ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลัวะ,ชาวเขา,ประเพณีพื้นบ้าน,ข้อห้าม,ความเชื่อ,น่าน
Author ร.ต.ภูเบธ วีโรทัย รน.
Title ข้อห้ามข้อนิยมของชาวเขาเผ่าถิ่น
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลัวะ, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเอเชียติก(Austroasiatic)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 145 Year 2529
Source สถาบันวิจัยชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย
Abstract

เนื้อหาทั้งหมดเกี่ยวกับความเชื่อที่เป็นข้อห้ามที่ไม่ควรปฏิบัติต่างๆ และข้อปฏิบัติที่ชาวเขาเผ่าถิ่นในหมู่บ้านต่างและอำเภอๆ ในเขตจังหวัดน่านนิยามยึดถือปฏิบัติตามจารีตประเพณีและวิถีชีวิต

Focus

ศึกษาข้อห้ามข้อนิยมอันเป็นจารีตประเพณี หรือ ฮีต ที่ชนชาวถิ่นได้ยึดถือปฏิบัติในวิถีชีวิตของชนเผ่าถิ่นในจขังหวัดน่าน (บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของการวิจัย หน้า 1) โดยใช้วิธีการสังเกตจากประสบการณ์ตรงโดยการเข้าร่วมในพิธีกรรมและกิจกรรมต่างๆ การสัมภาษณ์ ผู้อาวุโสในหมู่บ้านที่มีความรู้ในเรื่องจารีตประเพณีของชาวเขาเผ่าถิ่น (วัตถุประสงค์การวิจัย หน้า 1) โดยผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้วิธีสังเกตการณ์ (วิธีดำเนินการ หน้า 4 )

Theoretical Issues

Ethnic Group in the Focus

นักมานุษยวิทยาได้จัดชาวเขาเผ่าถิ่นอยู่ในกลุ่มออสโตรเอเชียติค (Austroasiatic) ในสาขามอญ-เขมร อยู่ในกลุ่มเดียวกับชาวเขาเผ่าละว้า(Lava) ขมุ(Khmu) และผีตองเหลือง(Mlabri) ชาวเขาเผ่าถิ่นยังแยกกลุ่มออกตามความแตกต่างของภาษาได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ถิ่นครำไปร๊ หรือไปซ์(Prai) 2. ถิ่นคมาลหรือมาล(Mal) ถิ่นไปร๊ เรียกตนเองว่า ครำไปร๊ ซึ่ง "ครำ" แปลว่า คน "ไปร๊" แปลว่า ถิ่น แต่บางคนก็แปลคำว่าไปร๊ เป็นไพร่ ซึ่งหมายถึงคนที่อยู่ในฐ,านะทาสหรือคนป่าเถื่อน คนชั้นต่ำ ถิ่นครำไปร๊อีกพวกหนึ่งคือ ถิ่น คมาล หรือมาล ซึ่งคำว่า "มาล" หมายถึง ขวัญ ในภาษาไทย (Filbeck, 1971, 4-5) (บทนำ หน้า 4) ในประเทศลาวจะเรียกชาวเขาเผ่าถิ่นว่า ไพ่ ข่าไพ ภูไฟ ซึ่งคำว่า ภู หมายถึง คน ข่า หมายถึง คน ซึ่งเปรียบเหมือนทาสหรือคนป่าดุร้ายในสังคม(Dessaint,1973,10) ส่วนในจังหวัดน่าน จะเรียกชาวเขาเผ่าถิ่นว่าลัวะ (Lua) ซึ่งมีความแตกต่างกันทางภาษาและเป็นคนละเผ่ากับเผ่าลัวะในจังหวัดแม่ฮ่องสอน(หน้า 5)

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาของชาวเขาเผ่าถิ่นมีแต่ภาษาพูดแต่ไม่มีภาษาเขียนดังนั้นการสืบทอดวัฒนธรรมประจำเผ่าต่างๆ จึงกระทำโดยการถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าของบรรพบุรุษดังนั้นจึงไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเผ่า แต่ชาวเผ่าถิ่นมักผสมผสานวัฒนธรรมเข้ากับกลุ่มชาวเขาที่อยู่ใกล้เคียงดังจะเห็นจากตัวอย่างที่ชาวถิ่นส่วนใหญ่จะพูดภาษาไทยเหนือได้และผู้สูงอายุชาวเขาเผ่าถิ่น จะพูดภาษาแม้ว ภาษาลื้อได้ ส่วนเด็กชาวถิ่นนั้นจะหัดพูดภาษาของตนเองไปพร้อมกับเรียนภาษาไทยภาคเหนือ (หน้า 5)

Study Period (Data Collection)

ผู้เขียนได้ใช้เวลาเก็บข้อมูลในพื้นที่เป็นระยะเวลา 50 วัน ที่บ้านน้ำสอด ต.ทุ่งช้าง อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน และหมู่บ้านอื่นในเขตอำเภอทุ่งช้างและอำเภออื่นๆ ในเขตจังหวัดน่าน ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้เป็นโครงการวิจัยประจำปี พ.ศ. 2527 นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้นำความรู้จากประสบการณ์ในช่วงที่ทำงานเป็นหน้าหน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาในหมู่บ้านชาวถิ่นครำไปร๊มาประกอบในงานเขียน (หน้า คำประกาศกิตติคุณ)

History of the Group and Community

Settlement Pattern

การตั้งบ้านเรือนมักจะตั้งอยู่อยู่บริเวณต้นน้ำน่าน เช่น น้ำปัว น้ำดอน น้ำวาง น้ำคูนน้ำว้าและน้ำวาง ในเขตอำเภอทุ่งช้าง เชียงกลางและปัวในจังหวัดน่าน ลักษณะการตั้งบ้านเรือนมักตั้งอยู่บนภูเขาหรือที่ราบบนภูเขาอยี่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำอุปโภคและบริโภคซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า 300 เมตรแต่ไม่สูงเกิน 1,300 เมตร หมู่บ้านที่พบส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 600 เมตร ถึง 1,200 เมตร หมู่บ้านที่พบส่วนใหญ่จะอยู่รวมกันเฉลี่ย 51 ครอบครัวต่อหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านจะกระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยยึดเครือญาติเป็นสำคัญ บางกลุ่มก็ไปตั้งบ้านเรือนรวมอยู่กับกลุ่มคนไทยและชาวเขาเผ่าอื่น หมู่บ้านบ่งบอกว่าชาวบ้านมีการตั้งบ้านเรือนเป็นเวลานาน ผู้เขียนบอกว่าบางหมู่บ้านตั้งมากกว่า 40 ปี (หน้า 9) ชาวถิ่นเชื่อว่าพื้นที่ต่างๆ มีผีสิงอยู่ ดังนั้นทำเลตั้งบ้านเรือนชาวถิ่นเลือกพื้นที่ที่ดีเพราะเชื่อว่าหากเลือกพื้นที่ไม่ดีเจ้าของบ้านจะเดือดร้อน เช่น เจ็บป่วย หรือเสียชีวิต ฉะนั้นแล้วทำเลในการเลือกที่สร้างบ้านจะเลือกพื้นที่ที่เป็นราบแต่หาได้ยากในจังหวัดน่าน ดังนั้นชาวถิ่นจึงเลือกที่ดินที่เป็นที่ราบบนไหล่เขา (หน้า 10) การตั้งหมู่บ้านจะมีข้อห้ามหลายอย่างด้วยกันเช่นจะไม่ตั้งหมู่บ้านในบริเวณที่ใกล้ดินโป่ง จะไม่ตั้งหมู่บ้านในหมู่บ้านที่เป็นหมู่บ้านร้าง จะไม่สร้างอยู่บ้านในที่มีแม่น้ำล้อมรอบมีดอยสูงอยู่ตรงกลาง (ดูรูปที่ 2,3 หน้า 11) เพราะว่าที่ดังกล่าวมีผีป่าอาศัยอยู่และจะทำให้เจ้าของบ้านเจ็บป่วยไม่สบายห้ามสร้างบ้านเรือนอยู่ในที่เป็นภูเขาขนาบ 2 ด้านเพราะเป็นที่อับหรือภูเขาขนาบ3ด้านเพราะเหมือนเตาไฟจะทำให้ผู้ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างไม่มีความสุข (คำอธิบายและรูปประกอบหน้า 11,12)

Demography

จำนวนประชากรชาวถิ่น ในจังหวัดน่าน อยู่ในอำเภอปัวมากที่สุดจำนวน 15,784 คน รองลงมาได้แก่ อำเภอเชียงกลางและอำเภอทุ่งช้างตามลำดับมีประชากรรวมทั้งหมด 24,276 คน แยกเป็น 6 หมู่บ้าน มี 3,923 หลังคาเรือน (หน้า 6) นอกจากนี้ ชาวเขาเผ่าถิ่นยังอยู่ในอำเภอเมือง แม่จริม สันติสุขและสา (ดูจากตารางประชากรชาวเขาเผ่าถิ่นในจังหวัดน่าน จากข้อมูลปี พ.ศ. 2547 ของสถาบันวิจัยชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์) (หน้า 7) หลังปี พ.ศ.2517-2518 ชาวเขาเผ่าถิ่นได้อพยพหนีภัยคอมมิวนิสต์มาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาวเข้ามาอยู่ในประเทศไทย โดยเข้ามาอยู่ที่ศูนย์ชาวเขาอพยพที่หมู่บ้านน้ำยาว ตำบลอวน อำเภอปัวและศูนย์ชาวเขาอพยพสบตวง ตำบลแม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน แต่ไท้ทาบยอดจำนวนประชากรว่ามีจำนวนเท่าไหร่ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2526-2527 ชาวเขาเผ่าดินได้มามอบตัวต่อทางราชการ (ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย) อย่างไรก็ดีผู้เขียนได้ระบุว่าเมื่อก่อนนั้นมีชาวเขาเผ่าถิ่นได้อยู่ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ประมาณ 2,000-3,000 คน ซึ่งผู้เขียนได้กะประมาณว่าอาจจะมีชาวเขาเผ่าถิ่นจำนวน 30,000 คน และมีชาวเขาเผ่าถิ่นอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงปฏิบัติการในเขตรอยต่อ 3 อำเภอร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ อนึ่งจำนวนประชากรชาวถิ่นที่มีมากเป็นอันดับที่ 5 ในจำนวนที่มีอยู่ 9 เผ่า ในประเทศไทย (หน้า 8)

Economy

การผลิต ชาวเขาเผ่าถิ่นทำการเกษตรแบบหมุนเวียนโดยจะทิ้งให้ที่ดินมีโอกาสพักตัวประมาณ 10ปี จึงจะเวียนกลับมาใช้ที่ดินที่เดิมอีกครั้งหนึ่งเพราะการปลูกพืชซ้ำที่เดิมหลายครั้งจะทำให้ผลิตผลทางการเกษตรมีจำนวนน้อย (หน้า 9) การทำไร่ทำนาจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ เช่นในหมู่บ้านจะมีผีประจำหมู่บ้านหรือผีเรือนเก้าซึ่งเป็นเรือนหลักที่ทำกิจกรรมต่างๆ ก่อนบ้านอื่นในหมู่บ้าน เช่นการเลือกที่ทำไร่ ถางไร่ ตัดดอกข้าว บ้านหลังอื่นจะทำก่อนไม่ได้เพราะเชื่อว่าอาจจะทำให้คนในบ้านหลังนั้นไม่สบายหรืออาจเสียชีวิต (หน้า 14) ข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักของชาวถิ่น กับข้าวที่สำคัญคือผัก ผักบางส่วนชาวถิ่นจะปลูกที่ไร่เอาไว้กินในครอบครัว ส่วน ผักกูด หน่อไม้ ยอดมะต๋าว ยอดหวาย และผักอื่นๆ จะเก็บในป่าใกล้บ้าน ชาวถิ่นจะนำผักมาต้ม ผัดหรือแกง ส่วนหนึ่งจะเก็บเอาไว้ดองเปรี้ยว(บ่ะโคล๊ะแซจ)เพื่อถนอมอาหารเอาไว้รับประทานในครอบครัว (หน้า 46) การทำไร่เป็นอาชีพหลักของชาวถิ่น รองลงมาถือเลี้ยงสัตว์และหาของป่านอกจากนี้ก็จะทำงานรับจ้างและการเก็บของป่า เช่น มะต๋าว(ลูกชิด) ต้นก๋งหรือหญ้าไม้กวาด(รางโค) หรือเมี่ยง(ชาป่า)มาขาย(หน้า 74) การถางไร่นิยมทำแบบลงแขกหมุนเวียนช่วยกันทำรูป37,38,39 หน้า 78,79) การฟันไร่ - จะทำในเดือน 3 (มกราคม) เดือน4 (กุมภาพันธ์) เดือน 5 (มีนาคม) ทิ้งไว้เดือน 6 (เมษายน) จึงจะทำการเผาไร่ (หน้า 79) การปลูกข้าว-จะปลูกในเดือน 7 โดยทุกหลังคาเรือนจะรอให้เรือนเก้าปลูกก่อนบ้านหลังอื่นๆ จึงจะปลูกตามภายหลัง(หน้า 81) ข้าวที่นิยมปลูกมีข้าวดอกกับข้าวปี สำหรับข้อแตกต่างของข้าวทั้งสองพันธุ์คือ ข้าวดอจะสุกก่อนและเก็บเกี่ยวก่อน ส่วนข้าวปีเป็นข้าวที่ชาวถิ่นปลูกกันเป็นปริมาณมากๆ เพื่อบริโภคกันทั้งปี (หน้า 83) การเก็บเกี่ยว-ข้าวดอ จะเก็บเกี่ยวและนำมาตำกินได้ทันที โดยจะช่วยประหยัดรายจ่ายในครัวเรือนไม่ต้องซื้อข้าวกินและไม่ต้องออกไปทำงานรับจ้าง ส่วนข้าวปีจะต้องนำมาทำพิธีกินข้าวเม่าก่อนจึงจะกินได้เพราะเชื่อว่าถ้าไม่ทำพิธีจะทำให้ข้าวเสียหายและไม่พอกินตลอดปี สำหรับการขนข้าวจะช่วยกันเฉพาะในกลุ่มญาติพี่น้อง (หน้า 86,87,90,91,92) นอกจากนี้ชาวถิ่นยังปลูกพืชชนิดต่างๆ ล่าสัตว์และหาของป่ามารับประทานในครอบครัว (หน้า 96,97,98,99,100) การล่าสัตว์จะใช้ปืนแก๊ปหรือปืนลูกซองเนื้อสัตว์ป่าที่ล่าได้ เช่น อีเก้งและหมูป่า จะเก็บเอาไว้รับประทานในครอบครัวส่วนหนึ่งก็แบ่งขายในหมู่บ้านสำหรับเขาสัตว์เช่นเขากวาง หนังหมีหนังเสือจะนำไปจำหน่ายนอกหมู่บ้านเป็นต้น (หน้า 100) การบริโภค อาหารต้องห้าม-ผู้หญิงมีครรภ์ห้ามรับประทานปลากั้งจนกระทั่งลูกโตจนเข้าโรงเรียนเพราะเชื่อว่า ถ้ารับประทานปลากั้งแล้วลูกที่คลอดออกมาจะร้องไห้และดิ้นเหมือนปลากั้งจนกระทั่งตาย ส่วนกล้วยแฝดจะรับประทานไม่ได้เพราะเชื่อว่าจะทำให้คลอดลูกยาก ระหว่างตั้งครรภ์ห้ามรับประทานพริกหรืออาหารรสเค็มมากๆ เพราะเชื่อว่าลูกในท้องจะร้อน เวลาคลอดลูกจะเจ็บตา,ห้ามรับประทานและฆ่างูทุกชนิดเพราะเชื่อว่าจะทำให้ลูกดิ้นเหมือนงูที่ถูกฆ่า, ระหว่างอยู่ไฟหลังคลอดข้าวเหนียวที่นำมารับประทานจะต้องใส่กระบอกไม้ไผ่เผา เมื่อสุกจึงผ่าออกใส่กระติบข้าว,ห้ามรับประทานข้าวนึ่งโดยใช้หวดเพราะผ้าจะปิดไอน้ำผ่านข้าวขึ้นด้านบนถ้ารับประทานจะทำให้แน่นท้องคัดหน้าอกและหัวใจห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ เช่น ไก่ หมู และอื่นรวมทั้งผักทุกชนิด เพราะเชื่อว่าถ้ารับประทานจะทำให้เด็กไม่ถ่ายอุจจาระหรือถ้าถ่ายจะเป็นสีดำ ผู้หญิงหลังคลอดจะชอบบริโภคปูกับปลาเพราะเชื่อว่า การรับประทานปูจะทำให้เนื้อแข็งเร็วและร่างกายแข็งแรงเพราะปูเป็นสัตว์ที่มีร่างกายแข็งแรงส่วนการรับประทานปลาจะทำให้ดินหรือฟื้นตัวเร็ว เพราะปลาเป็นสัตว์ที่ไม่อยู่นิ่ง อาหารประเภทปูปลานั้นจะต้องนำไปต้มโดยไม่ใส่เครื่องปรุงเมื่อรับประทานจะจิ้มกับเกลือสีดำที่ใส่ในกระบอกไม้ไผ่เผาไฟจนเป็นสีดำแต่ห้ามนำปู, ปลาไปปิ้งหรือทอดระหว่างที่ผู้หญิงอยู่ไฟนั้นห้ามรับประทานน้ำมันทุกชนิด, หัวปลีเป็นอาหารที่ชาวถิ่นเชื่อว่าจะที่ช่วยบำรุงน้ำนมให้มีมากเพียงพอสำหรับเลี้ยงลูกที่เกิด (หน้า 47,48,49) การดื่มสุรา-ชาวถิ่นจะไม่พร่ำเพรื่อ จะดื่มเฉพาะเวลามีงาน เช่นการทำขวัญ การเลี้ยงผีเรือน การแต่งงานหรือเวลามีญาติมิตรมาเยี่ยมที่บ้าน (หน้า46) การถนอมอาหาร-เนื้อ หมู หมูป่าหรืออีเก้ง ชาวถิ่นจะนำมาหั่นเป็นชิ้นๆ คลุกเกลือด้วยเกลือแล้วนำไปนึ่งในไหนึ่งข้าวเรียกว่า "อิ๊โย้" เมื่อสุกจะนำไปปิ้งหรือย่างให้แห้ง (เรียกว่า อิ๊เซิล)แล้วจะนำไปเก็บไว้บนหิ้งแล้วแขวนไว้เหนือเตาไฟ เมื่อจะนำมาประกอบอาหารก็จะนำเนื้อมาย่างไฟก่อน ผัก-จะมีวิธีถนอมอาหารอยู่ 2 อย่าง คือผักดองหรือผักส้ม(บ่ะโคล๊แซจ) โดยจะหั่นผักกาดเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่เกลือแล้วคั้นคลุกเคล้าให้เกลือเข้ากับผักแล้วใส่พริกกับกระเทียม หน่อไม้ดอง-หน่อไม้หั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่บรรจุในไห เวลาใส่หน่อไม้จะสลับกับเกลือเม็ด หน่อไม้ดองเป็นอาหารที่เก็บไว้รับประทานได้ตลอดทั้งปีและเป็นของฝากเมื่อมีญาติพี่น้องมาเยี่ยม ถั่วเน่า(ถั่วชุ) วิธีทำจะนำถั่วเหลืองหรือถั่วมาต้มให้สุกแล้วนำไปแช่น้ำเพื่อให้เปลือกหลุดให้เหลือแต่เมล็ด ขั้นตอนต่อไปก็จะห่อด้วยใบตองห้อยทางปากห่อคว่ำลงเมื่อให้หยดไหลได้สะดวกแล้วแขวนบนเตาไฟ (รูปที่ 34 หน้า 58) โดยจะย่างรมควันไปจนมีกลิ่นออกมาจากห่อจึงนำมารับประทานในครอบครัว(หน้า 56,57,58) เกลือ-ชาวบ้านในตำบลบ่อ อำเภอปัว มีอาชีพทำเกลือขายให้แก่แก่คนไทยพื้นราบและคนลาว ต้องยุติลงเมื่อปี 2510 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เข้ายึดครองพื้นที่ (หน้า 101) อาชีพรับจ้าง-ผู้ชายชาวถิ่นจะไปรับจ้างถางหญ้าคนพื้นราบหรือชาวเขาหรือไปรับจ้างที่ต่างจังหวัดโดยจะกลับมาช่วยปลูกส่วนผู้หญิงและผู้สูงอายุจะไพหญ้าคาเอาไว้ขายและมุงหลังคาบ้านเมื่อมีเวลาว่าง(หน้า 102) การเลี้ยงสัตว์-ไก่และหมูมีความสำคัญทางศาสนาและพิธีเลี้ยงผีชาวถิ่นจะเลี้ยงเอาไว้ขายเพราะในหมู่บ้านซึ่งมีการประกอบพิธีเลี้ยงผีอยู่เป็นประจำ(หน้า 103) การแบ่งมรดก- ทรัพย์สินของชาวถิ่นส่วนใหญ่จะเป็นบ้าน เครื่องเรือนสัตว์เลี้ยงและไม่ค่อยมีเครื่องตกแต่งบ้านหรือของมีค่าเพราะชาวบ้านฐานะไม่ค่อยดี ดังนั้นพ่อแม่เสียชีวิตก็จะยกมรดกให้กับลูกสาวคนสุดท้องเพราะเป็นผู้รับหน้าที่เลี้ยงดูพ่อแม่ (หน้า 104,105)

Social Organization

ชาวถิ่นชอบอยู่รวมกันเป็นเครือญาติโดยแต่ละกลุ่มจะเป็นคนในตระกูลเดียวกัน แต่บางกลุ่มก็จะอยู่รวมกับชาวหรือกลุ่มคนไทย(หน้า 9) การทำงานจะไม่มีการว่าจ้างเนื่องจากว่ามีฐานะไม่ค่อยดี การทำงานเช่นการสร้างบ้านเรือน ชาวบ้านก็จะมาช่วยเหลือกันโดยเจ้าบ้านจะตอบแทนน้ำใจโดยทำอาหารเลี้ยง การทำงานจะหมุนเวียนไปเพื่อช่วยเหลือกันซึ่งกันและกันจนครบทุกหลัง(หน้า 24) การอบรมเด็ก- ชาวถิ่นจะใช้คำพูดอบรมสั่งสอนบุตรหลานโดยจะไม่เฆี่ยนตีบุตรหลานเพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กเสียขวัญจะเกิดการเจ็บป่วยที่จะต้องทำพิธีเรียกขวัญหรือสู่ขวัญ พ่อแม่ชาวถิ่นจะอบรมสอนลูกโดยจะสอนให้ลูกขยันทำงานไม่ให้เกียจคร้าน ดังนั้นเด็กชาวถิ่นดูเหมือนขาดความคิดริเริ่มสิ่งต่างๆ และขาดความมั่นใจเพราะฟังแต่คำสั่งสอนของผู้ใหญ่ (หน้า 72, 73) เคารพระบบอาวุโส ถ้าเด็กด่าหรือเถียงพ่อแม่ คนในสังคมก็จถือว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กที่ไม่ดีเนื่องจากว่าพ่อแม่นั้นเป็นบุญคุณเลี้ยงดูมาจนเติบโตดังนั้นจึงไม่ควรเถียงพ่อแม่ แต่ถ้าลูกไปเถียงคนที่มีอาวุโสกว่า พ่อแม่จะว่ากล่าวลูกแต่ถ้าไม่เชื่อฟังก็จะถูกตี ถ้าลูกตีพ่อแม่ ผู้อาวุโสในตระกูลก็จะเรียกมาอบรมสั่งสอนแต่ไม่มีการปรับหรือลงโทษใดเพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ภายในหมู่บ้าน (หน้า 73) ชาวถิ่นจะเรียกชื่อโดยมีคำนำหน้าอันเป็นเครื่องแสดงฐานะความอาวุโสเช่นเด็กจะเรียกพ่อว่า "เอา" ซึ่งแปลว่าพ่อ (ดูตัวอย่างการเรียกชื่อ หน้า 73,74) การเลือกคู่ครอง-ชาวถิ่นมีข้อห้ามเรื่องการแต่งงานกับคนในตระกูลเดียวกัน เช่นการเกี้ยวพาราสีหรือไปดูตัวสาวนั้นเมื่อชายหนุ่มเข้าไปเที่ยวสาวในหมู่บ้านอื่น คนในหมู่บ้านนั้นจะบอกว่าผู้หญิงเป็นคนในตระกูลใดในกรณีที่คนในตระกูลเดียวกันแต่งงานกัน พ่อแม่หรือญาติฝ่าหญิงจะปรับทางฝ่ายชายโดยต้องเสียหมู ไก่ เหล้า และเงินหมั้นให้แก่ทางฝ่ายหญิง เพราะถือว่าไม่ให้เกียรติบรรพบุรุษ และผีบรรพบุรุษจะทำร้ายฝ่ายหญิงให้เกิดการเจ็บป่วย สำหรับการได้เสียก่อนแต่งงานนั้นไม่ค่อยเกิดขึ้นในสังคมชาวถิ่น โดยเฉพาะการได้เสียกันบนบ้านของฝ่ายหญิงก่อนแต่งงาน ฝ่ายชายจะต้องถูกปรับ ไก่และเหล้า เลี้ยงผีเรือน ส่วนในบางหมู่บ้านการได้เสียกันก่อนแต่งงานจะถือว่าผิดทั้งเรือนฝ่ายหญิงและผิดผีหมู่บ้าน หากถูกจับได้เมื่อกระทำผิดจะถูกปรับเงินเป็น 600 บาท (Filbeack,1971:6-8) การแต่งงานจะจัดที่บ้านฝ่ายหญิง โดยฝ่ายหญิงจะเป็นผู้กำหนดวันและเป็นผู้จัดเตรียมของเช่น ข้าว ไก่ หมู และเหล้า (หน้า 59,60,61) สังคมชาวถิ่นจะยอมรับการแต่งงานมีครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียวเพราะการมีเมียหลายคนนั้นเป็นการผิดผี สำหรับกรณีที่ภรรยาคนแรกไม่สามารถมีลูกได้ ภรรยาอาจจะอนุญาตให้สามีมีภรรยาใหม่แต่มีข้อแม้อยู่ว่าต้องสร้างบ้านหลังใหม่อีกหลังในบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงกันเนื่องจากว่าถือผีเรือนไม่เหมือนกัน (หน้า 64) ลักษณะครอบครัว- ครอบครัวชาวถิ่นจะเป็นครอบครัวเดี่ยว แต่บางบ้านจะมีลักษณะครอบครัวขยาย แต่จะมี 3 ครอบครัวอยู่ด้วยกันไม่ได้เนื่องจากว่าเหมือนเตาไฟ จะทำให้สมาชิกครอบครัวเจ็บป่วย(หน้า 64) การแต่งงานของชาวถิ่น จะไม่กำหนดตายตัวเรื่องเชื้อชาติ การสมรสแบบนอกวงศ์วาน(Exogamy) เช่น การแต่งงานของชาวถิ่นกับคนไทยพื้นราบหรือกับชาวเขาเผ่าอื่น แต่มีเงื่อนไขว่าฝ่ายหญิงจะต้องเป็นผู้สืบทอดตระกูลของฝ่ายตนเท่านั้น,เมื่อถึงกำหนดวันแต่งงานหากฝ่ายชายเปลี่ยนใจไม่อยากแต่งงานกับฝ่ายหญิง ถ้าไม่อาจตกลงกันได้จะต้องไปแจ้งกำนันและฝ่ายชายจะถูกปรับเงิน6หมัน(แบบโบราณ) หรือตั้งแต่1,000บาทขึ้นไปและฝ่ายชายจะถูกลงโทษก่อนที่จะเลิกกันคือต้องเลี้ยงเหล้าแก่ญาติฝ่ายอ๊อกปู๊จเพิ้ดมีเพิ้ดม" แปลว่า กินเหล้าล้างหน้าล้างตา (หน้า 65) การหย่าร้าง-ชาวถิ่นมักจะมีเรื่องการหย่าร้างเพราะว่าแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย ในครอบครัวไม่มีแรงงานทำงานในไร่นาก็มักจะให้ลูกสาวแต่งงานเร็วเพื่อที่จะได้ลูกเขยมาช่วยงานแต่เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอหย่าร้างจะต้องให้ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาตกลงกันก่อน ถ้าไม่บอกให้ญาติผู้ใหญ่ทราบทั้งสองจะต้องถูกปรับเพราะถือว่าไม่ให้เกียรติญาติผู้ใหญ่ สำหรับการเลี้ยงดูลูกหลังจากการหย่าร้างนั้นฝ่ายหญิงจะเป็นผู้รับเลี้ยงเพราะถื่อว่าเป็นลูกหลานของฝ่ายตน ซึ่งหากเป็นลูกผู้หญิงก็จะได้สืบตระกูล ถ้าหากลูกเป็นลูกชายทางฝ่ายหญิงก็จะเลี้ยงดู จนกระทั่งเมื่อโตขึ้นลูกชายจะไปอยู่ฝ่ายพ่อก็ได้แล้วแต่ความสมัครใจ ผู้เขียนบอกว่า ไม่มีฝ่ายชายได้ลูกไปเลี้ยงเพราะเมื่อแต่งงานใหม่แล้ว ฝ่ายชายต้องหันไปถือผีบรรพบุรุษของภรรยาใหม่ แม่ม่ายหรือพ่อม่าย-ถ้าฝ่ายชายตาย ฝ่ายหญิงจะแต่งงานใหม่อีกครั้งภายในปีนั้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด โดยจะต้องเว้นช่วงห่างไปถึง2-3 ปี เพราะชาวถิ่นเชื่อว่าหากฝ่ายหญิงแต่งงานใหม่ภายในปีนั้น ผีของสามีคนเดิมจะทำให้สามีใหม่ไม่สบาย ส่วนฝ่ายชายที่ภรรยาตายไม่มีข้อห้ามเรื่องการแต่งงานในปีเดียวกับปีที่ภรรยาเสียชีวิตนั้น เพราะถ้าแต่งงานใหม่ก็ต้องเปลี่ยนไปนับถือผีของฝ่ายภรรยาใหม่และจะได้รับความคุ้มครองจากผีเรือนของภรรยาใหม่ สังคมชาวถิ่นมักไม่ค่อยชอบการได้เสียกันก่อนแต่งงาน เพราะหากมีลูกไม่มีพ่อนั้น ผู้หญิงจะถูกรังเกียจจากผู้ชายถิ่นและจะไม่ได้แต่งงานกับคนถิ่นอีกและจะอยู่กับแม่และยายต่อไป นอกจากว่าจะไปแต่งงานกับผู้ชายเผ่าอื่น (หน้า 65, 66, 67, 68) ในระหว่างการทำคลอดชาวถิ่นจะไม่อนุญาติให้คนที่พูดภาษาอื่นเข้าบ้านผู้ที่เข้าไปในบ้านต้องพูดภาษาถิ่น(ปากลัวะ) แต่หากเป็นคนเผ่าอื่นหากพูดภาษาถิ่นได้ก็เข้าไปได้ ข้อห้ามดังกล่าวจะห้ามจนกว่าสายสะดือเด็กหลุดและทำการมัดขวัญแม่และเด็กก่อน ทั้งนี้ชาวถิ่นเชื่อว่าหากให้คนต่างภาษาขึ้นไปบนบ้าน เด็กจะร้องไห้จนตาย เพราะยังไม่ได้บอกผีเรือนและทำพิธีมัดขวัญ(หน้า 70)

Political Organization

การปกครองแบ่งออกเป็น การปกครองอย่างเป็นทางการกับการปกครองตามจารีตประเพณี การปกครองอย่างเป็นทางการได้แก่การปกครองของผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งมีหน้าที่ติดต่อกับทางการและช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาหากมีการทะเลาะเบาะแว้งอย่างไรก็ดีชาวถิ่นมักจะไม่เชื่อฟังตัวแทนของทางาการเช่นผู้ใหญ่บ้าน แต่จะไม่ขัดขวางการทำงานเพราะถือว่าเป็นคนกลางระหว่างหน่วยงานราชการกับคนในหมู่บ้าน การปกครองในหมู่บ้านแต่เดิมนั้นจะใช้จารีตประเพณีหรือ "ฮีด" โดยอาวุโสและหมอผีประจำหมู่บ้าน จะเป็นผู้จดจำจารีตต่างๆ ที่แบ่งออกเป็น จารีตของหมู่บ้านและจารีตของแต่ละตระกูล จารีตหมู่บ้านเป็นจารีตส่วนรวมของหมู่บ้าน เช่น ถ้าผู้แบกหามสิ่งของเข้ามาในหมู่บ้านในวันกรรมหมู่บ้านชาวถิ่นเชื่อว่าจะทำให้คนในหมู่บ้านป่วยไข้ไม่สบาย หรือถ้ามีผู้ทำไร่ก่อนเรือนเก้าอันเป็นเรือนดูแลผีหมู่บ้านแทนชาวบ้าน ชาวถิ่นเชื่อว่าจะทำให้คนหมู่บ้านป่วยไข้ หรือเสียชีวิต ผู้อาวุโสและหมอผีจะเป็นผู้พิจารณาความผิดเมื่อมีผู้กระทำความผิดในหมู่บ้านว่าจะถูกปรับเป็นอะไร เช่น ปรับหมู ไก่ หรือสุรา สำหรับจารีตของตระกูลจะแยกออกไปแต่ละตระกูล ผู้อาวุโสประจำตระกูลจะเป็นผู้พิจารณาความผิด ส่วนหมอผีจะเป็นผู้ปรับผู้กระทำผิดจารีตโดยจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะต้องเสียหมู่ ไก่ หรือเพื่อเลี้ยงผีเรือน ฉะนั้นแล้วชาวถิ่นจึงให้ความเคารพต่อผู้อาวุโสและหมอผีมากกว่าผู้นำอย่างเป็นทางการเช่นผู้ใหญ่บ้านเนื่องจากว่ามีความเชื่อเรื่องผีและสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ (หน้า 134,135,136)

Belief System

ชาวถิ่นจะเชื่อเรื่องผีปรอง อาทิ ในการเลือกทำเลตั้งหมู่บ้านจะให้ผู้อาวุโสในหมู่บ้านเป็นผู้เลือกทำเล เพราะเชื่อว่าพื้นที่ต่างๆ นั้นมีผีเจ้าที่(ปรองเจ้าตี้) โดยอาวุโสจะทำพิธีถามเจ้าที่ว่าอนุญาตให้ตั้งบ้านเรือนได้หรือไม่ เพราะในความคิดของชาวถิ่น (หน้า13,105,106,107,108,109,110,111) การตั้งหมู่บ้านแม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องฝี แต่ก็เกี่ยวกับวัฒนธรรมการบริโภคด้วย เช่นกัน ดังตัวอย่างเช่น การขออนุญาตสร้างบ้าน ผู้ทำพิธีจะถามเจ้าที่ว่าดินตรงนั้นสร้างบ้านเรือนได้หรือไม่ ถ้าหากสร้างได้ก็ให้มาเข้าฝัน หากต้องการกินอะไรก็ให้บอกเช่น ไก่ หมู สุนัข แต่ถ้าไม่อนุญาตให้อยู่ก็ต้องหาพื้นที่แห่งใหม่ แต่ในเมื่ออนุญาตให้สร้างบ้านเรือนได้แล้วก็ต้องเซ่นด้วยของที่บนไว้ สำหรับการเลี้ยงเจ้าที่หากฆ่าไก่ก็จะฆ่าไก่สีดำกับสีขาวอย่างละตัวเพื่อให้ผีเจ้าที่เลือก สำหรับการเซ่นเจ้าที่ชาวถิ่นจะปฏิบัติทุกปี (หน้า14) ในการสร้างศาลผีเจ้าที่ประจำหมู่บ้านแต่จะอยู่ใกล้เคียงกับหมู่บ้าน ในหมู่บ้านจะมีผีประจำหมู่บ้านเรียกว่า ผีเรือนเก้า ซึ่งเป็นผีที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านโดยจะอยู่บ้านหลังใดหลังหนึ่งในหมู่บ้านเพียงหลังเดียวในหมู่บ้านและห้ามเปลี่ยนบ้านที่ผีสิงสถิตย์ชาวบ้านสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการถือผีหมู่บ้าน หรือ รักษาผีหมู่บ้าน (หน้า14) ผีขวัญข้าว-ชาวถิ่นจะเก็บข้าวไว้ในยุ้งโดยจะไม่เก็บข้าวไว้ภายในบ้านเพราะเชื่อว่าผีขวัญข้าวจะรบกวนคนในบ้านทำให้เป็นเม็ดผื่นขึ้นตามตัวหรือป่วยไข้ แต่ถ้านำข้าวมาเก็บเพื่อจะไปสีหรือนำมาตำเพียงเล็กน้อยก็ทำได้ (หน้า 27) การปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้าน-ชาวถิ่นจะไม่ชอบ ปลูกต้นยางอินเดียไว้ในบริเวณบ้านเพราะกลัวฟ้าผ่าเนื่องจากว่าเคยมีคนถูกฟ้าผ่ามาแล้ว ส่วนต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นนุ่นก็เป็นต้นไม้ที่ห้ามปลูกเช่นกัน เพราะชาวถิ่นกลัวว่ารากต้นไม้ดังกล่าวจะเข้าไปในบ้านทำให้สมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วยอย่างไรก็ดีผู้เขียนสันนิษฐานว่าข้อห้ามเหล่านี้น่าจะได้รับความเชื่อมาจากคนพื้นราบ (หน้า 27) การตัดไม้- ถ้าตัดไม้ในวันขึ้น 5 ค่ำ มอดจะไม่กินเนื้อไม้ แต่หากตัดในวันข้างแรมหรือเดือนดับมอดก็จะกินไม้ที่ตัดมากกว่าปกติ (หน้า 31) เตาไฟ-หลังจากสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อทำเตาไฟ ก่อนจุดไฟชาวถิ่นจะนำไม้ยาวประมาณ 1 ศอกไปปักไว้กลางเตาไฟ จากนั้นก็จะนำเหล้าอุมาวางไว้บนเตา 1 ไหแล้วจุดไฟ โดยผู้จุดไฟจะอธิษฐานว่าขอให้ควันไฟลอยขึ้นไปข้างบนอย่าให้ควันกระจายทั่วบ้าน เพราะหากเอาภาชนะต่างๆไปวางบนเตาทันทีก็จะทำให้ควันไฟกระจายภายในบ้านทำให้คนในบ้านอู่ไม่มีความสุข (หน้า 35) ผีครู- ในบ้านที่ถือผีครู ชาวบ้านจะนำเรื่องรางของครูที่มอบให้ไว้เอาไปวางไว้บนหัวนอน ผู้หญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาจะเข้าไปในห้องนั้นไม่ได้ สำหรับบ้านที่ถือผีครูอย่างมาก ก็จะไม่อนุญาตให้พระสงฆ์ขึ้นไปบนบ้าน(หน้า 37) ห้ามการยิงปีนภายในหมู่บ้าน ถ้าใครยิงจะต้องเลี้ยงผีหมู่บ้านที่เรือนเก้าอันเป็นบ้านที่ถือผีหมู่บ้านและจะเสียค่าปรับประมาณ 500 บาทและไก่สีดำ 1 คู่ (หน้า 37) พิธีขึ้นบ้านใหม่-จะทำพิธีหลังจากสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อย พิธีจะทำเพื่อให้คนในบ้านอยู่ร่มเย็นเป็นสุขไม่เจ็บป่วย เจริญในหน้าที่การงานก่อนที่จะเข้าไปอยู่ในบ้านที่สร้างใหม่ เจ้าของบ้านจะต้องหาผู้ชายและผู้หญิงชื่แก้วและคำเพราะแก้วและคำหมายถึงความเจริญ รุ่งเรือง แก้วแหวนเงินทอง ให้มาเป็นผู้ถือข้าวและหม้อนึ่งข้าวขึ้นบ้าน โดยให้ผู้ชายถือข้าว ผู้หญิงถือหม้อนึ่งข้าว ก่อนที่จะนำสิ่งของอย่างอื่นขึ้นบนบ้าน ถ้าในหมู่บ้านไม่มีคนชื่อแก้วและชื่อคำก็ไปกาคนชื่อนี้ในหมู่บ้านอื่นมาประกอบพิธี(หน้า 37,38) ในวันขึ้นบ้านใหม่ห้ามประกอบอาหารบนเรือน จะต้องทำเตาชั่วคราวเพื่อประกอบอาหาร หากจัดงานเลี้ยงจะต้องประกอบอาหารข้างล่างเมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงยกอาหารขึ้นมาเลี้ยงแขกบนบ้าน การประกอบอาหารบนบ้านจะทำได้ก็ต่อเมื่อทำพิธีมัดขวัญและบอกผีเรือนเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นถ้ายังไม่มีพิธีสู่ขวัญเมื่อมีงานเลี้ยงเจ้าของบ้านจะต้องทำขันบนที่ประกอบด้วย กรวย (สรวย) 4 ดอก ใส่ในสะตวง ไก่ 1 คู่ เหล้าครึ่งขวด เพื่อป้องกันไม่ให้แขกเหรื่อที่มาร่วมงานเป็นบ้าหรือทะเลาะทำร้ายกันเนื่องจากว่าในงานเลี้ยงแขกที่มาในงานจึงอาจจะดื่มสุราเมามายร้องเพลงหรือเต้นรำเสียงดัง ซึ่งจะทำให้ผีเรือนโกรธและจะทำให้แขกเหรื่อที่มาร่วมงานกระทบกระทั่งมีปากเสียงกัน (หน้า 38) การส่งเคราะห์บ้าน-หมอผีจะทำในวันขึ้นบ้านใหม่ โดยหมอผีใช้มีดไปถากส่วนประกอบต่างของบ้าน เสา ขื่อ แป ตง และส่วนอื่นๆ เพราะเชื่อว่าไม้แต่ละชิ้นนั้นมีผีสิงอยู่ หลังจากนั้นจะนำมาใส่สะตวงและนำออกไปไว้นอกหมู่บ้าน(หน้า 39) การใส่รองเท้า-การใส่รองเท้าเข้าไปในบ้าน หากพ้นประตูบ้านเข้าไปจะผิดผีเจ้าของบ้านจะปรับเหล้า 1 ขวดหรือไก่ 1 ตัว เงิน 5 บาท เพื่อเลี้ยงผีเรือน(แองปรองเจิง) แต่ถ้าเหน็บรองเท้าไว้ที่เอวหรือถือรองเท้าเข้าไปหรือใส่อยู่ที่นอกชานก็ไม่ถือว่าผิดผีเจ้าของบ้านก็จะไม่ปรับ(หน้า 44) วันกรรม- วันกรรมจะมี2วันคือ วันกรรมผีเรือน(งิราย ปรองเจิง) และวันกรรมหมู่บ้าน (งิรายงวล) ในวันกรรมจะหยุดทำงานรวมทั้งห้ามทำกิจกรรมหรือรับประทานและประกอบอาหารบางอย่าง ในวันกรรมผีเรือน จะห้ามเก็บพริก เผาพริกในบ้านห้ามเอายอดหวายและยอดมะต๋าว(ผลน้ำมาทำลูกชิด) เข้ามาในบ้านเพราะชาวถิ่นเชื่อว่าเทวดาหรือผีบรรพบุรุษกำลังมองดูสมาชิกในบ้านหากเผาพริกจะทำให้เทวดาหรือผีบรรพบุรุษแสบตาเทวดาหรือผีบรรพบุรุษก็จะทำให้คนที่ทำหรือสมาชิกในบ้านตาบอดตาฟาง ยอดหวายและยอดมะต๋าว จะชี้ขึ้นข้างบนก็เหมือนกับจะแทงตาของผีบรรพบุรุษ ถ้านำเข้ามาผีบรรพบุรุษอาจจะทำให้สมาชิกในบ้านตาบอดหรือตาฟางเพราะนำยอดหวายกับยอดต๋าวเข้าบ้าน(หน้า 50) วันปีใหม่ของชาวถิ่นจะตรงกับวันสงกรานต์ของไทย แต่จะไม่ทำพิธีในวันแรกคือวันที่ 13 เมษายน จากนั้นจะมีการทำพิธี 3 วันในหมู่บ้านแต่วันที่หยุดทำงานทุกอย่างนั้นมีจำนวน 5 วัน (หน้า 51) อาหารงานแต่งงาน-ห้ามนำหัวปลีมาใส่ในอาหารและห้ามนำเข้ามาในบ้านที่ทำพิธีแต่งงาน สาเหตุที่ชาวถิ่นถือเช่นนี้เนื่องจากว่าเคยมีคนที่แต่งงานรับประทานแล้วก็ทำให้เจ็บป่วย (หน้า 52) อาหารงานศพ-เจ้าของบ้านจะจัดอาหารและสุราเพื่อนำมาเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงานโดยจะเลี้ยงตลอดคืนเพราะผู้ที่มาร่วมงานจะไม่กลับบ้านจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าของบ้านจนรุ่งเช้า ชาวถิ่นจะไม่รับประทานในบ้านหรือใกล้ศพ เพราะเชื่อว่ากลิ่นของศพจะมา รบกวนจะทำให้เป็นไข้ไม่สบาย (หน้า 52) อาหารในพิธีเลี้ยงผีเรือน-จะทำ2อย่างคือการเลี้ยงผีเรือน 10 วันจะเลี้ยงต่อ 1 ครั้ง และจะถือวันกรรมผีเรือน(งิรายปองเจิง) 1 ครั้ง หมอผีจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะฆ่าไก่หรือฆ่าหมูเมื่อสมาชิกในบ้านป่วยไข้ไม่สบายโดยดูว่าเป็นพราะผีเรือนทำหรือเป็นเพราะผีเรือนโกรธ แต่พิธีจะเลี้ยงไก่หรือเลี้ยงหมูก็แล้วแต่อาการของโรคว่าเป็นมากน้อยเท่าไร(หน้า 53) การเลี้ยงผีเจ้าที่(แองปรองเจ้าตี้)-จะเลี้ยงอย่างน้อย 1 ครั้งต่อหนึ่งปี การจัดพิธีชาวถิ่นจะจัดที่ศาลผีเจ้าของหมู่บ้านเครื่องเซ่นผีเจ้าที่จะใช้หรือไก่ก็แล้วแต่ความสมัครใจของชาวบ้านถ้าหากใช้ไก่จะใชัสีขาวกับสีดำ แต่เวลาจะฆ่าไก่หรือหมูก็จะฆ่าบริเวณศาลเจ้าเพราะจะเอาเลือดของไก่กับหมูทามาบันได้ศาลผี โดยจะนำไก่และหมูมาประกอบอาหารเมื่อจบสิ้นพิธี(หน้า 54, 55) โชคลางที่เป็นข้อห้าม - หากมีเก้ง กวาง เสือ เดินตัดหน้า ขณะขบวนฝ่ายหญิงเดินทางไปสู่ขอฝ่ายชาย จะยกเลิกการไปสู่ขอเพราะถือว่าเป็นลางร้าย ถ้าแต่งงานสมาชิกครอบครัวฝ่ายชายหญิง จะไม่สบายหรือเสียชีวิต แต่ในกรณีที่การสู่ขอเสร็จสิ้นแล้ว กลุ่มญาติทั้งสองฝ่ายจะเดินมาที่บ้านฝ่ายหญิงหากบังเอิญมี เก้ง กวาง เสือ เดินตัดหน้า จะต้องยกเลิกงานแต่งงานและการสู่ขอ ญาติของฝ่ายชายหญิงต้องแยกย้ายกลับบ้านของตนแล้วจึงมาตกลงกำหนดวันแต่งงานครั้งใหม่ในภายหลัง (หน้า 62) เมื่อแต่งงานแล้วเจ้าบ่าวจะต้องเปลี่ยนมานับถือผีตระกูลฝ่ายหญิงแทนผีตระกูลของตน (หน้า 63) หากแขกเหรื่อของทั้งสองฝ่ายมีปากสีชกต่อยกันในงานแต่งงานถือว่าไม่เป็นมงคล ผู้ก่อเรื่องจะต้องเสียค่าปรับ เช่นหมู 1 ตัวหรือไก่ดำ 2 ตัว ส่วนคู่กรณีฝ่ายหนึ่งจะเสียเหล้า ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าภาพ (หน้า 65) การตั้งชื่อ - ชาวถิ่นจะยังไม่ตั้งชื่อลูกจนกว่าสะดือจะหลุดจึงจะทำพิธีมัดแขนสู่ขวัญ เพื่อบอกผีเรือนให้รับเด็กที่เกิดมาเข้าตระกูลก่อน (หน้า 71) พิธีปลูกข้าว จะให้เด็กชายหรือเด็กหญิงที่พอพูดจะรู้เรื่องแต่ยังจุดไฟหุงข้าวไม่เป็นมาหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว เพราะเชื่อว่ามือเย็นเนื่องจากก่อไฟไม่เป็นส่วนผู้ใหญ่มือร้อนเพราะก่อไฟมานานดังนั้นจึงนิยามให้เด็กหยอดเมล็ดข้าวก่อนพอเป็นพิธีจึงจะลงมือปลูกกันจริงๆ (หน้า 81,82) จะทำพิธีโสลด(แองโสลด) หรือพิธีทำผีไร่ เมื่อข้าวสูงได้ 1 ศอก ไร่แบบโบราณ(แซฮีดจะต้องทำทุกแห่ง)พิธีนี้จะทำเพื่อบนให้เจ้าที่คุ้มครองข้าวและให้ผลผลิตมากๆ (หน้า 85, 86) การเสียชีวิต - ชาวถิ่นเชื่อว่าการเสียชีวิตมี 2 อย่างคือผีทำให้เสียชีวิตกับการเสียชีวิตตามปกติ ขั้นตอนในการทำพิธีศพมีดังนี้ หากมีผู้เสียชีวิตบ้านที่มีสมาชิกในบ้านเสียชีวิตจะยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเป็นสัญญาณ 3 นัดเพื่อให้คนที่ไปทำงานในไร่หรือบ้านใกล้เคียง กลับมาช่วยงานที่บ้านหรือไปบอกข่าวแก่ญาติผู้ตายให้รับรู้ พิธีศพชาวบ้านจะเก็บศพไว้ที่บ้าน 1 คืนจึงจะนำไปฝังและจะหยุดทำงาน 3 วัน คือวันที่มีคนตาย 1 วัน วันที่นำศพไปฝัง 1 วัน และวันถือกรรมหลังจากนำศพไปฝังเรียบร้อยแล้ว ส่วนพิธีศพจะแยกเป็น 3 ประเภท คือ ศพคนตายนอกบ้าน, ศพคนตายในบ้าน และศพเด็กอายุไม่ถึง 10 วันที่ยังไม่ทำพิธีมัดขวัญหรือตั้งชื่อ ศพคนตายนอกบ้าน เช่น เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ชาวบ้านจะไม่นำศพเข้าบ้านโดยจะฝังอย่างไม่มีพิธีรีตองในที่เสียชีวิต โดยจะขุดหลุมฝังพร้อมกับข้าวของต่างๆ ของผู้ตาย เมื่อฝังแล้วจึงจะมาประกอบพิธีที่บ้าน การฝังเช่นนี้ก็เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าศพฝังไว้ตรงไหน เพื่อให้ง่ายหากวันต่อไปเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ศพคนตายในบ้าน จะนำศพบรรจุในโลง แต่ในอดีตจะห่อและมัดศพด้วยเสื่อก่อนที่จะห่อศพหรือนำศพลงในโลงจะไม่อาบน้ำก่อนแต่จะฉีกเสื้อผ้าหรือกระดุมออกให้หมด ผู้ชายจะเหลือไว้แต่กางเกงส่วนผู้หญิงจะเหลือไว้เพียงผ้าถุง เสื้อจะปลดกระดุมออกจนหมดเพราะเชื่อว่าจะให้คนตายอึดอัดไม่มีความสุข หรืออาจจะทำให้คนในบ้านไม่สบาย ศพจะใส่โลงหรือมัดด้วยเสื่อตั้งเอาไว้ที่บ้านหนึ่งคืน ส่วนศพเด็กที่อายุไม่ถึง10 วัน จะนำศพไปฝังโดยไม่มีพิธีใดๆ, การฝังศพจะฝังในป่าช้าของหมู่บ้านในเวลา 5-6 โมงเย็น ในตอนเช้าเจ้าภาพจะทำอาหารเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน การหามศพจะหามศพอ้อมหมู่บ้านหรือออกนอกหมู่บ้าน ห้ามนำศพผ่านหน้าบ้านผู้อื่นหรือผ่านกลางบ้านเพราะเชื่อว่าจะทำให้คนในหมู่บ้านตาย การไปฝังศพจะไม่หันหัวศพไปทางทิศตะวันออกเพราะจะทำให้หัวศพจะร้อนและให้คนในบ้านเดือดร้อน สำหรับการฝังศพมักจะเปิดฝาโลงหรือแกะห่อศพออกจึงจะนำลงฝังในหลุม เพราะเชื่อว่าถ้าปิดฝาโลงจะให้คนตายมองไม่เห็น ถ้าหากสามีเสียชีวิตจะรื้อบ้านไปสร้างที่แห่งใหม่โดยจะใช้วัสดุใหม่ทั้งหลัง (หน้า 136,137,138,139,140,141,142,143) การเผยแพร่ศาสนา- ศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ได้มาเผยแพร่แก่ชาวถิ่นเป็นเวลาหลายปี เช่นในศาสนาพุทธไปจำพรรษาและเผยแพร่ศาสนาในหลายหมู่บ้าน ส่วนในทุกๆ ปีนั้นกรมประชาสงเคราะห์กับวัดศรโสดาจังหวัดเชียงใหม่ก็จัดบรรพชาอุปสมบทภิกษุสามาเณรชาวเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งจากการสังเกตของผู้เขียนนั้นบอกว่าหลังจากชาวถิ่นสึกกลับมาบ้านก็ยังมีความเชื่อเรื่องผีเช่นเดิม (หน้า115)

Education and Socialization

ชาวถิ่นมีความเชื่อเรื่องผี หมอผีจะมีหน้าที่ติดต่อระหว่างผีกับคน ดังนั้นหมอผีจะต้องศึกษาคาถาอาคมจากครู ผู้ที่เรียนคาถาจะถือผีครูหรือนับถือผีครู หมอผีแต่ละคนจะมีความถนัดเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน รวมทั้งข้อพึงละเว้นไม่เหมือนกัน โดยครูจะเป็นผู้บอกว่าห้ามไม่ให้บริโภคอาหารอย่างใดเพราะหากรับประทานก็จะทำให้เจ็บป่วย เช่นห้ามรับประทาน งู สุนัข ข้าวก่ำ (หน้า 50,51,112)

Health and Medicine

รักษาด้วยเม็ดข้าวโพด-เมื่อมีผดผื่นขึ้นตามตัว ชาวถิ่นจะรักษาโดยทำพิธีโดยนำเม็ดข้าวโพดไปปลูกที่บริเวณมุมทั้งสี่ของเตาไฟ โดยจะสังเกตว่าถ้าหากเมล็ดข้าวโพดไม่งอกโรคก็จะหาย สาเหตุที่เป็นผดผื่นนั้นเพราะเชื่อว่าคนนั้นไปนั่งหรือเหยียบบนเตาไฟ ดังนั้นชาวถิ่นจึงห้ามไม่ให้ใครไปเหยียบย่ำเตาไฟ ขั้นตอนการทำพิธีหมอผีจะกล่าวว่า ถ้าข้าวโพดไม่งอกก็ขออย่าให้เป็นอีกหรือให้หาย ถ้าข้าวโพดงอก็ขอให้เป็นต่อไป ซึ่งผู้อาวุโสชาวถิ่นบอกว่าพิธีนี้ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น เพราะข้าวโพดที่ปลูกบนเตาจะไม่งอกเจริญเติบโต(หน้า 36) หญิงตั้งครรภ์- ระหว่างตั้งครรภ์ห้ามฆ่าสัตว์ทุกชนิดเพราะชาวถิ่นเชื่อว่าลูกในท้องจะดิ้นเหมือนสัตว์ที่กำลังจะตาย แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ให้คนอื่นเป็นคนทำแทนตนเอง ห้ามเข้าไปใกล้ๆ ดินโป่งเพราะฝีโป่งจะทำร้ายลูกที่อยู่ในท้องและทำให้ปวดท้องอย่างหัก, ห้ามกินและจับปลากั้งเพราะเชื่อว่าจะทำให้ลูกดิ้นเหมือนปลา, การทำนายว่าจะได้ผู้ชายหรือผู้หญิง จะดูที่หัวนมถ้าหัวนมดำจะได้ลูกสาว ถ้าหัวนมขาวจะได้ลูกชาย การคลอดบุตร- ญาติจะเตรียมน้ำต้มร้อน ผ้าสะอาด ผู้หญิงที่จะคลอดจะต้องคลอดลูกเองโดยจะนั่งยองๆ เอามือจะโหนเชือกที่แขวนลงมาจากขื่อ เมื่อคลอดลูกแล้วจะนำมาวางไว้บนผ้า โดยพ่อเด็กจะเป็นผู้ตัดสายสะดือจะต้องมีการผูกสายสะดือจะใช้ไม้ไผ่ (ไม้เฮ้ย) ที่เหลาจนคมก่อน การตัดสายสะดือจะต้องมีการผูกสายสะดือด้วยเครือเปียด (ภาษาถิ่น สะมึกอึมแพค) เป็นเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง ส่วนที่ใช้คือเปลือกนอกโดยจะลอกเปลือกแล้วใช้มีดปลอกจนเส้นใยภายในแล้วจึงควั่นเป็นเชือกเส้นเล็กๆ จากนั้นก็นำมามัดสายสะดือโดยทิ้งไว้จนสายสะดือหลุด รกเด็กจะใส่ไว้ในลูกน้ำเต้าที่เจาะรูแล้วนำไปแขวนไว้บนต้นไม้เพื่อไม่ให้สัตว์มากิน สำหรับผู้ที่ทำคลอดของชาวถิ่นนั้นจะเป็นหน้าที่ของผู้ชายสูงอายุ ซึ่งเป็นคนแก่ซึ่งเคยทำคลอดมาแล้วหลายครั้ง ส่วนผู้หญิงไม่ค่อยทำคลอดเพราะจะรังเกียจการจับตัวเด็กที่คลอดออกมา (รูปที่ 35 หน้า69) (หน้า 68,69,70,71) การอยู่ไฟ - จะห้ามพ่อเด็กไม่ให้มานอนในห้องในเวลากลางคืนเพราะเกรงว่าจะทับหรือเดินไปเหยียบเด็กที่เกิดใหม่เนื่องจากมองไม่เห็น(หน้า71) ชาวถิ่นจะให้ลูกหย่ามเมื่ออายุได้ 2-3ขวบ วิธีหย่านมจะใช้ลูกมะแขว่นทาที่หัวนาม เด็กจะเลิกกินนมเพราะรู้สึกขม(หน้า 71) การรักษา - ชาวถิ่นเชื่อว่าทุกคนมีขวัญและขวัญจะช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ เพราะถ้าขวัญอ่อน ผีทำให้ไม่สบาย ส่วนต้นเหตุที่ทำให้ขวัญอ่อนเช่นตกใจเมื่อเจองู ชาวถิ่นเรียกว่า สะดุ้ง เมื่อตกใจแสดงว่าขวัญตกที่บริเวณนั้น หมอจะไปเอาขวัญมาทำพิธีที่บ้านโดยจะนำดอกไม้ 2 ดอก ข้าวสุก 1 ปั้น เทียน 1 คู่ กล้วย 2 ลูก ไปร้องเอาขวัญและจะเก็บก้อนหินหรือสิ่งของที่อยู่ใกล้แถวนั้นมาที่บ้าน เมื่อถึงบ้านก็จะฆ่าไก่ดำ 2 ตัวทำพิธีสู่ขวัญผูกข้อมือและบอกผีเรือน ชาวถิ่นจะให้ความเคารพผีเรือนเพราะจะช่วยป้องกันอันตรายจากสิ่งชั่วร้าย กรณีถูกคุณไสยจะใช้คาถารักษาแต่ถ้าผีเรือนดีก็จะช่วยป้องกันคุณไสยได้เช่น กัน (หน้า 128,129,130,131,132,133)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกาย-ผู้ชายชาวถิ่นจะแต่งกายเหมือนคนพื้นราบ ส่วนผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุงและเสื้อเป็นแบบคนพื้นราบ ชายเผ่าถิ่นมีชุดประจำเผ่าของตนเองแต่ไม่นิยมแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าของตนเอง ผู้เขียนบอกว่าหากจะดูชุดประจำเผ่าของชาวถิ่นก็มีให้ไปชมที่พิพิธภัณฑ์ชาวเขา สถาบันวิจัยชาวเขา จ.เชียงใหม่ (หน้า 5,6) การสร้างบ้านเรือน-ชาวถิ่นจะสร้างยุ้งข้าวก่อนปลูกเรือนเก้า(บ้านที่ผีประจำหมู่บ้านสิงอยู่) และสร้างบ้านอยู่อาศัย เพราะเชื่อว่า ขวัญข้าวเป็นผีที่แรงอาจจะทำให้คนในบ้านไม่สบาย (หน้า 19) บ้านถิ่น(เจิง)-มี 3 แบบคือบ้านโบราณประจำเผ่า,บ้านโบราณประจำเผ่าผสมพื้นราบ, แบบบ้านคนพื้นราบ บ้านแบบโบราณประจำเผ่า ตัวบ้านบ้านจะยกพื้นสูง พื้นบ้านและฝาบ้านจะกั้นด้วยไม้ไผ่ พื้นบ้านจะทำด้วยไม้ซางซึ่งเป็นไม้ไผ่ที่มีขนาดใหญ่ มาทุบแล้วแบ่งออกเป็นแผ่นๆ หลังคา (ซินุ้ม)จะมุงด้วยจากหรือหญ้าคา(ติน) หลังคาจะลาดลงเกือบถึงพื้นดินในส่วนบริเวณใต้หลังคาจะเป็นตั้งครกกระเดื่องตำข้าวและเป็นที่เก็บฟืนรวมทั้งเครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้าน ตัวบ้านจะไม่มีหน้าต่าง มีประตู 2 บานบริเวณด้านหน้าของบ้านบ้านจะเป็นนอกชานและคลุมด้วยชายคาบ้านส่วนใต้ถุนบ้านจะเป็นคอกเลี้ยงสัตว์ (หน้า 20, 21) บ้านโบราณประจำเผ่าผสมพื้นราบ ตัวบ้านจะยกพื้นสูงหลังคาจะทำเป็นหน้าจั่ว ความยาวของจั่วจะเท่ากันทั้ง 2 ด้าน ไม่มีด้านหนึ่งที่ลาดลงมาเกือบถึงพื้นดิน หลังคามุงด้วยหญ้าคา พื้นและฝาบ้านทำด้วยไม้ฟากหรือไม่แปรรูป ตัวบ้านไม่มีหน้าต่าง หรือถ้ามีก็จะเจาะเพียงเป็นช่องขนาดเล็ก ส่วนใต้ถุนบ้านไม่ทำคอกเลี้ยงสัตว์ (รูปที่ 17 หน้า 22) บ้านแบบคนพื้นราบ ตัวบ้านจะยกพื้นสูงพื้นและฝาทำด้วยไม้แปรรูป ตัวบ้านจะเจาะช่องหน้าต่าง หลังคามุงด้วยสังกะสีหรือหญ้าคา (รูปที่ 18 หน้า 23) ทิศทางการตั้งบ้าน หน้าบ้านจะหันไปทางถนน แต่จะไม่สร้างตัวบ้านขนานถนนเพราะเชื่อว่าจะทำให้เดือดร้อนไม่สบาย บ้านทุกลังจะหันไปในทิศทางเดียวกันโดยจะไม่สร้างบ้านหันหน้าเขาหากัน โดยเฉพาะบ้านที่อยู่สูงกว่าบ้านอีกหลัง เพราะเชื่อว่าผีเรือนของบ้านอีกหลังจะทำให้เพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่อีกหลังไม่สบาย (หน้า 24) บันไดบ้าน- ส่วนมากคือจะหันไปทางทิศตะวันออกแต่ไม่บังคับว่าจะต้องหันไปทางทิศใด บ้านแบบโบราณประจำเผ่าบันไดจะอยู่ด้านหลังคาที่ลาดต่ำลงเกือบถึงพื้นดิน และเป็นด้านที่อยู่ทางดอยด้านสูง การปลูกบ้านทิศหัวนอนของคนในบ้านจะไม่หันหัวไปทางทิศตะวันออกเพราะเป็นทิศที่ร้อนเวลานอนจะร้อนหัวและไม่สบาย ชาวถิ่นเวลานอนชอบหันหัวไปทางทิศใต้และทิศเหนือ ชาวถิ่นจะชอบสร้างรั้วบ้าน ในบริเวณรั้วอาจจะมีบ้าน 2-3 หลังรวมอยู่ด้วยกัน(รูปที่ 20 หน้า 25) ยุ้งฉางข้าว(ร่านซา)-จะสร้างไว้ที่หน้าบ้านหรือบริเวณข้างบน เพราะเชื่อว่าถ้าสร้างไว้ทางหลังบ้านข้าวจะร้อนและขวัญข้าวจะรบกวนคนในบ้านทำให้สมาชิกในบ้านเดือดร้อนไม่สบาย ผีขวัญข้าวเป็นผีที่สำคัญดังนั้นชาวถิ่นจะสร้างยุ้งข้าวก่อนสร้างบ้าน(หน้า 27) คอกเลี้ยงสัตว์ เช่นคอกหมู คอกวัว คอกควาย บางแห่งจะเลี้ยงไว้ใต้ถุนบ้านโดยใช้เสาบ้านเป็นเสาคอก บางหมู่บ้านจะสร้างคอกหมูห่างจากตัวบ้านแต่จะไม่สร้างไว้สูงกว่าตัวบ้านเพราะกลัวสิ่งสกปรกจะเข้ามายังตัวบ้าน(หน้า 27) การสร้างบ้านและวัสดุในการสร้างบ้าน - เสาเอกหรือเสาหลักจะอยู่บริเวณหัวนอนของเจ้าของบ้านและเป็นที่สิงสถิตย์ของผีบ้าน(ปรองเจิง)หรือผีบรรพบุรุษที่เสาจะทำหิ้งไว้ในยามทำพิธี เสาเอกจะเลือกไม้ที่ตรงไม่งอหรือฟ้าผ่าหรือไม้ยืนแห้งตายเพราะเชื่อว่าเป็นไม้ไม่ดี เมื่อลงเสาเอกแล้วจึงจะลงเสาต้นอื่นๆ บ้านหลังหนึ่งจะมีเสาบ้าน 6 ต้น 8 ต้น หรือ 12 ต้น ขึ้นอยู่กับขนาดความกว้างของบ้าน เสาบ้านจะเป็นไม้ชนิดเดียวกันทั้งหมด เช่นถ้าเป็นไม้เต็งก็ต้องเป็นไม้เต็งทั้งหมดจะใช้ไม้ปนกันไม่ได้เพราะเชื่อว่าต้นไม้ทุกต้นมีผีสิงสถิตย์ จะไม่นำไม้ที่ล้มไปพาดกับต้นอื่นมาทำเสาเพราะเชื่อผีที่สิงสถิตย์อยู่ในต้นไม้นั้นยังมความอาลัยอาวรณ์กันอยู่หากนำมาทำบ้านก็จะทำให้คนในบ้านไม่สบาย(หน้า 29, 31) การปักเสาจะนำด้านปลายลงไม่ได้ต้องฝังทางโคนเพราะหากฝังเอาทางโคนขึ้นจะถือว่าผิดธรรมชาติจะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วยแต่ถ้าไปซื้อไม้ที่โรงเลื่อยมาไม่เป็นไรหากไม่ทราบว่าด้านใดเป็นปลายหรือด้านโคนแต่ถึงอย่างไรชาวถิ่นไม่ค่อยนิยมซื้อไม้จากโรงเลื่อย(หน้า 31) หลังคาบ้าน-การทำหญ้าคามุงหลังคาหรือไพหญ้าจะเป็นหน้าที่ของผู้หญิงจะไพหญ้าเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีกำหนดเวลาแต่ที่นิยมส่วนใหญ่จะทำหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเริ่มปลูกข้าวจะสร้างบ้านหรือซ่อมบ้านไม่ได้ต้องรอจนกว่าจะทำพิธีกินดอกแดง หลังจากขนข้าวเข้ายุ้งจึงจะซ่อมบ้านได้ การเปลี่ยนหลังคาจากมุงหญ้าคามาเป็นมุงสังกะสีหรือจากอีกชนิดหนึ่งมาเป็นมุงด้วยที่หลังคาอย่างอื่นต้องทำพิธีเซ่นผีเรือนก่อน(หน้า 32, 33) บ้านชาวถิ่นจะยกพื้นสูง 1.5-2 เมตร บันไดทางขึ้นอยู่ที่นอกชานซึ่งสร้างต่ำกว่าตัวบ้านด้านใน ที่ใส่น้ำดื่มจะอยู่ตรงข้างบันได้ ระเบียงชั้นล่างจะใช้รับแขกที่ไม่ค่อยคุ้นเคย ระเบียงอีกด้านหนึ่งจะใช้พื้นที่เก็บเมล็ดข้าวโพด, ข้าวและพืชผลการเกษตรแต่จะเก็บเอาไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในบ้านทำห้องนอน 1-2 ห้องแล้วก็เป็นห้องโถงทางด้านนอกส่วนห้องครัวก็จะกั้นต่อจากห้องโถงอนึ่งบ้านทุกแบบจะมีพื้นที่ภายในบ้านเหมือนกัน (หน้า 35) เตาไฟ-เป็นกะบะสี่เหลี่ยมภายในบรรจุด้วยทราย บนเตาจะมีเหล็ก 3 ขาหรือก้อนหิน 3 ก้อนวางไว้เพื่อประกอบอาหาร เหนือเตาไฟจะมีไม้ไผ่สานแขวนไว้เพื่อเป็นที่วางเครื่องครัวหรือวางเนื้อสัตว์หรือเป็นการถนอมอาหารด้วยวิธีรมควัน รอบๆ เตาไฟจะเป็นที่นั่งรับประทานอาหารของคนในครอบครัว(หน้า 35, 36) หิ้งผีครูและผีบรรพบุรุษ จะอยู่เสาเอกมีฝากกระติบข้าววางไว้เวลาทำพิธีเลี้ยงผีเรือนจะห้ามเด็กหรือผู้ใหญ่มาจับนอกจากนี้ยังห้ามนำของอื่นมาวางบนหิ้งผีครู ผีครูอาจจะไม่พอใจและทำให้คนในครอบครัวไม่สบาย(หน้า 37) เฉลวหรือตะเหลว-ทำด้วยไม้ไผ่นำมาสาน เจ้าของบ้านจะนำมาปักหรือห้อยไว้ที่หน้าบ้าน เฉลวเป็นเครื่องหมายห้ามคนภายนอกเข้ามาภายในบ้านเมื่อเช้าไปในหมู่บ้านแล้วเห็นเฉลวปักไว้หน้าบ้านต้องถามเจ้าของบ้านก่อนว่าอนุญาตให้ขึ้นไปบนบ้านหรือไม่ (หน้า 37) กับดัก-มีความยาวราวๆ 1 เมตร จะใช้ไม้ทั้งท่อนยกขึ้นเหนือซี่ไม้ไผ่ที่เหลาปลายจนแหลมแล้วนำมาฝังดินไว้ข้างล่าง เมื่อหนูเดินผ่านไม้ที่ยกไว้ข้างบนจะตกลงมาทับตัวหนูให้ติดกับหลาวไม้ไผ่ที่วางอยู่บนพื้น ดูรูป 42,43 (หน้า84,85) ข้อห้ามสำหรับทำไร่แบบโบราณมาทำไร่แบบขมุหรือคนพื้นราบผู้เปลี่ยนจะต้องทำพิธีเลี้ยงผีหมู่บ้านก่อน(หน้า 94) เสื่อหญ้าสามเหลี่ยม- ชาวถิ่นจะทอใช้ในบ้าน เสื่อทำจากหญ้าสามเหลี่ยมมาสานกับใบตองจริง หญ้าสามเหลี่ยมจะมีสีน้ำตาลส่วนใบตองจริงจะมีสีเหลืองอ่อนหรือสีขาว ทุกวันนี้หญ้าสามเหลี่ยมจะยาวไม่เท่ากันและมีไม่พอสานเสื่อเพราะชาวบ้านเผาไร่ (หน้า98,99)

Folklore

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

การต้อนรับ-ในหมู่บ้านบางแห่งคนถิ่นจะไม่ให้ความสนใจต่อคนแปลกหน้า โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล เนื่องจากชาวถิ่นมีความเชื่อว่าคนแปลกหน้าจะเป็นผู้นำสิ่งที่ไม่ดีมาให้ เพราะที่ผ่านมานั้นเคยมีกลุ่มพ่อค้าเข้าไปซื้อขายสินค้ากับชาวถิ่นที่อยู่ถิ่นทุรกันดาร และได้นำยารักษาโรคสมัยใหม่ไปรักษาแก่ชาวเขาตามหมู่บ้าน พ่อค้าบางคนก็เข้าไปหลอกลวงชาวบ้าน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวจึงทำให้ชาวเขาเผ่าถิ่นบางแห่งมีความรู้สึกด้านลบกับคนแปลกหน้า(หน้า41)หมู่บ้านชาวถิ่นส่วนใหญ่อยู่ในเขตปฏิบัติการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ จนทำให้ไม่ไว้วางใจคนแปลกหน้าผู้เขียนเล่าว่ายังมีชาวถิ่นบางส่วนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่ไม่เคยเดินทางไปตัวจังหวัดน่าน(หน้า41) เมื่อคนแปลกหน้ามาที่บ้านเจ้าของบ้านจะปูเสื่อให้นั่งที่นอกชาน แต่จะไม่ให้เลยมามาประตูบ้าน แล้วจะนำน้ำดื่มกับเมี่ยง(ใบชาป่า)หมากและบุหรี่ยกมาต้อนรับ ซึ่งในทัศนคติของคนถิ่นแล้วการเลี้ยงอาหารคนแปลกหน้านั้นถือว่าเป็นการทำบุญ แขกที่มาเยี่ยมบ้าน จะรับประทานหรือไม่ก็แล้วแต่อัธยาศัย ถ้าหากคนที่มาเยี่ยมความสนิทสนมกับเข้าของบ้านก็สามารถเข้าไปช่วยกันทำกับข้าวก็ได้ แต่ถ้าไม่มีความรู้จักมักคุ้นก็ไม่ควรเข้าไปช่วย อย่างไรก็ตามเจ้าของบ้านจะนำสุรามาต้อนรับคนที่รู้จักกันเท่านั้น แต่จะไม่นำสุรามาต้อนรับแก่คนแปลกหน้า เพราะไม่รู้จักนิสัยใจคอซึ่งกันและกัน (หน้า 42) แขกแปลกหน้าไม่ว่าจะเป็นคนถิ่นหรือคนเผ่าอื่นที่จะเข้าไปนอนค้างในบ้านชาวถิ่น เจ้าของบ้านจะไม่ให้นอนข้างในบ้านแต่จะให้นอกที่นอกชานบ้าน(หน้า 43) แขกที่มาเยี่ยมหากมีทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะต้องแยกผู้หญิงหรือผู้ชายไปนอนบ้านหลังอื่นถึงแม้จะเป็นสามีภรรยากัน หากชายหญิงที่มาเยี่ยมนั้นไม่ยอมแยกกันนอนก็จะให้ไปนอนที่ศาลาหรือนอกบ้าน เพราะชาวถิ่นเกรงว่าคนแปลกหน้าที่มาเยี่ยมจะได้เสียกันบนเรือนซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดผี หากเกิดการได้เสียกันจะต้องเสียไก่ 1 ตัว เหล้า 1 ขวด เทียนหนึ่งคู่ ดอกไม้ 2 ดอก ทำพิธีบอกผีเรือน(แองปรองเจิง)(หน้า 44) หากเดินผ่านทางผู้สูงอายุไม่ควรเดินไปข้างหน้า เพราะไปข้างหลังเขามองไม่เห็นและไม่รู้ว่ามีเจตนาเข้ามาทำร้ายหรือไม่ หากจะเดินไปข้างหน้าก็ควรขออนุญาตผู้สูงอายุก่อน แต่หากเดินไปทางคนที่มีอายุน้อยกว่าหรือคนหนุ่มๆ ก็ไม่เป็นไร(หน้า 46) การทำไรของชาวถิ่นจะมีการทำไร่แบบโบราณ(แซฮีด)และไร่แบบขมุหรือคนพื้นราบ(แซยวน) ข้อแตกต่างระหว่างการทำไร่ทั้งสองแบบก็คือไร่แบบโบราณจะมีข้อห้ามจำนวนมากจะเลี้ยงผี 9 ครั้งในหนึ่งปี โดยจะใช้ไก่เป็นเครื่องเซ่น การทำพิธีแต่ละครั้งจะแตกต่างกันแต่ที่เหมือนกันคืนหลังจากทำพิธีที่ไร่ก็จะกลับมาเลี้ยงผีเรือนที่บ้านอีกครั้ง (หน้า 55, 56)

Social Cultural and Identity Change

การเคลื่อนย้ายหมู่บ้านของชาวถิ่นจะขึ้นอยู่กับความอุดสมบูรณ์ของพื้นที่เพาะปลูก เพราะหากปลูกพืชในพื้นที่เดิมหลายครั้งจะทำให้ดินเสื่อมโทรมก็จะย้ายที่อยู่ การย้ายถิ่นของชาวถิ่นจะมาจากที่ผลผลิตตกต่ำหรือหากเกิดโรคระบาดเป็นระยะเวลาหลายปี แต่สาเหตุของการย้ายถิ่นเพราะเกิดโรคระบาดนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยหรือนนานครั้งถึงจะเกิด แต่การย้ายถิ่นที่สำคัญคือการหนีภัยคอมมิวนิสต์ในระหว่างปี พ.ศ.2521-2513 ชาวถิ่นในหลายหมู่บ้านต้องย้ายถิ่นลงสู่พื้นที่ราบ ซึ่งในนั้นพรรคมิวนิสต์ได้ปฏิบัติการในพื้นที่หมู่บ้านชาวถิ่น เช่นชาวบ้านปางมะโกได้ย้ายมาอยู่บ้านแพะกลาง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน(หน้า 9,39) อย่างไรก็ดี การย้ายถิ่นเพื่อหาที่อยู่ใหม่ทำให้ชาวถิ่นต้องมีปัญหาขัดแย้งกับคนพื้นราบหรือชาวเขาเผ่าอื่นที่เป็นเจ้าของที่ดินเดิมอยู่เป็นประจำ(หน้า 10)

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

รูปภาพ- รูปที่ 1 หมู่บ้านถิ่น บ้านห้วยดง ตำบลปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน(หน้า 6) รูปที่ 2-6 การเลือกที่ตั้งหมู่บ้าน(หน้า 11,12) รูปที่ 7 การเลือกทำเลสร้างหมู่บ้านกับการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ที่ (หน้า 13) รูปที่ 8-12 ศาลผีเจ้า (หน้า 15,16,17) รูปที่ 13 การเลือกที่สร้างบ้าน (หน้า 18) รูปที่ 14 การบนบนถามผีเจ้าที่เพื่อสร้างหมู่บ้าน (หน้า 20) รูปที่ 15-22 รูปบ้านแบบต่างๆ (หน้า 21,22,23,24,25,26) รูปที่ 26 เสาเอก รูปที่ 27 หิ้งผีเรือน(ปรองเจิง)(หน้า 30) รูปที่ 28 ส่วนที่นำมาทำเสา(หน้า 31) รูปที่ 31,32 การประกอบอาหารในพิธีเลี้ยงผีเจ้าที่(หน้า 53,54) รูปที่ 36 การแหกไร่(หน้า 76) รูปที่ 37,38,39 การฟันไร่(หน้า 78,79) รูปที่ 40 ที่พักชั่วคราวในไร่ (หน้า 81) รูปที่ 41 ไม้กระทุ้งปลูกข้าว(หน้า 82) รูปที่ 42,43,56 แล้วดักหนูไร่ข้าว(หน้า 84,95) รูปที่ 44 เครื่องหมายการเลี้ยงผีไร่(หน้า 85) รูปที่ 61,62,63,64,65 ศาสนาและความเชื่อหิ้งผีหมู่บ้าน(อยู่ที่เรือนแห้ว) (หน้า 107,109, 110, 111) รูปที่ 71,72,73,74,75,76 พิธีกรรม พิธีเลี้ยงผีไร่(หน้า 117,118,121) พิธีกรรมความเชื่อ (หน้า 130,131,132,133) ยุ้งข้าว (หน้า 28-29) การเก็บเกี่ยวข้าวไร่(หน้า 87,88,89,93) อุปกรณ์ทำงานในไร่ (หน้า 91,92,95) รูปที่ 57ภาชนะใส่น้ำ(หน้า96) กระบะปลูกพริกดูรูป(หน้า 97) รูปที่ 58,59 การหาของป่า (หน้า 99,100) รูปที่ 60 คอกควาย(หน้า 104) เตาไฟ-เตาไฟและชั้นวางของ(หน้า 36) รูปที่ 33 การถนอมอาหารเนื้อสัตว์โดยการรมควันเหนือเตาไฟ(หน้า 57) รูปที่ 34 การทำถั่วเน่า(หน้า 58) แผนที่-แสดงการตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าถิ่น(หน้า 7) ตาราง-แสดงจำนวนประชากรชาวเขาเผ่าถิ่นในจังหวัดน่าน(หน้า 7) แผนผัง-แผนผังบ้านชาวเขาเผ่าถิ่น(รูปที่ 29 หน้า 34) สัญลักษณ์-พิธีเลี้ยงผีไร่(หน้า 118,119) ภาคผนวก-การนับวัน,การแบ่งตระกูล(ภาคผนวกหน้า 1) ประวัติเฉลว แม่บ้าน,เครือญาติ(ผนวกหน้า 2,3) โครงสร้างบ้าน(ผนวกหน้า 4,5) ปฏิทินสังคม(ผนวกหน้า 6)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 03 ก.ย. 2555
TAG ลัวะ, ชาวเขา, ประเพณีพื้นบ้าน, ข้อห้าม, ความเชื่อ, น่าน, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง