ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ,วิถีชีวิต,ความเชื่อ,พิธีกรรม,ชุมชน,เพชรบุรี
Author สุมิตร ปิติพัฒน์, บัณฑร อ่อนดำ, พูนสุข ธรรมาภิมุข
Title ลาวโซ่ง : รายงานการวิจัย
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 88 Year 2521
Source แผนกอิสระสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Abstract

รายงานการวิจัย "ลาวโซ่ง" ฉบับนี้ ศึกษาลาวโซ่งในแง่มุมต่างๆ ตั้งแต่ประวัติความเป็นมาของลาวโซ่ง ชุมชนและสภาพเศรษฐกิจของลาวโซ่งที่บ้านดอนทราย พื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรม แบบแผนการดำเนินชีวิตและวัฏจักรชีวิตของลาวโซ่ง ประเพณีและพิธีกรรมทางศาสนา โดยเลือกศึกษาชุมชน ลาวโซ่งในหมู่บ้านดอนทราย ต.ทับคาง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ผลการวิจัยพบว่า ลาวโซ่งเป็นกลุ่มไทโบราณกลุ่มหนึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทย (ปัจจุบันคือเวียดนามเหนือตอนที่เชื่อมต่อกับลาวและจีนตอนใต้) ถูกกวาดต้อนเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ลาวโซ่งหมู่บ้านดอนทรายซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยชิ้นนี้มีระบบเศรษฐกิจแบบชาวไร่ชาวนา (Peasant Community) มีอาชีพเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ พืชที่เพาะปลูกส่วนใหญ่เป็นข้าวเจ้าเกือบทั้งหมด พันธุ์ข้าวที่ใช้เกือบทั้งหมดเป็นพันธุ์พื้นบ้าน ผลผลิตข้าวต่อไร่ของชาวบ้านเฉลี่ยไร่ละ 28.7 ถัง ส่วนสัตว์เลี้ยง ชาวบ้านนิยมเลี้ยงเป็ด ไก่ เพื่อบริโภคในครัวเรือน เมื่อเหลือจึงนำออกขาย ส่วนอาชีพเสริมอื่นๆ ของชาวบ้านดอนทรายมีทั้งการเป็นแรงงานรับจ้าง ค้าขาย รับราชการ ทำไร่ ระบบสังคมของลาวโซ่งแบ่งชนชั้นออกเป็น 2 กลุ่ม คือ "พวกเจ้า" หรือ "ผู้ท้าว" และ "พวกคนธรรมดา" หรือ "ผู้น้อย" ดั้งเดิม แต่ปัจจุบันไม่มีความแตกต่างทางสังคม ระบบครอบครัวเป็นแบบครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) คือ ลูกชายพาภรรยาไปตั้งบ้านเรือนใหม่ของตนเอง พ่อเป็นผู้มีอำนาจและเป็นผู้นำการสืบสกุลจะนับทางฝ่ายพ่อ (Patrilineal) แบบแผนชีวิตของลาวโซ่งล้วนมีพิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะลาวโซ่งเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ในโลกอยู่ใต้อำนาจของผีและสิ่งเหนือธรรมชาติ ชีวิตคนจึงเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับผีต่างๆ ทั้งผีดีและผีร้าย ดังนั้นลาวโซ่งจึงต้องบูชาเซ่นไหว้ผีอยู่เสมอ ปัจจุบันพิธีกรรมทางศาสนาหลายอย่างเริ่มห่างหายไปจากสังคมของลาวโซ่งตามสภาพสังคมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

Focus

ศึกษาแบบแผนทางวัฒนธรรมของลาวโซ่ง โดยเฉพาะพิธีกรรมและความเชื่อทางศาสนา (หน้า 1)

Theoretical Issues

ไม่ปรากฏ

Ethnic Group in the Focus

ศึกษาชุมชน "ลาวโซ่ง" ในหมู่บ้านดอนทราย ต.ทับคาง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ส่วนการศึกษาเกี่ยวกับระบบความเชื่อได้เก็บข้อมูลหมู่บ้านลาวโซ่งอื่นๆ ใน ต.หนองปรง และต.หนองชุมพล อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี และหมู่บ้านลาวโซ่งบางหมู่บ้านใน จ.สุพรรณบุรี และ จ.นครปฐม (หน้า ก, 1-2)

Language and Linguistic Affiliations

ลาวโซ่งมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเองคือ "ภาษาลาวโซ่ง" หรือภาษาไทดำ จัดอยู่ในตระกูลภาษาไท (Tai Family) สาขาตะวันตกเฉียงใต้ (Southwestern Branch) ลาวโซ่งจะใช้ภาษาตนเองสื่อสารกับลาวโซ่งด้วยกัน ส่วนภาษาไทยใช้ติดต่อกับคนภายนอก (หน้า 20)

Study Period (Data Collection)

ใช้เวลาเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 - 2520 (หน้า ก)

History of the Group and Community

ลาวโซ่งเป็นกลุ่มไทโบราณกลุ่มหนึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทย (ปัจจุบันคือเวียดนามเหนือตอนที่เชื่อมต่อกับลาวและจีนตอนใต้) เดิมเรียกกันว่าไทยดำ หรือ "ผู้ไทยดำ" (Black Tai) ถูกกวาดต้อนเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น รวมไปถึงเมืองสิบสองจุไทยก็ตกเข้ามาอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักรสยามด้วยเช่นกัน สาเหตุของการอพยพมาจากการทำสงครามในอดีตที่เมืองสิบสองจุไทยซึ่งอยู่ในความดูแลของเมืองหลวงพระบางแต่กลับแข็งข้อ จึงถูกยกทัพไปตีและกวาดต้อนผู้คนจากเมืองสิบสองจุไทยเพื่อควบคุมกำลังไว้ในอาณาจักรสยาม (หน้า 2-8)

Settlement Pattern

ลาวโซ่งตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านกระจุกและกระจายตัวอยู่ในเขต จ.เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม และสุพรรณบุรี (หน้า 1) ลาวโซ่งที่อพยพเข้ามาในไทยรุ่นแรกๆ ได้ตั้งบ้านเรือนที่หนองปรง (หรือหมู่บ้านหนองเลา) ส่วนกลุ่มที่อพยพเข้ามารุ่นหลังสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านท่าแร้ง อ.บ้านแหลม ต่อมาลาวโซ่งใน จ.เพชรบุรี อพยพไปหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินใหม่ในแถบ จ.ราชบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม บางกลุ่มก็อพยพขึ้นไปทางเหนือ เช่น จ.สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก กาญจนบุรี ลพบุรี และสระบุรี (หน้า 8-9) ลักษณะบ้านของลาวโซ่งเดิมเป็นบ้านทรงสูง ใช้เสาไม้ขนาดใหญ่รองรับ ไม่ใช้ตะปูหรือเครื่องยึดเหนี่ยว ใช้หญ้าคามุงหลังคา บนตัวบ้านจะไม่กั้นห้อง แต่กั้นตรงมุมห้องบริเวณเสาเอกของบ้านให้เป็น "กะล่อหอง" หรือห้องผีเรือน (หรือ "กวงเฮือน") ลักษณะของบ้านลาวโซ่งดั้งเดิมไม่มีประตูหน้าต่าง ใต้ถุนบ้านไว้ใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ควาย ไก่ เก็บเครื่องใช้ในการทำนาและจับปลา เป็นต้น (หน้า 84-86) ส่วนลักษณะของหมู่บ้านดอนทรายเป็น "หมู่บ้านเป็นเส้นยาว" (Line Village) คือบ้านเรือนขนานไปกับความยาวของถนนทั้ง 2 ข้าง ส่วนพื้นที่ทำกินอยู่หลังหมู่บ้านออกไปทั้งสองด้าน การตั้งบ้านเรือนเป็นทั้งแบบห่างกันและติดกันการตั้งถิ่นฐานเป็นแบบถาวร (หน้า 10-11)

Demography

หมู่บ้านดอนทรายมีประมาณ 167 ครัวเรือน จำนวนประชากรประมาณ 1,336 คน (หน้า 11)

Economy

ชาวบ้านหมู่บ้านดอนทรายมีที่ดินเฉลี่ยครอบครัวละ 25 ไร่ มีระบบเศรษฐกิจแบบชาวไร่ชาวนา (Peasant Community) คือ มีอาชีพเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ พืชที่เพาะปลูกส่วนใหญ่เป็นข้าวเกือบทั้งหมด โดยสัดส่วนของข้าวเจ้ามีสูงถึง 90% ส่วนข้าวเหนียวมี 10% พันธุ์ข้าวที่ใช้เกือบทั้งหมดเป็นพันธุ์พื้นบ้าน ชาวบ้านใช้ปุ๋ยเพาะปลูกถึงร้อยละ 89 ในจำนวนของผู้ที่ใช้ปุ๋ยมีผู้ใช้ปุ๋ยคอกร้อยละ 69 และปุ๋ยเคมีร้อยละ 31 แสดงให้เห็นว่าคุณภาพของดินในหมู่บ้านไม่ดีนัก เครื่องมือทางการเกษตรของหมู่บ้านมีทั้งแบบเก่า (เคียว เสียม จอบ) และแบบใหม่ (เครื่องสูบน้ำ เครื่องนวดข้าว เครื่องสีข้าว) ชาวบ้านมีแนวโน้มที่จะใช้เครื่องมือทางการเกษตรแบบใหม่มากขึ้นทั้งชนิดและปริมาณ ผลผลิตข้าวต่อไร่ของชาวบ้านเฉลี่ยไร่ละ 28.7 ถัง ส่วนสัตว์เลี้ยง ชาวบ้านนิยมเลี้ยงเป็ด ไก่ เพื่อบริโภคในครัวเรือน เมื่อเหลือจึงนำออกขาย ส่วนอาชีพเสริมอื่นๆ ของชาวบ้านดอนทรายมีทั้งการเป็นแรงงานรับจ้าง ค้าขาย รับราชการ ทำไร่ (หน้า 13-19)

Social Organization

เนื่องจากลาวโซ่งสืบเชื้อสายและวัฒนธรรมมาจากสังคมไทดำซึ่งจำแนกคนออกเป็น 2 ชนชั้นใหญ่ๆ คือ "ผู้ท้าว" หรือพวกที่เป็นเจ้านาย มีอำนาจในการปกครอง และ"ผู้น้อย" หรือผู้ที่ถูกปกครอง ลาวโซ่งจึงมีความคิดเรื่อง "ผู้ท้าว" และ "ผู้น้อย" อยู่ แม้ว่าในชีวิตจริงที่ในหมู่บ้านปัจจุบัน ผู้ท้าวและผู้น้อยไม่ได้แตกต่างดังแต่ก่อน (หน้า 21-22) เดิมระบบครอบครัวลาวโซ่งเป็นแบบครอบครัวขยาย (Extended Family) คือฝ่ายชายนำภรรยาไปอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ของตน หลังจากที่ได้ไปอาสาอยู่บ้านพ่อตาและแม่ยายแล้ว แต่ปัจจุบันระบบครอบครัวเป็นแบบครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) คือ ลูกชายพาภรรยาไปตั้งบ้านเรือนใหม่ของตนเอง พ่อเป็นผู้มีอำนาจและเป็นผู้นำการตัดสินใจเรื่องต่างๆ การสืบสกุลจะนับทางฝ่ายพ่อ (Patrilineal) การแบ่งกลุ่มตระกูลคล้ายกับการใช้แซ่ของจีน (หน้า 20-22) ครอบครัวโซ่งให้ความสำคัญกับลูกชายและมากกว่าลูกสาวเพราะลูกชายต้องสืบผีต่อจากพ่อแม่ (หน้า 38, 46) การแต่งงาน โซ่งนิยมแต่งงานเดือน 6 และเดือนคู่ วันแต่งงานของโซ่งเรียกว่า "สง" ในอดีตหนุ่มสาวโซ่งแต่งงานกันเมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป ก่อนเข้าพิธีแต่งงานต้องผ่านการเกี้ยวพาราสีกันก่อน โดยทำผ่านประเพณีการละเล่นที่เรียกว่า "การเล่นคอน" และ "การเล่นลูกช่วง" เป็นการเปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวได้รู้จักกัน เมื่อถูกใจกันฝ่ายชายก็จะส่งผู้ใหญ่ของตนไปสู่ขอเรียกว่า "ไปส่อง" มีความหมายเท่ากับการหมั้น ฝ่ายชายต้องเตรียมของไปมอบให้กับฝ่ายหญิงสำหรับนำไปไหว้ผีเรือน โซ่งบางกลุ่มไม่นิยมหมั้นแต่จะสู่ขอแล้วทำพิธีแต่งงานเลย ในพิธีเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาว ต้องสวม "เสื้อฮี" ในวันแต่งงานจะมีการเลี้ยงอาหารที่บ้านฝ่ายชายตอนเช้ารวมถึงเซ่นผีเรือน พิธีนี้ฝ่ายหญิงจะไม่เข้าไปร่วมพิธี เมื่อได้ฤกษ์ก็จะแห่ขันหมากมาที่บ้านฝ่ายหญิง จะมี "ล่าม" สอนเจ้าบ่าวและเจ้าสาวว่าต้องปฏิบัติอย่างไรในการเซ่นไหว้ผีเรือนและการครองเรือน การไหว้ผีเรือนเป็นการแนะนำสมาชิกคนใหม่ของครอบครัวให้ผีเรือนรู้จักเพื่อรับเจ้าบ่าวเข้ามาเป็นสมาชิกของครอบครัวอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นมีการเลี้ยงอาหารและทำพิธี "กางมุ้ง" (คล้ายกับการปูที่นอนของไทยพุทธภาคกลาง) เป็นอันเสร็จพิธี (หน้า 40-46)

Political Organization

ไม่ปรากฏ

Belief System

เดิมลาวโซ่งนับถือผีและสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นความเชื่อแบบ Animism คือ เชื่อว่าสิ่งต่างๆ ในโลกอยู่ใต้อำนาจของผีและสิ่งเหนือธรรมชาติ ชีวิตคนจึงเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับผีต่างๆ ทั้งผีดีและผีร้าย ผีตามความเชื่อของลาวโซ่งมีดังนี้ (1) "แถน" หรือ "ผีฟ้า" อยู่เมืองสวรรค์ มีอำนาจควบคุมชีวิตมนุษย์ตลอดจนดินฟ้าอากาศ ลาวโซ่งเชื่อว่ามนุษย์เป็นผลผลิตของแถน เมื่อเจ็บป่วยจึงต้องทำพิธีให้แถนช่วยเหลือ (2) "ผีบ้านและผีเมือง" ตามความเชื่อเดิมของลาวโซ่ง จะมีผีสิงสถิตในแต่ละเมืองเพื่อดูแลรักษาคนในเมืองให้มีความสุข เช่นเดียวกับในบ้านก็จะมีผีดูแลรักษาเช่นกัน จึงต้องมีพิธีเซ่นไหว้ผีบ้านผีเมืองทุกปี แต่ปัจจุบันพิธีนี้เริ่มหายไปแล้ว (3) "ผีป่า ผีเขา และผีอื่นๆ" ลาวโซ่งเชื่อว่าป่าไม้ ภูเขา ธรรมชาติต่างๆ มีผีสิงสถิตอยู่ หากละเมิดจะได้รับภัยจากผีเหล่านี้ (4) "ผีบรรพบุรุษ" บุตรหลานและภรรยาจะเชิญผีบรรพบุรุษมาอาศัยอยู่ในบ้านและจัดพิธีเซ่นไหว้เป็นประจำ ปัจจุบันความเชื่อของลาวโซ่งผสมผสานระหว่างความเชื่อแบบดั้งเดิมและหลักพุทธศาสนา (หน้า 22-24) หมู่บ้านดอนทรายมีวัด 2 แห่ง คือวัดดอนทรายที่สร้างมานานแล้ว และวัดเขาพระซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นใหม่ (หน้า 11) พิธีกรรมต่างๆของลาวโซ่ง พิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย "เขยกก" เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมนำผู้ตายที่เชื่อว่าจะกลับไปยังถิ่นที่เดิมของบรรพบุรุษตน เมื่อมีคนตายที่บ้าน ญาติต้องแจ้งให้เขยกกทราบเพื่อมาประกอบพิธี ผู้ตายที่สูงอายุจะจัดพิธีศพอย่างใหญ่โต ถ้าผู้ตายเป็นเด็กหรือศพผู้หญิงตายทั้งกลมหรือผีตายโหงก็จะทำพิธีศพอย่างรวบรัด (หน้า 50-57 และดูคุณสมบัติของ "เขยกก" ได้ที่หน้า 77) พิธีเสนเรือน เป็นพิธีที่ทำเพื่อรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่และบรรพบุรุษของตระกูล เพื่อให้ผีพ่อแม่บรรพบุรุษอยู่ดีกินดีในอีกโลกหนึ่ง เพื่อให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่เดือดร้อน ทำมาหากินได้ผลดี ในพิธีมี "หมอเสน" เป็นผู้ทำพิธีเชิญผีเรือนของตระกูลมากินเครื่องเสน โดยใช้หมูตัวผู้เป็นเครื่องเซ่น (หน้า 58-63) พิธีปัดตง (หรือปาดตง) ทำเพื่อรำลึกถึงพ่อแม่และบรรพบุรุษที่ล่วงลับให้มีของกินเหมือนตอนที่มีชีวิตอยู่ พิธีกรรมนี้แบ่งเป็นการทำเป็นกิจวัตรทุกๆ 5-10 วัน และปฏิบัติเมื่อถึงเดือน 12 ข้างแรมซึ่งเป็นเดือนที่เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวในนา เป็นการเก็บเกี่ยวข้าวใหม่มาให้ผีบรรพบุรุษกินเพื่อเป็นศิริมงคลให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากยิ่งขึ้น (หน้า 64-65) พิธีเสนอานปาง (หรือเสนกินปาง) เป็นพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษของ "มด" เป็นผู้ทำพิธีกรรมปัดรังควาน ต่ออายุ สะเดาะเคราะห์และรักษาโรค ผู้ที่เป็น "มด" จะมีหิ้งสำหรับบูชาครู เซ่นไหว้ได้เฉพาะผู้ที่เป็น "มด" เท่านั้น (หน้า 65-69) เสนเต็งหรือเสนผีน้อยจ้อย เซ่นสรวงผีแถนเพื่อไถ่ตัวพ่อแม่ที่ถูกจองจำอยู่บนฟ้า เพราะพ่อแม่ที่ตายไปแล้วทำผิดต่อผีแถน เมื่อต้องการให้ช่วยจึงมาเข้าฝันลูกหรือทำให้ลูกเจ็บป่วยเพื่อให้ลูกรู้ พิธีกรรมนี้จะทำโดยแม่มด (หน้า 73-75)

Education and Socialization

พ่อแม่ลาวโซ่งมักอบรมเลี้ยงดูเด็กด้วยความรักเท่าๆ กัน ไม่เฆี่ยนตีเด็ก ในอดีตเด็กจะเรียนหนังสือจากพ่อแม่และผู้สูงอายุในหมู่บ้าน เมื่อโซ่งเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธก็พาลูกหลานไปเล่าเรียนกับพระสงฆ์ที่วัด ปัจจุบันเด็กโซ่งต้องเข้าเรียนภาคบังคับของกระทรวงศึกษาธิการจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 (ที่หมู่บ้านดอนทรายมีโรงเรียน 1 แห่ง เปิดสอนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 7) หลังจากนั้นบางส่วนก็ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา การเรียนรู้และสืบทอดประเพณีของเด็กโซ่งมาจากการเฝ้าสังเกตหรือตามแต่ผู้ใหญ่เรียกใช้ ปัจจุบันเด็กโซ่งจึงมองพิธีกรรมเหล่านี้ล้าหลังและน่าเบื่อหน่าย (หน้า 11, 38-40)

Health and Medicine

ในอดีตลาวโซ่งรักษาโรคโดยใช้สมุนไพรควบคู่ไปกับคาถาอาคม ที่หมู่บ้านดอนทรายยังคงใช้การรักษาแบบเก่าอยู่บ้างแต่ก็ไม่เป็นที่นิยมเท่าในอดีต เพราะคนที่เจ็บป่วยส่วนมากมักไปรักษาในโรงพยาบาลประจำจังหวัด โซ่งเชื่อว่าการเจ็บป่วยเกิดจากถูกผีกระทำ ดังนั้นหมอที่รักษาด้วยคาถาควบคู่กับสมุนไพรจึงเรียกว่า "หมอปัดเป่า" หรือ "หมอเป่า" เพราะเชื่อว่าหมอจะเป่าให้โรคภัยหายไป หมอเป่ามักเป็นผู้ชายและสืบทอดความรู้จากหมอคนเดิม ค่ารักษาพยาบาลขึ้นอยู่กับว่าคนไข้จะให้เท่าไหร่ (เรียกว่า "หยาดหมอ") นอกจากหมอเป่าจะรักษาพยาบาลแล้วยังสามารถเสี่ยงทายว่าคนไข้อาการหนักว่าจะมีโอกาสรอดหรือไม่ หมอปัดเป่าจะรักษาคนไข้ตลอดเวลายกเว้นวันขึ้นหรือแรม 15 ค่ำ เพราะเชื่อว่าเป็นวันผีแรง รักษาไปก็ไม่ได้ผล (หน้า 47-49) การเกิด ในอดีตจะใช้หมอตำแยเป็นผู้ทำคลอด ต้องบอกผีเรือนก่อนทำคลอด สามีจะเข้ามาอยู่ด้วยระหว่างคลอดไม่ได้เพราะถือเป็นเรื่องสกปรก สามีต้องไปตัดฟืนเตรียมให้ภรรยาหลังคลอดและต้องหาหนามมาไว้รอบบ้านและใต้ถุนตรงกับที่ภรรยาจะอยู่ไฟเพื่อป้องกันผีไม่ให้มารบกวน รกของเด็กจะถูกตัดแล้วใส่กระบอกไม้ไผ่หรือหม้อดิน ใส่เกลือเอาใบตองปิดไปฝังนอกรั้วบ้านหรือใต้บันไดหรือแขวนตามกิ่งไม้ หลังจากนั้นอาบน้ำให้เด็กแล้วนำไปใส่กระด้งที่มีสิ่งของที่เป็นศิริมงคลกับเด็ก ถ้าเด็กอ่อนแอต้องนำสุ่มปลาครอบเด็กไว้จนกว่าเด็กจะแข็งแรงเพื่อเป็นเคล็ดไม่ให้เด็กถูกเอาชีวิตไป เมื่อเด็กอายุ 2-3 เดือน จะมีพิธีทำขวัญเด็กเพื่อไม่ให้ "แม่เกือด" หรือ "แม่ซื้อ" มารบกวนเด็ก พิธีกรรมที่เป็นการปกป้องเด็กมีอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเด็กโต (หน้า 36-38, 75-76) ลาวโซ่งมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการป่วยไข้ ดังนี้ (1) พิธีเสนผีขึ้นเสื้อหรือเสนแก้เคราะห์ เป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อแก้เคราะห์ต่ออายุให้กับผู้ป่วยที่ล้มป่วยมายาวนาน ไปรักษากับหมอแผนปัจจุบันก็ไม่หาย สัญลักษณ์สำคัญของพิธีกรรมนี้คือ "การต่อเงาหัว" ใหม่ให้กับผู้ป่วย (2) การตามขวัญผู้ป่วย เช่นเดียวกัน พิธีนี้ทำขึ้นเมื่อผู้ป่วยรักษาอย่างไรก็ไม่หาย โดยจะให้ "มด" เป็นผู้ตามขวัญให้ มดจะอธิษฐานขอให้ผีมดไปตามหาขวัญให้ จะตามหาพบหรือไม่จะรู้ในความฝันของมดหลังจากคืนที่ทำพิธี หากเกิน 3 คืนยังตามหาขวัญไม่พบ แสดงว่าผู้ป่วยคนนั้นต้องเสียชีวิต (3) เสนหับมด เป็นพิธีกรรมเพื่อรับผีมด เพราะผีมดมาอาศัยอยู่ด้วย เป็นสาเหตุให้เจ้าของบ้านเจ็บป่วย เมื่อทำพิธีนี้แล้วแสดงว่าผู้ป่วยคนนั้นมีสิทธิเป็นพ่อมด - แม่มด สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ (หน้า 69-73)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ลาวโซ่งนิยมใส่เสื้อสีดำล้วนจึงมีชื่อเรียกในอดีตว่าไทยดำหรือ "ผู้ไทยดำ" (Black Tai) (หน้า 2) เครื่องแต่งกายมีทั้งที่ใช้ในชีวิตประจำวันและใช้ในโอกาสพิเศษ ชุดที่ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับผู้ชายเรียกว่า "เสื้อไท" เป็นผ้าฝ้ายสีดำผ่าหน้าตลอด ส่วนเสื้อของผู้หญิงเรียกว่า "เสื้อก้อม" ทำจากผ้าฝ้ายย้อมสีคราม สำหรับเสื้อที่ใช้ในโอกาสพิเศษ (งานแต่งงาน งานมงคล) เรียกว่า "เสื้อฮี" ทำจากผ้าฝ้ายมีทั้งแบบของผู้ชายและของผู้หญิง หญิงโซ่งนิยมสวมเครื่องประดับที่ทำจากโลหะมากกว่าเพชรพลอย ส่วนชายนิยมสักตัวตามแขนและขาเพื่อความสวยงาม (หน้า 27-30) ศิลปหัตถกรรมของลาวโซ่งใช้ในพิธีกรรมโดยส่วนใหญ่ทำด้วยหวายและไม้ไผ่ จักตอก บางชิ้นก็ทำด้วยไม้สักหรือใบตาลประกอบกันขึ้น ในหมู่บ้านดอนทรายพบเครื่องใช้ที่ใช้ในชีวิตประจำวันและพิธีกรรมดังนี้ (1) กะเหล็บ เครื่องสานคล้ายตะกร้าแต่เรียวกว่าทำด้วยไม้ไผ่และหวาย สมัยก่อนใช้ในพิธีหมั้นโดยฝ่ายหญิงจะเรียกเอาเครื่องขันหมากโดยใช้กะเหล็บเป็นเครื่องต่อรอง (2) กะแอบ ภาชนะใส่ข้าวเหนียวที่หุงสุกแล้วสานด้วยไม้ไผ่จักตอกมีหูหิ้วและฝาปิด (3) ขมุก เป็นภาชนะใช้เก็บของและเสื้อผ้าที่ใช้ในโอกาสสำคัญรวมไปถึงของมีค่า (4) ปานเสน ทำด้วยหวายคล้ายเข่งปลาทูมีขาตั้งสูงประมาณ 2 นิ้ว เอาไว้ใช้ทำพิธีกรรมเซ่นผีเรือน ห้ามใช้ในชีวิตประจำวัน (5) ซ้าไก่ไถ่ ตะกร้าหวายขนาดใหญ่คล้ายเข่งสานด้วยหวายหรือไม้ไผ่หยาบๆ ใช้ใส่เครื่องเซ่นในพิธีเสนเป่าปี (6) ตาเหลว เครื่องสานหยาบๆ จากไม้ไผ่ไว้ใช้กันผีอื่นไม่ให้เข้ามาในบ้านขณะเซ่นผีบรรพบุรุษ (7) หมอเส้น เครื่องไม้แกะสลักเป็นรูปฝาขนมครกคว่ำลง ใช้นวดเพื่อแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย นอกจากเครื่องใช้ที่กล่าวมาข้างต้นยังมีเครื่องใช้ของแม่มดเพื่อนำไปใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น "ไม้ทู" เป็นตะเกียบที่ใช้ในพิธีเสน "วี หรือ พัด" ที่แม่มดมีไว้ใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ (หน้า 24-27) ระหว่างเดือน 5 และเดือน 6 เป็นฤดูกาลพักผ่อนของโซ่งจะมีการทำพิธีกรรมต่างๆ มากมาย นอกจากนั้นยังมีการละเล่นแบบต่างๆ เช่น การเล่นลูกช่วง เป็นการละเล่นเพื่อความสนุกสนานของคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะ เพราะจะแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือชายและหญิงผลักกันเหวี่ยงผลัดกันรับ "ลูกช่วง" ถ้ารับไม่ได้ก็จะถูกทำโทษ การเล่นแคน เป็นโอกาสให้หนุ่มสาวได้เกี้ยวพาราสีกัน โดยฝ่ายชายจะเข้าแถวเป่าแคนเกี้ยวพาราสีกับฝ่ายหญิงที่นั่งกับพื้น เมื่อฝ่ายหญิงยินดีด้วยก็จะลุกออกไปเป่าแคนคุยกัน นอกจากนี้ยังมีการละเล่นอื่นๆ ที่เล่นกันในเดือน 5 และ 6 อีก เช่น การเล่นผีมดแดง การเล่นตระกร้อ การเล่นสะบ้า (หน้า 32-35, 41)

Folklore

ไม่ปรากฏ

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ชื่อเดิมของลาวโซ่ง คือ ไทยดำ หรือ "ผู้ไทยดำ" (Black Tai) เมื่อถูกกวาดต้อนเข้ามาในประเทศไทยแล้วจึงถูกคนไทยภาคกลางเรียกว่า "ลาวทรงดำ" เพราะเข้าใจว่าเป็นกลุ่มเดียวกับลาวอพยพกลุ่มอื่นๆ ต่อมาคำว่า "ดำ" หายไป จึงเหลือเรียกว่า "ลาวทรง" หรือ "ลาวโซ่ง" (หน้า 2) ในหมู่บ้านดอนทรายมีทั้ง "ลาวโซ่ง" และ "ไทย" อาศัยอยู่ด้วยกัน โดย "ลาวโซ่ง" มีจำนวนมากกว่า "ไทย" เพราะ "ลาวโซ่ง" เข้ามาตั้งถิ่นฐานก่อน ส่วน"ไทย" เพิ่งอพยพมาในหมู่บ้านระยะหลัง ส่วนคนจีนก็มีอยู่บ้าง แต่มีเพียงจำนวนไม่กี่ครอบครัว (หน้า 11)

Social Cultural and Identity Change

ชีวิตความเป็นอยู่ของลาวโซ่งในปัจจุบันอยู่ในยุคของความเปลี่ยนแปลงที่มาจากสังคมใหญ่ภายนอก เป็นสภาวะที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความเจริญทางเศรษฐกิจและวิทยาการสมัยใหม่ อย่างไรก็ตามคนรุ่นเก่ายังคงรักษาพิธีกรรมและแบบแผนการดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมเอาไว้ (หน้า 1) สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น การแต่งกายที่คนหนุ่มสาวไม่นิยมใส่เสื้อผ้าแบบเดิมเพราะเห็นว่าล้าสมัย (หน้า 27) การละเล่นพื้นบ้านของโซ่งที่ทำกันในเดือน 5 และ 6 ก็หาดูได้เพียงชุมชนโซ่งบางแห่งเท่านั้น (หน้า 35) เด็กๆโซ่งมักมองพิธีกรรมเป็นเรื่องล้าหลังและน่าเบื่อหน่าย การแต่งงานก็ตัดพิธีกรรมดั้งเดิมบางอย่างออกไป (หน้า 40)

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

รายงานการวิจัยชิ้นนี้นำเสนอตาราง ภาพประกอบงานวิจัยที่ช่วยสร้างความเข้าใจในแง่มุมต่างๆ ของงานวิจัยให้มากยิ่งขึ้น เช่น ตารางแสดงผลผลิตข้าวต่อหนึ่งไร่ของชาวบ้านดอนทราย (ตารางที่ 2 หน้า 16) ตารางแสดงอาชีพเสริมของชาวบ้านดอนทราย (ตารางที่ 6 หน้า 19), ภาพแสดง "เสื้อฮี : แบบเครื่องแต่งกายในพิธีสำคัญของลาวโซ่ง" (หน้า 29) และภาพแสดงการทำพิธีเสนของแม่มด (หน้า 60)

Text Analyst สิทธิพร จรดล Date of Report 05 พ.ย. 2555
TAG ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, วิถีชีวิต, ความเชื่อ, พิธีกรรม, ชุมชน, เพชรบุรี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง