ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู,มุสลิม,ชุมชน,สังคม,เศรษฐกิจ,การศึกษา,ปัตตานี
Author สมมุติ เบ็ญจลักษณ์
Title ภูมิหลังของประชากรชาวไทย-มุสลิม ในเขตชุมชนเมืองกับลักษณะโครงสร้างทางสังคมของชุมชน : ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกรณีชุมชนเมืองกับชุมชนกึ่งเมือง กึ่งชนบท และชุมชนชนบท ในจังหวัดปัตตานี
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเนเชี่ยน
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 70 Year 2544
Source วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
Abstract

เนื้อหาเป็นการศึกษาเพื่อให้ทราบและเปรียบเทียบ โครงสร้างสังคมของมุสลิมที่อยู่ในเขตเมือง เช่น เขตเทศบาล ชุมชนกึ่งเมือง กึ่งชนบท คือ เทศบาลที่ยกระดับมาจากสุขาภิบาล และชุมชนชนบท คือ เขตที่อยู่ในส่วนของการปกครองขององค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. และสภาตำบล ในอำเภอที่เป็นเป้าหมายในการศึกษา เช่น อ.เมือง อ.หนองจิก อ.โคกโพธิ์ อ.แม่ลาน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ว่ามีรูปแบบใด อาทิ ระบบเครือญาติ ระบบอุปถัมภ์ ระบบฝักฝ่าย โดยโครงสร้างชุมชนนั้นขึ้นอยู่กับภูมิหลังประชากร เช่น เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ ผลของการศึกษาพบว่า ลักษณะโครงสร้างทางสังคมของชุมชน เกี่ยวกับการยึดถือระบบเครือญาติ ระบบอุปถัมภ์ หรือระบบฝักฝ่าย จะยึดถือระบบเครือญาติเป็นด้านหลัก ระบบฝักฝ่ายเป็นด้านรอง และระบบอุปถัมภ์เป็นด้านเสริม ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังของประชากรกับการยึดถือระบบเครือญาติ โดยภาพรวมจะยึดถือระบบเครือญาติเป็นด้านหลัก ไม่มีความแตกต่างในทัศนะความเห็นต่อลักษณะโครงสร้างทางสังคมของชุมชนเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังของประชากรกับการยึดถือระบบอุปถัมภ์ พบว่าภูมิหลังของประชากรแตกต่างกัน เช่น เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ โดยภาพรวมของลักษณะทางสังคมของชุมชน ยึดถือระบบอุปถัมภ์เป็นด้านเสริม, ความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังของประชากรกับการยึดถือระบบฝักฝ่าย พบว่าโดยภาพรวมชุมชนจะยึดถือระบบฝักฝ่ายเป็นรอง จากการตั้งฐานคติในการศึกษาภูมิหลังของประชากรชาวไทย-มุสลิมในเขตชุมชนเมืองกับลักษณะโครงสร้างทางสังคม พบว่ายึดถือระบบเครือญาติเป็นด้านหลัก เปรียบเทียบลักษณะโครงสร้างทางสังคมในภาพรวมระหว่างชาวไทย-มุสลิมในเขตชุมชนเมือง กับชุมชนกึ่งเมือง-กึ่งชนบท และชุมชนชนบท พบว่ามีลักษณะโครงสร้างทางสังคมของชุมชนเป็นแบบเครือญาติเป็นด้านหลักทั้งหมด

Focus

เพื่อศึกษาเปรียบเทียบลักษณะโครงสร้างทางสังคมของมุสลิมในเขตเมืองกับเขตกึ่งเมือง และเขตชนบท ของ จ.ปัตตานี (หน้า 2, 3)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ไทยมุสลิมที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ชุมชนกึ่งเมือง-กึ่งชนบท และชุมชนชนบท ใน จ.ปัตตานี (หน้า 2)

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

พฤศจิกายน 2543 - ตุลาคม 2544

History of the Group and Community

ไม่มีข้อมูล

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

ประชากรที่อยู่ในพื้นที่ที่ผู้วิจัยทำการศึกษา ใน อ.เมือง อ.หนองจิก อ.โคกโพธิ์ อ.แม่ลาน และ อ.ยะหริ่ง มีประชากรจำนวน 47,234 ครัวเรือน ในเขต อ.เมืองในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองปัตตานี มีจำนวนประชากร 45,653 คน จำนวน 7,045 ครัวเรือน โดยแยกเป็นครัวเรือนไทยพุทธ 4,137 ครัวเรือน กับครอบครัวไทยมุสลิม จำนวน 2,908 ครัวเรือน (หน้า 21) จำนวนตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม จำนวน 358 คน (หน้า 27)

Economy

อาชีพ จากกลุ่มตัวอย่างพบว่า ทำอาชีพค้าขาย จำนวน 36% รับจ้าง 32.7% ทำการเกษตรจำนวน 18.2% ทำงานราชการหรือทำงาน รัฐวิสาหกิจ จำนวน 13.1% ส่วนกลุ่มที่อยู่ในหมู่บ้านทำการค้า 34.6 % ทำงานรับจ้าง 27.4% ทำการเกษตรจำนวน 26.3% รับราชการ หรือทำงานรัฐวิสาหกิจ จำนวน 11.7% (หน้า 29) การทำอาชีพโดยยึดระบบเครือญาติ ทำอาชีพการเกษตร 54.3% ค้าขาย 72.6% รับจ้างจำนวน 71.4% ทำงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จำนวน 69% (หน้า 42) รายได้ ครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 3,001-6,000 บาท จำนวน 43.9% รายได้เฉลี่ยต่อเดือนน้อยกว่า 3,000 บาท 32.4% มีรายได้ระหว่าง 6,001-9,000 บาท 10.3% รายได้ระหว่าง 9,001-12,000 บาท 5. % มีรายได้ระหว่าง 12,001-15,000 บาท 3.4% (หน้า 30) รายได้ 15,001-18,000 บาท กับรายได้ 18,001-21,000 บาท มีจำนวน 1.7 % และมีรายได้ระหว่าง 21,001-24,000 บาท จำนวน 1.4% (หน้า 31)

Social Organization

ในการศึกษาได้แบ่งระบบสังคมเป็น สังคมแบบระบบเครือญาติ เช่น การนับถือคนอาวุโสในเครือญาติ และเน้นความเสมอภาค คนที่เป็นผู้นำโดยมากจะเป็นผู้อาวุโส รวมกันเป็นกลุ่มปกครองหมู่บ้าน และยึดถือคุณธรรมเป็นหลัก (หน้า 20) จากการศึกษาพบว่า คนในหมู่บ้านโดยมากจะเป็นญาติพี่น้องกัน และผู้ที่เป็นลูกหลาน ก็เชื่อฟังคำสั่งสอนของผู้หลัก ผู้ใหญ่ และสังคมเป็นแบบช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกัน (หน้า 32) สังคมแบบระบบอุปถัมภ์ จัดระบบอำนาจเป็นระดับชั้น มีลูกพี่ที่ร่ำรวย หรือตำแหน่งเป็นผู้นำ โดยมีลูกน้องเป็นผู้คอยรับใช้ เป็นต้นมีบุญคุณเป็นข้อผูกพันและยึดถือการช่วยเหลือกันในแต่ละฝ่าย (หน้า 20) สังคมแบบระบบฝักฝ่าย เป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ตามรสนิยมชาติพันธุ์ หรือผลประโยชน์ ระบบความสัมพันธ์ไม่มีความแน่นอน เป็นแบบตัวใครตัวมัน (หน้า 20) โครงสร้างสังคมของไทยมุสลิม ในเขตเมือง จะถือระบบเครือญาติเป็นหลัก รองลงมาคือถือระบบฝักฝ่าย และระบบอุปถัมภ์น้อยที่สุด ชุมชนกึ่งเมือง-กึ่งชนบท จะถือระบบเครือญาติเป็นหลัก รองลงมาถือระบบฝักฝ่าย และระบบอุปถัมภ์น้อยที่สุด ชุมชนชนบท จะถือระบบเครือญาติเป็นหลัก ระบบอุปถัมภ์เป็นรอง และระบบฝักฝ่าย น้อยที่สุด (หน้า 53) การศึกษาพบว่าทั้งสามชุมชนจะยึดถือระบบเครือญาติ (หน้า 54)

Political Organization

การเมืองการปกครองมีความเกี่ยวพันกับศาสนา เพราะศาสนาอิสลามมีความผูกพันกับมุสลิมทั้งทางโลกและทางธรรม ในทางโลกคนที่นับถือศาสนาต้องปฏิบัติต่อกัน เช่น การแต่งงาน การประกอบอาชีพ การแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ศาสนายังวางหลักด้านการค้า มรดก การแต่งงาน การหย่า ข้อบัญญัติเหล่านั้น เป็นพื้นฐานของกฎหมายอิสลาม ที่ใช้ในประเทศที่ประชาชนนับถือศาสนาอิสลาม และมีประชาชนบางส่วนในประเทศนับถือศาสนานี้ (หน้า 12)

Belief System

ศาสนาอิสลาม หมายถึง ศาสนาที่ผู้ที่นับถือยินยอมมอบกายและจิตใจให้แก่พระอัลลอฮ์ สำหรับคำว่า "อิสลาม" นั้น รายงานระบุว่ามาจากคำว่า "ชะละมะ" หมายถึง เข้าไปในสันติ หรือความสงบ ดังนั้นคำว่าอิสลาม จึงมีความหมายว่า การปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระอัลลอฮ์ คำว่า "ลาม" มาจากคำว่า "ซะลิม" หมายถึงผู้ยินยอมมอบการและใจให้พระอัลลอฮ์ (หน้า 11) ศาสนาอิสลามประกอบด้วยบทบัญญัติภาคทฤษฎี(หลักศรัทธา) 6 ข้อ และภาคปฏิบัติ 6 ข้อ ได้แก่ หลักการศรัทธา(รุกนอีหม่าน) ประกอบด้วย (หน้า 12) 1) เชื่อมั่นในพระอัลลอฮ์ 2) เชื่อมั่นในมะอิกะฮ์ หรือ เทวทูต 3) เชื่อมั่นคัมภีร์ของอัลลอฮ์ 4) เชื่อมั่นต่อรสูล หรือศาสนทูต ของอัลลอฮ์ 5) เชื่อมั่นในวันอาคีเราะฮ์ หรือ วันสุดท้ายของโลก (หน้า 12) 6) เชื่อมั่นกฎสภาวะการณ์ของอัลลอฮ์ (ศุบห์) ทั้งดีและร้ายที่อัลลอฮ์กำหนด (หน้า 13) หลักปฏิบัติ(รุกนอิสลาม) ประกอบด้วย 1) ปฏิญาณว่า " ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า แท้จริงไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดเว้นแต่อัลลอฮ์องค์เดียว กับท่านมิมูฮัมหมัด เป็นรสูล หรือศาสนทูต ของอัลลอฮ์ (หน้า 13) 2) การนมัสการ หรือนมาซ มุสลิมต้องปฏิบัติ 5 เวลา ได้แก่ เวลาเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น บ่าย เย็น พลบค่ำและกลางคืน การทำนมาซจะทำได้ทุกสถานที่ แต่ร่างกายจะต้องสะอาดไม่สกปรก (หน้า 13) 3) การบริจาคทรัพย์ (ซากาต) คัมภีร์อัล- กุรอาน ได้บัญญัติเรื่องการบริจาคคู่กับการนมัสการ เมื่อมุสลิมนมัสการ (นมาซ ) ก็ต้องบริจาคทรัพย์ (ซากาต) ในที่นี้ทรัพย์ไม่ใช่จะเป็นเฉพาะเงินเท่านั้น ยังรวมทั้งความคิด ปัญญา การช่วยเหลือ ความเมตตาต่อคนอื่น (หน้า 13) 4) ถือศีลอด มุสลิมจะงดการรับประทานอาหาร การดื่ม สูบบุหรี่ การมีเพศสัมพันธุ์ไม่ทำสิ่งไม่ดีทั้งกายและใจ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนพระอาทิตย์ตกดิน ในเดือนรอมฎอน เป็นเวลา 1 เดือน (หน้า 13) 5) การแสวงบุญ มุสลิมทั้งชายหญิง หากทำได้ก็จะไปแสวงบุญหรือประกอบพิธีฮัจย์ ที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย อย่างน้อยที่สุด 1 ครั้งของชีวิต (หน้า 13) การนับถือศาสนาแยกตามครัวเรือนและกลุ่มตัวอย่างในแต่ละพื้นที่ ศาสนาพุทธ ชุมชนเมือง จำนวน 4,137 ครัวเรือน ชุมชนกึ่งเมือง กึ่งชนบท จำนวน 2,250 ครัวเรือน ชุมชนชนบท จำนวน 10,708 ครัวเรือน, กลุ่มตัวอย่าง ชุมชนเมือง จำนวน 423 คน ชุมชนกึ่งเมือง กึ่งชนบทจำนวน 186 คน ชุมชนชนบท จำนวน 255 คน (หน้า 22) ศาสนาอิสลาม ชุมชนเมืองจำนวน 2,908 ครัวเรือน ชุมชนกึ่งเมือง กึ่งชนบท จำนวน 3,543 ครัวเรือน ชุมชนชนบท จำนวน 23,688 ครัวเรือน กลุ่มตัวอย่าง ชุมชนเมืองจำนวน 358 คน ชุมชนกึ่งเมือง กึ่งชนบท จำนวน 361 คน ชุมชนชนบท จำนวน (หน้า 22)

Education and Socialization

สำหรับผู้ตอบแบบสำรวจ ซึ่งเป็นประชากรในการศึกษา จำนวน 104 คน จบการศึกษาต่ำกว่าชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 29.1% เรียนจบชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 -มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20.7% ผู้ที่ไม่ได้เรียนหนังสือ จำนวน 15.6% ผู้ที่เรียนจบชั้น ม.4 - ม.6 จำนวน 15.4% จบการศึกษาระดับอนุปริญญาตรี หรือเทียบเท่า จำนวน8.4 % จบระดับปริญญาตรีขึ้นไปจำนวน 8.7% จบการศึกษาปอเนาะ 6 คน กับจบการศึกษาปอเนาะ กับสายสามัญจำนวน 2 คน (หน้า 27 ตาราง หน้า 28)

Health and Medicine

ไม่มี

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มี

Folklore

ไม่มี

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มี

Social Cultural and Identity Change

ไม่มี

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ตาราง แสดงการจำแนกครัวเรือน และกลุ่มตัวอย่าง ตามลักษณะพื้นที่และเชื้อชาติ ศาสนา (หน้า 22) แสดงประชากรชาวไทย - พุทธ ไทย - มุสลิม ในเขตชุมชนเมือง (หน้า 23) ภูมิหลังประชากรของผู้ตอบแบบสำรวจ (หน้า 28) ภูมิหลังประชากร ด้านเศรษฐกิจของผู้ตอบแบบสำรวจ (อาชีพ) (หน้า 30) ด้านเศรษฐกิจของผู้ตอบแบบสำรวจ (รายได้) (หน้า 31) แสดงจำนวนร้อยละของประชากร จำแนกตามความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างสังคมชุมชนตามความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติ (หน้า 32) จำแนกตามความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างสังคมชุมชน ตามความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ (หน้า 34) จำแนกตามความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างสังคมชุมชน ตามความสัมพันธ์ในระบบฝักฝ่าย (หน้า 36) อันดับการยึดถือของชาวบ้าน (หน้า 37) แสดงลักษณะโครงสร้างทางสังคมของชุมชน ในภาพรวมของชุมชนเมือง (หน้า37) ในการยึดถือระบบเครือญาติ ระบบอุปถัมภ์ (หน้า 38) ระบบฝักฝ่าย (หน้า 39) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับการยึดถือระบบเครือญาติ (หน้า 39) อายุกับการยึดถือระบบเครือญาติ (หน้า 40) การศึกษากับการยึดถือระบบเครือญาติ (หน้า 41) อาชีพหลักและอาชีพรองของชาวบ้านส่วนใหญ่ กับการยึดถือระบบเครือญาติ (หน้า 42, 43) รายได้ครอบครัวโดยเฉลี่ยต่อเดือน ต่อครอบครัวกับการยึดถือระบบเครือญาติ (หน้า 44) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเพศ กับการยึดถือระบบอุปถัมภ์ (หน้า 44) อายุ การศึกษา อาชีพหลัก อาชีพหลัก อาชีพรองของชาวบ้านส่วนใหญ่กับการยึดถือระบบอุปถัมภ์ (หน้า 45, 46, 47, 48) รายได้ครอบครัวโดยเฉลี่ยต่อเดือนต่อครอบครัวกับการยึดถือระบบอุปถัมภ์ (หน้า 48) เพศ, อายุ, การศึกษา, อาชีพหลัก, อาชีพหลักและอาชีพรองของชาวบ้านส่วนใหญ่ กับการยึดถือระบบฝักฝ่าย (หน้า 49, 50, 51, 52) รายได้ครอบครัวโดยเฉลี่ยต่อเดือนต่อครอบครัวกับการยึดถือระบบฝักฝ่าย (หน้า 53) แสดงการเปรียบเทียบลักษณะโครงสร้างทางสังคมของชุมชน ในภาพรวมของชุมชนเมือง ชุมชนกึ่งเมือง-กึ่งชนบท และชุมชนชนบท (หน้า 54) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังของประชากรกับการยึดถือระบบเครือญาติระบบอุปถัมภ์ และระบบฝักฝ่ายในภาพรวมของชุมชน (หน้า 59) แผนภูมิ กรอบแนวคิด แสดงขั้นตอนของการพัฒนาโครงสร้างทางสังคม (หน้า 18) แสดงภูมิหลังทางสังคมชาวไทย-มุสลิม ในเขตชุมชนเมือง และองศาของการเติบโตเป็นเมืองของชุมชนกับลักษณะโครงสร้างทางสังคม (หน้า 19)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 07 พ.ย. 2555
TAG ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, มุสลิม, ชุมชน, สังคม, เศรษฐกิจ, การศึกษา, ปัตตานี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง