกาะสิเหร่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในด้านต่างๆ เมื่ออาศัยอยู่นานๆ ได้ยืมวัฒนธรรมของชาวภูเก็ตในด้านการสร้างบ้านเรือน การแต่งกาย การบริโภค และวัฒนธรรมอื่นๆ เข้าไปใช้ในชุมชนชาวเล (หน้า73,72-76)

Critic Issues

Other Issues

ไม่ระบุ

Google Map

Map/Illustration

ไม่ระบุ

Text Analyst ชัยวัฒน์ ไชยจารุวณิช Date of Report 18 พ.ค. 2559
TAG ชาวเล, อูรักลาโว้ย, ชุมชน, การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม, ภูเก็ต, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง