ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ,ประวัติศาสตร์ไตดำ,การอพยพ,ประเพณี,สังคม,วิถีชีวิต,ภาคกลาง,ภาคเหนือ
Author มนู อุดมเวช
Title ประวัติศาสตร์ไทดำในประเทศไทย
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
(เอกสาารฉบับเต็ม)
Total Pages 250 Year 2547
Source คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
Abstract

เนื้อหากล่าวถึงความเป็นมา และสาเหตุที่ทำให้ไทดำในประเทศไทยอพยพ ไปตั้งรกรากอยู่ที่แห่งใหม่ ซึ่งในงานวิจัยได้กล่าวถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทดำต้องอพยพ เนื่องจากขาดแคลนที่ทำกินเนื่องจากมีประชากรเพิ่มขึ้น และที่อยู่เดิมเกิดความแห้งแล้งและศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของไทดำที่อยู่ในชุมชนต่างๆของแต่ละจังหวัดในประเทศไทย ทั้งนี้เนื่องจากว่าการอพยพหาที่อยู่ใหม่ของไทดำนั้น เป็นการอพยพเป็นกลุ่ม และไปอยู่รวมกันเป็นชุมชนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และบางส่วนก็ได้ไปอยู่รวมกลุ่มกับคนไทยพื้นเมือง ซึ่งต้องปรับตัวเข้าหากันเพราะว่ามีประเพณี ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้การไปตั้งรกรากในที่อยู่ใหม่นั้น ไทดำไม่ค่อยประสบปัญหาเรื่องการปรับตัว เพราะไทดำจะไปอยู่ที่ห่างไกลความเจริญห่างตัวเมือง โดยจะเน้นที่พื้นที่ทำกินและสามารถซื้อที่ดินแห่งใหม่ตามฐานะเศรษฐกิจของตนได้

Focus

ศึกษาและสำรวจความเป็นมา และปัจจัยการอพยพ ความเปลี่ยนแปลงและวิเคราะห์ปัจจัยการปรับตัวทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของไทดำในหลายท้องถิ่นในประเทศไทย (หน้า 2, 3)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ไทดำ หรือ ไทยทรงดำ หรือ ลาวโซ่ง คือชาติพันธุ์ไท-ไต กลุ่มหนึ่ง ซึ่งใช้ภาษาตระกูลไท แต่เดิมตั้งรกรากอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำดำ หรือแม่น้ำแท้ ซึ่งทุกวันนี้อยู่ทางภาคเหนือของเวียดนาม ไทดำเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเนื่องจากการทำสงครามและการกวาดต้อนผู้คนในวาระต่างๆ กันของกรุงธนบุรีกับกรุงเทพ ในไทยจะเรียกชาติพันธุ์ ไทดำว่า "ลาวโซ่ง" ต่อมาใน พ.ศ. 2500 ใน จ.เพชรบุรีได้เรียกชาติพันธุ์นี้ว่า "ไทยทรงดำ " ต่อมาได้รับคำนิยมแพร่หลายในภาษาของทางราชการ ( หน้า 1,5) สำหรับคนในบ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย จะเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองว่า "ไตดำ" ส่วนคนกลุ่มอื่นจะเรียกชาติพันธุ์นี้ว่า "ไตโซ่ง" (หน้า 1)

Language and Linguistic Affiliations

ไทดำจะพูดภาษาโซ่งหรือไทดำ (หน้า 123) ในบางพื้นที่ เช่น ไทดำบ้านห้วยห้าง อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร เด็กไทดำจะพูดได้ทั้งภาษาไทดำและภาษาไทยภาคกลางในส่วนของหมู่บ้านไทดำในภาคใต้ เช่น บ้านท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี จะพูด 3 ภาษา หากอยู่ในหมู่บ้าน จะพูดภาษาไทดำ แต่ถ้าติดต่อกิจการที่เป็นทางการจะพูดภาษาไทยภาคกลาง แต่ถ้าพูดกับคนไทยภาคใต้ ก็จะพูดภาษาใต้ (หน้า 124, 126) ส่วนไทดำบ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย คนในหมู่บ้านยังพูดภาษาไทดำในชีวิตประจำวัน เนื่องจากว่าหมู่บ้านอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านอื่นๆ ดังนั้นวัฒนธรรมจากภายนอกจึงไม่ค่อยเข้าไปในหมู่บ้าน (หน้า 127 ตัวอย่าง ภาษาไทดำและภาษาไทยภาคกลาง หน้า 127-130) ไทดำมีอักษรเป็นของตัวเองใช้ภาษาในตระกูลไท และมีการนำตัวอักษรมาเขียนบันทึก ประเพณีต่างๆ อาทิ เขยบอกทาง คือคนที่ประกอบพิธีบอกที่ไปให้กับผู้ล่วงลับในงานศพ คนที่ทำหน้าที่ขับบทขับ ก็จะอ่านจากบันทึกที่เขียนด้วยตัวหนังสือไทดำ (5,หน้า 172 ตัวอย่างอักษรไทดำหน้า 173) ตัวหนังสือไทดำ ส่วนใหญ่จะเขียนลงสมุดข่อยเป็นตัวขับต่างๆ ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี เป็นพื้นที่ ที่มีการเรียนตัวอักษรไทดำมากว่าพื้นที่อื่นๆ แต่ทุกวันนี้ก็มีท่าทีว่าจะลดจำนวนลงตามลำดับ (หน้า 174) เช่นที่บ้านแม่ประจันต์ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ยังมีคนที่อ่านตัวหนังสือไทดำได้ประมาณ 10-20 คน จากทั้งหมด 320 ครัวเรือน ส่วนหมู่บ้านไทดำในภูมิภาคอื่นๆ เขียนตัวหนังสือไทดำได้เพียงแต่น้อย (หน้า 174, 175, 176) ส่วนไทดำบ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย ไม่มีใครเคยเรียนเขียนภาษาไทดำ (หน้า 172)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด

History of the Group and Community

ไทดำในประเทศไทยหรือลาวโซ่ง มีประวัติศาสตร์การอพยพเคลื่อนย้ายหลายครั้ง เชื่อกันว่าลาวโซ่งที่เพชรบุรี เป็นต้นกำเนิดของลาวโซ่งส่วนใหญ่ในเพชรบุรี (หน้า 16) ยกเว้นชุมชน ที่ อ.พรรณานิคม อ.เชียงคาน จ.เลย อพยพโดยตรงมาจากฝั่งลาว (แผนที่หน้า 89) ที่บ้านหนองปรง อ.เขาย้อย ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าท้องถิ่น ไทดำที่หนองปรงอพยพเข้ามาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ส่วนชุมชนลาวโซ่ง ที่อื่นๆ (ไม่นับท้องที่ อ.พรรณานิคม จ.เลย) เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่อพยพไปจากหนองปรง แบบต่อเนื่องในช่วงเวลาต่างๆ ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดเพชรบุรี มีการอพยพจากหนองปรง ไปก่อตั้งชุมชน ที่บ้านหนองชุมพล และห้วยท่าย่าง ในอำเภอเขาย้อย ประมาณ 100-150 ปี มาแล้ว (หน้า 17) ที่บ้านเวียงคอย วังตะโก และบ้านตาล ใน อ.เมือง ซึ่งมีบางกลุ่มอพยพต่อไปบ้านห้วยข้อง และห้วยทราย อำเภอบ้านลาด ประมาณ 140-200 ปีก่อน (หน้า 18) มีการอพยพจากบ้านวังตะโก อ.เมือง ไปอยู่ที่หมู่บ้านกะจิว แม่ประจันต์ ท่าโล้ อ.ท่ายาง ประมาณ ปี 2440 (100 ปี มาแล้ว) ในจังหวัดราชบุรี มีลาวโซ่ง ในอำเภอปากท่อ อำเภอดำเนินสะดวก อำเภอบางแพ อำเภอจอมบึง อำเภอโพธาราม และอำเภอบ้านโป่ง ซึ่งบรรพบุรุษอพยพมาจากจังหวัดเพชรบุรี ประมาณปี พ.ศ. 2440 (หน้า 26) ในจังหวัดนครปฐม มีลาวโซ่งอยู่ในเกือบทุกอำเภอ ยกเว้น อ.นครชัยศรี ส่วนใหญ่อพยพมาจาก จ.เพชรบุรี ไม่ระบุเวลาและมีที่อพยพ ภายในจังหวัดกันเอง ในจังหวัดสุพรรณบุรี มีลาวโซ่ง ใน 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอสองพี่น้อง และอำเภออู่ทอง ไม่มีข้อมูลเรื่องแหล่งการอพยพ แต่บางหมู่บ้านในอำเภอสองพี่น้อง บอกบรรพบุรุษ มาจากเพชรบุรี ประมาณปี 2440 (หน้า 89) กล่าวโดยสรุป แบบแผนการอพยพคือการอพยพเป็นทอดๆจากเพชรบุรี ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิมและอพยพไปทางเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่ ไปจนถึงสุโขทัย พิจิตร และพิษณุโลก ที่ลงไปทางใต้มีบ้างคือ จ.ชุมพร ละสุราษฎร์ธานี (หน้า 89) สาเหตุหลักๆ ของการ อพยพ ในสมัยก่อนก็คือการแสวงหาพื้นที่ทำกิน

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับแบบการตั้งชุมชน แต่ผู้เขียนได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดตั้งบ้านเช่น บ้านไทดำในงานเขียน ได้ยกตัวอย่างบ้านที่สร้างในสถานที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้ บ้านไทดำที่อยู่ในพื้นที่ จ.นครปฐม จะอยู่บ้านที่เรียกว่า "เรือนไท" พื้นบ้านเป็นไม้กระดาน และบ้านบางหลังจะทำพื้นด้วยฟากไม้ไผ่ หลังคามุงจาก ฝากั้นด้วยไม้ไผ่ขัดแผง ในห้องจะกั้นด้วยไม้ไผ่เช่นกัน (หน้า 154 ) ส่วนในพื้นที่อื่นที่มีไทดำอยู่จะเรียกบ้านว่า " เฮือนลาว " หรือ " เรือนลาว " ไทดำที่อยู่ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ในระหว่างปี พ.ศ.2495 ก็จะอยู่บ้านเรือนไทดำที่มีแบบเหมือนกันทั้งหมู่บ้าน เสาบ้านเป็นไม้จริง มุงหลังคาด้วยแฝก ปูพื้นบ้านด้วยฟากไม้ไผ่ (หน้า 154 ) เรือนไทดำในพื้นที่เพชรบุรี มุงหลังคาด้วยหญ้าคา บางบ้านก็จะมุงด้วยหญ้ากก เสาบ้านจะใช้ไม้จริงที่เป็นง่าม เพราะต้องวางคานรองพื้นเรือนที่ง่ามไม้ สำหรับนอกชานบ้านจะทำด้วยไม้จริง ไม้ที่นำมาปูนอกชานจะตัดต้นไม้ใหญ่ที่เป็นโพรง โดยจะใช้ขวานผ่า เป็นแผ่นตามเนื้อไม้ เพราะไม่มีเลื่อยขนาดใหญ่ที่ใช้เลื่อยไม้ ( หน้า 154 ภาพหน้า 155 ) บ้านน้ำเรื่อง อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย จะสร้างบ้านแบบเหนือจั่วบ้านจะทำไม้ไขว้เป็นขอกุดคล้ายเขาสัตว์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านโซ่ง หรือ "ไทดำ" พื้นบ้านและฝาบ้านทำด้วยฟากไม้ไผ่ สำหรับเสาบ้านจะทำแบบเจาะเป็นรู บางครั้งก็ทำเป็นง่ามใช้ไม้พาดคาน รอดมีขนาด 6 คูณ 6 นิ้ว ตงทำด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง มุงหลังคาด้วยแฝก หลังคาเป็นรูปโค้งกลม และบ้านจะมีกว้าน หรือ ห้องโถงกว้าง ด้านท้ายเรือนจะทำหลังคาจากตัวบ้านไปคลุม ( หน้า156 ) บ้าน ณ ห้วยยาง อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี หลังคามุงแฝก เสาบ้านเป็นไม้ง่าม เพื่อวางรอด วางตง โดยไม่เจาะเสา ( หน้า 156 ) งานเขียนได้กล่าวถึงแบบแผนของเรือนไทดำว่า ต้องมีห้องหญิงสาว ห้องกลางหรือเรียกว่า " ห้องลุงตา " กับ กะล้อห่อง หรือ ห้องผี ซึ่งสร้างไว้ให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วได้อยู่อาศัย รวม 3 ห้อง ( หน้า 157, 205 ,206,212 ,213 ภาพหน้า 207,215 ) สำหรับคตินิยมของไทดำ บ้านหนองเนิน อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ได้กำหนดไว้ว่าเรือนไทดำ จะมี 3 ห้อง และทำเป็นกว้านยื่นจากตัวบ้าน ( หน้า 157 ) ส่วน บ้านห้วยห้าง อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร ไทดำในหมู่บ้านเชื่อว่า เรือนจะต้องไม่มี 2 ห้อง หรือ 4 ห้อง เนื่องจากเป็น " บ้านหาม " ( หน้า 157 ) เท่ากับจำนวนคนที่หามศพ ( หน้า 157 ) บ้านทุ่งเกวียน อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี เชื่อว่าบ้านจะต้องไม่สร้าง 2 ห้อง ควรจะสร้าง 3 หรือ 4 ห้อง จึงจะเป็นศิริมงคล แต่ทุกวันนี้ไทดำในหมู่บ้านไม่ได้สร้างบ้านเรือนแบบไทดำแล้ว แต่ได้สร้างบ้านแบบบ้านเรือนโดยทั่วไป (หน้า 158 ) บ้านบัวยาง อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร ได้เลิกข้อห้ามเรื่องความเชื่อเรื่องห้อง บ้านจะสร้างกี่ห้องก็ได้ไม่ได้กำหนดตายตัว โดยสร้างมีทั้ง 2 ห้อง และ 4 ห้อง และชอบสร้างบ้านให้มีขนาดใหญ่กว่าบ้านหลังเดิม เพราะเชื่อว่าการสร้างบ้านหลังใหญ่กว่าเดิมจะเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตามจะไม่สร้างบ้านมีเสา 4 ต้น เพราะเชื่อว่าเป็นบ้านผี เมื่อสร้างบ้านจะมีเสาอย่างน้อย 6 ต้น (หน้า 158) บ้านห้วยยาง อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี เมื่อก่อนเห็นว่าสร้างบ้าน 2 ห้องไม่ดี ดังนั้นจึงสร้างบ้านมีห้อง 3 ห้องเป็นอย่างต่ำ สำหรับการใช้สอยบ้าน ห้องในสุดจะเป็นห้องผี (หน้า 158) รายงานกล่าวถึงเรือนไทดำซึ่งไทดำที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆส่วนใหญ่ได้พากันเลิกสร้างเรือนไทดำแบบดั้งเดิม เมื่อประมาณ 2490 และได้เปลี่ยนมาสร้างบ้านแบบไทยภาคกลาง เนื่องจากบ้านแบบไทดำต้องสร้างกว้าน และชานบ้านซึ่งสร้างยากและต้องใช้ไม้มาก (หน้า 159,160 ภาพเรือนไทดำ หน้า 73)

Demography

จ.เพชรบุรี ไทดำใน จ.เพชรบุรี มีเกือบทุกอำเภอ เช่น อ.เมือง อ.เขาย้อย ใน ต.หนองปรง ใน 3 หมู่บ้านมีจำนวนประชากรไทดำประมาณ 4,000 คน จำนวน 780 ครอบครัว (หน้า 16,17) อ.บ้านลาด อ.ท่ายาง ที่ตำบลวังไคร้ ไทดำอยู่ที่หมู่ 1,6,9 มีครัวเรือน 320 ประชากร 1,000 กว่าคน เป็นไทดำประมาณ 90 % (หน้า 18-20) อ.หนองหญ้าปล้อง มีไทดำอยู่ 3 หมู่บ้านแต่ไม่บอกจำนวนประชากร อ.แก่งกระจาน มีประชากรอยู่ที่บ้านถ้ำเสือ 5-6 หลังคาเรือน อ.บ้านแหลม (หน้า 20-21) จ.ราชบุรี มีไทดำอยู่ในอำเภอต่างๆ เช่น อ.ปากท่อ (หน้า 23) อ.ดำเนินสะดวก (หน้า 23) อ.บางแพ (หน้า 24) อ.จอมบึง (หน้า 25) อ.โพธาราม (หน้า 26) จ.นครปฐม อ.สามพราน (หน้า 27) อ.เมืองนครปฐม (หน้า 28) อ.ดอนตูม (หน้า 28) อ.บางเลน (หน้า 29) อ.กำแพงแสน มีไทดำอยู่ในหลายพื้นที่ เช่นบ้านดอนทอง หมู่ 1,2,3,15และ 16 ของตำบลดอนข่อย มีประชากร 4,500 คน เป็นไทดำ 70 % ที่บ้านไผ่หูช้าง หมู่ 4,5,7 มีประชากรประมาณ 400 ครัวเรือน เป็นไทดำเกือบทั้งหมด (หน้า 30,31) จ.สุพรรณบุรี มีไทดำอยู่ใน อ.เมืองสุพรรณบุรี (หน้า 33) อ.สองพี่น้อง (หน้า 33) อ.อู่ทอง แต่ไม่ได้ระบุจำนวนประชากร (หน้า 34) จ.กาญจนบุรี ไทดำอาศัยอยู่ใน อ.ห้วยกระเจา (หน้า 35, 36) อ.พนมทวน (หน้า 37) อ.บ่อพลอย แต่ไม่ได้ระบุจำนวนประชากร (หน้า 37) จ.นครสวรรค์ ไทดำอยู่ในอำเภอต่างๆ เช่น อ.เมืองนครสวรรค์ (หน้า 39) อ.ชุมแสง (หน้า 39-41) อ.ท่าตะโก (หน้า 41) อ.บรรพตพิสัย (หน้า 42) อ.ลาดยาว (หน้า 42,43,44) อ.หนองบัว ที่บ้านน้ำสาด มีประชากร 50-60 หลังคาเรือน (หน้า 44 ,45) จ.กำแพงเพชร ไทดำอยู่ใน อ.เมืองกำแพงเพชร (หน้า 45) อ.ขาณุวรลักษบุรี บ้านทุ่งสนุ่น มีไทดำ 4-5 ครอบครัว บ้านหนองกระทิง มีประชากรไทดำ 90 หลังคาเรือน จากทั้งหมด 95 หลังคาเรือน (หน้า 45,46) อ.คลองขลุง บ้านวังน้ำมีไทดำประมาณ 120 ครัวเรือน (หน้า 46,47) อ.คลองลาน (หน้า 47) จ.พิจิตร อ.โพธิ์ประทับช้าง ต.ไผ่รอบมีประชากรมากที่สุด จากทั้งหมด 17 หมู่ ซึ่งในแต่ละหมู่มีประชากรหมู่ละ 300 คน มีประชากรไทดำ ประมาณ 70% (หน้า 49,50) อ.วชิรบารมี (หน้า 50-52) จ.พิษณุโลก อ.วังทอง ที่ตำบลวังพิกุลมีจำนวน 13 หมู่ เป็นชุมชนไทดำ 5 หมู่ ได้แก่ หมู่ 3,7,9,10 และ หมู่11 ในบ้านดอนข่อยหมู่ 3 มีจำนวน 172 ครัวเรือน เป็นไทดำ 50% (หน้า 53) อ.บางระกำ ต.บางระกำมีไทดำในหมู่บ้านต่างๆ เช่น บ้านห้วงกระไดมี ไทดำ 80% จากจำนวนประชากร 580 กว่าคน บ้านคุยยาง มีไทดำ จำนวน 70% จากจำนวนประชากร 550 คน (หน้า 54-57) อ.วัดโบสถ์ (หน้า 58) จ.สุโขทัย อยู่ใน อ.เมืองสุโขทัย (หน้า 60) อ.กงไกรลาศ แต่ไม่ระบุจำนวนประชากรไทดำ(หน้า 61) จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ (หน้า 62,63) กิ่งอำเภอสามร้อยยอด ที่ ต.ไร่เก่า บ้านตาลเจ็ดยอด หมู่ 1 กับหมู่ 4 มีประชากรไทดำ 80% จากจำนวน 200 ครัวเรือน (หน้า 63,64) อ.กุยบุรี(หน้า 64,65) อ.ทับสะแก (หน้า 65,66) อ.บางสะพาน (หน้า 66) จ.ชุมพร อ.เมืองชุมพร ต.บางหมาก หมู่ 8 มีประชากรไทดำ 160 ครัวเรือน มีจำนวน 600 คน บ้านคอเตี้ยหมู่ 9 มีประชากรไทดำ 80 % หมู่ 10 ดอนทรายงาม มีไทดำ 30% (หน้า 68,69) อ.ท่าแซะ ที่นิคมท่าแซะมีไทดำประมาณ 20 กว่าครอบครัว (หน้า 69) จ.สุราษฎร์ธานี อ.พุนพิน (หน้า 70) อ.นาสาร ที่บ้านสะพานสอง มีไทดำ 100 ครัวเรือนมีประชากรประมาณ 1,000 คน (หน้า 71) อ.เคียนซา มีไทดำที่หมู่6 ต.เขาตอก มีไทดำ 30 หลังคาเรือน จากจำนวน 50 หลังคาเรือน หรือประมาณ 450 คน (หน้า 71-72) อ.คีรีรัฐนิยม ที่บ้านทำเนียบมีไทดำ 3 ครัวเรือน มีประชากรราว 20 คน (หน้า 72) จ.เลย อ.เชียงคาน ที่บ้านนาป่าหนาดมีประชากรไทดำประมาณ 250 ครัวเรือน (หน้า 74)

Economy

อาชีพ ไทดำอยู่แบบเศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง เช่นทำไร่นา ปลูกพืชผักกินเอง การใช้แรงงานเช่นการสร้างบ้าน ก็จะทำเอง และเครื่องแต่งกาย ก็จะทอเอง นับตั้งแต่ปลูกฝ้าย หม่อน เลี้ยงไหม และเย็บด้วยจนเอง (หน้า 2,93,101,119,225) ที่ดิน ไทดำจะหาที่ดินแห่งใหม่ เพราะว่าที่ดินเดิมทำกินไม่เพียงพอ แต่ก่อนจะไปถางป่าหาที่ทำกินใหม่ และภายหลังจึงได้เอกสารสิทธิ์ เช่นไทดำ บ้านแม่ประจันต์ อ.ท่าสองยาง จ.เพชรบุรี (หน้า 96,97) บางส่วนหากย้ายจากที่อยู่เดิมก็มักจะขายที่ดินผืนเดิมเพื่อไปซื้อที่แห่งใหม่ (หน้า 97) การเลือกที่ดินจะเลือกปริมาณที่ดินในการเพาะปลูกเป็นหลักแม้ว่าจะอยู่ห่างเมืองไกลความเจริญ (หน้า 100) วงจรฤดูกาลในรอบปี การทำการเกษตรและการดำรงชีวิตของไทดำในภูมิภาคต่างๆ แต่เดิมมีดังนี้ เดือนอ้าย เป็นช่วงที่ทำการเก็บเกี่ยว นวดข้าว และซ่อมแซมหลังคาบ้านเรือน โดยตัดหญ้าคามาไพมุงบ้าน (หน้า 121) เดือนยี่-เดือน 4 ช่วงนี้เป็นหน้าแล้งฝนไม่ตก ก็จะตัดฟืนเก็บไว้ใช้ทั้งปี เดือน 5 เป็นช่วงพักผ่อน ในช่วงนี้จะมีประเพณี "อิ้นกอน" หรือการหาคู่ครองในชีวิต โดยทั่วไปจะเล่นในช่วงงานสงกรานต์ เดือน 6 เริ่มฤดูกาลทำนา ซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ใช้ทำนา เดือน 7-12 เป็นฤดูกาลทำนาจนถึงหน้าเก็บเกี่ยว เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วก็จะนวดข้าว เก็บฟางข้าว (หน้า 121) อาหารและเครื่องดื่ม ไทดำแต่เดิมจะกินอาหารหลักๆจะเป็นเนื้อปลา เช่นปลาร้า ปลาส้ม สำหรับการถนอมอาหารเช่นการทำปลาร้าของไทดำ ต.หนองปรง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี มีการทำได้แก่ จะนำปลาผ่าท้องและเอาไส้ทิ้ง ล้างด้วยน้ำแล้วหมักเกลือ ใส่ข้าว หรือรำคั่ว ส่วนการทำปลาส้ม จะใส่ข้าวสารคั่วจนเหลือง ตำจนแหลก ก็จะทำให้ปลามีรสชาติเปรี้ยว เป็นปลาส้ม อาหารอื่นที่กินเช่น อ่อม อาหารประเภท พล่า ยำ หน่อไม้รวก (หน้า 130-131) ส่วนเครื่องดื่ม ไทดำในพื้นที่ต่างๆ จะทำเหล้าเอาไว้ดื่มเมื่อมีงานบุญต่างๆ (หน้า 131) เช่น ทำเหล้าขาว เหล้าแก่บ หรือ เหล้าแกลบ กับเหล้าเซียว หรือเหล้ากลั่น (หน้า 132-133 )

Social Organization

การหาคู่ครองของไทดำ แบ่งเป็น 2 อย่างได้แก่ การ "อยู่ข่วง" ซึ่งจะเป็นในเวลาปกติไม่ใช่ช่วงเทศกาล คือตอนกลางคืนหญิงไทดำ จะไปก่อไฟที่ลานบ้าน เพื่อปั่นฝ้าย ปั่นด้าย หรือตำข้าว การอยู่ข่วง ใน "ข่วง" หนึ่งจะมีหญิงสาว 1 ถึง 2 คน คนหนุ่มที่ชอบพอก็จะมาเที่ยวและคุยด้วย สำหรับการ อยู่ข่วงนั้นในรายงานได้ยกตัวอย่างการลงข่วง ที่บ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย (หน้า 184) ว่าการอยู่ข่วงจะมีร้านไฟและมีเตาไฟตั้งตรงกลาง เมื่อถึงกลางคืนสาวๆ ก็จะมาปั่นฝ้าย หนุ่มไทดำก็จะไปคุยด้วยและร้องเพลงอย่างเบิกบาน เมื่อถึงเวลาดึกๆทุกคนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน ( หน้า 185 ) หนุ่มที่มาเที่ยวก็จะไปบ้านหญิงสาวคนรัก แล้วก็จะล้วงพื้นบ้านที่ทำเอาไว้พอให้มือลอด หญิงสาวก็จะสัมผัสดูว่าใช่มือคนรักหรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ก็อาจจะกัดมือ ถ้าใช่ก็จะออกมาคุยด้วยที่นอกชานบ้าน เมื่อถึงช่วงเวลาพ่อแม่ก็จะสอบถามลูกสาวเรื่องชายคนรัก หากเห็นดีด้วยก็จะสนับสนุนให้สู่ขอแต่งงาน (หน้า 185 ) การ "อิ้นกอน" หรือ "เล่นคอน" คือ การที่หนุ่มไทดำไปเที่ยวข่วงในช่วงงานสงกรานต์ โดยแบ่งออกเป็น "อิ้นกอนเตียว" กับ "อิ้นกอนค้าง" ทั้งสองแบบจะจัดตอนเย็นและตอนกลางคืนเช่นกัน จะต่างกันคือ "อิ้นกอนค้าง" หนุ่มไทดำจะไปเที่ยวที่ "ข่วง" ในต่างหมู่บ้าน ทั้งคืนทั้งวันเป็นเวลาหลายวัน และการ "อิ้นกอนเตียว" คือ การที่คนหนุ่มไปร่วมกิจกรรมที่จัด "ข่วง" และกลับบ้านหลังจากจบงาน "อิ้นกอน" ตอนรุ่งเช้า ( หน้า 185-186 ) สำหรับการอิ้นกอน จุดประสงค์ก็เพื่อเป็นการเลือกคู่เมื่อหนุ่มไปเที่ยวข่วง ซึ่งประกอบด้วยการละเล่นต่างๆ ฟ้อน เต้นรำ ขับลำนำชายหญิงโต้ตอบกัน ก็เพื่อต้องการที่จะเจอคนที่ตนรักและปรารถนาจะแต่งงานด้วย (หน้า 187-203, 226-227) สิ่ง หรือ สายสกุล สิ่งเป็นการแยกตามสายสกุล ของแต่ละตระกูล หรือตรงกับคำว่า เทือกเถา เหล่ากอ ในภาษาไทย โดยในแต่ละ "สิ่ง" หรือ "สายสกุล" นั้นมีข้อห้ามที่ไม่เหมือนกันตามความเชื่อของไทดำ การแบ่งสกุลนั้นบางครั้งหากตั้งชื่อสกุล ก็อาจจะนำชื่อปู่มาตั้งเป็นชื่อนามสกุลเป็นต้น (หน้า 218-220 ) ชุมชนไทดำ สังคมไทดำอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี เพราะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาทิ ภาษา การแต่งตัว อาหารการกิน และมีการทำบุญตามประเพณีร่วมกัน ไทดำมีลักษณะเชื่อถือในตัวผู้นำ รักสามัคคีกัน และรักความสงบ และไม่มีปัญหาต่อกัน (หน้า 220,226)

Political Organization

ผู้นำหมู่บ้านส่วนมากจะเป็นผู้อาวุโสที่คนในหมู่บ้านให้ความนับถือ (หน้า 122) ผู้ที่คนในหมู่บ้านให้ความยอมรับก็จะได้รับการเลือกให้เป็นผ็ใหญ่บ้าน สำหรับการปกครองในหมู่บ้าน หากหมู่บ้านใดเป็นไทดำทั้งหมู่บ้านก็จะปกครองง่าย กว่าหมู่บ้านอื่นที่มีคนชาติพันธุ์อื่นอยู่อาศัยด้วยในหมู่บ้าน ทั้งนี้ตามลักษณะการปกครองแล้ว ผู้นำท้องถิ่นบางส่วนเห็นว่า ไทดำมีความเชื่อถือในตัวผู้นำ และมีความเป็นอยู่ที่สงบ รักเพื่อนบ้าน และมีความประพฤติที่สุภาพอ่อนโยน (หน้า 123)

Belief System

ศาสนา ไทดำนับถือศาสนาพุทธและมีความเชื่อเรื่องผี และขวัญ ในอดีตสังคมไทดำไม่มีพระสงฆ์ ดังนั้นจึงมีคำพูดเปรียบเปรยว่า "ผมไม่ต้องตัด วัดไม่ต้องเข้า พระเจ้าไม่ต้องปัว" หมายถึง "ผมไม่ต้องตัดเพราะหญิงไทดำไว้ผมยาว วัดไม่ต้องเข้าและไม่ต้องทำตามคำสอนของพระสงฆ์" เมื่อก่อนนี้ไทดำจะนับถือผีเช่นผีปู่ ย่า ตา ยาย ในภายหลังได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ (หน้า 203) การนับถือผี ผีที่นับถือเช่น ผีบรรพบุรุษ ไทดำจะจัดพิธีเสนเรือนเลี้ยงผี หรือ พิธีเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ การนับถือผีนั้นมีที่มาจากการนับถือพ่อ แม่ เช่นไทดำบ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย (หน้า 204) จะจัดพิธี "สงอ้ายเอม" หรือ พิธีรดน้ำพ่อแม่ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยลูกจะมอบดอกไม้และสิ่งของกับพ่อแม่ แล้วลูกๆ จะรดน้ำหอมให้กับพ่อ แม่ สำหรับการนับถือผีถ้าหากมีบรรพบุรุษเสียชีวิต ไทดำจะสร้าง "กะล้อห่อง" เป็นห้องผีบรรพบุรุษ โดยจะสร้างบนบ้าน (หน้า 205) ในห้องนี้จะมีถ้วยน้ำตง เพื่อใส่น้ำให้ผีดื่ม กับ ถ้วยเข่าเหล่า เอาไว้ใส่เหล้าให้ผีดื่มเช่นกัน (หน้า 206) งานทรงดำ งานนี้จะจัดในระหว่างเทศกาลสงกรานต์ ไทดำจะจัดไม่ให้ซ้ำวันกัน เพื่อที่จะได้ไปเที่ยวงานที่จัดในหมู่บ้านอื่นด้วย ดังนั้นไทดำจากหมู่บ้านต่างๆก็จะตกลงว่าในแต่ละปีจะจัดในวันใด แต่ก็ไม่ได้กำหนดอย่างชัดเจน (หน้า 182,183,226)

Education and Socialization

เมื่อก่อนนี้ไทดำไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ เพราะว่าต้องรีบออกมาช่วยงานทางบ้าน และพื้นที่หมู่บ้านที่อยู่ อยู่ห่างไกลความเจริญและไม่มีโรงเรียน ส่วนใหญ่จะเรียนแค่ระดับประถมศึกษาปีที่ 4 (หน้า 170,171) ไทดำมีภาษาเขียนเป็นของตัวเองแต่ทุกวันนี้มีคนเขียนได้จำนวนเพียงเล็กน้อย (หน้า 226)

Health and Medicine

การรักษาพยาบาล บ้านหนองปรง จ.เพชรบุรี หากเจ็บป่วยเมื่อก่อนนี้จะให้หมอในหมู่บ้านรักษา เช่น ใช้คาถาอาคม กับยาแผนโบราณ ส่วนในเด็กซึ่งร่างกายไม่แข็งแรง เลี้ยงดูยาก ก็จะทำขวัญ และโกนจุก สำหรับการทำพิธี "เสนขวัญ กับ "เสนเรือน " พ่อมด กับ แม่มด จะเป็นคนทำพิธี สำหรับการทำขวัญ จะนำเครื่องเซ่นมาเลี้ยงผี ปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษ เมื่อเลี้ยงแล้วคนที่ป่วย หรือขวัญหาย ก็จะหายป่วย (หน้า 165) ไทดำบ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย หากไม่สบายก็จะบนบานบอกผี ที่ "กะล้อห่อง" หรือ ห้องผีเรือน โดยจะทำพิธีเพื่อให้ผีกิน ได้แก่ "เอ็ดให้กิน" ในระหว่างเดือน 3 กับเดือน 4 การทำพิธีเป็นหน้าที่ของหมอเสน (หน้า 165) รักษาด้วยการเรียกขวัญ หากเป็นไข้ไม่สบาย จะรักษาโดยการทำพิธีเรียกขวัญ คนที่เรียกขวัญถ้าเป็นหญิงจะเรียกว่า "แม่มด " ถ้าเป็นผู้ชายจะเรียกว่า "หมอ" การเรียกขวัญจะทำเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย เช่น ถ้าพาเด็กเดินทางไกล เมื่อมาถึงบ้านก็ต้องทำพิธีเรียกขวัญ เพื่อไม่ให้เด็กป่วย ไม่ให้ขวัญหาย และจะเรียกขวัญให้กับคนที่หามศพในงานศพ เรียกว่า "พิธีขวัญเขือย " เพราะคนเหล่านี้อยู่ในหลายอารมณ์ เช่น เสียใจ เศร้า ตื่นกลัว (หน้า 217-248) เครื่องสำอาง มีหลายอย่างอาทิเช่น 1 ) ยาสระผม บ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย จะใช้น้ำซาวข้าว และลูกมะกรูด (หน้า 166) บ้านโคตาหอม อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หญิงไทดำจะใช้ผลมะกรูด และจะใช้น้ำซาวข้าวเมื่อสระผม ส่วนหญิงไทดำบ้านห้วยห้าง อ.วชิรบารมี จะใช้น้ำมะกรูดกับน้ำด่างจากขี้เถ้า ส่วนบางรายจะใช้น้ำใบหญ้านาง กับน้ำซาวข้าว (หน้า 166) บ้านท่าช้าง อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร หญิงไทดำเมื่อก่อนจะใช้มะกรูดสระผม แต่เมื่อเป็นสาวจึงใช้ยาสระผม (หน้า 166) บ้านหนองเนิน อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ จะฝานลูกมะกรูดแล้วนำไปแช่กับน้ำซาวข้าวเอาไว้หนึ่งคืน แล้วก็เอามารูดที่ผมหรือขี้เถ้าแช่น้ำและจะตักเฉพาะน้ำใสๆ (หน้า 166,167) 2 ) น้ำมันใส่ผม บ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย ใช้น้ำมันงาเป็นน้ำมันทาผม (หน้า 167) บ้านโคกตาหอม อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ บ้านท่าช้าง อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร และบ้านไผ่สิงห์ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ใช้น้ำมันหมูทาผม (หน้า 167) บ้านหนองเนิน อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ จะนำน้ำมันหมู อบเชย ลูกซัด ใบอ้ม หรือใบเนียม รวมกันเป็นน้ำมันใส่ผม การทำจะนำใบอ้ม ใบเนียม ตากแดดจนแห้ง จากนั้นก็บดอบเชย ลูกซัดและบดใบอ้ม ใบเนียมแห้ง จนละเอียด (หน้า 167) ไทดำที่อยู่พื้นที่ จ.สุพรรณบุรี จะใช้น้ำมันใส่ผมตราขวาน ที่มีชื่อว่าน้ำมันตานี สำหรับไทดำ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี หากเป็นหญิงที่มวยผมเอาไว้จะใช้น้ำมันมะกอก (หน้า 167) 3 ) น้ำหอม บ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย จะนำใบอ้มใบแนง ทำเป็นน้ำหอม และรากใบอ้มใบแนง จะนำมาผสมเป็นน้ำหอมใช้สรงพระ การใช้ หลังจากสระผม จะขยี้ทาศีรษะ ทำให้เส้นผมมีกลิ่นหอม (หน้า 168)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกาย เสื้อผ้าที่สวมใส่ของไทดำบ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย มีหลายแบบเช่น "เสื้อแขนเต้น " ได้แก่เสื้อแขนสั้น "เสื้อแขนฮี " ได้แก่เสื้อแขนยาว ตัดเย็บจากผ้าย้อมนิลหรือย้อมคราม ส่วนกระดุมเป็นกระดุมทั่วไปที่ไปซื้อในตัวอำเภอเชียงคาน ส่วนศีรษะจะโพกผ้าเปียวแบบไทดำทุ่งเชียงคำ โดยจะนำชายผ้าทั้งสองไว้ทางด้านหลัง จึงดูเหมือนผ้าพับคล้ายเป็นรูปเขาสองข้างเวลาโพกหัว (134 ภาพเสื้อฮี หน้า 95) ไทดำบ้านหนองปรง จ.เพชรบุรี จะนุ่งผ้าซิ่นไทดำ ซึ่งเรียกว่า "ผ้าซิ่นลาว " ซึ่งเป็นผ้าลายทางยาวสีดำหรือน้ำเงิน มีเส้นขาว ผ้าซิ่นไทดำจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันในหลายพื้นที่ เช่น "ผ้าลายกระแต " หรือผ้า "ลายซะโด " เนื่องจากว่ามีลวดลายคล้ายลายของปลาชะโด แต่ทุกวันนี้มักเรียกซิ่น " ลายซะโด" ว่า " ซิ่นลายแตงโม " ( หน้า 134 ) การแต่งผม หญิงไทดำจะเกล้าผมหรือปั้นผม ไว้บนหัว โดยจะเริ่มไว้ผมยาวและเกล้าผมไว้ตั้งแต่ยังเป็นสาววัยรุ่น แต่ทุกวันนี้การเกล้าผมจะมีเฉพาะกลุ่มหญิงไทดำที่สูงวัยเท่านั้น ( หน้า 148,150,151 ภาพหน้า 149 ) อุปกรณ์เครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆที่ไทดำประดิษฐ์ใช้ประกอบด้วย คราด ทำเพื่อคราดนา โดยจะนำไม้มาทำและฟันคราดทำจากไม้รวก หัวหมู ทำเพื่อไถนา ทำจากไม้เนื้อแข็งเป็นรูปง่าม ( หน้า 161 ) ก่องข้าว เป็นเครื่องจักสานทำเอาไว้ใส่ข้าวเหนียว (หน้า 163 ภาพหน้า 162 ) กะเหล็บ เครื่องจักสานที่ใช้แทนกระเป๋าถือ ใช้ทั้งชายและหญิง รูปร่างคล้ายกับกระบุงขนาดเล็ก ก้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า คอป่อง ปากเป็นรูทรงกลม ( หน้า 163 ) เครื่องดนตรี แคน ไทดำที่อยู่ในส่วนต่างๆของประเทศไทยชอบเป่าแคน ไทดำที่ชอบเป่าแคนโดยมากรายงานบอกว่าเป็นไทดำจากเพชรบุรี ซึ่งแต่เดิมเป็นกลุ่มที่อยู่ที่เมืองแถง ประเทศเวียดนาม กับเมืองทันต์ ในประเทศลาว (หน้า 177 )สำหรับแคนที่ใช้เป่าแบ่งเป็น 2 อย่าง ได้แก่ แคนเจ็ด กับแคนแปด แคนแต่ละชนิดจะแบ่งเป็นชนิดสั้นและชนิดยาว การแยกแคนเจ็ดกับแคนแปด จะใช้การนับจำนวนกล้องแคนเป็นคู่ (หน้า 178 ) สำหรับข้อแตกต่างก็คือแคนแปดจะมีเสียงครางกว่าแคนเจ็ด แคนยาวจะมีเสียงทุ้งต่ำ ส่วนแคนสั้นจะมีเสียงสูงและแหลม แต่ไทดำส่วนใหญ่ชอบเป่าแคนเจ็ดชนิดสั้นกว่าแคนแบบอื่น (หน้า 178 )ระบบเสียงของแคนและดนตรีของไทดำ แบ่งออกเป็น 5 ระบบเสียง ( Pentatonic ) ซึ่งหากเป็นเสียงดนตรีสากลก็จะเป็นเสียง โด เร มี ซอล ลา (หน้า 179 ) แคนที่ไทดำใช้เป่าจะซื้อจากคนอีสานที่มาเร่ขาย บางคนก็จะซื้อจากช่างที่อำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งโดยมากจะทำแต่แคนเจ็ด ถ้าจะซื้อแคนแปดจะซื้อจากอีสาน ในส่วนของราคาแคน ในพ.ศ.2543 มีราคาจำหน่ายหลายราคาเช่น แคนอีสานเป็นแคนลิ้นเงิน ราคา 500 บาท แคนเจ็ดจากอำเภออู่ทอง ราคา 1,000 บาท แคนแปดราคา 1,200 บาท (หน้า 179 ) สำหรับการเป่าแคนหากเริ่มเป่าก็จะเริ่มเป่าเพลง "สุดสะแนน" จากนั้นจึงจะไปเป่าเพลงอื่น เช่น เพลง "เวียง" "พู่จำดอก" "เกรงสร้อย" (หน้า 179) ปี่ปั๊บ กับ ปีฮี ส่วนไทดำเชียงคาน จะเล่นเครื่องดนตรีชื่อ "ปี่ปั๊บ" เป็นปี่ลิ้นเงินส่วนปีอีกอย่างหนึ่งชื่อ "ปี่ฮี" เป็นปี่ที่ "หมอมด" ใช้ในการประกอบพิธีกรรม (หน้า 180, 226) การขับคือ การเล่าเรื่องเป็นลำนำจะเป็นที่ชื่นชอบในกลุ่มหนุ่มสาว การขับที่กล่าวถึง เช่น การ "ขับถามข่าว" ซึ่งมีเนื้อหาเรื่องการถามไถ่ความเป็นมาของหนุ่มสาว (หน้า 180)

Folklore

ตำนานไทดำ จากตำนานเล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พื้นแผ่นดินยังเป็นทุ่งเวิ้งว้าง เทวดานางฟ้า 10 องค์ได้จุติไปเป็นมนุษย์ ดังนั้นจึงสร้างน้ำเต้าและเข้าไปอยู่ในนั้น ภายหลังน้ำเต้าลอยไปตกภูเขาแตกกระจาย ดังนั้นจึงมีคนชาติพันธุ์ต่างๆออกมาจากน้ำเต้า ไม่ว่าจะเป็น ข่า ไทดำ ลาวพุงขาว ฮ่อ แกว สำหรับข่าตัวหมองคล้ำเพราะไม่ได้อาบน้ำชำระร่างกาย ส่วนผู้ไทกับลาว อาบน้ำผิวจึงสวยผุดผ่อง ผู้ไทไปสร้างเมืองอยู่ชื่อ เมืองแถง สำหรับข่าเป็นคนไม่ขยัน จึงต้องไปอยู่ตามป่าเขา (หน้า 1)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทดำกับคนไทยพื้นเมือง จะเกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีความเข้าใจในเรื่องวัฒนธรรม และไม่เข้าใจภาษาไทดำ แม้กระทั่งประเพณีของไทดำ เช่น การเลี้ยงผี คนหนุ่มสาวไทยพื้นเมืองก็จะไม่ไปร่วมจัดงาน ดังนั้นจึงทำให้ขาดความเข้าใจกันของคนทั้งสองกลุ่ม (หน้า 220, 221)

Social Cultural and Identity Change

ไม่มี

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ภาพ ไทดำเพชรบุรี ( หน้า 22 ) นำ เพชรเอี๊ยะ หญิงไทดำ อ.จอมบึง ราชบุรี ( หน้า 22 ) เปลี่ยน สิงลอ ไทดำ อ.เมือง นครปฐม ( หน้า 32 ) หล่อ แสงใจดี ไทดำ อ.อู่ทอง สุพรรณบุรี ( หน้า 32 ) เหาะ หลักเพชร และภรรยา ไทดำ อ.ห้วยกระเจา กาญจนบุรี ( หน้า 38 ) สำราญ สินแต่ง ไทดำ อ.บรรพตพิสัย นครสวรรค์ (หน้า 38 ) สวน และ แล สุขประเสริฐ ไทดำ อ.คลองลาน กำแพงเพชร (หน้า 48 ) รอด ให้สุข ไทดำ อ.โพธิ์ประทับช้าง พิจิตร (หน้า 48 )ไทดำ อ.บางระกำ พิษณุโลก (หน้า 59 ) ไทดำ อ.เมือง สุโขทัย (หน้า 59 ) หมู่บ้านตาลเจ็ดยอด กิ่งอำเภอสามร้อยยอด ประจวบคีรีขันธ์ (หน้า 67 ) เสริญ อ่องวงศ์ ไทดำ อ.เมือง ชุมพร ( หน้า 67 ) ไทดำ อ.บ้านนาสาร สุราษฎร์ธานี (หน้า 73 ) บ้านของไทดำ บ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย (หน้า 73 ) ไซดักปลาและข้องของไทดำบ้านวังน้ำ อ.คลองขลุง กำแพงเพชร ( หน้า 95 ) เสื้อฮี ฝีมือสมใจ บัวแก้ว บ้านไทรงาม สุราษฎร์ธานี ( หน้า 95 ) ไข่ของหอยเชอรี่ ( หน้า 112 ) เล้าไก่ของ แว็ก หลักเพชร บ้านห้วยยาง อ.ห้วยกระเจา กาญจนบุรี (หน้า 112 ) พรหม และพาย ออมสิน ไทดำบ้านห้วงกระได พิษณุโลก (หน้า 125 ) เลียบ เบียดกระสินธ์ ไทดำบ้านทุ่งเกวียน อ.เคียนซา สุราษฎร์ธานี (หน้า 125 ) อุ่น สิมมา บ้านาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย ( หน้า 136 ) ซิ่นนางหาญ ( หน้า 136 ) สี ทองดอนง้าว บ้านบึงคัด อ.บางระกำ พิษณุโลก ในชุดหญิงไทดำ ( หน้า 139 ) พรวิภา พาจร บ้านสะพานสอง สุราษฎร์ธานี ในชุดเสื้อก้อมกับซิ่น ( หน้า 139 ) ด้านนอก,ด้านใน ของเสื้อฮีหญิง เสื้อฮีชาย และผ้าเปียวบ้านบึงคัด อ.บางระกำ พิษณุโลก ( หน้า 143 ) แสน และเล็ก อ่านคำเพชร ไทดำบ้านห้วงกระได อ.บางระกำ พิษณุโลก ในชุดเสื้อฮี ( หน้า 146 )อุ่น สิมมา ในชุดเสื้อฮีหญิง บ้านนาป่าหนาด อ.เชียงคาน จ.เลย ( หน้า 146 ) ผมปั้นเกล้าแบบไทดำของ ชม บุญแก้ว บ้านหนองปรง อ.เขาย้อย เพชรบุรี ( หน้า 149 ) ทรงผมซึ่งคลี่คลายไปจากแบบเดิม ของหญิงไทดำ หมู่บ้านแหลมย้อย อ.บรรพตพิสัย นครสวรรค์ (หน้า 149 ) อาคารแบบไทดำ หมู่บ้านดอนรวบ อ.เมือง ประจวบคีรีขันธ์ (หน้า 155) ขอกุดบนหลังคาเรือนไทดำ สถาบันราชภัฏเพชรบุรี ( หน้า 155 )เกวียนไทดำหมู่บ้านดอนรวบ (หน้า 162 ) รวย ขังทัศน์ กับก่อข้าว ภาชนะใส่ข้าวเหนียวในพิธีกรรมของไทดำ ( หน้า 162 ) กะเหล็บ สำหรับใช้งานทั่วไป สมบัติของทิด ยอดทอง บ้านคลองยาง อ.เมือง สุโขทัย (หน้า 164 ) แม่มดไทดำสองคน (หน้า 164 ) บันทึกไทดำ บ้านบึงคัด อ.บางระกำ พิษณุโลก (หน้า 173 ) หนังสืออักษรไทดำของ น้อย เบียดกระสินธ์ หมอเสนบ้านทุ่งเกวียน อ.เคียนซา สุราษฎร์ธานี (หน้า173 ) มุมห้องผีเรือน จากบ้านห้วยไผ่ อ.ทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์ (หน้า 207 ) กะล้อห่องของเรือนผู้ท้าว บ้านโคกตาหอม อ.บางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ (หน้า 207 ) การหน็องก้อในกะล้อห่อง ( หน้า 215 ) "ปั๊บผีเฮือน " หรือสมุดรายชื่อบรรพบุรุษ ของรัตน์ พาจร บ้านสะพานสอง อ.เมือง สุราษฎร์ธานี ( หน้า 215 )

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 30 มิ.ย 2560
TAG ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, ประวัติศาสตร์ไตดำ, การอพยพ, ประเพณี, สังคม, วิถีชีวิต, ภาคกลาง, ภาคเหนือ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง