ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ,การท่องเที่ยว,ชุมชน,ความเชื่อ,เพชรบุรี
Author มธุรส ปราบไพรี
Title ศักยภาพของชุมชนในการจัดการแหล่งท่องเที่ยว: กรณีชุมชนไทยทรงดำบ้านเขาย้อย ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 138 Year 2543
Source หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

ไทยทรงดำที่บ้านเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ยังคงมีประชากรบางส่วนดำเนินวิถีชีวิตตามแบบวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบการผลิตทางการเกษตร เพื่อตอบบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน อย่างเช่น ข้าว และผ้าทอ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาวไทยทรงดำ รวมไปถึงรูปแบบบ้านเรือนที่พักอาศัย ซึ่งการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเจ้าของวัฒนธรรมเอง และจากความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และส่งผลดีให้กับชุมชนเอง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมไปจนถึงความภาคภูมิใจในการอนุรักษ์ ทำนุบำรุง ฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของตน ให้ได้รับการถ่ายทอดอย่างถูกต้องสู่คนรุ่นต่อๆ ไป ดังจะเห็นได้จากการที่คนในวัยทำงานได้หันกลับมาทอผ้าแทนการไปรับจ้างในโรงงานมากขึ้น และเด็กๆ ในวัยเรียนได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรมของตนเองผ่านการเรียนทั้งในระบบและนอกระบบอย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

Focus

ศักยภาพของชุมชนไทยทรงดำที่บ้านเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ในการจัดการการท่องเที่ยว

Theoretical Issues

ไม่ปรากฎ

Ethnic Group in the Focus

ไทยทรงดำหรือลาวโซ่งที่บ้านเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี (หน้า 4)

Language and Linguistic Affiliations

ใช้ภาษาไทยทรงดำเพื่อการสื่อสารเฉพาะภายในกลุ่ม ส่วนมากเป็นกลุ่มผู้อาวุโสและวัยทำงาน ส่วนการเขียนและอ่านอักษรไทยทรงดำนั้นมีอยู่น้อยมาก (หน้า 83)

Study Period (Data Collection)

ตุลาคม 2542 – เมษายน 2543 (หน้า 28-30)

History of the Group and Community

ไม่มีข้อมูล

Settlement Pattern

ไม่ปรากฎ

Demography

ในพื้นที่การศึกษาหมู่ 5 บ้านเขาย้อย จำนวนประชากรร้อยละ 60 ของประชากรที่อาศัยอยู่ภายในชุมชนเป็นชาวไทยทรงดำ (หน้า 115)

Economy

ในอดีตการผลิตที่สำคัญของชาวไทยทรงดำทำขึ้นเพื่อการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทั่วไปโดยอาศัยวัสดุอุปกรณ์ที่มาได้ง่ายในภูมิประเทศที่อาศัยอยู่ ซึ่งมีการทำนา ทั้งนาข้าวเหนียวและนาข้าวเจ้า การทำไร่ ทำสวน หาปลา การถนอมอาหาร (หน้า 65) เลี้ยงสัตว์ การปลูกฝ้ายและเลี้ยงไหมสำหรับการทอผ้า การทำเครื่องจักสาน การหาของป่า การถนอมอาหาร ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนเป็นหลัก หากผลผลิตมีมากพอจึงนำผลผลิตไปขายภายในชุมชน ผลผลิตที่นำไปขายส่วนใหญ่ คือ ข้าวเหนียว แต่ในปัจจุบันระบบการผลิตได้เปลี่ยนไปเป็นการผลิตเพื่อการค้ามากยิ่งขึ้น โดยสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง โดยชาวไทยทรงดำหันมาปลูกข้าวเจ้ามากกว่าข้าวเหนียว ที่เป็นอาหารหลักในการบริโภคและทำพิธีกรรมภายในครัวเรือน (หน้า 62-63) ในปัจจุบันผู้มีรายได้จากการทำนาหรือค่าเช่าที่นาคือกลุ่มผู้อาวุโส แต่ก็ยังถือได้ว่าการทำนาเป็นอาชีพหลักของชุมชนไทยทรงดำ โดยมี 48 ครัวเรือนที่ทำการเกษตร (หน้า 115) ส่วนไทยทรงดำวัยทำงานนิยมออกไปทำงานนอกบ้าน เช่น ทำงานรับจ้างในโรงงานที่อยู่ละแวกใกล้เคียงชุมชนและรับราชการ (หน้า 86-87) ต่อมาเมื่อชุมชนได้พัฒนาให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยว ก็มีการเพิ่มจำนวนของผู้ผลิตผ้าทอในชุมชนมากขึ้น (หน้า 64) ทางด้านแรงงานและวัตถุดิบในการผลิต จากแต่เดิมเป็นการรวมกลุ่มกันทำงาน ก็กลายเป็นการซื้อ-ขาย และรับจ้างมากขึ้น เนื่องจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมถูกละทิ้งไป แต่ก็ยังคงมีการอาศัยแรงงานเพื่อการผลิตแบบวัฒนธรรมชุมชนอยู่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการจัดการแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน (หน้า 68) นอกจากนี้อุปกรณ์ภูมิปัญญาชาวบ้านก็ได้รับการบอกเล่าเรื่องราวและวิธีการใช้งานให้นักท่องเที่ยวได้รู้จัก (หน้า 71) ส่วนต้นทุนทางการผลิตในสังคมเกษตรกรรมในอดีตนั้นก็คือแรงงานในชุมชน แต่ในปัจจุบันนั้นก็คือเงินทุน ซึ่งมีสถาบันทางการเงินทั้งภายนอกและภายในชุมชนเป็นหน่วยความช่วยเหลือทางการเงิน แต่สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้น ชาวไทยทรงดำสามารถจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดการเคลื่อนไหว โดยอาศัยต้นทุนทางสังคมที่มีมาตั้งแต่อดีตโดยปราศจากค่าจ้าง หากแต่เป็นรายได้เพื่อชุมชนสำหรับเป็นทุนในครั้งต่อๆ ไป (หน้า 69)

Social Organization

ในอดีต การแต่งงานจะต้องเป็นเฉพาะไทยทรงดำด้วยกันเอง โดยหลังจากแต่งงานแล้ว ฝ่ายชายอาจไปช่วยพ่อแม่ฝ่ายหญิงทำงานในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เรียกว่า “ไปเขย” เมื่อพ้นระยะหนึ่งไปแล้วก็จะพาฝ่ายหญิงกลับไปอยู่บ้านตนเอง การนับถือผีก็จะนับถือผีบรรพบุรุษทางสามี ไม่สามารถกลับไปเข้าร่วมในพิธีกรรมหรือนับถือผีเดิมได้ แต่ในปัจจุบันการแต่งงานไม่ได้เคร่งครัดเหมือนอดีต แต่สมาชิกใหม่ก็ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของไทยทรงดำแม้ว่าจะไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็ต้องมีการนับถือผีอย่างเคร่งครัด พิธีกรรมของชาวไทยทรงดำใดๆ ก็ตามที่มีจำนวนเครือญาติและผู้มาร่วมงานมาก แสดงให้เห็นถึงความมีหน้ามีตาทางสังคม การยอมรับ ความมีชื่อเสียง และเป็นคนที่คนในชุมชนให้ความนับถือและมีไมตรีจิตที่ดี ไทยทรงดำมีการเล่นลูกช่วงและประเพณีลงข่วง ซึ่งเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวชาวไทยทรงดำได้พบปะพูดคุย ทำความรู้จักกัน เป็นการแสดงถึงปฏิภาณ ไหวพริบ และกิริยามารยาทของทั้งสองฝ่าย ทำให้รู้จักพฤติกรรมในตัวบุคคลได้ดีและเป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแสดงอารมณ์ของแต่ละฝ่ายว่ามีความมั่นคงหนักแน่นหรือไม่ (หน้า 79) ความสัมพันธ์ในครัวเรือนมีการแบ่งแยกหน้าที่และบทบาทในการทำงาน กล่าวคือ ผู้อาวุโสของครอบครัวเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพและเป็นผู้นำครอบครัวรวมถึงการทำพิธีกรรม ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของครอบครัว ผู้หญิงมีหน้าที่ทำงานบ้านดูแลเรือน ดูแลและผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้สมาชิกในครัวเรือน และทำงานในเรือกสวนไร่นาร่วมกับฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายชายมีหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัว สืบทอดและถ่ายทอดพิธีกรรม ประกอบอาชีพหลักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว (หน้า 71-74)

Political Organization

ไม่มี

Belief System

ไทยทรงดำมี 2 ชนชั้น คือ ชมชั้นผู้ต๊าว ซึ่งเป็นชนชั้นปกครอง และชนชั้นผู้น้อย ซึ่งเป็นสามัญชน ชนชั้นผู้น้อยกับผู้ต๊าวมีสิ่งที่แตกต่างกันคือพิธีกรรมที่ใช้ในการนับถือผี รวมถึงข้อห้ามคำสอนบางอย่าง (หน้า 74) ชาวไทยทรงดำให้ความเคารพและนับถือแถนหรือผีฟ้า ผู้ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างและเป็นผู้กำหนดให้ทุกสิ่งบังเกิดมาในโลก การเชื่อฟังและกำหนดตามแถนสั่งจะทำให้เกิดความสุขแก่ครอบครัว แถนหลวงเป็นหัวหน้าแถนทั้งปวง ผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษมีการทำพิธีเพื่อให้ผีเรือนกลับมาคุ้มครองปกปักรักษาให้กับสมาชิกในครอบครัว หากการทำการที่เป็นการล่วงละเมิดผีเรือนต้องมีการขอขมาผีเรือน การแสดงความเคารพ ความนับถือ และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ทำโดยการทำพิธีเสนเรือน ซึ่งจะทำ 2-3 ปีต่อครั้ง (ยกเว้นเดือน 9-11 เพราะเป็นช่วงที่ผีเรือนไปเฝ้าแถน) โดยมีหมอเสนเป็นผู้ทำพิธีที่กะล่อห่อง ซึ่งเป็นที่อยู่ของผีบรรพบุรุษ โดยหมอเสนเป็นผู้ทำพิธีเรียกผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษจากปั๊บผีเรือน (รายชื่อผีบรรพบุรุษ) มารับเครื่องเซ่น ผู้ที่เข้าร่วมในพิธีต้องสวมเสื้อฮีและเป็นผู้ที่นับถือผีเดียวกันเท่านั้น และถ้าไม่ทำพิธีถือว่าได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผีบรรพบุรุษและลูกหลานเองก็จะอยู่อย่างไม่เป็นสุข ส่วนพิธีปาดตงคือการเซ่นไหว้ผีเรือนของแต่ละครัวเรือนเพื่อให้มากินเครื่องเซ่น โดยจะทำทุกๆ 10 วัน แต่ละครัวเรือนอาจทำพิธีนี้ไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับวันเชิญวิญญาณของผีบรรพบุรุษมาเป็นผีเรือนในครั้งแรก การละเว้นการเซ่นผีเรือนในวันที่กำหนด ผีเรือนอาจจะไม่อยู่และไม่ได้รับอาหารที่ลูกหลานได้นำมาเซ่น นอกจากนี้ไทยทรงดำยังมีความเชื่อว่ามีผีประจำอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ผีเตาไฟ โดยเชื่อว่าห้ามข้ามเตาไฟเพราะจะทำให้เดือดร้อน ผีนาที่ทำหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลผลผลิตให้เติบโตงอกงาม โดยมีการเซ่นผีนาก่อนการเกี่ยวข้าวเพื่อแสดงความขอบคุณผีนาโดยใช้เหล้ากับไก่เป็นเครื่องเซ่น ผีประจำหมู่บ้านจะมีการตั้งศาลและมีพิธีเซ่นไหว้ในเดือนหก และยังมีผีประจำตัวบุคคลที่เรียกว่าขวัญ ถ้าทำให้ผีขวัญตกใจก็จะทำให้ผู้นั้นเจ็บป่วยได้ และเมื่อมีการตายเกิดขึ้น ก็มีการจัดทำพิธีศพตามแบบพุทธศาสนิกชน โดยภายหลังจากเผาแล้วก็จะเก็บกระดูกเพื่อนำไปฝังแล้วปลูกเรือนหลังเล็กๆ ทับไว้ ที่เรียกว่าเรือนแก้วที่ป่าเฮ่วหรือป่าช้าของชาวไทยทรงดำ ซึ่งไทยทรงดำเชื่อว่า เมื่อคนตายไปแล้ว ขวัญหรือวิญญาณของผู้ตายจะเดินทางไปเฝ้าแถนก่อน หลังจากนั้นก็จะกลับมาประจำอยู่ที่บ้านเป็นผีเรือนประจำบ้าน ในการทำพิธี หมอเสนทำหน้าที่บอกทางให้กับขวัญหรือวิญญาณผู้ตายที่เรียกว่า เขยกก เพื่อชี้แนะเส้นทางในการเดินไปเฝ้าแถนได้ (หน้า 75-78)

Education and Socialization

เด็กในชุมชนได้เรียนหนังสือกันทุกครัวเรือน (หน้า 87) และยังมีการศึกษานอกระบบ โดยการเรียนรู้ผ่านวัฒนธรรมของชุมชน ได้แก่ ระบบการผลิต ระบบความสัมพันธ์ของครอบครัวและสังคม ทำให้เกิดการเรียนรู้และขัดเกลาทางสังคม และมีการถ่ายทอดและสืบต่อการปฏิบัติทางด้านวัฒนธรรมและพิธีกรรมต่อไป นอกจากนี้วัฒนธรรมชุมชนของชาวไทยทรงดำยังได้นำไปบูรณาการเข้ากับกระบวนการเรียนการสอนในระบบการศึกษาของไทยอีกด้วย (หน้า 92)

Health and Medicine

ในปัจจุบันชาวไทยทรงดำนิยมรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ก็ยังคงมีการจัดทำพิธีการรักษาแบบเก่าโดยมีหมอเยื้องทำหน้าที่ในการเสี่ยงทายว่าเกิดอะไรกับผู้เจ็บป่วย เมื่อพบว่ามีการทำผิดผีหรือทำสิ่งที่ไม่เป็นมงคลก็จะต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์หรือการรักษาโดยหมอเป่า ซึ่งมีการรักษาทั้งก่อนหรือหลังจากได้ไปหาหมอแผนปัจจุบันแล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีหมอปรุง ซึ่งทำหน้าที่ในการปรุงยาสมุนไพร (หน้า 93)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ลักษณะบ้านของชาวไทยทรงดำมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กล่าวคือ เป็นบ้านที่มุงหลังคาด้วยหญ้าคา ชายคาทอดยาวลงมาเป็นเสมือนฝาบ้าน ตัวเรือนยกพื้นสูงเพื่อให้อากาศถ่ายเท (หน้า 64) เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของไทยทรงดำมีสีดำ ซึ่งเป็นสีย้อมสีนิลดำจากต้นคราม แล้วนำมาไปแช่โคลนในทุ่งนา (หน้า 65-66) เสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันของผู้ชายชาวไทยทรงดำคือนุ่งกางเกงขาสั้นสีดำหรือครามเข้ม เรียกว่า “ส้วงขาเต้น” สวมเสื้อแขนกระบอกยาวสีดำรัดข้อมือ ผ่าหน้าตลอด มีกระดุมเงิน 10-15 เม็ด ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นสีดำหรือสีครามเข้ม มีลายขาวเป็นทางลงสลับดำเรียกว่าลายแตงโม มีเชิงผ้าเป็นขอบขวางกว้างประมาณ 2-3 นิ้ว ถ้าเป็นแม่ม่ายจะเอาเชิงออก ส่วนเสื้อ เป็นเสื้อแขนกระบอกแขนยาวสีดำรัดข้อมือผ่าหน้าตลอด ติดกระดุมเงินประมาณ 9-10 เม็ด เรียกว่า “เสื้อก้อม” ส่วนกลุ่มวัยรุ่นหรือเด็กเล็กไม่แต่งกายแบบไทยทรงดำในชีวิตประจำวัน แต่จะแต่งชุดไทยทรงดำเมื่อมีพิธีการสำคัญต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับชาวไทยทรงดำ เสื้อผ้าที่ใช้ในโอกาสพิเศษสำหรับผู้ชายนุ่งกางเกงขายาวสีดำเรียกว่า “ส้วงขาฮี” สวม “เสื้อฮี” ตัวเสื้อเข้ารูปเล็กน้อย ผ่าหน้าตลอด ตัวยาวคลุมสะโพก ด้านข้างตัวเสื้อผ่าข้างขึ้นมาถึงเอว คอเสื้อเป็นคอกลมติดคอ กุ๊นรอบคอด้วยผ้าไหมสีแดงแล้วเดินเส้นทับด้วยไหมสีแสด สีเขียว สีขาว คอเสื้อมีกระดุมติดคล้องไว้ 1 เม็ด แขนเสื้อเป็นแขนกระบอกยาวปักตกแต่งตรงรักแร้ และด้านข้างของตัวเสื้อด้วยเศษผ้าไหมสีต่างๆ รวมทั้งติดกระจกชิ้นเล็กๆ เสื้อฮีของผู้หญิงมีลักษณะตัวใหญ่กว่าของผู้ชายมาก คอด้านหน้าปักแหลมลึกใช้สวมทางศีรษะ ปักตกแต่งด้านหน้าด้วยเศษไหมสีต่างๆ แขนเสื้อเป็นแขนกระบอกยาวสามส่วน นิยมปักตกแต่งปลายแขนเสื้อด้วยไหมสีแดง สีแสด สีเขียว และสีขาว เป็นส่วนใหญ่ เสื้อฮีเป็นเสื้อที่สามารถใส่ได้ทั้งสองด้าน การสวมใส่ด้านที่มีลวดลายมากใช้สำหรับงานอวมงคล ด้านที่มีลวดลายน้อยและตกแต่งบริเวณคอเสื้อหรือด้านข้างใช้สำหรับงานมงคล การสวมเสื้อฮีเพื่อร่วมในงานต่างๆ เป็นการแสดงถึงการให้เกียรติเจ้าภาพอย่างมาก (หน้า 80-82) เด็กหญิงและเด็กชายจะถูกกล้อนผมตั้งแต่เด็ก เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ผู้ชายจะตัดผมสั้นทรงดอกกระทุ่มหรือทรงสูง ผู้หญิงไว้ผมยาวได้แก่ ทรงสับปลิ้น (อายุ 14-15 ปี) ผมจะเริ่มยาวพอที่จะพับปลายผมม้วนขึ้น แล้วสับหวีที่ท้ายทอย ทรงจุกต๊บ ( 14-15 ปี) ผมมีความยาวมากพอที่จะขมวดเป็นก้อนแต่ยังไม่แน่น ทรงขอดกระต๊อก (16-17 ปี) ผมที่มีความยาวและสามารถรวบไว้ข้างหลัง สามารถผูกเป็นปมเหมือนผูกเชือก ปล่อยชายผมสูงมาข้างหน้าได้ ทรงขอดซอย (17-18 ปี) ทรงผมที่สามารถเกล้าผมได้แน่นและผูกเป็นปมเหมือนเงื่อนตามเอาชายไว้ข้างซ้านทำผมเป็นโบว์ทั้ง 2 ข้าง ทรงปั้นเกล้าซอย (19-20 ปี) หญิงสาวที่มีอายุในช่วงนี้จะมีผมที่ยาวมากพอที่จะผูกผมเหมือนเนคไทหูกระต่าย มีหางยาวออกมาทางขวา ทรงปั้นเกล้าหรือปั้นเหล้าล้วน (อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป) ผมมีความยาวมากและสามารถเกล้ารวบมวยตลบไว้ถึงกลางศีรษะ ชายม้วนสอดเข้าไว้ด้านใน แล้วใช้ไม่ขัดเพื่อไม่ให้ผมหลุด ด้านหน้าจะเห็นเป็นลอนใหญ่ ทรงปั้นเกล้าต๊ก สำหรับหญิงที่สามีตาย โดยจะปล่อยผมปั้นเกล้าลงหทด ไม่ใส่เครื่องประดับใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเผาศพแล้วต้องไว้ทุกข์หนึ่งปี ในช่วงการไว้ทุกข์ไม่ต้องปล่อยผมหมด ทำผมปั้นเกล้าไว้ด้านหลังเหนือท้ายทอยเล็กน้อย หลังจากที่พ้นจากการไว้ทุกข์แล้วสามารถทรงปั้นเกล้าธรรมดาได้ (หน้า 84)

Folklore

ไทยทรงดำมีการเล่นลูกช่วงหรืออิ้นกอน ซึ่งทำมาจากผ้าที่เย็บคล้ายหมอนสี่เหลี่ยมเล็กๆ ภายในบรรจุด้วยทรายหรือเมล็ดนุ่น มีพู่ห้อย 4 มุม มีการขับเพลงทอดคอน การเล่นแคน และการเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาว ในระหว่างการเล่นมีการพูดประชดประชัน เสียดสีและหยอกล้อให้ฝ่ายตรงข้ามโกรธ ฝ่ายใดไม่โกรธถือว่าเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมในการเลือกเป็นคู่ครอง ประเพณีนี้จะจัดขึ้นในเดือน 5-6 แต่ละหมู่บ้านจะจัดวันไม่ให้ตรงกัน นอกจากนี้ยังมีประเพณีลงข่วง ข่วงเป็นสถานที่ในบริเวณบ้านที่ใช้สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ เมื่อถึงช่วงเวลาลงข่วง หนุ่มสาวทั้งภายในและภายนอกชุมชนจะมาที่ช่วงเพื่อพบปะพูดคุยกัน (หน้า 79-80)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่ปรากฎ

Social Cultural and Identity Change

จากระบบกลไกตลาดในปัจจุบัน ส่งผลให้รูปแบบการผลิตเพื่อยังชีพของชาวไทยทรงดำเปลี่ยนแปลงไปเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นหลัก ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการปลูกข้าวโดยใช้การจ้างแรงงานแทนการขอแรงกันอย่างในอดีต (หน้า 68) ซึ่งก็ทำให้มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมาก (หน้า 70) และมีการปลูกข้าวเจ้ามากกว่าข้าวเหนียว ทั้งที่ไทยทรงดำเองบริโภคข้าวเหนียวเป็นหลัก และยังเป็นสิ่งสำคัญในการทำพิธีกรรมต่างๆ อีกด้วย และเนื่องจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ขยายบริเวณไปถึงบริเวณชุมชนไทยทรงดำ ไทยทรงดำส่วนใหญ่จึงรับจ้างทำงานในโรงงานมากกว่าการทำนา การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมของชาวไทยทรงดำ รวมไปถึงรูปแบบการแต่งกายที่สวมใส่ชุดประจำถิ่นเฉพาะในพิธีกรรมสำคัญเท่านั้น จึงส่งผลให้การผลิตผ้าทอไทยทรงดำมีจำนวนลดลง อย่างไรก็ตามหลังจากมีการพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยว ไทยทรงดำก็ได้หันกลับมาอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้และสืบทอดให้กับคนรุ่นหลัง ดังเช่นการที่มีบางครัวเรือนหันมาผลิตผ้าทอ มีการถ่ายทอดรูปแบบการปักผ้า การเรียนรู้เทคโนโลยีการเกษตรแบบดั้งเดิม (หน้า 62-64) แต่เป็นที่น่าเสียดายที่การเล่นลูกช่วงและประเพณีการลงข่วงนั้นได้สูญหายไปพร้อมกับการพัฒนาทางด้านต่างๆ ที่ทำให้หนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงวิถีและรูปแบบการดำเนินชีวิตและการเลือกคู่ครอง จะมีก็เพียงแต่การจำลองการละเล่นให้นักท่องเที่ยวดูเท่านั้น (หน้า 79-80)

Critic Issues

Other Issues

การจัดการการท่องเที่ยว หมู่บ้านท่องเที่ยวของไทยทรงดำบ้านเขาย้อย ก่อตั้งขึ้นในปี 2541 โดยคนในชุมชนเองที่ได้มีโอกาสต้อนรับบุคคลภายนอกที่เดินทางเข้ามาศึกษาดูงานสหกรณ์ และมีการค้างคืนตามบ้านไทยทรงดำ ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมและอนุรักษ์ประเพณีของไทยทรงดำไว้ให้ลูกหลานต่อไป โดยมีการรวมกลุ่มเพื่อจัดการบริการที่พักและอาหารรับรองนักท่องเที่ยวตามคุณสมบัติที่รัฐกำหนดขึ้น และยังได้สร้างเรือนลาวโซ่งเพื่อใช้เป็นศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ ที่ให้ประโยชน์ในด้านการศึกษาวัฒนธรรมของชุมชน มีพื้นที่แสดงเครื่องมืออุปกรณ์การทำมาหากินที่ไทยทรงดำใช้ในอดีต การจัดแสดงสินค้า สาธิตการทอผ้า และเป็นสถานที่รวมกลุ่มฝึกอาชีพให้แก่ไทยทรงดำอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะมีครัวเรือนที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้เพียง 7 ครัวเรือน แต่เมื่อภายในชุมชนมีกิจกรรมทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว คนในชุมชนก็เต็มใจให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ถึงแม้จะเป็นเพียงการเข้าร่วมประชุม ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ก็ตาม (หน้า 104) ครัวเรือนที่ให้บริการที่พักแก่นักท่องเที่ยวจะต้องบอกผีเรือนก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเข้าพัก และต้องบอกถึงบริเวณที่หวงห้าม เช่น ห้องผี เป็นต้น ในการจัดกิจกรรมการแสดงพิธีกรรมและการละเล่นต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ชมนั้น ผู้อาวุโสของชุมชนได้เข้ามามีบทบาทในการคัดเลือกพิธีกรรมเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์ที่ได้พบเห็น โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประเพณีดั้งเดิม (หน้า 111) เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยทรงดำอย่างแท้จริง ผ่านการแสดงจากเด็กๆ ในชุมชน ซึ่งทำให้เด็กเองรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมประเพณีของตนเองได้ในเวลาเดียวกัน นอกจากการท่องเที่ยวภายในชุมชนแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนใกล้เคียงอย่างเช่น การนั่งวัวเทียมเกวียน หรือการไสกระดานหอย ของชาวอำเภอบ้านแหลม เป็นต้น นักท่องเที่ยวที่เข้าพักส่วนใหญ่เป็นชาวไทย โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อศึกษาวัฒนธรรมไทยทรงดำ (หน้า 49-61) ภายหลังจากการทำกิจกรรม สมาชิกในโครงการจะมีการประเมินการทำงานโดยการพูดคุยถึงปัญหาหรือข้อบกพร่องต่างๆ ที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ที่ชาวบ้านได้รับเป็นจำนวนเงินนั้น หลังจากหักค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนไปแล้ว ชาวบ้านมีรายได้จากการท่องเที่ยวน้อยมาก แต่ทุกคนในชุมชนก็ยังคงเต็มใจที่จะช่วยเหลือและให้ความร่วมมือโดยเล็งเห็นถึงประโยชน์ในด้านการศึกษาและการอนุรักษ์วัฒนธรรมให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงประวัติความเป็นมาและขั้นตอนที่ถูกต้องตามประเพณีเดิม (หน้า 113)

Google Map

Map/Illustration

Text Analyst ชมพรรณ จันทิมา Date of Report 20 ก.พ. 2557
TAG ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, การท่องเที่ยว, ชุมชน, ความเชื่อ, เพชรบุรี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง