ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มุสลิม,การพัฒนาทางสังคม,ประเทศไทย
Author เสาวนีย์ จิตต์หมวด,รศ.,ดนัย มู่สา
Title การพัฒนาทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ : ชาวไทยมุสลิม
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ไทยมุสลิม, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเนเชี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 135 Year 2541
Source สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
Abstract

ผลการศึกษาวิจัยปรากฏผลอย่างชัดเจนในพัฒนาการด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครองที่สังคมไทยมุสลิมจำต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงในบริบทของสังคมอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงในสภาวะปัจจุบันที่รวดเร็ว ซับซ้อน ทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ โลกไร้พรมแดน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป สังคมไทยมุสลิมจำต้องปรับตัวให้ไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงให้ได้ โดยที่สังคมยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมไว้ในการรักษาวิถีชีวิตตามรูปแบบอิสลาม ทางด้านเศรษฐกิจ มีการทำธุรกรรมที่อยู่บนพื้นฐานและมีทางเลือกที่ไม่ขัดกับหลักการอิสลาม ทางด้านการเมืองการปกครอง มีบทบาทในการเข้ามากำหนดทิศทางพัฒนาตนเองได้ การปรับตัวทั้งหมดต้องอาศัยแนวความคิดพื้นฐาน คือ การเห็นคุณค่าและเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมว่าสามารถเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาและอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข นั่นคือคนไทยมุสลิมจะต้องปรับตัวทั้งในเรื่องความคิดที่กว้างไกลบนเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง การเรียนรู้และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การรู้จักใช้หลักการศาสนา โดยเฉพาะในเรื่องความเรียบง่าย สมถะมาหยุดยั้งตนเองไม่ให้ตกอยู่ในกระแสของความสับสน พร้อมจะเดินทางควบคู่กันไปทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างมีดุลยภาพ (หน้า 124-133)

Focus

ศึกษาพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของสังคมไทยมุสลิมในประเทศไทยในยุคสมัยต่าง ๆ คือ อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ผู้วิจัยได้ใช้กลุ่มตัวอย่างคลอบคลุมไทยมุสลิมใน 5 ภูมิภาคของประเทศไทย (ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) (หน้า 5)

Language and Linguistic Affiliations

ไทยมุสลิมส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาในการติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน จะเว้นก็แต่ไทยมุสลิมผู้สูงอายุเชื้อสายมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่ส่วนใหญ่มักจะพูดภาษามลายูพื้นบ้าน สำหรับไทยมุสลิมในภาคใต้ตอนบนรวมทั้งสงขลา สตูล และไทยมุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่างก็ใช้ภาษาไทยท้องถิ่นของท้องถิ่นนั้น ๆ เช่นเดียวกันกับคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆ (หน้า 68)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

การเผยแผ่ศาสนาอิสลามไปยังภูมิภาคต่าง ๆ นับตั้งแต่อดีต เป็นการทำควบคู่ไปกับการค้าขาย กล่าวคือ อาชีพของมุสลิมอาหรับส่วนใหญ่คือการค้าขาย ดังนั้น ในการเดินทางออกไปติดต่อค้าขายยังต่างประเทศ หรือการไปตั้งถิ่นฐานเพื่อทำการค้าขายในต่างประเทศก็ดี มุสลิมอาหรับเหล่านั้นได้นำศาสนาอิสลามออกไปเผยแพร่ด้วย อันเป็นเหตุให้ประชากรในภูมิภาคต่าง ๆ เข้ามาเป็นมุสลิมทั้งโดยความศรัทธาในหลักคำสอนและโดยการแต่งงาน ไทยเป็นประเทศหนึ่งในเอเชียอาคเนย์ เมื่ออิสลามเข้าในบริเวณนี้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ฉะนั้นอิสลามก็น่าจะเริ่มเข้ามาในดินแดนไทยปัจจุบันนับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา โดยเริ่มจากระดับชาวบ้านจนถึงชั้นผู้ปกครอง สำหรับการเข้ามาของศาสนาอิสลามในผืนแผ่นดินไทยนับแต่อดีต มาด้วยพ่อค้ามุสลิมเป็นสำคัญเช่นกัน สำหรับช่วงเวลาและพื้นที่ในการเข้ามาของอิสลามแบ่งเป็นยุคสมัยได้คือ อิสลามในสมัยลังกาสุกะปัตตานีและไทรบุรี อิสลามในสมัยสุโขทัย อิสลามในสมัยอยุธยา (หน้า 20) การเข้ามาของอิสลามในดินแดนของปัตตานีของประเทศไทย ซึ่งแต่เดิมภูมิภาคแถบนั้นเรียกว่าอาณาจักรลังกาสุกะนั้น เริ่มจากการที่อาณาจักรมัชปาหิต เกิดความรุ่งเรื่องสามารถแผ่อิทธิพลไปถึงอาหรับและอินเดีย และได้เข้ามาสู่อาณาจักรลังกาสุกะทางการติดต่อค้าขาย ซึ่งต่อมาเมื่ออาณาจักรลังกาสุกะเสื่อมอำนาจลง เกิดอาณาจักรปัตตานีเข้ามาแทนที่ทำให้ศาสนาอิสลามได้แผ่ขยายและรุ่งเรืองอย่างมากหลังจากที่ราชาของอาณาจักรนี้ได้นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนศาสนาอิสลามในสมัยสุโขทัยนั้น ได้เข้ามาในสมัยสุโขทัยเนื่องจากมีการติดต่อค้าขายกับประเทศต่าง ๆ เช่น อินโดนีเซีย เปอร์เซีย ฯลฯ ซึ่งในสมัยนั้นสุโขทัยเป็นเมืองแห่งการค้าขาย เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับภูมิภาคนี้ในสมัยนั้น ในสมัยอยุธยาศาสนาอิสลามถูกเผยแพร่จากมุสลิมที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นพวกมุสลิมที่มาจาก อาหรับ เปอร์เซีย อินเดีย จาม ชวา มลายู ปัตตานี ฯลฯ ซึ่งเชื่อกันว่ามุสลิมในสมัยนั้นได้เข้ามาแต่งงานกับชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่ามุสลิมจากต่างประเทศกับหญิงพื้นเมือง ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประชากรในกรุงศรีอยุธยามีจำนวนเพิ่มขึ้น (หน้า 20-35)

Settlement Pattern

การตั้งถิ่นฐานของมุสลิม รวมทั้งไทยมุสลิม คือ มุสลิมจะตั้งถิ่นฐานรวมกันเป็นกลุ่มชุมชน โดยแต่ละชุมชนจะมีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง และแต่ละมัสยิดจะมีอิหม่ามเป็นผู้นำ ระบบความสัมพันธ์ของไทยมุสลิมส่วนใหญ่จะยังคงเป็นแบบสังคมชนบท ปัจจุบันประเทศไทยมีมุสลิมจำนวนประมาณ 4 ล้านคน ตั้งถิ่นฐานอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ โดยประมาณครึ่งหนึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากชุมชนมุสลิมที่มีอยู่ในทุกภูมิภาค จำนวนมัสยิดที่จดทะเบียนแล้วกับกรมการศาสนา จากทะเบียนมัสยิดในประเทศไทย พ.ศ.2542 มีจำนวน 3,159 มัสยิด อยูในพื้นที่ 57 จังหวัด ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่าง ๆ ในการอพยพย้ายถิ่น ทั้งของไทยมุสลิมในประเทศและมุสลิมจากต่างประเทศ นิยมย้ายถิ่นเข้าไปอยู่ในชุมชนมุสลิมที่มีอยู่เดิม แต่หากย้ายถิ่นไปตั้งชุมชนใหม่ก็จะสร้างมัสยิดในเวลาต่อไปเสมอ ทั้งนี้ เพราะมัสยิดมิใช่เป็นเพียงศาสนสถาน หากแต่เป็นศูนย์รวมในกิจกรรมด้านต่าง ๆ ของมุสลิมทุกเพศทุกวัย เช่น เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม (หน้า 65-66)

Demography

เนื่องจากผู้วิจัย ได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างโดยครอบคลุมคนไทยมุสลิมใน 5 ภูมิภาคของประเทศไทย (ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งคลอบคลุมบริเวณพื้นที่กว้างมากจึงไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับประชากรที่แน่นอนไว้

Economy

พัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจของไทยมุสลิม มีความต่อเนื่องเรื่องของการค้าขายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยภาพรวมของมุสลิมทั่วประเทศไทย ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รับราชการ ค้าขาย ทำอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ซึ่งปัจจุบันและในอนาคต ธุรกรรมใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน การธนาคาร การประกันภัย และในเรื่องบริโภคนิยม จะเป็นสิ่งที่เข้ามาเป็นตัวแปรในการปรับตัวของสังคมไทยมุสลิม โดยที่ยังรักษา หรือนำหลักการศาสนามาเป็นครรลองส่องทางเพื่อจะยับยั้งผลลบที่จะเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันพัฒนาผลบวกให้เพิ่มขึ้นเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติในภาพรวม (หน้า 111-114)

Social Organization

พัฒนาการทางสังคมของไทยมุสลิม ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันมีการสัมพันธ์โดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยเฉพาะสังคมไทยโดยรวม ยิ่งในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ที่เห็นได้ชัดเจน คือ การขยายตัวของเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก พื้นที่เกษตรกรรมเดิมถูกพัฒนาให้เป็นเขตอุตสาหกรรม พาณิชกรรมและที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลางมากขึ้นเป็นทวีคูณ สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบในทุกด้านของไทยมุสลิมทั้งในเชิงบวก และชิงลบ ผลบวกที่เห็นได้ชัดเจน คือ ความสะดวกสบายต่างๆ อันเป็นผลมาจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อการติดต่อสื่อสาร การปรับปรุงที่อยู่อาศัย การเรียนรู้วิทยาการใหม่แขนงต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบผลิต การบริโภค การค้าและการกระจายผลผลิต หรือการบริการต่าง ๆ ที่กว้างไกลออกไปทั้งภายในและภายนอกประเทศ นอกจากนั้น ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันของมุสลิม เช่น การฝึกอบรมกิจการด้านสื่อสารมวลชน การติดต่อกับองค์กรมุสลิมนานาชาติ การเดินทาง การประสานความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน (หน้า 108-109)

Political Organization

พัฒนาการด้านการเมืองการปกครองของสังคมไทยมุสลิมมีความกว้างขวาง และเด่นชัดหลายประการ ในด้านของความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับคนไทยมุสลิม ตั้งแต่ สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี สมัยรัตนโกสินทร์ จวบจนปัจจุบัน เนื่องจากมุสลิมจากเชื้อชาติต่างๆ ที่มาหล่อหลอมเป็นไทยมุสลิมในปัจจุบัน ได้รับความอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ในฐานะทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภ์ ถึงแม้บางครั้งสถานการณ์ด้านการเมืองการปกครองจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ยังไม่เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากความแตกต่างในสังคม การเมืองการปกครองไทยเลย (หน้า 114)

Belief System

อิสลามเป็นศาสนาที่จัดอยู่ในประเภทเอกเทวนิยม (Monotheism) มีพระเจ้าองค์เดียวในศาสนาอิสลาม มี 99 พระนาม แต่พระนามที่มุสลิมทั่วโลกเรียก คือ อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) และมุสลิมก็ศรัทธาว่าศาสดา หรือนบี (ผู้ที่ได้รับคำสอนมาจากพระเจ้าเพื่อปฏิบัติตาม) ซึ่งเป็นผู้ประกาศศาสนายูดายและคริสต์ คือ นบีมูซา (โมเซส) และ นบีอีซา (เยซูคริสต์) คือศาสนทูตจากพระเจ้าเช่นเดียวกับนบีมุฮำมัด ซึ่งเป็นนบีท่านสุดท้ายจากพระเจ้าโดยเป็นผู้ประกาศศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 5 ประการ คือ มีศาสดา คัมภีร์ ผู้สืบทอด ศาสนสถาน และพิธีกรรม (หน้า 11-14)

Education and Socialization

ไม่ระบุ

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกาย ปัจจุบันเพื่อแสดงและรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทย รัฐบาลจึงมีการรณรงค์ให้แต่งกายโดยใช้ผ้าไทย อันได้แก่ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ฯลฯ ซึ่งไทยมุสลิมก็สามารถมีส่วนร่วมในการแสดงออกและรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นไทยได้ แต่โดยอยู่ในเงื่อนไขของวัฒนธรรมอิสลามด้วย กล่าวคือ ผู้ชายมุสลิมใช้ได้แต่ผ้าฝ้าย สำหรับผ้าไหมไม่เป็นที่อนุมัติ ส่วนผู้หญิงมุสลิมใช้ได้ทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้ายแต่ต้องอยู่ในรูปแบบของวัฒนธรรมอิสลาม คือ อยู่ในชุดยาว และมีผ้าคลุมศรีษะ ดังนั้น ชุดไทยของผู้หญิงไทยมุสลิมจึงเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมอิสลาม (หน้า 68)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

การดำรงสถานภาพความเป็นมุสลิมที่ยึดมั่นในหลักคำสอนศาสนาการดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนอย่างเคร่งครัด มีความชัดเจน ต่อเนื่องมาตลอดเช่นกัน ถึงแม้ในปัจจุบันเมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในทางบวกและทางลบ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ คือ สังคมใหญ่ขึ้น หลากหลายขึ้น มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น กระทบต่อวิถีชีวิตมากขึ้น ทำให้การดำรงสถานภาพของความเป็นมุสลิมยากลำบากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีผลกระทบไม่มากนักกับการดำรงสถานภาพความเป็นมุสลิมที่ผ่านมาเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ (หน้า 125)

Social Cultural and Identity Change

มุสลิมคือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และอิสลามนอกจากจะเป็นศาสนาแล้ว อิสลามยังเป็นวัฒนธรรม ดังนั้นการที่มุสลิมปฏิบัติตนหรือมีวิถีในการดำเนินชีวิตบนครรลองหรือหลักการอิสลาม ย่อมหมายถึงมุสลิมได้ปฏิบัติตนทั้งตามศาสนาและวัฒนธรรมอิสลาม สำหรับวัฒนธรรมอื่นนอกเหนือจากวัฒนธรรมอิสลาม มุสลิมก็สามารถปฏิบัติได้หากไม่เป็นที่ขัดต่อวัฒนธรรมอิสลาม เช่น ไทยมุสลิมกับวัฒนธรรมไทย ตัวอย่างเช่น เรื่องของภาษา มุสลิมส่วนใหญ่ใช้ภาษาท้องถิ่นของไทยที่ตนอาศัยอยู่ แต่ก็ยังคงภาษาเดิมของตนไว้ เป็นต้น (หน้า 67) เมื่ออิสลามเป็นทั้งศาสนาและวัฒนธรรม อิสลามจึงมิได้แยกออกจากวิถีชีวิตในการดำเนินชิวิตของมุสลิมซึ่งมีบรรพบุรุษทั้งที่เป็นชนชาติไทยและชาติพันธุ์ต่าง ๆ ไทยมุสลิมจึงมีวิถีชีวิตอยู่บนครรลองของอิสลามควบคู่ไปกับวัฒนธรรมไทย และมีวัฒนธรรมรองทั้งจากของชาติพันธุ์เดิม ของถิ่นที่อยู่อาศัยในภูมิภาคต่าง ๆ (หน้า 69-70)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

Text Analyst วศิน เชี่ยวจินดากานต์ Date of Report 07 เม.ย 2548
TAG มุสลิม, การพัฒนาทางสังคม, ประเทศไทย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง