ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ไทดำ,ตำนาน,เอกสารประวัติศาสตร์,จารีตประเพณี,เวียดนาม
Author ดั่งเงียมหว่าน และ คณะ
Title Tu lieu ve Lich su va Xa hoi Dan toc Thai (เอกสารทางประวัติศาสตร์และสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ไท)
Document Type หนังสือ Original Language of Text ภาษาเวียดนาม
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, ฮานอย ห้องสมุดสถาบันชาติพันธุ์วิทยา, ฮานอย Total Pages 493 Year 2520
Source จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สังคมศาสตร์, ฮานอย เวียดนาม
Abstract

มีเนื้อหาเน้นในด้านประวัติศาสตร์ของกลุ่มไทดำในเวียดนาม โดยอาศัยข้อมูลจาก "ความโตเมือง" ซึ่งเป็นวรรณกรรมจารีตในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังอธิบายถึงจารีตประเพณีท้องถิ่นที่เรียกว่า "ฮีตบ้านคองเมือง" และระบบการปกครองของไทดำ พร้อมตัวอย่างจารีตประเพณีของเมืองหม้วย

Focus

ประวัติศาสตร์และจารีตประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำในภาคเหนือของเวียดนาม

Theoretical Issues

เอกสารชิ้นนี้มีลักษณะการเรียบเรียงในเชิงประวัติศาสตร์นิพนธ์ของกลุ่มไทดำ โดยอาศัยข้อมูลจากเอกสารประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นที่เรียกว่า "ความโตเมือง" จาก 6 เมืองมาเปรียบเทียบกัน พร้อมกับข้อมูลจารีตประเพณี ดังนั้นจึงเป็นเอกสารเพื่อการนำเสนอข้อมูลของกลุ่มชาติพันธุ์ไทในเวียดนาม ซึ่งอยู่ในแนวทางการเขียนงานประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ที่อิงกับมโนทัศน์ "วัฒนธรรม (อันดีงาม)" เพื่อเชิดชู สนับสนุน กลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะที่เป็นแนวร่วมหนึ่งของขบวนการสร้างชาติและสร้างวัฒนธรรมแห่งชาติเวียดนาม (หน้า 9)

Ethnic Group in the Focus

คณะผู้เขียนเรียกกลุ่มที่ศึกษาว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไท ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มหลัก 2 กลุ่มคือ กลุ่มไทดำและกลุ่มไทขาว ในภาษาเวียดนาม -ใช้คำว่า "Thai" สำหรับเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ไทโดยรวม -ใช้คำว่า "Thai Den" สำหรับเรียกชื่อกลุ่มไทดำ -ใช้คำว่า "Thai Trang" สำหรับเรียกชื่อกลุ่มไทขาว

Language and Linguistic Affiliations

คณะผู้เขียนจัดให้ภาษาไทดำเป็นสาขาหนึ่งของกลุ่มภาษา "ไต-ไท" (Tay-Thai) ตามการจำแนกกลุ่มตระกูลภาษาของนักวิชาการเวียดนามในเวลานั้น (1977) ดังนั้น ในหนังสือเล่มนี้ กลุ่มภาษา "ไต-ไท" ได้ถูกจัดให้อยู่กับกลุ่มตระกูลภาษาเอเชียใต้ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มภาษาเวียด-เหมื่อง กลุ่มภาษามอญ - ขแม กลุ่มภาษาแม้ว-เย้า กลุ่มภาษากะได และกลุ่มภาษาไต-ไท ซึ่งต่างจากการจำแนกตระกูลภาษาของนักวิชาการเวียดนามในปัจจุบันที่ได้จัดกลุ่มภาษาไต-ไท แยกออกเป็นตระกูลภาษาหนึ่งโดยเฉพาะ

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

คณะผู้เขียนอาศัยเนื้อความใน "ความโตเมือง" ซึ่งเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นเป็นหลัก นำเสนอว่ามีกลุ่มคนไทตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือมานานแล้วตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 11 โดยอ้างอิงจากพงศาวดารได่เหวียดสื่อกี๋ตว่านทือซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่บันทึกโดยชาวเวียดนาม กล่าวถึงกลุ่มคนไทที่เรียกว่า "งึวโหง" ( Nguu Hong) ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามในศตวรรษที่ 11 ว่าเป็นพวกที่มีอักษรเขียนคล้ายกับ "อ้ายลาว" ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ภาษาตระกูลไทเช่นเดียวกัน คณะผู้เขียนมีความเห็นว่า บริเวณภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามประกอบด้วยกลุ่มคนไทหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีประวัติการเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่แตกต่างกัน กลุ่มที่เป็นบรรพบุรุษของพวกไทดำในปัจจุบันมาจากสายการอพยพของผู้นำที่มีชื่อว่า "ขุนลานเจือง" ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยเริ่มต้นเข้ามาเป็นผู้ปกครองในเมืองลอ เมืองลา เมืองหม้วย เมืองม่วก เมืองวาด เมืองแถง เมืองควาย เมืองทาน และมีไทดำอีกกลุ่มหนึ่งเคลื่อนย้ายต่อผ่านเข้าไปในดินแดนลาวลงไปยังเขตแทงหัวและเหงะอานในเวียดนามปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีสายการอพยพของผู้นำที่ชื่อว่า "เจ้าหล้ายอดจอมคำ" ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 อีกสายหนึ่งจากลาวเข้ามาเป็นผู้ปกครองในเมืองสาง ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็มีการอพยพเข้ามาของคนไทสายตระกูล "ห่ากง" จากบริเวณเมืองบั๊กห่าซึ่งอยู่ภาคเหนือใกล้ชายแดนจีนในปัจจุบันลงมายังเมืองสาง และบางส่วนอพยพเลยเข้าไปยังเมืองข่องในเขตแทงหัว ในส่วนของบริเวณเมืองไล ซึ่งเป็นเขตของไทขาว คณะผู้เขียนได้กล่าวถึงข้อมูลใน ความโตเมืองว่า เมื่อขุนลานเจือง เข้ามายังเมืองแถง ในเวลานั้นมีคนไทปกครองเมืองไลอยู่แล้ว หากพิจารณาจากเนื้อความในตำนานแสดงว่า แถบเมืองไลมีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนคนไทมาก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ อันเป็นช่วงเวลาที่อิทธิพลของกลุ่มไทดำนำโดยขุนลานเจืองจะเคลื่อนย้ายเข้ามา

Settlement Pattern

กลุ่มชาติพันธุ์ไท มักตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณหุบเขาที่มีแม่น้ำหรือลำห้วยไหลผ่าน มีที่ราบเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก โดยเฉพาะการทำนาลุ่ม

Demography

คณะผู้เขียนได้ให้ตัวเลขทางประชากรโดยประมาณ โดยกล่าวว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไทที่จัดอยู่ในกลุ่มภาษาไต-ไท ตั้งถิ่นฐานส่วนใหญ่ในบริเวณภาคตะวันตกของประเทศเวียดนามมีจำนวนมากกว่า 6 แสนคน (1977, หน้า 23)

Economy

ระบบการผลิตที่สำคัญคือการทำนา ที่นาในชุมชนจะถูกแบ่งจากที่นาของต้นตระกูลที่ตั้งถิ่นฐานในชุมชนเป็นครั้งแรก หากแบ่งประเภทนาตามลักษณะพื้นที่สามารถแบ่งได้เป็นนาลุ่มและนาไร่ นาหลักคือนาลุ่ม ซึ่งเป็นนาที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง ส่วนนาไร่เป็นนาที่อยู่ตามที่ลาดชัน นอกจากนี้ ยังสามารถแบ่งประเภทของนาตามกลุ่มชนชั้นสังคมได้แก่ ๑). นาของผู้ปกครอง เรียกว่า "นาเมือง" ซึ่งอาศัยชาวบ้านเป็นผู้ทำให้ ๒). นาของชาวบ้านทั่วไป ได้รับนาที่ถูกแบ่งปันตามสายตระกูล

Social Organization

โครงสร้างชนชั้นในสังคมประกอบด้วย ๒ ชนชั้นหลักได้แก่ชนชั้นปกครองและชนชั้นใต้ปกครอง ชนชั้นปกครองเรียกโดยรวมว่า "เพี้ยต่าว" ประกอบด้วย เจ้าเมือง, เจ้าบ้านและสมาชิกในสายตระกูล และบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยกิจการด้านต่างๆ ของเจ้าเมือง, เจ้าบ้านในแต่ละหมู่บ้าน ชนชั้นใต้ปกครองประกอบด้วย ๑). "ไป้" คือชาวบ้านทั่วไปของแต่ละชุมชน มีหน้าที่ทำงานให้กับกลุ่มชนชั้นปกครองเมื่อมีงานส่วนกลางเข้ามา และทำหน้าที่ป้องกันหมู่บ้านในยามศึกสงคราม ๒). "กวงยก" คือชาวบ้านที่แลกฐานะความเป็น "ไป้" ของตนเองเพื่อทำงานให้กับบรรดาชนชั้นปกครอง ส่วนมากมักจะเป็นชาวบ้านที่มาจากหมู่บ้านอื่นหรือมาจากตระกูลอื่นย้ายเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่ ๓). "คนเฮือน" มีฐานะเหมือนทาส เนื่องจากต้องทำงานแลกอิสรภาพของตนเองเพื่อชดใช้หนี้สิน สามารถเป็นอิสระได้เมื่อนายทาสอนุญาต

Political Organization

ลักษณะทั่วไปของระบบการปกครองของกลุ่มชาติพันธุ์ไทในเวียดนาม เป็นระบบความสัมพันธ์ทางการเมืองในระดับ บ้าน-เมือง ซึ่งแต่ละช่วงสมัยก็จะมีผู้ปกครองที่มีอำนาจในแต่ละเมืองขึ้นมาเป็นใหญ่ แต่ไม่เคยมีเมืองใดเป็นศูนย์กลางของระบบการเมืองและการปกครองของกลุ่มชาติพันธุ์ไท ในบริเวณนี้ได้ต่อเนื่องยาวนานอย่างชัดเจน ดังนั้น ระบบการปกครองของกลุ่มชาติพันธุ์ไทในเวียดนามจึงแบ่งเป็นเขต ๆ ซึ่งประกอบด้วยหลายเมืองย่อยและเมืองศูนย์กลาง ผู้เป็นใหญ่ของแต่ละเขตเดิมเรียกว่า "ปู่เจ้า" คนไทยังไม่มีคำเรียกชื่อเขตปกครองขนาดใหญ่นี้ แต่ราชสำนักเวียดนามในสมัยราชวงศ์เล (ราวคริสตวรรษที่ ๑๕) เรียกว่า "เจิว" และเรียกชื่อผู้ปกครองเจิว หรือ "ปู่เจ้า" ว่า "จีเจิว" หากเวลานั้น "ปู่เจ้า" ครองอยู่ ณ เมืองใด เมืองนั้นก็ถือว่าเป็นเมืองใหญ่ที่มีอำนาจมากที่สุดในช่วงเวลานั้น เช่น เมืองหม้วยในสมัยของปู่เจ้าตาเงิน ก็ถือว่ามีอำนาจมากที่สุดในราวช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 รอบ ๆ เมืองใหญ่ที่มีผู้ปกครองระดับ "ปู่เจ้า" หรือ "จีเจิว" จะปกครองเมืองบริวาร เมืองเหล่านี้เรียกโดยทั่วไปว่า "เมือง" หรือเรียกเฉพาะว่า "เมืองหางเจิว" เพื่อให้ทราบฐานะของเมืองนั้นว่าเป็นเมืองบริวารของเมืองใหญ่กว่า ผู้ปกครองของเมืองหางเจิวมีตำแหน่งเรียกว่า "อันญา" แต่ละเมืองจะประกอบด้วยหมู่บ้าน ซึ่งเรียกทั่วไปว่า "บ้าน" สมาชิกในหมู่บ้านประกอบด้วยแต่ละตระกูล และแต่ละครัวเรือน ทุกคนมีสิทธิทำมาหากินของตนเอง เว้นแต่หากได้ของป่าที่สำคัญ เช่น ขาสัตว์ เขาสัตว์ หนังเสือ น้ำผึ้ง ต้องนำไปให้เจ้าเมืองของตน คณะผู้เขียนได้ให้รายละเอียดระบบการปกครองแบบจารีตของไทดำ โดยอาศัยตัวอย่างจารีตการปกครองของเมืองหม้วย (หน้า 354-366)

Belief System

คณะผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงระบบความเชื่อโดยตรง แต่กล่าวถึงจารีตต่างๆ ในการดำเนินชีวิต และกฏของบ้านเมือง เรียกว่า "ฮีตบ้านคองเมือง" (หน้า 268-341) และกล่าวถึงผู้ปฏิบัติพิธีกรรมอย่างสั้นๆ เช่น "องหมอ" "องปู่เจ้า" พิธีกรรมของชุมชน เช่น "เสนบ้าน" เสนเมือง" และพิธีกรรมในส่วนบุคคล เช่น "เสนเฮือน" "ปาดตง" "เสนผีคืนเสื้อ" "เสนแก้เคราะห์" เป็นต้น (หน้า 381-389)

Education and Socialization

ไม่ได้ระบุ

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

วรรณกรรมท้องถิ่นที่สำคัญที่ได้รับการกล่าวถึงในการศึกษาครั้งนี้คือ "ความโตเมือง" ซึ่งเป็นวรรณกรรมจารีตที่มีเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ของแต่ละท้องถิ่น โดยเริ่มจากสมัยตำนานเชิงประวัติ มาสู่สมัยประวัติศาสตร์ โดยมีเนื้อหาเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดร่วมกับช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ของลาวและเวียดนาม คณะผู้เขียนได้อ้างอิงเอกสาร "ความโตเมือง" 6 ฉบับจากเมืองต่างๆ คือ เมืองหม้วย เมืองควาย เมืองแถง เมืองแจง เมืองม่วก และจากอำเภอวันเจิ๋น โดยนำมาเรียบเรียงเนื้อความและมีเชิงอรรถเปรียบเทียบกัน

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

คณะผู้เขียนชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากกว่าด้านอื่น ที่เห็นได้ชัดเจนคือการเปลี่ยนแปลงในช่วงอาณานิคมฝรั่งเศส และการเปลี่ยนแปลงภายหลังการปฏิวัติปี ค.ศ. 1945 การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในช่วงอาณานิคมฝรั่งเศสมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบการปกครองแบบจารีตของคนไท กลุ่มชาวบ้านที่เรียกว่า "ไป้" ถูกเกณฑ์ไปทำงานให้กับฝรั่งเศสอย่างน้อย ๓ เดือนต่อปี ทำให้กลุ่ม "ไป้" ต้องเปลี่ยนสถานภาพของตนไปเป็น "กวงยก" หรือยอมเป็น "คนเฮือน" เพื่อทำงานให้กับบรรดาชนชั้นปกครองหรือ "เพี้ยต่าว" ที่ยังเป็นคนไท หรืออพยพหนีไปยังที่อื่น การเปลี่ยนแปลงภายหลังการปฏิวัติปี ค.ศ. 1945 ระบบการปกครองท้องถิ่นของคนไทถูกเปลี่ยนเข้าสู่ระบบสังคมนิยม

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

Text Analyst พิเชฐ สายพันธ์ Date of Report 03 มี.ค 2557
TAG ไทดำ, ตำนาน, เอกสารประวัติศาสตร์, จารีตประเพณี, เวียดนาม, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง