ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ผู้ไท,การเปลี่ยนแปลงสังคม,วัฒนธรรม,เศรษฐกิจ,ประเพณี,ความเชื่อ,มุกดาหาร
Author สุวิทย์ ธีรศาศวัต และ ณรงค์ อุปัญญ์
Title การเปลี่ยนแปลงวิถีครอบครัวและชุมชนอีสาน : กรณีผู้ไทย
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text -
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 188 Year 2538
Source สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
Abstract

ผู้ไทยเป็นชนกลุ่มหนึ่งมีองค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ หลายแขนง การมีภาษาเป็นของตนเอง การคิดค้นการใช้สมุนไพรในการรักษาโรค ประเพณี ความเชื่อ เช่น การบูชาผีปู่ตา การสั่งสอนบุตรหลานในเรื่องวัฒนธรรมการเคารพผู้ใหญ่ กิริยามารยาท ล้วนเป็นสิ่งที่ควรอนุรักษ์เพื่อให้คงอยู่สืบไป จึงมองว่าควรจะมีการทำการศึกษา จดบันทึกข้อมูลต่างๆ เหล่านี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อไม่ให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้หมดไปตามกาลเวลา

Focus

ศึกษาความเป็นมาของผู้ไทยในภาคอีสานและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงวิถีครอบครัวและพิธีกรรม (บทคัดย่อ)

Theoretical Issues

ไม่ระบุ

Ethnic Group in the Focus

ผู้ไทย

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาที่ใช้เป็นภาษาผู้ไทย ซึ่งยังคงรักษาภาษาผู้ไทยไว้ได้จนถึงปัจจุบัน ไม่มีภาษาเขียน เพราะหลายคำเสียงไม่ตรงกับวรรณยุกต์ใด นอกจากจะฟังด้วยหูเท่านั้น (หน้า 35-38)

Study Period (Data Collection)

มกราคม-สิงหาคม 2538

History of the Group and Community

ถิ่นเดิมของผู้ไทยอยู่บริเวณเมืองแถงและเมืองนาน้อยอ้อยหนู ในแคว้นสิบสองจุไทย การอพยพเข้ามาในไทยมี 3 ระลอกด้วยกันคือ สมัยธนบุรี (2321-2322) โดยการกวาดต้อนผู้ไทยดำหรือลาวทรงดำจากเวียงจันทร์และหลวงพระบาง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้อพยพผู้ทรงดำ ไปไว้ที่จังหวัดเพชรบุรี เหมือนในครั้งแรก หลังกบฏเจ้าอนุวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 สำหรับกลุ่มผู้ไทยที่อพยพมาในระลอกที่ 3 (ระลอกใหญ่ที่สุด) แบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม คือ 1-3,5 ผู้ไทยเมืองวัง กลุ่ม 4 มาจากเมืองวังและเมืองคำอ้อ กลุ่ม 6 และ7 ผู้ไทยจากเมืองตะโปน กลุ่ม 8 ผู้ไทยจากเมืองกะปอง (หน้า 25-27) รัฐบาลไทยได้กวาดต้อนชาวผู้ไทยที่เมืองวังและบริเวณใกล้เคียงให้ตั้งถิ่นฐานในภาคอีสาน บริเวณรอบๆ เทือกเขาภูพาน รัฐบาลไทยได้ยกฐานะของชุมชนผู้ไทยให้เป็นเมืองกุฉินารายณ์ เมืองภูแล่นช้าง เมืองหนองสูง เมืองเรณูนคร เมืองเสนางคนิคม เมืองคำเขื่อนแก้ว เมืองพรรณนานิคม และเมืองวาริชภูมิ ปัจจุบันชุมชนผู้ไทยกระจายอยู่ใน 494 หมู่บ้าน 33 อำเภอ 9 จังหวัด (หน้า 21-23) บ้านหนองโอใหญ่เป็นชุมชนผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวังในรัชกาลที่ 3 เป็นกลุ่มที่ 4 (หน้า 29) ในตอนแรกมาตั้งบ้านคำชะอี บ้านหนองสูง (ต่อมายกเป็นเมืองหนองสูง) และบ้านโนนน้ำคำ ภายหลังจึงแยกตัวมาจากบ้านโนนน้ำคำมาตั้งเป็นบ้านหนองโอใหญ่ใน พ.ศ. 2407 ปลายรัชกลที่ 4 (บทคัดย่อ)

Settlement Pattern

การสร้างบ้านของผู้ไทยเป็นบ้านเรือนไทย ทรงมนิลา หลังคาทรงสามเหลี่ยมยอดแหลมตั้งสูง ใต้ชานสูงประมาณ 2 เมตร มีผาล้อมรอบ ประตูเข้าออก 2 ประตู หน้าต่างเล็กเพื่อเอาศีรษะลอดเข้าออกได้ หน้าต่าง มีเสาปากช้าง หรือเสาคางช้าง เป็นเสาสลักลวดลาย เสาใหญ่ประจำบ้าน (หน้า 55) มีเก๋ย หรือระเบียงยื่นออกมาด้านหน้า ระเบียงที่ต่อจากเรือนใหญ่ลาดเลยลงมาเรียกว่า “หลังคากะเทิบ” หากเป็นรูปแบบหลังยกเป็นหน้าจั่วยอดแหลมเหมือนเรือนใหญ่จะเรียกว่า “หลังคาโหลอย” เป็นหลังคาหัวลอย ทั้งหมดเรียกรวมว่า “เฮินโหลอย” (เรือนหัวลอย) ระหว่างหลังคาเรือนใหญ่และหลังคาหัวลอยจะมีรางน้ำเจาะต้นไม้ทั้งลำ ผู้ที่มีฐานะไม่ค่อยดี จะใช้หลังคาแบบกะเทิบ ส่วนบ้านของผู้มีฐานะดีจะใช้หลังคาหัวลอย นอกจากนี้ “เฮินซู” (เรือนสู่) สร้างแบบหยาบๆเพื่อให้ลูกเขยที่จะมา “ซูพ่อเฒ่า” (สู่ขอหญิงสาว) ใช้อยู่ชั่วคราว และกลายเป็นบ้านแยกอยู่ใกล้กับบ้านเดิมของผู้หญิงในที่สุด แต่ในปัจจุบันจะอยู่รวมกัน (หน้า 57,58) วัสดุที่ใช้มุงหลังคา เช่น หญ้าคา กระดานมุง (หน้า 59,60) ฝาบ้านจะบ่งบอกฐานะ ผู้ที่ฐานะไม่ค่อยดีจะใช้ฝาขัดแตะ ผู้มีฐานะจะใช้การเลื่อย แป้นพื้น หรือพื้นจะใช้ไม่ไผ่ หรือไม้เลื่อย เสาใช้ไม้เนื้อแข็ง มีเสากลมและเสาสี่เหลี่ยม และมีส่วนประกอบอื่นๆ เช่น บ๊ะขี้โพะ (หน้า 62,63,64) บริเวณรอบบ้านจะใช้เป็นบริเวณเลี้ยงสัตว์ด้วย เช่น เลี้ยงวัว ควายเป็นยุ้งข้าว เล้าไก่เล้าหมู ใต้ถุนบ้าน (หน้า 69,70)

Demography

บ้านหนองโอใหญ่แบ่งออกเป็น 2 หมู่บ้าน มีประชากรหมู่ 3 ประมาณ 94 ครัวเรือน 463 คน หมู่ 8 มี 120 ครัวเรือน 497 คน รวม 214 ครัวเรือน 960 คน เป็นผู้ไทยประมาณ 99% (หน้า 35)

Economy

ในอดีตการผลิตของผู้ไทย เป็นระบบเศรษฐกิจแบบไม่พึ่งตลาด มุ่งผลิตเพื่อใช้บริโภคในชุมชนเป็นหลัก มีอาชีพหลัก คือ ทำนา ทำไร่ ล่าสัตว์เพื่อบริโภค ต่อมาได้นำพืชเศรษฐกิจเข้ามาปลูกในหมู่บ้าน เช่น ปอ มันสำปะหลัง ฝ้าย หญ้ารูซี่และหญ้ากินี รวมทั้งนำเรื่องการใช้ที่ดิน รายรับ รายจ่าย เทคโนโลยีการผลิต แรงงาน การตลาด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในหมู่บ้าน (หน้า 142-145) การเปลี่ยนแปลงอาชีพของคนรุ่นกลางและรุ่นใหม่ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ไปทำงาน ในเมืองมีอำนาจมากกว่าเดิม มีรายได้มากขึ้น ส่งเงินให้พ่อแม่ ทำให้พ่อแม่เกรงใจ ไม่กล้าสั่งสอนตักเตือนลูกหลานเหมือนแต่ก่อน การปฏิบัติตามประเพณีทางศาสนาของคนแก่ จากที่เคยเข้าวัดเอาเวลามาเลี้ยงดูหลานที่บุตรของตนทิ้งไว้ให้เลี้ยง ความใกล้ชิดลดลง เกิดปัญหาการละทิ้งพ่อแม่ การนำพืชเศรษฐกิจเอามาปลูกในหมู่บ้าน ทำให้มีระบบการจ้างงาน เข้ามาแทนการลงแขก หรือการไหว้วาน ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิม เกิดเป็นระบบลูกจ้าง นายจ้าง ความสะดวกสบายเข้าแทนที่ เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา ทำให้เกิดการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เกิดการใช้รถยนต์ รถไถในการเกษตร เพิ่มขึ้น (หน้า 151)

Social Organization

ความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัวผู้ไทย คล้ายกับครอบครัวไทยทั่วๆ ไป คือ พ่อเป็นผู้นำครอบครัว รองลงมาคือแม่ พี่คนโต และรองลงไปตามลำดับ เป็นสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ภรรยาต้องกราบสามีทุกวันพระ และจะสมมาสามีตอน “ออกคำ” (ออกจากการอยู่ไฟ) ใหม่ๆ ทุกครั้ง การสมมาคือ การที่สามีเป็นผู้ลำบาก ทำหน้าที่ดูแลภรรยาที่อยู่คำ (คำว่า คำ ภาษาลาวคือ อยู่กรรม) แต่ในปัจจุบันเลิกปฏิบัติไปแล้ว (หน้า 39) การสืบสกุล เน้นผู้ชายเป็นหลัก การสืบมรดก ผ่านผู้ชายเพราะถือว่าผู้หญิงแต่งออก และจะแบ่งมรดกตามความอาวุโส ผู้ที่รับเลี้ยงดูพ่อแม่จะได้มากกว่า และการให้มรดกแก่ลูกสาว คือ การ “กาวลำซาย” (กล่าวเอาว่าเป็นลูกชาย) เป็นกรณีที่ลูกสาวแต่งงานออกเรือนไปอยู่กับสามีแล้วเกิดตกทุกข์ได้ยาก ผู้เป็นพ่อก็เอามา “กาวลำซาย” ให้รับมรดกได้ (หน้า 40-41) สภาพครอบครัวจากครอบครัวขยายลดขนาดลงเหลือเป็นครอบครัวเดี่ยว พิธีขอ ซู ของลูกเขยที่ในอดีตต้องแต่งเข้าบ้านก็ไม่ต้องของซูเพื่อแยกออกไปมีครอบครัวเหมือนในอดีต (หน้า 41-42) บทบาทของสมาชิกในครอบครัว สามีทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัว หาเลี้ยงครอบครัว บุตรหลาน ต้องเคารพ ให้การดูแลเอาใจใส่พ่อแม่ ยำเกรงผู้อาวุโส โดยเฉพาะพ่อตาแม่ยาย หากทำผิดถึงขั้นผิดผีเรือนต้องมีการปรับไหม (หน้า 44-45) ภรรยา เป็นแม่บ้าน ทำงานบ้าน เลี้ยงดูบุตร (หน้า 45) การอบรมเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ การเลี้ยงดูบุตร จะใช้ข้าวหมก (ข้าวเหนียวเคี้ยวละเอียด) ข้าวย่ำ (ข้าวผสมเนื้อสัตว์) เป็นอาหารหลักในการเลี้ยงบุตร (หน้า 47) มีการอบรมมารยาท ให้เคารพผู้อาวุโส และรักษากิริยามารยาท ยืน : ห้ามยืนใกล้ผู้ใหญ่ (มิดห้อยืนโท่มเก้าโท้มโห) และพูดกับผู้ใหญ่ถ้าผู้ใหญ่นั่งต้องนั่งพูดด้วย ผู้หญิง “อย่ายื๋นเค่อปอง” (อย่ายืนใกล้ช่องกระดาน (พื้นเรือน) ป้องกันผู้ชายแอบดูใต้ถุนบ้าน ไม่ให้ยืนกลางแดด เพราะถ้าแสงแดดเข้าทางหน้าหรือทางหลัง จะเห็นเงาขาในผ้าถุง เป็นต้น เดิน : ไม่ให้เดินเท้าหนัก “อย่าย้างสะลื้งตึ๋งตั๋ง” เดินผ่านผู้ใหญ่ต้องก้มตัวลง ถ้าอยู่ใกล้ให้เดินเข้าหรือคลาน “ย่างก๋ายหน้าก๋ายต๋าผู้ใหญ่ พอก้มเห้อก้ม พอคานเห้อคาน” นั่ง : ชายนั่งขัดสมาธิ ผู้หญิงนั่งพับเพียบ (นั้งตะมอบ) นอน : หญิงจะถูกห้ามนอนในที่เปิดเผย ถ้านอนต้องระมัดระวังโดยการนอนตะแคง ผ้าถุงเหน็บเข้าหว่างขา ห้ามนอนหงาย ห้ามนอนใกล้ “ป่อง” (ช่องพื้นกระดานพื้นเรือนหรือช่องฝา) กลัวผู้ชายจะ “จก” (ล้วง) ผู้ชายมักจะไม่มีข้อห้ามเหล่านี้ (หน้า 48)

Political Organization

ไม่ระบุ

Belief System

ผู้ไทยมีความเชื่อเรื่องอาหารต้องคะลำ คือ บางชนิดกินเข้าจะทำให้ผิดต่อโรค โดยเฉพาะ (แม่อยู่คำ) ผู้หญิงที่กำลังอยู่ไฟ จะกินกระต่ายและเก้งไม่ได้ ถ้ากินเข้าไปจะผิดกรรม คือวิงเวียนปวดศีรษะ เจ็บไข้ ต้องแก้ด้วยยาสมุนไพร (หน้า 55) ความเชื่อเกี่ยวกับบ้าน - ไม้ที่นำมาทำบ้าน ต้องไม่เป็นไม้ที่ฟ้าผ่า รัยกว่า”มันเข็ด มันขวง” (เป็นอัปมงคล) ไม้แยงเงา (ไม้ส่องเงา) ต้นไม่ที่อยู่ริมห้วย ไม่เอาเพราะโค่นยาก อันตราย ไม้ที่มีชื่อไม่เป็นมงคล เช่นไม้กระบก (หมายถึงบกพร่อง หรือขาดเขิน) - จำนวนขั้นบันไดต้องเป็นเลขคี่ 5 7 9 ขั้น เชื่อว่าถ้าเป็นเลขคู่เรียกขั้นด่าง จะเป็นอาถรรพ์ทำให้เด็กตกบ่อย (หน้า 70) ความเชื่อเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ผ้าที่ใช้ห่อศพหากจะนำมาใช้ต้องผ่านพิธีโยนผ้าก่อน โดยการโยนผ่านกองไฟ (หน้า 77) และห้ามนุ่งผ้าบนต้นไม้ เป็นการเตือนให้ระมัดระวังเพราะจะทำให้ตกจากต้นไม้ได้ ในขณะที่นุ่งผ้า และประเพณีของหญิงสาวที่จะออกเรือน ต้องทำเครื่องนุ่งห่ม 4 อย่าง คือ ผ้าห่ม ที่นอน หมอน ผ้าขาวม้า ไว้จำนวนมากๆ ที่เรียกว่า ส้างเคิ้ง เพื่อใช้ในงานแต่งงาน โดยในวันงานจะใช้เป็นของสมมา (สัมมาคารวะ) สำหรับแจกจ่ายใช้กับญาติของทั้งสองฝ่าย (หน้า 78) ความเชื่อเรื่องการรักษาผู้ป่วย ถ้าผิดฮีตจะรักษาไม่หาย จะต้องทำคาย คือ ดอกไม้ ธูปเทียน อย่างละ1 คู่ และเงินค่าครู ใส่ใน กะโต๊กตีน (ถาดไม้ที่มีตีน-ขันโตก) แก่หมอ ในบางกรณีจะมี ซิ่นผืนแพรวา เหล้าก้องไข่หน่วย (ก้อง=ขวด) ด้วย และเชื่อในเรื่องของน้ำมันงา ห้ามผู้หญิงแตะต้อง แต้นำไปรักษาผู้หญิงได้ (หน้า 82-83) นอกจากนี้ยังเชื่อในเรื่องของผีปอบ คนที่ทำผิดคะลำหรือเรียนคาถาอาคมประเภทเดรัจฉานวิชา ทำให้สิ่งไม่ดีเข้าตัว ต้องให้หมอทรง หมอธรรมทำพิธีสวด เป่าวิญญาณร้ายออกจากร่าง โดยการสวดมนต์ของหมอเหยาไล่วิญญาณ และผีป่า คือผีที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ป่า ผีป่าจะทำร้ายคนที่ตัดไม้หรือไปกวนบ่อน้ำในแหล่งน้ำซับกลางป่า หรือส่งเสียงร้องดังในป่า ผีป่าจะทับร่างและทำให้เจ็บป่วย จะให้วิธีการไล่คล้ายคลึงกัน (หน้า 84-85) มีความเชื่อเรื่องผีปู่ตา (วิญญาณบรรพบุรุษ) (หน้า 95-99) นอกจากนี้อาจกล่าวได้ว่าชาวผู้ไทยส่วนใหญ่นับถือผีและพุทธควบคู่กัน (หน้า101) ประเพณีต่างๆ ในรอบปี (ฮีต 12) คือการทำบุญประจำเดือนทั้ง 12 เดือน ในรอบ 1 ปี ซึ่งการทำบุญบางอย่างเกี่ยวข้องกับพระ บางอย่างเกี่ยวข้องกับเรื่องชาวบ้าน เดือน 1 บุญเข้ากรรม เป็นการล้างบาปหรืออยู่กรรมของพระภิกษุสงฆ์ที่ต้องอาบัติสถานเบา โดยให้พระผู้ใหญ่เป็นผู้นำให้พระที่ต้องอาบัติ ญาติโยมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ยกเว้นจะลงไปอุปถัมภ์เรื่องของขบของฉัน ปัจจุบันเลิกปฏิบัติไปแล้ว เดือน 2 บุญคูณลาน หลังนวดข้าวจะทำการฉลองกองข้าว โดยกองข้าวขึ้นเป็นรูปทรงกรวยกลมตั้งยอดแหลม ปักไม้ยอดแหลมแล้วโยงเชือกประดับธงทิว เพื่อบูชาพระแม่โพสพ เดือน 3 บุญข้าวจี่ ตามความเชื่อว่าในสมัยพุทธกาลมีนางหนึ่งให้ทานข้าวจี่แล้วมีผลานิสงส์มาก จึงกระทำสืบต่อกันมา เดือน 4 บุญพะเวส (บุญมหาชาติ) เป็นพิธีเทศน์มหาชาติ ถือเป็นพิธีสำคัญ ไม่ทำหมู่บ้านจะไม่ เป็นสุข ฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล มีการละเล่นร่วม คือ การเอาฮูบเอาฮอย หรือการเล่นผีป่า มีความเชื่อว่าเป็นการเสี่ยงทายชะตาบ้านเมือง เป็นการเชิญผีป่ามาร่วมงานบุญด้วย ผู้แสดงจะเป็นพวกขี้เมา (เสมือนเป็นตัวแทนผี) สวมหัวโขน หรือเอาดินหม้อผสมน้ำผึ้งทาหน้า ทั้งเอาเกราะโกร่งแขวนเอวบ้าง การเล่นต้องเล่นให้จบ ไม่จบเชื่อว่าจะมีอันเป็นไปเลิกกลางครันไม่ได้ การแห่ผ้าพระเวส และผ้าพระบท และกองบุญ (เม็ง) เมื่อเสร็จพิธีฝังฮูบฝังฮอย เป็นพิธีฝ่ายผีภาคเช้าแล้ว ภาคบ่ายจะเข้าสู่พิธีฝ่ายพุทธศาสนา เรียกว่าแห่ผ้าพระเวส เป็นผ้าที่เขียนเรื่องราวพระเวสทั้ง 13 กัณฑ์ ตั้งแต่กัณฑ์ทศพรจนถึงนครกัณฑ์ ทำการแห่โดยมีรูปพระบทนำหน้าขบวนเมื่อแห่ถึงวัดก็แห่อ้อมโบสถ์หรือศาลาการเปรียญ เวียนขวา 3 รอบ หลังจากผ้าพระเวสถึงวัด ชาวบ้านที่มีกองบุญ (เม็ง: เตียงสำหรับพระนอน) ก็จะแห่เม็งตามหลังขบวนผ้าพระเวส เมื่อแห่เสร็จก็นำผ้าไปขึงรอบศาลาการเปรียญ ให้สูงเหนือศีรษะ เดือน 5 สงกรานต์ ผู้ไทยเรียกว่า “ลงพระ” หรือ สรงพระ เพื่อทำการสรงน้ำพระพุทธรูป และมีพิธีก่อกองทราย เดือน 6 บุญบั้งไฟ หรือบุญเบิกแผนก เชื่อว่า การจุดบั้งไฟเป็นการบูชาแถน เพื่อขอฝน ปัจจุบันนำพิธีบุญพระเวสกับบุญบั้งไฟมารวมกัน เดือน 7 บุญซำฮะ เป็นการทำบุญบวงสรวงมเหศักดิ์หลักเมือง เพื่อขอความคุ้งครองจากเทวดาอารักษ์ มีการหว่านกรวดหว่านทรายเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ปัจจุบันไม่มีแล้ว เดือน 8 บุญเข้าพรรษา วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ตักบาตร เวียนเทียน ถวายผ้าเข้าพรรษา เดือน 9 บุญห่อข้าวประดับดิน วันแรม 14 ค่ำ เป็นการอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ตลอดถึงเปรตทั้งหลาย โดยการห่อข้าวใส่ใบตอง (ต้องเป็นใบตองเพราะถ้าใช้ภาชนะอย่างอื่นเปรตจะกินไม่ได้) เดือน 10 บุญห่อข้าวสลาก ผู้ไทยว่า “ห่อข้าวสาก” วัตถุประสงค์เดียวกับข้าวประดับดิน แต่มีสลากไว้ห่อข้าวด้วย โดยสลากจะเขียนชื่อ “นาย... นาง... อุทิศแด่... ผู้ล่วงลับไปแล้ว ตลอดจนเปรต สัตว์นรกทั้งหลาย” พระเณรจะทำการอ่านสลาก เมื่อตรงกับชื่อใครก็ให้ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลไป ปัจจุบันทำพร้อมกันเพื่อประหยัดเวลา เดือน 11 บุญออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 บุญกฐิน (หน้า101-118) นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมอื่น ๆ เช่น การเกิด การตายการจีบสาว การแต่งงาน การบวช การขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ (หน้า 119-136)

Education and Socialization

การสืบทอดทางวัฒนธรรมประเพณีจะทำการถ่ายทอดจากผู้ใหญ่สู่เด็ก (หน้า 40-50)

Health and Medicine

รักษาโรคด้วยสมุนไพร ผู้ที่ทำการรักษาจะเรียกว่า หมอฮะไม้(หมอรากไม้) และมีหมอเฉพาะโรค เช่น หมอกระดูก หมากไม้ (รักษาผู้ป่วยไข้หมากไม้) (หน้า 80) ตัวยาจะทำจากสมุนไพร ของป่าที่หาได้ตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับประเภทของโรค เช่น แก้กินผิด (คนไข้กินของแสลง) แก้เมาต่างๆ - ไม้นางบอก ใช้รากตากแห้ง ฝนใส่น้ำแล้วดื่ม หรือ - ผักหวานบ้าน ใช้รากตากแห้ง ฝนใส่น้ำแล้วดื่ม - รากแตงหนู ใช้รากตากแห้ง ฝนใส่น้ำแล้วดื่ม เจ็บท้องขี้ฮะ (ปวดท้องทั้งถ่ายทั้งอาเจียน) และบิด - เปลือกสีดา (ฝรั่ง) แช่น้ำดื่ม หรือ - รากกระเด้ง หรือเถา หรือน้ำจากเถา แช่น้ำดื่ม หรือ - บ่อน้ำกล้วยตีบ (ตัดต้นกล้วยตีบติดเหง้า แล้วคว้านให้เป็นแอ่งตรงกลาง น้ำจากต้นกล้วยจะไหลขังที่แอ่ง แล้วตักเอาไปดื่ม) ตะขาบกัด แมงป่องต่อย -ใบเสลดพังพอน ขยี้ประคบ ถูกงูพิษกัด -หว้านงู ยามผลิใบเอาใบโขกทา ยามใบหล่นเอาหัวมาโขกทา เนื้อสัตว์ ปาดมาแปะปากแผล เมื่อเนื้อ สัตว์ ซีดให้เปลี่ยนใหม่ น้ำร้อนลวก – เปลือกต้นมะกอก ฝนทา เป็นหิดเป็นแผล – เปลือกพะยอม ฝนทา ผื่นคันคาย – เปลือกไม้แหวน + เปลือกผยอม + หญ้าวัวเลีย ต้มอาบ ตาแดง – ใบปีกไก้ดำ แช่น้ำล้างหน้า กระเทียม อมเป่า หมาก (ที่ใช้เคี้ยว) อมเป่า อีสุกอีใส – เปลือกไม้หว้า + เปลือกพะยอม + เปลือกตะแบก + เปลือกไม้เชือก แช่น้ำอาบ กระดูกหัก –น้ำมันงา ทา บางคนใช้หมอใช้มนต์จอดกระดูก ฟกช้ำ – น้ำมันงา ทา และใช้มนต์ (หน้า 80-84) นอกจากการป่วยทางกายแล้วการป่วยด้วยความเชื่อของการเข้าสิงของผี จะต้องทำการเหยา คือการไล่ผีด้วยคาถาขับไล่ผีออกไป ใช้นวมแล้วถ้อยคำอ่อนหวาน เป็นคำนองเหยา (คล้ายลำ) (หน้า 87-88)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ชาวผู้ไทย สามารถผลิตผ้าห่มใช้ได้เอง มีการปั่นฝ้ายเพื่อทำเสื้อผ้า ย้อมสีด้วยต้นคราม และนำความรู้ในการใช้น้ำปูนใสเพื่อทำให้สีสดและติดทนนาน (หน้า 71-73) การเลือกใส่เสื้อผ้าตามเทศกาล เช่น ผ้าจ่อง ผ้าสี่เหา ใช้คลุมหีบศพ เสื้อเอาบุญ คือเสื้อผ้าที่ตัดเย็บใหม่ นิยมใส่โสร่ง ใช้ผ้าขาวม้าเป็นผ้าอเนกประสงค์ (หน้า 76-77)

Folklore

พงศาวดารเมืองแถง กล่าวถึงถิ่นกำเนิดของผู้ไทยเกิดจากเทพ 5 พี่น้อง กับเทพธิดาทั้ง 5 โดยเทพทั้ง 5 คู่ลงมาจุติ ได้อธิษฐานให้ตนเองเข้าไปอยู่ในน้ำเต้า ลอยลงมาตกอยู่ห่างจากเมืองแถงไปทางตะวันออก น้ำเต้าแตกเกิดเป็นชายหญิง 10 คน ข่าเจาะเป็นที่ 1 ผู้ไทยดำ เป็นที่ 2 ลาวพุงขาว เป็นที่ 3 จีนฮ่อ เป็นที่ 4 และได้ลงอาบน้ำในหนองฮกหนองฮาย มีเพียงข่าแจะที่ไม่ได้ลงจึงทำให้คนพวกนี้มีรูปกายที่หมองคล้ำมาจนถึงปัจจุบัน พวกผู้ไทย ลาว ฮ่อ และญวน ได้แยกย้ายไปตั้งบ้านเมือง ผู้ไทยตั้งบ้านเรือนที่เมืองแถง มีขุนลอคำเป็นผู้นำ จนขยายเมืองกลายเป็น สิบสองจุไทย ในปัจจุบัน (หน้า 17-18)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

มีส่วนน้อยที่ทำแต่งงานข้ามชาติพันธุ์ เช่น ผู้ไทยแต่งงานกับชาวไทยอีสาน แต่ยังคงความเป็นผู้ไทยอยู่ (หน้า 142) เอกลักษณะที่สำคัญของกลุ่ม คือ ภาษา ลูกผู้ไทยต้องพูดภาษาผู้ไทย แม้จะมีการนำภาษาอื่นเข้ามาปะปนบ้าง แต่สำเนียงยังเป็นผู้ไทยอยู่ และปะเพณีที่ผู้ไทยยังไม่ทิ้งไปและทิ้งไม่ได้ คือ การแต่งงานที่มี “ล่าม” และพิธีเอาฮูบเอาฮอยในงานบุญพระเวส (หน้า 154)

Social Cultural and Identity Change

สังคมผู้ไทยในอดีต มีผู้ชายเป็นใหญ่ สามีเหนือกว่าภรรยา ภรรยาต้องยกย่องสามีเหมือนเป็นพระ รับประทานอาหารก่อนทุกคนในบ้าน ภรรยาแต่งออกไปอยู่บ้านสามี แต่ถ้ามีลูกสาวคนเดียวแต่งเข้า ในปัจจุบันสามีภรรยามีความทัดเทียมกันมากขึ้น เพราะการได้รับการศึกษา การทำมาหากินที่เปลี่ยนไป การกราบสามีทุกวันหมดไป เหลือเพียงการกราบสามีตอนอยู่ไฟ (หน้า 156) ในอดีตชุมชนผู้ไทยอาศัยทรัพยากรธรรมชาติโดยรอบชุมชนในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เชื่อในเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ เช่นผีนานาชนิด แต่ในปัจจุบันหันมาพึ่งพาสังคมภายนอกมากขึ้น ทั้งในเรื่องของอาหาร เสื้อผ้า วัสดุก่อสร้างบ้านเรือน การเจ็บป่วยก็ทำการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันมากขึ้น แต่ความเชื่อ เรื่องผี ยังคงมีอยู่ (หน้า 157) ทางด้านเศรษฐกิจ ชาวผู้ไทยหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ปอ ฝ้าย ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รู้จักการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช รถไถเดินตาม มีการติดต่อค้าขายกับคนภายนอก หันมาพึ่งพานายทุนเพิ่มขึ้น (หน้า 157-158) ชุมชนผู้ไทยบ้านหนองโอใหญ่ ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของตนได้เป็นอย่างดี เมื่อเปรียบเทียบกับ ชุมชนผู้ไทยอื่นๆ หรือเปรียบเทียบกับไทยอีสาน ประเพณีที่ยังรักษาไว้ เช่น พิธีฮูบฝังฮอย ซึ่งทำควบคู่กับบุญพระเวส เป็นการผสมผสานความเชื่อเรื่องผีกับพุทธเข้าด้วยกัน ส่วนประเพณีความเชื่ออย่างอื่น ไม่แตกต่างจากชุมชนผู้ไทยอื่นและไทยอีสานมากนัก เช่น ยังปฏิบัติบุญ 12 เดือน เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นบุญเข้ากรรม (บุญเดือน 1) กับบุญซำฮะ (บุญเดือน 7) ยังมีผู้ปฏิบัติน้อยมาก ประเพณีงานศพเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จากเดิมจะผังศพคนตายโหงกับตายทั้งกลมไว้ 3 ปี จึงจะขุดมาเผา ก็เปลี่ยนมาเป็นเผาเลยไม่ต้องฝังก่อน (หน้า 159)

Critic Issues

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

แผนที่เส้นทางการอพยพของชาวผู้ไทยอำเภอหนองสูงและอำเภอคำชะอี (หน้า 20) แผนที่แสดงการตั้งถิ่นฐานของชาวผู้ไทยในภาคอีสาน (หน้า 28ฉ แผนที่อำเภอหนองสูง (หน้า 32) แผนที่บ้าหนองโอใหญ่และบริเวณใกล้เคียง (หน้า 33) เสาปากช้าง (หน้า 56) หลังคากระเทิบ และหลังคาหัวลอย (หน้า 57) บ้านผู้ไทย (หน้า 58) เครื่องมือทำแป้น (หน้า 60) ลักษณะแป้น (หน้า 61) บ้านผู้ไทย (หน้า 62) เสาบ้าน (หน้า 63) บ๊ะขี้โพะ (หน้า 64) วิธีการสุ่มกองไฟเพื่อทำการย้อม (หน้า 74-75) ภาพการเสี่ยงทาย การเอาฮูบเอาฮอย (หน้า 108)

Text Analyst เมธีรา ฤกษดายุทธ์ Date of Report 25 ก.ค. 2559
TAG ผู้ไท, การเปลี่ยนแปลงสังคม, วัฒนธรรม, เศรษฐกิจ, ประเพณี, ความเชื่อ, มุกดาหาร, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง