ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ม้ง,สภาพแวดล้อม,วิถีชีวิต,ความเชื่อ,สภาวะทางอำนาจรัฐไทย,ภาคเหนือ
Author Keen, F. G. E.
Title The Meo of North-West Thailand, A Southeast Asian Hill Tribe
Document Type บทความ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 48 Year 1965
Source Department of Education ,Wellington ,New Zealand
Abstract

บทความนี้เป็นรายงานการศึกษาถึงความอยู่รอดของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บนที่สูงในสังคมโลกยุคปัจจุบัน โดยมีม้งในประเทศไทยเป็นกรณีศึกษา ซึ่งสังคมของม้งนั้นยังเป็นสังคมแบบหมู่บ้าน อยู่กันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ภายในบ้านหลังเดียวกัน ซึ่งสร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย ม้งมีภาษาพูดของตนเองแต่ไม่มีภาษาเขียน และไม่มีองค์กรการปกครองใดของม้งที่จะมีอำนาจเหนือกว่าหมู่บ้านซึ่งมีผู้ใหญ่บ้านที่มาจากการเลือกตั้งของตัวแทนครอบครัวม้งเป็นผู้ปกครอง ไม่มีการแต่งงานหรือแม้กระทั่งการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างม้งกับชนกลุ่มน้อยบนที่สูงกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่ม้งเลย แต่เดิมเมื่อหลายพันปีก่อนม้งอาศัยอยู่ทั่วไปในประเทศจีน แต่ต่อมาได้ถูกขับไล่ออกมาและได้อพยพลงใต้เข้ามาอยู่ในดินเเดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่มีความขัดแย้งกับกลุ่มชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ก่อน ม้งจึงอพยพขึ้นไปอาศัยอยู่ในป่าและเลี้ยงชีพด้วยการถางป่าทำไร่หมุนเวียน และหันมาปลูกฝิ่นด้วยในช่วงคริสตศตวรรษ ที่ 19 ม้งมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่พวกเขาเรียกว่า "ผี" โดยมี "หมอผี" เป็นผู้ทำพิธีกรรมทางศาสนาและอ้างว่าสามารถติดต่อกับผีได้ จึงทำให้หมอผีเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสูงมากในหมู่บ้านของม้ง ปัจจุบันม้งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลไทยในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศไทย วิถีชีวิตหลายๆอย่างของม้งที่ขัดต่อกฏหมายไทย ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนไป เช่น การทำไร่หมุนเวียนหรือการปลูกฝิ่น หากแต่ม้งยังมีความมั่นคงในความเชื่อในการใช้ชีวิตตามวิถีทางดั้งเดิมของตนอยู่เช่นเดิม ปัญหาก็คือว่า ม้งจะสามารถดำรงความเป็นตัวตนของตัวเองในสังคมโลกยุคปัจจุบันไปได้อีกนานสักเพียงใด

Focus

ศึกษาถึงสภาพทั่วไปของม้ง การจัดระเบียบสังคม สภาพความเป็นอยู่ทางกายภาพและวัฒนธรรมอันมีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว นอกจากนั้นยังมุ่งเน้นศึกษาถึงผลกระทบของความเจริญจากสังคมภายนอกอันจะส่งผลให้ม้งต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองและอาจส่งผลให้วัฒนธรรมของม้งต้องสูญสลายไปได้

Theoretical Issues

ผู้เขียนได้ศึกษาถึงผลกระทบจากความเจริญจากโลกภายนอกที่มีต่อวิถีการดำรงชีวิตของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บนที่สูงในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยกเอากรณีของม้งมาเป็นกรณีศึกษา ม้งเป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บนที่สูงอันมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเป็นรูปแบบเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเมื่อประกอบกับลักษณะการดำรงชีวิตของม้งที่ค่อนข้างจะเก็บตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ติดต่อกับโลกภายนอกแล้ว จึงทำให้ม้งสามารถรักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในรูปแบบเฉพาะตัวของตนได้เป็นเวลานับพันปีโดยไม่ถูกกระทบจากปัจจัยภายนอกเลย แต่ทว่าสถานการณ์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ถึงแม้ว่าม้งจะปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก และดำรงชีวิตตามแนวทางของตนอยู่เช่นเดิม แต่ความเจริญจากสังคมเมืองของชนพื้นราบได้เริ่มรุกขึ้นสู่ขุนเขาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง ยังผลให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของม้งเป็น อย่างมาก ซึ่งคำถามก็คือ ม้งจะสามารถดำรงชีวิตตามแนวทางดั้งเดิมของตน ในขณะที่กระแสความเจริญและวิถีชีวิตของสังคมเมืองได้ไหลบ่าเข้ามาสู่ชุมชนของพวกเขาได้อย่างไร และหากม้งต้องปรับตัวตามความเจริญจากโลกภายนอกแล้วพวกเขาจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปมากน้อยเพียงใด ความเชื่อมั่นในของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มตนจะยังหลงเหลืออยู่หรือไม่ ในขณะที่ชนพื้นราบได้ถูกแรงกดดันจากลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก จนทำให้เกิดพัฒนาการของลัทธิชาตินิยมอันมีจุดมุ่งหมายในการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมดังกล่าว และนำไปสู่การผลักดันให้เกิดเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างกว้างขวางจนนำไปสู่การสถาปนากลุ่มชนของตนเป็นรัฐเป็นชาติขึ้นมา ทำให้พื้นที่ป่าอันเป็นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของม้งนั้น ต้องถูกแผ้วถางเพื่อปรับสภาพเป็นพื้นที่ทำการเกษตรเพื่อผลิตอาหารให้เพียงพอเลี้ยงดูประชากรในรัฐของชนพื้นราบที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกทีๆ นอกจากนั้นทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ในป่าก็ได้ถูกนำมาหล่อเลี้ยงสังคมเมืองเบื้องล่างเสียหมดสิ้น ทำให้การดำรงชีวิตของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บนที่สูงในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ไม่เพียงแต่เฉพาะม้งเท่านั้น) ต้องได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง พวกเขาจะสามารถดำรงความเป็นตัวตนอยู่ต่อไปได้ อย่างไรในสังคมที่ไม่มีที่ว่างสำหรับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว จึงทำให้พวกเขาต้องถูกบังคับให้เลือกระหว่างการปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของชนพื้นราบหรือการที่วิถีชีวิตรวมไปถึงตัวตนของพวกเขาต้องหายไปจากโลก (หน้า 1-2)

Ethnic Group in the Focus

เน้นการศึกษากลุ่มชาติพันธ์แม้ว (Meo) หรือม้ง ในดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งก็เป็นที่รับทราบกันในปัจจุบันแล้วว่ากลุ่มชาติพันธ์ที่ผู้ศึกษาเรียกว่า "แม้ว" (Meo)นั้น พอใจที่จะให้บุคคลภายนอกเรียกพวกเขาว่า "ม้ง" มากกว่า(ปัจจุบันการเรียกขานชนกลุ่มนี้โดยศัพท์ว่า "แม้ว" นั้นมีลักษณะในทางดูหมิ่นดูแคลน) แต่เนื่องจากเป็นรายงานการศึกษาที่ค่อนข้างเก่า การกล่าวอ้างถึงชนเผ่าม้งในรายงานการศึกษานี้จึงใช้คำว่า "เเม้ว" แทนทั้งสิ้น และนอกจากนั้นผู้แต่งยังได้กล่าวอ้างถึงคำในภาษาไทยที่ใช้เรียกม้งทั้ง 2 กลุ่มในประเทศไทยเรียก โดยเรียกม้งขาวว่า "H'moong Deaw" ส่วนม้งน้ำเงินเรียกว่า "H'moong Njua" (หน้า 9)

Language and Linguistic Affiliations

ม้งไม่มีอักษรใช้เป็นของตนเอง มีแต่ภาษาพูด (หากแต่ในอดีตม้งเคยใช้อักษรจีนเขียนภาษาของตนเอง) ซึ่งภาษาพูดของม้งเองนั้นก็มีแตกต่างกันออกไปหลากหลายสำเนียงเป็นแบบเฉพาะตัวของแต่ละเผ่า แต่ก็ไม่แตกต่างกันมาก ม้งเผ่าอื่นๆ ที่ไม่ได้พูดสำเนียงเดียวกันก็สามารถเข้าใจ และสื่อสารกันได้ (หน้า 9)

Study Period (Data Collection)

ไม่ได้ระบุ

History of the Group and Community

ได้มีเอกสารของทางฝ่ายจีนได้บันทึกไว้ว่าแต่เดิมเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ม้งได้อาศัยอยู่ทั่วไปในประเทศจีน บริเวณที่ราบลุ่มริมแม่น้ำฮวงโห, หยุนหนาน, เหอหนานและกว่างซี จนเมื่อราว 1,000 ปี ก่อนคริสตกาลเมื่อลัทธิขงจื้อเฟื่องฟูในประเทศจีน ก็ได้มีความพยายามในการกลืนกลายม้งให้มาเป็นชาวจีน แต่ม้งซึ่งยึดมั่นในธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของตนเป็นอย่างมาก จึงไม่อาจยอมรับลัทธิขงจื้อได้จึงทำให้ม้งถูกชาวจีนตราหน้าว่าเป็นคนป่าเถื่อนและได้รับการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมจากชาวจีน จึงทำให้ม้งต้องถอยร่นลงใต้มาเรื่อยๆมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในบริเวณตอนเหนือของประเทศไทย ลาว และเวียดนาม ซึ่งในหลายๆ ครั้งม้งที่อพยพเข้าไปก็ได้ก่อความวุ่นวายและถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น การถูกปราบปรามจากกองทัพเวียดนามที่บริเวณปากแม่น้ำแดงในช่วงทศวรรษที่ 1860 (รวมไปถึงมีส่วนในการก่อความวุ่นวายในระหว่างสงครามกลางเมืองของลาวเมื่อเร็วๆ นี้(ค.ศ.1965) อีกด้วย) ซึ่งจากการคุกคามจากชนพื้นราบดังกล่าว จึงทำให้ม้งได้อพยพขึ้นไปอยู่บนเทือกเขาสูงอันปราศจากจากอำนาจทางการเมืองของชนพื้นราบ และปิดกั้นตนเองจากโลกภายนอกนับแต่นั้นเป็นต้นมา (หน้า 8)

Settlement Pattern

ม้งนิยมตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณต้นน้ำ โดยจะปลูกบ้านอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่มีความลาดเอียงต่ำใกล้กับแหล่งน้ำ แต่ถ้าหากบริเวณที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ม้งจะทำการต่อท่อที่ทำขึ้นจากไม้ใผ่ชักเอาน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้ามาใช้ในชุมชน (หน้า 9) บ้านที่ม้งได้สร้างขึ้นอยู่อาศัยนั้นจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เพราะในบ้านแต่ละหลังจะมีม้งอาศัยอยู่ถึงกว่า 20 คนหรือมากกว่านั้น โดยตัวบ้านนั้นสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ จากวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในป่า โดยมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างเพียงขวานเเละมีดพร้าขนาดใหญ่เท่านั้น และไม่ใช้ตะปูหรือวัสดุเชื่อมต่อที่ทำจากโลหะเลย ตัวบ้านประกอบขึ้นจากไม้ หลังคามุงจาก พื้นบ้านเป็นดินธรรมชาติไม่มีการปูพื้น โดยที่สัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นม้า หมู เป็ดไก่ จะถูกเลี้ยงไว้ในคอกบริเวณระเบียงหน้าบ้าน ด้านข้างของฝาผนังภายในบ้านจะจัดเป็นห้องไว้สำหรับกักเก็บข้าวไว้บริโภคกันภายในครัวเรือน โดยจะมีการยกพื้นสูงเพื่อป้องกันข้าวมิให้ถูกมอด หนูหรือแม้กระทั่งหมูที่เลี้ยงไว้ภายในบ้านมากิน ในกระบวนการสร้างบ้านของม้งนั้นทุกๆ คนในหมู่บ้านจะมาช่วยกันสร้าง ผู้ชายจะร่วมกันสร้างบ้าน ส่วนผู้หญิงก็จะเตรียมหุงหาอาหารไว้รอท่า สำหรับการสร้างบ้านหนึ่งหลังจะใช้เวลาเพียง 2-3 วันก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ บ้านที่ใหญ่และดีที่สุดในหมู่บ้านซึ่งหลังคาจะมุงด้วยสังกะสีโลหะก็คือ บ้านของนักบวชประจำหมู่บ้าน ทั้งนี้เนื่องมาจากในการทำพิธีทางศาสนาในแต่ละครั้งนักบวชสามารถเรียกค่ายกครูจากชาวบ้านที่มาขอให้ทำพิธีกรรมทางศาสนาให้ ได้เป็นจำนวนมากนั่นเอง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่านักบวชนั้นคือบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในหมู่บ้านก็ว่าได้ (หน้า 20) ในหมู่บ้านของม้งไม่มีการสร้างสถานที่สำหรับเป็นที่ประชุมร่วมกันของชาวบ้านทั้งหมูบ้านอย่างเป็นกิจลักษณะ ที่บริเวณพื้นที่ว่างในหมู่บ้านจะมีการสร้างยุ้งฉางส่วนกลางขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บผลิตผลทางการเกษตรโดยเฉพาะข้าว โดยตัวยุ้งฉางจะสร้างขึ้นอย่างเเข็งแรงด้วยหิน ด้านบนจะมีรูอยู่ตรงกลางเพื่อกรอกเมล็ดข้าวลงไปในยุ้ง ยุ้งฉางนี้รวมไปถึงการจัดสรรน้ำผ่านระบบท่อ ทุกๆ คนในหมู่บ้านจะเป็นเจ้าของร่วมกัน ทุกคนสามารถจะนำน้ำไปใช้หรือนำข้าวเปลือกจากยุ้งฉางส่วนกลางไปสีเป็นข้าวสารมารับประทานได้ (หน้า 10)

Demography

ข้อมูลจากบทความระบุว่ามีประชากรชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บนที่สูงในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงกว่า 10-20 ล้านคน (หน้า 1) และในจำนวนนี้กว่า 4 ล้านคนเป็นม้ง (หน้า 3) สำหรับจำนวนประชากรม้งที่อยู่ในดินแดนของประเทศไทย กอร์ดอน ยัง ศึกษาเรื่องชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บนที่สูงมาเป็นเวลานาน ได้ระบุว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 50,000 คน (หน้า 8) ม้งมีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ม้งขาวและม้งน้ำเงิน ซึ่งเป็นม้งที่มีประชากรมากกว่า (หน้า 9)

Economy

ม้งเลี้ยงชีพด้วยการทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ในการเพาะปลูกนั้นม้งใช้วิธีการที่เรียกว่า "การทำไร่หมุนเวียน" คือ การเพาะปลูกที่ต้องทำการถางป่าธรรมชาติ ปรับพื้นที่เพื่อทำการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตไปเพียง 2-3 ฤดูกาลจากนั้นจึงทำการละทิ้งที่ดินผืนเดิมเพื่อแสวงหาที่ดินผืนใหม่ที่จะใช้ทำกินต่อไป ซึ่งการทำการเกษตรแบบนี้จะทำให้พื้นที่ป่าต้องเสียหายไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังนิยมทำกันในบริเวณเขตป่าฝนร้อนชื้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในพม่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อเมริกากลางหรือแม้แต่ในแอฟริกา การทำไร่หมุนเวียนนี้จะมีกระบวนการดำเนินการเกิดขึ้นเป็น วัฏจักร โดยเริ่มจากในเดือนกุมภาพันธ์ ม้งจะเข้าป่าเพื่อแสวงหาที่ดินเพื่อทำการเกษตร(โดยต้องให้หมอผีทำการขอขมาต่อผีดินก่อน) ซึ่งเมื่อได้แล้วก็จะทำสัญลักษณ์บอกขอบเขตของที่ดินไว้ ในเดือนมีนาคมและเมษายนม้งจะเข้ามาเผาและแผ้วถางป่าเพื่อปรับพื้นที่เตรียมไว้สำหรับทำการเกษตรที่จะเริ่มขึ้นเมื่อฤดูฝนมาถึงในเดือนพฤษภาคม โดยม้งจะทำการปลูกข้าวโพดไว้ที่เชิงเขาและปลูกข้าวในระดับที่สูงขึ้นมา ในไร่ข้าวโพดจะมีการปลูกพืชผักอีกหลาย เช่น ถั่วมันเทศแตงกวา ฟักทอง ฯลฯ สลับกันไปด้วย(และเมื่อถึงเดือนมิถุนายนก็จะมีการปลูกน้ำเต้าและมันฝรั่งแซมลงในนาข้าวอีกด้วย) เมื่อถึงเดือนกรกฏาคมม้งจะต้องมาที่พื้นที่ทำการเกษตรเพื่อทำการกำจัดวัชพืชและยังต้องคอยป้องกันพืชผลของตนจากการทำลายของสัตว์ป่าด้วย ถัดมาในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนก็เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวโพดและข้าวตามลำดับ ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ที่ปลูกแซมไว้ก็จะได้รับการเก็บเกี่ยวด้วย โดยจะมีการลำเลียงผลผลิตเหล่านั้นกลับหมูบ้านโดยใช้ม้าต่างบรรทุก(หลังจากทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรไปหมดเเล้ว ม้งก็จะทำการปลูกยาสูบและพืชตระกูลถั่วเพิ่มเติม) ในเดือนธันวาคมก็จะมีการนวดและฝัดข้าวเพื่อจะได้นำไปเก็บในยุ้งฉางต่อไป และเมื่อถึงเดือนมกราคม ผลผลิตต่างๆ ที่ทำการเพาะปลูกได้ก็จะถูกนำมาแปรรูปเป็นอาหารใช้ในงานฉลองปีใหม่ และในเดือนนี้จะมีการเก็บเกี่ยวยาสูบที่ปลูกไว้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน มาตากแห้งและบ่มเพื่อจะได้มอบให้กับม้งที่ทำการเพาะปลูกในไร่เก็บไว้สูบเพื่อเป็นรางวัล เเละเมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์กระบวนการก็ย้อนกลับไปเป็นเช่นเดิมอีกซึ่งสามารถศึกษาได้จากแผนภูมิในหน้า 31 (หน้า 18, 30-34) นอกจากนั้นผู้เขียนยังกล่าวถึงการค้าฝิ่นของม้งด้วย ฝิ่นเป็นสารเสพติดที่มีราคาซื้อขายที่สูงและยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่มาก ซึ่งสำหรับชาวชนบทซึ่งอยู่ห่างไกลจากความเจริญอย่างม้งแล้ว ฝิ่นเป็นพืชที่ปลูกง่าย ขนส่งสะดวก มีตลาดที่แน่นอนและมีราคาที่มีเสถียรภาพ จึงทำให้ฝิ่นเป็นที่นิยมปลูกไปทั่วในหมู่ม้งโดยเริ่มนิยมปลูกตั้งแต่ช่วง คริสตศตวรรษที่19 โดยมีกระบวนการปลูกคือ ในเดือนสิงหาคมม้งจะออกแสวงหาที่ดินที่อุดมสมบูรณ์เพื่อทำการปลูกฝิ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่ราบลุ่มบริเวณเเอ่งหินปูน และเมื่อทำการปลูกไปแล้วม้งจะมาดูแลแปลงปลูกและคอยถอนวัชพืชออกเป็นระยะ จนกระทั่งเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนม้งก็จะทำการปลูกยาสูบและพืชตระกูลถั่วแซมลงในแปลงปลูกฝิ่นเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินและต้องมาคอยดูแลถอนวัชพืชเช่นเดิม และรอจนกระทั่งถึงเดือนมกราคมจึงทำการเก็บเกี่ยวพืชตระกูลถั่วและยาสูบออกไปเพื่อปล่อยให้ต้นฝิ่นเติบโตและออกดอกได้อย่างเต็มที่ จนถึงปลายเดือนมกราคมก็สามารถกรีดน้ำยางจากเมล็ดฝิ่นที่โตเต็มที่ได้ ม้งจะเริ่มกรีดน้ำยางจากฝิ่นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมโดยจะเข้าไปกรีดยางฝิ่นตอนเช้ามืดและตอนบ่ายเวลาละครั้ง แล้วปล่อยทิ้งไว้จนวันรุ่งขึ้นจึงค่อยมาเก็บยางฝิ่นสีน้ำตาลเข้มที่ใหลย้อยออกมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ เก็บไว้ในกระเป๋าหนังเพื่อรอพ่อค้าคนกลางมารับซื้อต่อไป โดยปกติแล้วครอบครัวของม้งหนึ่งครอบครัวจะมีพื้นที่ปลูกฝิ่นประมาณ 1 ไร่ ซึ่งสามารถปลูกฝิ่นได้ราว 2,000-4,000 ต้นและสามารถให้ผลผลิตฝิ่นดิบน้ำหนักประมาณ 10 ปอนด์ และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคมนี้ก็จะมีพ่อค้าเร่เข้ามารับซื้อผลผลิตฝิ่น พร้อมกับนำสินค้าจากในเมืองเข้ามาขายด้วย ซึ่งม้งจะใช้เงินที่ได้จากการขายฝิ่นมาซื้อสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาวุธ เครื่องกระสุนและไฟฉายขนาดใหญ่สำหรับล่าสัตว์ ผ้าห่ม สบู่ อาหารแห้งและเครื่องมือทำครัวโลหะ เป็นต้น พืชผลอื่นๆ ที่ม้งปลูกนั้น ม้งเก็บไว้รับประธานเอง หากจะมีการขายบ้างก็เป็นเพียงส่วนน้อย การที่ม้งปลูกฝิ่นนั้นก็เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายฝิ่นมาซื้อของที่จำเป็นจากในเมืองที่พ่อค้าเร่นำใส่หลังม้าเข้ามาขาย ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ของม้งนั้นมีน้อยและพอเพียงกับการบริโภคในหมู่บ้านเท่านั้นจึงไม่อาจนำออกมาขายเป็นจำนวนมากเพื่อซื้อสินค้าดังกล่าวได้ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การผลิตทุกอย่างของม้งนั้นเป็นการผลิตเพื่อยังชีพ การผลิตเพื่อการค้าเพียงอย่างเดียวของม้งก็คือ การปลูกฝิ่นนั่นเอง และจากการค้าฝิ่นดังกล่าวนั้นก็ได้ทำให้ม้งต้องมาติดต่อกับโลกภายนอกมากยิ่งขึ้น ทำให้ความเจริญและลัทธิบริโภคนิยมจากโลกภายนอกได้แพร่เข้าสู่หมู่บ้าน จึงเป็นที่น่าเป็นห่วงว่าม้งจะสามารถรักษาความโดดเด่นทางวัฒนธรรมของตนไปได้อีกนานสักเพียงใด ท่ามกลางกระเเสความเจริญจากโลกภายนอกที่หลั่งใหลเข้าสู่หมู่บ้านอย่างไม่หยุดยั้ง (หน้า 34-38)

Social Organization

ครอบครัวม้งเป็นครอบครัวขยาย มีสมาชิกในครอบครัวหลายคนและหลายช่วงอายุ โดยทั้งหมดจะอยู่รวมกันภายในบ้านหลังใหญ่หลังเดียวกัน จนกระทั้งเมื่อมีสมาชิกในบ้านเพิ่มมากขึ้นจนไม่สามารถกั้นห้องในตัวบ้านเพิ่มได้อีกต่อไปจึงจะทำการสร้างบ้านใหม่ขึ้น แต่หัวหน้าครอบครัวของบ้านที่สร้างใหม่นั้นจะไม่มีสิทธิ์เข้ารวมประชุมในสภาหมู่บ้านเพราะถือว่าที่นั่งในสภาหมู่บ้านนั้นเป็นของบ้านหลักที่ตนได้ขอแยกออกมา ซึ่งบ้านดังกล่าวนั้นมีสถานะเป็นบ้านหัวหน้าของคุ้มบ้านและในหนึ่งคุ้มบ้านจะมีผู้แทนในสภาหมู่บ้านได้เพียงคนเดียวเท่านั้นก็คือผู้แทนจากบ้านของหัวหน้าคุ้ม ซึ่งชาวบ้านในคุ้มบ้านแต่ละคุ้มนั้น จะคอยช่วยเหลือกันทำงานต่างๆ เช่น ร่วมกันสร้างบ้านหลังใหม่ ร่วมกันเก็บเกี่ยวผลผลิต รวมกันสร้างยุ้งฉางส่วนกลาง หรือร่วมกันสร้างยุ้งฉางส่วนกลาง เป็นต้น เเละเมื่อเด็กๆในคุ้มบ้านโตพอที่จะทำงานได้ก็จะได้รับมอบหมายงานให้ทำทันที เพราะแรงงานในการทำการเกษตรกรรมสำหรับม้งนั้นยังขาดแคลนอยู่มาก ภายในหมู่บ้านของม้งนั้นมีนามสกุลใช้เพียง 4-6 นามสกุล ผู้ที่มีนามสกุลเดียวกันจะถือว่ามีความเกี่ยวดองเป็นญาติกันและห้ามแต่งงานกันเด็ดขาด ในสังคมของม้ง การลักขโมยและการลักลอบคบชู้สู่ชายเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก ผู้กระทำผิดจะต้องถูกส่งตัวให้ที่ประชุมสภาของหมู่บ้านตัดสินโทษ ซึ่งโทษที่ได้รับมักจะเป็นการปรับเงินหรือเฆี่ยนตี โดยจะไม่มีการประหารชีวิต ส่วนในเรื่องของชีวิตในครอบครัวนั้น เมื่อผู้ชายได้นำเอาสินสอดไปสู่ขอผู้หญิงมาเป็นภรรยาโดยถูกต้องแล้ว ฝ่ายหญิงต้องย้ายไปอยู่บ้านสามี และให้ถือว่าภรรยาเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของสามีและจะต้องเชื่อฟังทำงานตามที่สามีสั่งทุกอย่าง แต่ถ้าหากแต่งงานกันไปแล้วฝ่ายชายปฏิบัติต่อฝ่ายหญิงอย่างโหดร้ายและไร้ความยุติธรรมและทำให้เธอไม่พอใจ เธอมีสิทธิ์กลับไปอยู่กับพ่อแม่ของเธอเหมือนเดิมได้ หากทำการสอบสวนเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าฝ่ายชายเป็นผู้กระทำผิดจริง และหากฝ่ายชายต้องการตัวเธอคืน จะต้องทำการให้สัญญาต่อหน้าพ่อแม่ของฝ่ายหญิงและผู้ใหญ่บ้านว่าจะไม่กระทำการอันโหดร้ายต่อเธออีกแล้วจึงสามารถรับตัวเธอกลับไปได้แต่ถ้าหากเธอปฏิเสธไม่ยอมกลับไปอยู่กับสามีก็ให้พ่อแม่ของฝ่ายหญิงรับตัวกลับบ้านได้เลยโดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินค่าสินสอดคืนให้ฝ่ายชาย ธรรมเนียมปฏิบัตินี้ของม้งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อสตรีที่ถูกสามีทารุณกรรมเป็นอย่างมาก ในทางทฤษฎีแล้วผู้ชายสามารถมีภรรยาหลายคนได้ หากมีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าสินสอดตามที่ทางฝ่ายหญิงเรียกร้อง แตในทางปฏิบัติแล้วเกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากฝ่ายชายไม่สามารถหาค่าสินสอดได้มากพอนั่นเอง ในบางครั้งเงินค่าสินสอดที่พวกเขานำมาใช้ในการแต่งงานนั้นเป็นเงินจำนวนที่มากที่สุดในชีวิตที่เขาเคยหามาได้ด้วยซ้ำ(หน้า 11,15) ม้งทำงานหนักมากจนแทบจะไม่มีวันหยุด โดยครอบครัวม้งจะตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเพื่อหุงหาอาหารรับประทาน ให้อาหารสัตว์เลี้ยง แล้วจึงไปทำงานในไร่และกลับจากไร่เมื่อตะวันตกดินแล้วจึงให้อาหารสัตว์เลี้ยง และเตรียมอาหารเย็นเพื่อรับประทาน เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ก็จะทำงานเล็กๆ น้อยๆ เช่น ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายเตรียมไม้เพื่อทำถังหมักเหล้า จากนั้นจึงเข้านอน โดยรวมแล้วพวกเขาทำงานถึงกว่าวันละ 12 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากวันหยุดในช่วงเทศกาลปีใหม่,งานแต่งงานและงานเผาศพเเล้ว พวกเขาไม่มีวันหยุดอื่นๆ เลย วันหยุดในช่วงงานฉลองเทศกาลปีใหม่จะเป็นวันหยุดช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดถึงกว่า 3-7 วันโดยจะทำการเริ่มจัดงานในวันเพ็ญแรกของเดือนมกราคม ม้งถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยจะมีการจัดงานเลี้ยงฉลองและมีการละเล่นกันอย่างสนุกสนานตลอดงานฉลอง(หน้า 12,15)

Political Organization

กิจกรรมทางการเมืองของม้งอยู่ในระดับหมู่บ้าน โดยผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านนั้นก็คือ ผู้ใหญ่บ้านซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจากทุกครอบครัวในหมู่บ้าน โดยผู้ที่ถูกเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านจะดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต แต่ผู้ใหญ่บ้านก็สามารถพ้นจากตำแหน่งได้เมื่อลาออก หรือทั้งหมู่บ้านมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง สำหรับสังคมของม้งผู้หญิงไม่มีสิทธิทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือการลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้ง ผู้ใหญ่บ้านที่มาจากการเลือกตั้งของม้งนี้จะได้รับการเคารพนับถือจากชาวบ้านมากและในบางครั้งผู้ใหญ่บ้านบางคนที่มีอิทธิพลก็อาจได้รับการเคารพจากหมู่บ้านอื่นได้ (แต่จะไม่มีอำนาจในการสั่งการเป็นอย่างมากก็เพียงที่ปรึกษาเท่านั้น) โดยผู้ใหญ่บ้านจะเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในหมู่บ้าน เช่น การโยกย้ายที่ตั้งของหมู่บ้านเพื่อแสวงหาแหล่งทำกินที่สมบูรณ์กว่า และหากจะมีการตัดสินใจกระทำสิ่งใดที่จะกระทบต่อชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านจะเรียกประชุมหัวหน้าครอบครัวผู้ซึ่งมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อปรึกษาหารือในการพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งในการนี้หมอผีประจำหมู่บ้านนั้นจะมีสิทธิออกความเห็นในที่ประชุมด้วยโดยตำแหน่ง แต่ทว่าในบางครั้งผู้ดำรงตำแหน่งหมอผีประจำหมู่บ้านก็เป็นผู้หญิง จึงทำให้ผู้หญิงในสังคมของม้งก็ยังพอมีโอกาสที่จะมีสิทธิ์มีเสียงในทางการเมืองอยู่บ้าง แม้โอกาสที่เกิดขึ้นจะมีน้อยก็ตาม ผู้ใหญ่บ้านของม้งจะเป็นทั้งผู้ที่ใช้อำนาจบริหารในหมู่บ้านและเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ตัดสินคดีความที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านอีกด้วย โดยการบริหารจัดการและการตัดสินคดีความของผู้ใหญ่บ้านนั้นจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับกฏหมายจารีตประเพณีของม้งที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานับเป็นพันปี และหากผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านประพฤติตนไม่เหมาะสม เช่น ปล่อยให้มีการทุจริตโกงกินเกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน ชาวบ้านมีสิทธิ์อันชอบธรรมตามกฏหมายจารีตประเพณีที่จะรวมตัวกันขับไล่ผู้ใหญ่บ้านออกจากตำแหน่งได้(แม้กระทั่งการจับอาวุธขึ้นมาขับไล่) แล้วจึงดำเนินการสรรหาผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ ในการนี้ได้แสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีถึงความเป็นประชาธิปไตยของม้งที่มีอยู่สูงโดยเฉพาะบทบาทของภาคประชาชนที่มีต่อการควบคุมการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร (และตุลาการด้วย) ซึ่งการปกครองหมู่บ้านตามแนวทางจารีตประเพณีที่มีมาแต่เดิมนี้ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจของชาวบ้านและยังเหมาะสมกับการปกครองในระดับหมู่บ้านอีกด้วย (หน้า 10-11) ปัจจัยที่ขัดขวางพัฒนาการทางการเมืองที่จะนำไปสู่การสถาปนาขึ้นเป็นรัฐของม้งนั้นก็อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ม้งมีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง แต่ละหมู่บ้านมีความเป็นเอกเทศในการดำเนินการโดยจะไม่ยอมรับอำนาจของคนกลุ่มอื่นหรือแม้กระทั่งหมู่บ้านอื่น และการที่ชุมชนของม้งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวยิ่งทำให้การแทรกแซงจากกลุ่มอำนาจอื่นๆภายนอกหมู่บ้านเกิดขึ้นได้ยาก สภาพเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้ม้งยิ่งมีความภาคภูมิใจในความเป็นอิสระของตนเองมากยิ่งขึ้นไปอีก ความพยายามที่จะรวมหลายๆหมู่บ้านขึ้นเป็นเมืองเป็นรัฐภายใต้อำนาจของกลุ่มอำนาจใดๆ นั้นจึงไม่ได้รับการยอมรับในสังคมของม้ง (หน้า 9)

Belief System

ม้งนับถือถือผี(spirit) ซึ่งมีอยู่มากมายหลายประเภท เช่น ผีดิน (Spirit of the land), ผีบ้าน(Spirit of the house), ผีประตู(Spirit of the door) และไม่มีการนับถือผีใดตนเป็นเทพเจ้าสูงสุดแต่เพียงตนเดียวตามแนวทางของเอกเทวนิยม ม้งเชื่อว่าหากมีการปฏิบัติตนจนเป็นที่พึงพอใจของผี ผีก็จะดลบันดาลความสุขความเจริญให้ แต่ถ้ากระทำการล่วงเกินจนทำให้ผีโกรธเคืองหรือที่เรียกว่า "ผิดผี" (arousing the spirit) แล้ว ผีก็จะดลบันดาลให้ม้งพบกับความวิบัติหายนะด้วยเช่นกัน ผีที่สำคัญมากที่ก็คือ"ผีดิน" ซึ่งจะเป็นผีที่ดลบัลดาลความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผืนดินที่ทำการเพาะปลูก,ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลและช่วยคุ้มครองม้งให้พ้นจาภยันตรายทั้งปวง ส่วนผีที่สำคัญรองลงมาก็คือ ผีบ้านและผีประตู ซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้ขโมยขึ้นบ้านและป้องกันมิให้คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้งกันเอง ความเชื่อของม้งในเรื่องการนับถือผีนั้นผูกพันในทุกบริบทการใช้ชีวิตของม้ง การกระทำเกือบทุกอย่างอาจเสี่ยงต่อการผิดผีได้ทั้งสิ้น เช่น การถางป่าโดยที่ไม่ทำการขออนุญาต หรือแม่แต่การนั่งบนพื้นดินภายนอกชายคาบ้านก็อาจผิดผีดินได้ แม้แต่การโกหกหรือทะเลาะด่าทอกันในบ้านก็ผิดผีบ้าน พวกเขาเชื่อว่าชีวิตของพวกเขาจะตกต่ำหรือรุ่งเรืองก็ขึ้นอยู่กับผีจะดลบันดาลให้เป็นไป รวมไปถึงชีวิตครอบครัวและสภาวะการทำกินของพวกเขาด้วย พวกเขาจึงดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความกลัวและยอมกระทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ผีพึงพอใจและพยายามไม่กระทำการอันจะทำให้ผีขุ่นเคืองเป็นอันขาด และหากต้องการให้ชีวิตดีขึ้นจะต้องทำพิธีบวงสรวงขอพรจากผี ซึ่งในการทำพิธีต่างๆนั้น จะต้องมีผู้ที่เป็นสื่อกลางที่ทำการติดต่อระหว่างมนุษย์กับผี ซึ่งก็คือ หมอผีประจำหมู่บ้านนั่นเอง (Spirit doctor) ตำแหน่งหมอผีนี้จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็สามารถที่จะเป็นได้ ซึ่งที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นหมอผีนี้ถือเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและอภิสิทธิ์ต่างๆ ในหมูบ้านสูงมาก โดยอ้างอิงความชอบธรรมจากการที่ตนสามารถพูดคุยติดต่อและรับรู้นิมิตจากผีได้ ทำให้ชาวบ้านทุกคนซึ่งนับถือผีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเคารพและยอมรับในอำนาจของหมอผีซึ่งจะคอยทำพิธีต่างๆ ให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการปัดรังควานไล่ผี การหาที่ดินแปลงใหม่เพื่อทำการเพาะปลูก การปลูกบ้าน การส่งวิญญาณคนตาย การทำพิธีขอขมาที่ได้ทำผิดผี ฯลฯ ในการทำพิธีต่างๆ เหล่านี้หมอผีมีสิทธิ์เรียกเก็บ "ค่ายกครู" ได้ตามความพอใจ ถึงแม้จะหมอผีจะเรียกร้องค่าใช้จ่ายมากเพียงใดม้งก็ไม่เคยบ่นและจะยอมจ่ายเพื่อแลกกับความสบายใจ หมอผีได้ทำพิธีกรรมโดยอาศัยความไม่รู้ของชาวบ้านสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองอย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น การสร้างความมั่งคั่งบนความเชื่อเกี่ยวกับคนตาย ม้งเชื่อว่าเมื่อคนเราตายไปวิญญาณจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกจะขึ้นสวรรค์ ส่วนที่ 2 จะสิงสถิตย์อยู่ในหลุมศพ และส่วนที่ 3 จะกลับมาเกิดใหม่ ซึ่งในการนี้ม้งจะยอมทำทุกวิถีทางเพื่อทำพิธีส่งวิญญาณส่วนแรกขึ้นสวรรค์ ไม่ให้ดวงวิญญาณที่ควรขึ้นสวรรค์กลับมาหลอกหลอนคนในบ้านอีก และนอกจากนั้นเพื่อป้องกันมิให้วิญญาณในส่วนที่ 3 กลับชาติมาเกิดเป็นสัตว์ พวกเขาก็จะยอมเสียเงินอีกครั้งเพื่อจ้างหมอผีมาทำพิธีป้องกันมิให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเมื่อมีคนตายในหมู่บ้านสักคนจะทำเงินให้หมอผีได้มากเพียงใด แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หมอผีก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่จะขาดเสียไม่ได้เลยสำหรับม้ง (หน้า 15-17)

Education and Socialization

ไม่ปรากฏ

Health and Medicine

ม้งมีสุขอนามัยในการดำเนินชีวิตค่อนข้างต่ำ ปล่อยสัตว์เลี้ยงเดินเพ่นพ่านไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ถ่ายมูลสร้างความสกปรกไปทั่วและยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคแลพยาธิ จึงส่งผลให้อัตราการตายของเด็กทารกอยู่ในปริมาณที่สูง ซึ่งได้มีผู้ทำการศึกษาไว้ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1963 โดยระบุว่า เด็กทารก 29 คนในจำนวน 59 คนจะตายเพราะโรคอันอาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากความสกปรกภายในหมู่บ้าน (หน้า 40)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ม้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นม้งน้ำเงิน (Blue Meo) สีเครื่องแต่งกายจะเน้นไปในโทนสีเข้ม ประดับประดาไปไปด้วย ลายริ้วและดอกไม้ (หน้า 9) ในช่วงการฉลองในเทศกาลปีใหม่ผู้หญิงม้ง จะทำการตัดเย็บชุดใหม่ให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้สวมใส่ สำหรับผู้หญิงจะนิยมสวมเสื้อครึ่งตัวและกระโปรงที่ทอขึ้นเองและจะสวมผ้ากันเปื้อนที่ปักอย่างสวยงาม ส่วนผู้ชายจะนิยมสวมกางเกงขายาวสีดำและสวมเสื้อคลุมสั้นๆ สีดำ ม้งทุกเพศทุกวัยนิยมสวมเครื่องประดับที่ทำจากเงินมากไม่ว่าจะเป็นกำไล, สร้อยคอเข็มขัด ซึ่งเครื่องเงินดังกล่าวนั้นม้งทำขึ้นเองจากการนำเอาเหรียญเงินที่ได้จากการทำงานรับจ้างมาหลอมแล้วทำเป็นเครื่องประดับ โดยช่างที่ทำเครื่องประดับเหล่านี้ก็เป็นช่างท้องถิ่นในหมู่บ้านนั่นเอง ในช่วงงานฉลองเทศกาลปีใหม่ม้งจะทำสวมชุดสีสันสดใสที่ตัดขึ้นใหม่ตั้งแต่ตอนเช้าตรู่เรื่อยไปถึงตอนค่ำที่จะจัดให้มีงานเลี้ยงขึ้น โดยในงานจะมีการละเล่น เต้นรำ ร้องเพลง กิน-ดื่มกันอย่างสนุกสนาน และม้งในหมู่บ้านอื่นๆก็สามารถมาร่วมฉลองด้วยกันได้ และในงานฉลองนั้นผู้ชายในหมู่บ้านจะเล่นลูกข่างแข่งกัน โดยมีกติกาคือใช้เชือกพันรอบๆ ลูกข่างแล้วขว้างลูกข่างลงในบรเวณที่กำหนดไว้ จากนั้นคนอื่นที่เข้ารวมแข่งขันก็ขว้างลูกข่างของตนลงไปบ้าง ลูกข่างของใครหมุนอยู่ได้นานที่สุดโดยที่ไม่ถูกลูกข่างของคนอื่นๆ ชนล้ม ผู้นั้นก็จะเป็นผู้ชนะ ซึ่งการละเล่นนี้บางครั้งก็อาจเกิดการกระเเทกกันของลูกข่างอย่างรุนแรงจนอาจกระเด็นออกมาโดนผู้เล่นและคนดูได้รับบาดเจ็บได้ แต่ถึงแม้จะอันตรายแต่ม้งก็ยังมามุงดูและเชียร์กันอย่างสนุกสนาน นอกจากนั้นในงานฉลองจะมีการบรรเลงดนตรีประกอบการเต้นรำ โดยเครื่องดนตรีของม้งสร้างขึ้นอย่างง่ายๆด้วยการนำเอาปล้องไม้ใผ่หลายๆ ระดับมาผูกเรียงกันแล้วจึงนำมาเป่า ให้เสียงคล้ายขลุ่ยแต่มีระดับเสียงเพียง 5 ระดับและใช้เป็นดนตรีประกอบจังหวะพร้อมกับกลองในการเต้นรำ ซึ่งมีเพียงผู้ชายผู้ชายเท่านั้นที่มีสิทธิเต้นรำ โดยจะเต้นเป็นวงกลมอยู่รอบๆ กองไฟพร้อมๆ กับบรรเลงดนตรีไปด้วย อาหารที่นำออกมาเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานเลี้ยงนั้นประกอบไปด้วยอาหารจำพวกข้าว เนื้อหมูดิบหั่นบางๆ ผักและจะมีกระบอกใส่น้ำตาลไว้ด้วย และในงานเลี้ยงจะมีการนำเอาสุราอย่างแรงที่ได้หมักเตรียมไว้ออกให้ผู้มาร่วมงานดื่มกัน (ซึ่งสามารถดื่มกันได้ทั้งหญิงและชาย) โดยแขกผู้มาร่วมงานเเละชาวบ้านผู้เป็นเจ้าภาพการจัดงานจะมายืนล้อมวงกัน แล้วจากนั้นจะมีการรินเหล้านั้นใส่แก้วไม้ใผ่แต่น้อยแล้วส่งไปให้แขกคนสำคัญได้ดื่มก่อนจากนั้นจึงส่งให้ผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ได้ดื่ม และเมื่อทุกคนได้ดื่มหมดแล้วก็จะมีการรินเหล้าใหม่อีกรอบโดยจะเพิ่มปริมาณเป็น 2 เท่าแล้วจึงเริ่มดื่มใหม่ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเหล้าที่รินมานั้นเต็มแก้วจึงถือเป็นการสิ้นสุดการดื่ม ซึ่งในการดื่มแก้วสุดท้ายนั้นจะต้องดื่มรวดเดี่ยวให้หมดแก้ว การดื่มในลักษณะนี้จะจัดขึ้นในโอกาสสำคัญๆ เท่านั้นโดยเฉพาะการต้อนรับแขกที่สำคัญ ซึ่งถึงม้ง่าจะมีการดื่มฉลองกันในตอนกลางคืน แต่ก็ไม่สงผลกระทบต่อการทำงานในช่วงกลางวันของม้งแต่อย่างใด พวกเขายังสามารถตื่นแต่เช้าไปทำงานในไร่ได้เช่นเดิม สำหรับม้งในช่วงปีใหม่ นอกจากจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองแล้ว ยังเป็นการเริ่มต้นช่วงเวลาในการหาคู่และจัดงานแต่งงานอีกด้วย (ซึ่งจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปีใหม่ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม) ในการหาคู่นั้นจะมีการจัดประเพณีโยนลูกบอลขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ โดยที่หนุ่มสาวในหมู่บ้านที่จะเข้าเเต่งงาน ซึ่งมีอายุตั้งแต่14-16 ปี นั้นจะถูกจัดให้ยืนเป็น 2 แถวหันหน้าเข้าหากันแล้วจึงทำการโยนลูกบอลที่ทำขึ้นเป็นพิเศษทำขึ้นจากเศษผ้าสีดำเย็บติดกัน ส่งให้กัน โดยจะโยนต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจับคู่ได้กับฝ่ายตรงข้ามซึ่งบางครั้งอาจจะใช้เวลานานเป็นชั่วโมง จากนั้นผู้ที่ร่วมเลือกคู่ทุกคนเดินจะเข้าไปล้อมรอบคู่รักที่เพิ่งจับคู่กันได้นั้นพร้อมกับร้องอันมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักและจากนั้นจึงจะพาทั้งสองไปยังบ้านของฝ่ายเจ้าสาวซึ่งพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายจะรออยู่เพื่อตกลงกันเกี่ยวกับอัตราค่าสินสอดที่ฝ่ายชายจะต้องจ่ายให้กับฝ่ายหญิง เมื่อสามารถตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งคู่รักทั้งสองจึงจะเข้าพิธีแต่งงานกันได้ (หน้า 13-14)

Folklore

ไม่ปรากฏ

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ม้งนั้นมีสังคมที่ค่อนข้างแคบ มีการติดต่อกับหมู่บ้านที่เป็นม้งด้วยกันเองเท่านั้น การติดต่อกับชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บนที่สูงกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่ม้งไม่ปรากฏ ดังนั้นปัญหาระหว่างม้งกับชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่บนที่สูงกลุ่มอื่นๆ จึงไม่ปรากฏ แต่กลุ่มคนจากภายนอกที่จะเข้ามามีบทบาทในเชิงครอบงำและแสดงอำนาจเหนือม้งก็คือ กลุ่มคนพื้นราบ นั่นเอง โดยในทัศนะคติของคนพื้นราบแล้วได้มีมุมมองว่าม้งเป็นคนป่าเถื่อนและไร้อารยะ และได้พยายามเข้ามีบทบาทแสดงว่าตนเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าม้งและออกคำสั่งต่างๆ มาควบคุมหรือในบางครั้งอาจจะเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตของม้งไป ซึ่งแต่เดิมอยู่อย่างอิสระ ต้องยอมรับสถานะภาพใหม่ในฐานะที่เป็นพลเมืองไทยและต้องปฏิบัติ ตามกฏหมายของประเทศไทยซึ่งบางครั้งก็กระทบกระเทือนต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของม้ง เช่น การห้ามปลูกฝิ่นและทำไร่หมุนเวียนอันเป็นสาเหตุสำคัญของการลดลงเป็นจำนวนมากของป่าต้นน้ำ แต่ทว่าทั้งสองสิ่งเป็นดั่งสายเลือดใหญ่ที่หลอเลี้ยงม้งให้อยู่รอดมาได้นับเป็นพันปี ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทางภาครัฐบาลที่จะต้องเข้าไปสอนให้ม้งทำการเกษตรแผนใหม่ที่ไม่ต้องโยกย้ายที่ทำกินและสามารถขายผลผลิตนำเงินมาเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการปลูกฝิ่น ซึ่งในบางครั้งม้งก็ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐบาลไทยโดยทำการถางป่าเพื่อทำการเกษตรและลักลอบปลูกฝิ่น แต่รัฐบาลไทยก็ยังโอนอ่อนและผ่อนปรนให้ม้ง มิได้ดำเนินการรุนแรงแต่ประการใด(หน้า 40-44)

Social Cultural and Identity Change

การที่ม้งต้องถูกบังคับให้ยอมรับสถานะภาพใหม่ในฐานะเป็นพลเมืองไทยนั้น มิได้กระทบต่อความเชื่อของม้งแต่อย่างใด ม้งสามารถดำรงชีวิตตามแนวทางความเชื่อทางศาสนาของตนได้ต่อไปโดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐบาลไทย หากแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือ กระบวนการผลิตทั้งเพื่อยังชีพคือ การทำไร่หมุนเวียน และการผลิตเพื่อการค้า คือ การปลูกฝิ่น ของม้งนั้นจะต้องถูกยกเลิกเนื่องด้วยการกระทำดังกล่าวไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลและกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของชาวบ้านที่อาศัยอยู๋ในบริเวณพื้นราบจำนวนมหาศาล กล่าวคือ การทำไร่หมุนเวียนทำให้พื้นที่ป่าต้นน้ำลดลงไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่หล่อเลี้ยงลุ่มน้ำเจ้าพระยาอันเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศลดลงและในบางปีก็เกิดน้ำท่วม จึงทำให้ชาวนานับล้านคนได้รับผลกระทบจึงทำให้รัฐบาลไทยไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ จึงได้ดำเนินนโยบายห้ามการทำไร่หมุนเวียนเเละจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสอนม้งทำการเกษตรแผนใหม่โดยไม่ต้องย้ายที่ทำกินอีกต่อไป ซึ่งก็พอจะเเก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด ส่วนปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การลักลอบปลูกฝิ่นของม้งที่ขัดกับกฏหมายของรัฐบาล เพราะม้งยังนิยมปลูกฝิ่นอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีราคาดีและมีตลาดที่แน่นอนแต่ในขณะเดียวกันการกระทำดังกล่าวก็เป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับกฏหมายบ้านเมือง ใน ค.ศ.1958 รัฐบาลไทยโดยการผลักดันของชาติมหาอำนาจตะวันตกได้ประกาศให้การค้าฝิ่นเป็นเรื่องผิดกฏหมาย และออกดำเนินการปราบปรามการค้าฝิ่นอย่างรุนแรง แต่ถึงอย่างไรก็การตรวจตราของภาครัฐบาลก็ยังมีข้อจำกัด เพราะม้งอยู่อาศัยในบริเวณที่ห่างไกลและการคมนาคมก็ยังไม่สะดวก การค้าฝิ่นของม้งจึงยากต่อการตรวจจับของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า ทางรัฐบาลไทยถึงแม้จะทราบว่า ม้งเป็นกลุ่มชนที่สำคัญที่ทำการปลูกฝิ่นแต่ก็มิได้ดำเนินการรุนแรงต่อม้งแต่อย่างใด (หน้า 40-44)

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ในบทความนี้มีการใช้แผนที่ในการชี้บ่งถึงขอบเขตการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธ์ที่มุ่งเน้นศึกษาซึ่งก็คือม้ง (หน้า 3) พร้อมทั้งยังมีแผนผังอันแสดงถึงวัฏจักรการทำงานของม้งในรอบปี (หน้า 31) รวมไปถึงแผนภูมิแสดงปริมาณน้ำฝนในแต่ละช่วงของปี นอกจากนี้ยังมีภาพแนวหุบเขาหินปูนอันเป็นบริเวณปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและแหล่งทำการเพาะปลูกของม้ง และยังมีภาพการจัดสรรน้ำ,สภาพความเป็นอยู่, และการเพาะปลูกของม้งอีกด้วย (หน้า 19-30)

Text Analyst สิทธารถ ศรีโคตร Date of Report 13 มี.ค 2550
TAG ม้ง, สภาพแวดล้อม, วิถีชีวิต, ความเชื่อ, สภาวะทางอำนาจรัฐไทย, ภาคเหนือ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง