ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มอญ,พิธีรำเจ้าพ่อ,ดนตรี,พระประแดง,สมุทรปราการ
Author ดวงรัตน์ ทรัพย์ประดิษฐ์
Title พิธีรำเจ้าพ่อของชาวมอญ : กรณีศึกษาดนตรีและพิธีรำเจ้าพ่อของชาวมอญ
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity - Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเอเชียติก(Austroasiatic)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 87 Year 2544
Source หลักสูตรปริญญาศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต วิชาเอกมานุษยดุริยางควิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
Abstract

งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า "ผีเจ้าพ่อ" เป็นผีอีกประเภทหนึ่งที่มอญเคารพนับถือเปรียบได้กับเทวดาของมอญ ชาวบ้านแต่ละกลุ่มแต่ละหมู่บ้านจะมีเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่เป็นที่พึ่งทางใจต่างกันไป ดังนั้นเมื่อถึงเวลาอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณบรรพบุรุษและเทวดา จึงมีพิธีรำเจ้าพ่อเจ้าแม่ทุกปี โดยพิธีรำเจ้าพ่อนิยมปฏิบัติหลังเทศกาลสงกรานต์ก่อนวันแรม 15 ค่ำ เดือน 5 แต่ละหมู่บ้านจะจัดเครื่องบูชามีอาหารประเภทข้าวหลาม ข้าวเหนียว มีดอกไม้พวงมาลัยถวาย การแต่งกายในพิธีรำเจ้าพ่อจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของเจ้าพ่อนั้นๆ ชาวบ้านจะเชิญผู้ที่เป็นสื่อทางวิญญาณหรือ "ร่างทรง" แต่ละหมู่บ้านจะเชิญเจ้าพ่อเจ้าแม่ของหมู่บ้านตัวเองมารวมกัน พิธีกรรมจะเริ่มขึ้นโดยการรำถวายเจ้าพ่อหลักเมืองเพราะเป็นเทพเจ้าสูงสุดของมอญพระประแดง กระบวนการพิธีรำเจ้าพ่อจะประกอบไปด้วย (1) ผู้รำ ส่วนมากมักเป็นผู้หญิงอาวุโสวัยชรา เป็นบุคคลที่มีมนุษยสัมพันธ์เป็นที่นิยมชมชอบของคนในหมู่บ้าน (2) ผู้ร่วมพิธีกรรม เป็นบุคคลในชุมชนผู้อาวุโส ญาติพี่น้องคนในครอบครัว เป็นการรวมกลุ่มของญาติพี่น้องผ่านการทำพิธีกรรม (3) สถานที่ประกอบพิธีกรรม มักใช้สถานที่ที่ผู้คนในชุมชนเชื่อถือ เช่น ศาลเจ้าพ่อประจำหมู่บ้าน (4) นักดนตรี ส่วนมากมักเป็นผู้ชายและสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เครื่องดนตรีประกอบพิธีรำเจ้าพ่อประกอบด้วยฆ้องมอญปี่มอญ ระนาดเอก ตะโพนมอญ เปิงมาง 1 ลูกและฉิ่ง ปัจจุบันจะใช้เครื่องปี่พาทย์มอญเครื่องห้าหรือวงปี่พาทย์มอญเครื่องคู่บรรเลง บางครั้งอาจใช้เครื่องปี่พาทย์ไทยเครื่องห้า โดยทำนองเพลงจะเป็นเพลงนุ่มนวลบรรเลงช้า แสดงถึงความสง่างามของเจ้าพ่อที่เข้ามาในพิธี รูปแบบเพลง มักบรรเลงกลับไปกลับมา เพลงที่ใช้เป็นเพลงในการประโคมศพ กระสวนจังหวะ เป็นจังหวะซ้ำๆ มีรูปแบบจังหวะและสำนวนเพลงในแต่ละเพลงไม่มากนัก ลักษณะเพลงบรรเลงซ้ำรูปแบบเดิมและบรรเลงฆ้องวงแบบมือมอญ การบรรเลงเพลง ต้องสัมพันธ์กับท่ารำ โดยดูสัญญาณจากการเปลี่ยนสิ่งของในการรำถวาย

Focus

ศึกษาวัฒนธรรมและประวัติที่มา วิเคราะห์เพลงที่ใช้ประกอบของพิธีรำเจ้าพ่อของมอญพระประแดง และรวบรวมบันทึกโน้ตเพลงที่ใช้ในพิธีรำเจ้าพ่อ (หน้า 8)

Theoretical Issues

ไม่ปรากฏ

Ethnic Group in the Focus

ศึกษามอญในพื้นที่ปากลัด อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ (หน้า 8)

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาของมอญจัดอยู่ในตระกูลย่อยมอญ-เขมร และอยู่ในตระกูล "ออสโตรเอเชียติค" (หน้า 6) ระบบเสียงในภาษามอญมีหน่วยเสียงที่สำคัญ 2 ชนิดคือ หน่วยเสียงสระและหน่วยเสียงพยัญชนะ ระบบคำ หน่วยคำ แบ่งหน่วยคำ แบ่งเป็นหน่วยสระกับหน่วยคำผูกพันกัน ลักษณะคำในภาษามอญมักเป็นคำพยางค์เดียวและ 2 พยางค์ มีรูปประโยค 3 ชนิด คือ ประโยคสามัญ ประโยคประสม ประโยคซับซ้อน (หน้า 12) จารึกภาษามอญแบ่งออกเป็นยุคสมัยต่างๆ ได้ 3 ยุคคือ ยุคโบราณ สมัยพุทธศตวรรษที่ 11-13 เป็นอักษรดั้งเดิมของอินเดียใต้ โดยจารึกวัดโพธิ์ร้าง พ.ศ.1143 เป็นภาษามอญเก่าแก่ที่ค้นพบได้ในประเทศไทย โดยเป็นจารึกที่เขียนด้วยอักษร "ปัลลวะ" ที่ยังไม่ได้ดัดแปลงเป็นภาษามอญ ยุคกลาง จารึกในสมัยนี้เป็นทั้งภาษามอญและอักษรมอญ พบในจารึกของพม่าทางภาคเหนือ ข้อความส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางพุทธศาสนา ยุคปัจจุบัน ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 21 จนถึงปัจจุบันเป็นจารึกบนใบลาน ตัวอักษรเป็นลักษณะกลมมีคำประพันธ์และกลอนต่างๆ (หน้า 34-38)

Study Period (Data Collection)

ไม่ปรากฏ

History of the Group and Community

มอญถูกจัดว่ามีเชื้อชาติมองโกลอยด์ (Mongoloid) และภาษาถูกจัดอยู่ในตระกูลมอญ-เขมร หรือตระกูลออสโตรเอเชียติค มีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางตะวันตกของจีน และอพยพจากจีนลงมาทางใต้และตั้งอาณาจักรทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำอิระวดี เป็นอาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองสูงสุดในดินแดนสุวรรณภูมิ หลังจากนั้นจึงอพยพมาตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยด้วยสาเหตุต่างๆ กัน เช่น เป็นเชลยสงคราม หนีจากกองทัพพม่า เข้ามาในฐานะผู้ลี้ภัยเมื่อถูกพม่ายึดเมืองได้ มอญที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยกระจายและกระจุกตัวตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ชุมชนมอญ ธนบุรี ปากลัด จ.สมุทรปราการ สามโคก จ.ปทุมธานี บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร บ้านบางขันหมาก จ.ลพบุรี บางกระดี่ กรุงเทพฯ เป็นต้น (หน้า 1-4, 20-26, 85) ประวัติเมืองพระประแดง เมื่อ 1,000 ปีที่ผ่านมา "เมืองพระประแดง" ตั้งอยู่ปากน้ำเจ้าพระยา เป็นเมืองของขอมที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลที่สำคัญ กระทั่งขอมหมดอำนาจในดินแดนแถบนี้ จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 โปรดเกล้าฯให้ตั้งเมืองป้อมปราการด่านชั้นใน 4 หัวเมือง โดยมีเมืองพระประแดงเป็นป้อมปราการทางทิศใต้ เมืองพระประแดงเปลี่ยนแปลงที่ตั้งตัวเมืองหลายครั้ง จนคราวเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2310 กษัตริย์สมัยนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อกำแพงเมืองพระประแดงเดิมที่ราษฎรบูรณะไปสร้างกำแพงพระราชวังที่กรุงธนบุรี เมืองพระประแดงจึงร้างและสิ้นซากนับแต่นั้นมา ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ดำริหาพื้นที่ทางใต้สร้างเป็นเมืองหน้าด่านป้องกันข้าศึกทางทะเลที่จะเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยาจึงสำรวจพื้นที่ปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้างเมืองใหม่ขึ้น แต่ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน รัชกาลที่ 2 จึงดำเนินการต่อจนสร้างเมืองที่ปากลัดสำเร็จ แล้วทรงพระราชทานนามว่า "เมืองนครเขื่อนขันธ์" เมื่อปี พ.ศ. 2358 และโปรดเกล้าฯให้มอญที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนั้น จนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ดำริว่านามของเมืองพระประแดงมีมาแต่โบราณไม่ควรปล่อยให้สูญสลายไป และเมืองนครเขื่อนขันธ์อยู่ใกล้เคียงกับเมืองพระประแดงเดิม รัชกาลที่ 6 จึงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองนครเขื่อนขันธ์เป็นจังหวัดพระประแดงเมื่อปี พ.ศ.2458 (มี 3 อำเภอคือ อ.พระประแดง อ.ราษฎร์บูรณะ อ.พระโขนง) จนเกิดเศรษฐกิจตกต่ำในสมัยรัชกาลที่ 7 พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ยุบจ.พระประแดงลงเป็น อ.พระประแดง ขึ้นกับจ.สมุทรปราการในปี พ.ศ. 2474 จนปี พ.ศ. 2485 จ.สมุทรปราการถูกยุบไปอยู่กับจ.พระนคร อ.พระประแดงจึงถูกยุบไปขึ้นกับจ.พระนครด้วย กระทั่งปี พ.ศ.2489 จ.สมุทรปราการมีฐานะเป็นจังหวัดอีกครั้ง พระประแดงจึงกลับมาขึ้นต่อจ.สมุทรปราการอีกครั้งจนถึงปัจจุบันนี้ (หน้า 27-31)

Settlement Pattern

มอญในอ.พระประแดงมี 16 หมู่บ้าน ใช้ชื่อหมู่บ้านเช่นเดียวกับเมื่อครั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศพม่า ปัจจุบันทั้ง 16 หมู่บ้านขึ้นกับ 4 ตำบลคือ (1) ตำบลตลาด หมู่บ้านแซ่ หมู่บ้านทะมัง หมู่บ้านเต้อและหมู่บ้านดัง (2) ตำบลทรงคะนอง หมู่บ้านทรงคะนอง หมู่บ้านตองอุ๊ หมู่บ้านโรงเรือและหมู่บ้านอะม่วง (3)ตำบลบางพึ่ง หมู่บ้านฮะเริ่น หมู่บ้านตา หมู่บ้านเวหะราว หมู่บ้านสะพานช้างและหมู่บ้านเชียงใหม่ (4) ตำบลบางหญ้าแพรก มี 1 หมู่บ้านคือหมู่บ้านเดิงฮะโมก ระยะแรกที่มอญย้ายมาอยู่ที่พระประแดงจะตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แม่น้ำ ตั้งแต่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลองลัดหลวงและปากคลองลัดโพธิ์ ลักษณะของบ้านเป็นทรงเตี้ยมีเพิงยื่นไปทางหน้าบ้าน ฝาบ้านทำด้วยไม้ไผ่เรียกว่า "ฝาขัดแตะ" หลังคามุงจาก เมื่อฐานะดีขึ้นจึงเปลี่ยนเป็นทรงไทยใต้ถุนสูง จนปัจจุบันบ้านเรือนเป็นลักษณะอาคาร ตึกสมัยใหม่มากขึ้น (หน้า 31-32)

Demography

จากหลักฐานการสำรวจของพม่าเมื่อปี 1931 พบว่ามีคนเชื้อสายมอญอยู่ 337,000 คน จากจำนวนชาวพม่าทั้งหมด 13,169,009 คน (หน้า 2) อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ มีประชากรทั้งสิ้น 205,564 คน (หน้า 27)

Economy

ในอดีตอาชีพหลักของมอญพระประแดงคือการทำนาเหมือนเมื่อครั้งที่อยู่พม่าตอนใต้ โดยมอญหาที่ทำนาแถวอ.บางพลี อ.มีนบุรี โดยไปปลูกเพิงพักจนเสร็จฤดูทำนาจึงกลับมาพักผ่อนที่พระประแดง ช่วงพักจากการทำนา มอญพระประแดงจะมีอาชีพเสริมคือสานเสื่อกกเพื่อใช้เองหรือจำหน่าย (หน้า 32-33, 85)

Social Organization

ไม่ปรากฏ

Political Organization

ไม่ปรากฏ

Belief System

ความเชื่อของมอญที่เป็นเอกลักษณ์มาทุกยุคทุกสมัยคือ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและเชื่อถือผีและโชคลาง บูชาพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาสูงสุด มอญพระประแดงเคร่งครัดในพุทธศาสนามากเมื่อถึงเทศกาลสำคัญๆจะไปทำบุญที่วัดอย่างพร้อมเพรียง มอญเชื่อว่าการทำบุญให้วัดจะส่งวิญญาณไปสู่สวรรค์ โดยประเพณีที่สำคัญของมอญมีดังนี้ ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต (1) ประเพณีการเกิด เมื่อภรรยาตั้งท้องได้ 2-3 เดือน สามีต้องตัดฟืน 9 ท่อน ตั้งเป็นกระโจมตากแดดไว้เพื่อให้รู้ว่าบ้านนี้จะคลอดลูกในไม่ช้า จนถึงวันที่เด็กเกิดจึงล้มกระโจมเพื่อเป็นเชื้อไฟ ต้องวางก้อนข้าวสุกเพื่อเซ่นสรวงผีสาง เทวดา ให้ปกปักรักษา เมื่อเด็กคลอดออกมาแล้วต้องนำไปนอนในกระด้ง หากเป็นเด็กชายให้วางสมุดดินสอลงไปเพื่อให้เก่งในการศึกษา หากเป็นเด็กหญิงให้วางเข็มด้ายเพื่อให้เก่งงานบ้านงานเรือน (2) ประเพณีการบวช ผู้ที่จะบวชต้องไปขอขมาญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือก่อนบวช 1 วัน ผู้บวชยังไม่ปลงผมจนถึงพระอุโบสถในวันที่บวชจึงปลงผม เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นนาค ญาติพี่น้องจูงเข้าพระอุโบสถเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป (3) ประเพณีการแต่งงาน เหมือนกับธรรมเนียมของไทย วันแต่งงานจะมีขบวนขันหมากไปที่บ้านเจ้าสาว มีการเลี้ยงอาหาร เมื่อเสร็จแล้วเจ้าบ่าวต้องลากลับ พอตกกลางคืนจะมีขบวนนำเจ้าบ่าวมาส่งที่บ้านเจ้าสาวอีกครั้ง รุ่งเช้าก่อนตะวันขึ้นเจ้าบ่าวต้องกลับไปบ้านของตนเอง ปฏิบัติเช่นนี้จนครบ 7 วัน ฝ่ายเจ้าสาวจึงนำขบวนมาไหว้พ่อแม่และญาติพี่น้องฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นอันเสร็จพิธี (4) ประเพณีการตาย จะประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาโดยนิมนต์พระ 4 รูปมาสวดพระอภิธรรมที่บ้าน เชิญผู้มีความรู้มาอ่านหนังสือจำพวกพุทธประวัติ นิทานชาดกเพื่ออยู่เป็นเพื่อนศพ แล้วจึงเผาศพและเก็บกระดูก แต่หากเป็นศพที่ตายโหงจะไม่มีพิธีสวดพระอภิธรรม แต่จะนำไปฝังที่ป่าช้าหรือโกดังเก็บศพ ห้ามเก็บไว้ค้างคืน หลังจากนั้น 3 ปีจึงขุดกระดูกขึ้นมาเผา แต่หากตายด้วยโรคติดต่อจะไม่ขุดขึ้นมาเผาอีกเลย เพราะเกรงจะเกิดโรคติดต่อขึ้นในชุมชน ประเพณีในรอบปี มีดังนี้ (1) ประเพณีเดือน 1 ทำบุญข้าวเม่าก่อนเกี่ยวข้าว ทำในวันพุธเท่านั้น (2)ประเพณีเดือน 2 เกี่ยวข้าว นวดข้าว เอาข้าวขึ้นยุ้ง ทำในวันพฤหัสบดีเท่านั้น (3) ประเพณีเดือน 3 เผาข้าวหลาม ทำบุญช่วงว่าง ผู้ชายจักสาน ผู้หญิงทอผ้าหรือจัดผ้าป่ากัน (4) ประเพณีเดือน 5 ทำบุญวันสงกรานต์ ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (5) ประเพณีเดือน 6 เริ่มไหว้ผีนาเพื่อไถนา (6) ประเพณีเดือน 9 ทำบุญให้ญาติที่ล่วงลับ (7) ประเพณีเดือน 10 ทำบุญปล่อยผีปล่อยเปรต (8) ประเพณีเดือน 11 ทำบุญออกพรรษา (9) ประเพณีเดือน 12 เซ่นไหว้แม่โพสพเพื่อความเป็นสิริมงคล ประเพณีของชุมชน มีดังนี้ (1) ประเพณีสงกรานต์ (ว่านอะต๊ะ) สงกรานต์พระประแดงเริ่มวันที่ 13-15 เมษายน ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่เช่นเดียวกับไทย จะมีการทำขนมประเพณีเรียกว่า "กวันฮะกอน" แปลว่าขนมกวน คนไทยเรียกขนมนี้ว่า "กาละแม" โดยขนมนี้จะทำแจกจ่ายระหว่างเทศกาล ในช่วงวันสงกรานต์มอญจะทำบุญที่วัดทั้ง 3 วัน มีการปล่อยนกปล่อยปลา รดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ กลางคืนจะมีการเล่นสะบ้ากัน (2) ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง (หล่องฮะเปรียงด๊าดซาย) นำน้ำผึ้งถวายพระทำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 (3) ประเพณีเติมน้ำมันเรือสำเภา ปฏิบัติกันมาช้านานเพราะเห็นว่าเรือสำเภาสำคัญกับพุทธศาสนา เพราะสมัยก่อนพระสงฆ์ใช้เรือสำเภาเพื่อเผยแพร่พุทธศาสนา (หน้า 5-6, 38-57, 85-86) สังคมของมอญสมัยก่อนผู้ชายมีสิทธิเหนือผู้หญิงในทุกๆ ด้านตามทัศนคติที่ผู้ชายสามารถบวชเรียนได้ พ่อแม่จึงรักลูกชายมากกว่าลูกผู้หญิง ผู้หญิงไม่มีสิทธิเรียนหนังสือและแสดงความเห็น ต้องรับประทานอาหารหลังผู้ชาย ผู้หญิงไม่มีสิทธิร่วมพิธีกรรมในโบสถ์ พ่อจะไม่ใกล้ชิดกับลูกผู้หญิงพี่ชายก็ไม่ใกล้ชิดกับน้องสาว เพราะผู้ชายถือเป็นหลักของครอบครัวต้องวางตัวให้เหมาะสม (หน้า 32) ความเป็นมาของพิธีรำเจ้าพ่อ "ผีเจ้าพ่อ" เป็นผีอีกประเภทหนึ่งที่มอญเคารพนับถือเปรียบได้กับเทวดาของมอญ ในอดีตเมื่อครั้งที่มอญอพยพมาจากพม่าแต่ละคนจะมีสิ่งสักการะของตนเองติดตัวมาด้วย ชาวบ้านแต่ละกลุ่มแต่ละหมู่บ้านจะมีเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่เป็นที่พึ่งทางใจต่างกันไป ดังนั้นเมื่อถึงเวลาอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณบรรพบุรุษและเทวดา จึงมีพิธีรำเจ้าพ่อเจ้าแม่ทุกปี โดยพิธีรำเจ้าพ่อนิยมปฏิบัติหลังเทศกาลสงกรานต์ก่อนวันแรม 15 ค่ำ เดือน 5 แต่ละหมู่บ้าจะจัดเครื่องบูชามีอาหารประเภทข้าวหลาม ข้าวเหนียว มีดอกไม้พวงมาลัยถวาย เมื่อเสร็จพิธีชาวบ้านจะนำอาหารเหล่านั้นมาแบ่งกันกิน การแต่งกายในพิธีรำเจ้าพ่อ จะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของเจ้าพ่อนั้นๆ คือ (1) เจ้าพ่อหลักเมืองนครเขื่อนขันธ์ (พระประแดง) นุ่งผ้าลอยชายสีแดง พาดผ้าคลุมไหล่ ผ้าคาดเอวสีเหลืองหรือสีส้ม (2) พระเสื้อเมือง ผ้าลอยชายสีเหลือง พาดผ้าคลุมไหล่เดียวสีเหลือง ผ้าคาดเอวสีเหลือง (3) เจ้าพ่อตะละเจิญงิ่ม (เจ้าพ่อช้างพัน) ผ้าลอยชายสีขมิ้นหรือสีส้ม พาดผ้าคลุมไหล่ทั้ง 2 สีเขียวหรือส้ม ผ้าคาดเอวสีชมพู (4) อะปาโน๊กอะม่อน (เจ้าพ่อลัดโพธิ์) ผ้าลอยชายสีแดง พาดผ้าคลุมไหล่ทั้ง 2 สีแดงหรือชมพู ผ้าคาดเอวสีเหลือง (5) อะปาโน๊กอะจุ๊ปอง (เจ้าพ่อหมู่บ้านตา) ผ้าลอยชายสีขมิ้นหรือสีแดง พาดผ้าคลุมไหล่ทั้ง 2 สีแดงหรือชมพู ผ้าคาดเอวสีเหลือง (6) อะปาโน๊กเมินปร้าย (เจ้าพ่อหนุ่ม) ผ้าลอยชายสีแดงหรือสีส้ม พาดผ้าคลุมไหล่ทั้ง 2 สีชมพู ผ้าคาดเอวสีแดงลายดอก (7) โกนวุดอาปาโน๊ก (ลูกสาวเจ้าพ่อหลักเมือง) ผ้าพื้นสีฟ้าลายทาง พาดผ้าคลุมไหล่ทั้ง 2 ชายทิ้งด้านหน้าสีแดง ผ้าคาดเอวสีแดงลายดอก (8) อะปาโน๊กตู้ (เจ้าพ่อปู่ประจำตระกูลโลจายะ) ผ้าลายทางน้ำไหลสีแดง พาดผ้าคลุมไหล่ทั้ง 2 สีเขียว (9) อะปาโน๊กเมินปร้าย ผ้าลอยชายสีเขียว พาดผ้าคลุมไหล่ทั้ง 2 สีส้ม รูปแบบในพิธีรำเจ้าพ่อ ชาวบ้านจะเชิญผู้ที่เป็นสื่อทางวิญญาณหรือ "ร่างทรง" แต่ละหมู่บ้านจะเชิญเจ้าพ่อเจ้าแม่ของหมู่บ้านตัวเองมารวมกัน พิธีกรรมจะเริ่มขึ้นโดยการรำถวายเจ้าพ่อหลักเมืองเพราะเป็นเทพเจ้าสูงสุดของมอญพระประแดง โดยจะมีเครื่องเซ่นสังเวยเป็นสิ่งของถวายเป็นเครื่องบรรณาการ กระบวนการพิธีรำเจ้าพ่อ (1) ผู้รำ ส่วนมากมักเป็นผู้หญิงอาวุโสวัยชรา เป็นบุคคลที่มีมนุษยสัมพันธ์เป็นที่นิยมชมชอบของคนในหมู่บ้าน การสืบทอดการรำเจ้าในพระประแดงจะทำกันตามลำดับครอบครัว (2) ผู้ร่วมพิธีกรรม เป็นบุคคลในชุมชนผู้อาวุโส ญาติพี่น้องคนในครอบครัว เป็นการรวมกลุ่มของญาติพี่น้องผ่านการทำพิธีกรรม (3) สถานที่ประกอบพิธีกรรม มักใช้สถานที่ที่ผู้คนในชุมชนเชื่อถือ เช่น ศาลเจ้าพ่อประจำหมู่บ้าน มักเป็นลานกว้างๆ เพื่อให้คนในชุมชนได้เข้าร่วมอย่างทั่วถึง (4) นักดนตรี ส่วนมากมักเป็นผู้ชายและสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ นักดนตรีส่วนใหญ่จะเป็นมอญพระประแดง ในพระประแดงมี 3 วง คือ วงวิเชียรศิลป์ วงชะลอศิลป์ วงวังพญา เครื่องดนตรีประกอบพิธีรำเจ้าพ่อ ประกอบด้วยฆ้องมอญปี่มอญ ระนาดเอก ตะโพนมอญ เปิงมาง 1 ลูกและฉิ่ง ปัจจุบันจะใช้เครื่องปี่พาทย์มอญเครื่องห้าหรือวงปี่พาทย์มอญเครื่องคู่บรรเลง บางครั้งอาจใช้เครื่องปี่พาทย์ไทยเครื่องห้า การศึกษาข้อมูลทางดนตรี (1) ทำนองเพลง เป็นเพลงนุ่มนวลบรรเลงช้า แสดงถึงความสง่างามของเจ้าพ่อที่เข้ามาในพิธี (2) รูปแบบเพลง มักบรรเลงกลับไปกลับมา เพลงที่ใช้เป็นเพลงในการประโคมศพ ต่างเพียงสถานที่ เวลาและสถานะ (3) กระสวนจังหวะ เป็นจังหวะซ้ำๆ มีรูปแบบจังหวะและสำนวนเพลงในแต่ละเพลงไม่มากนัก ลักษณะเพลงบรรเลงซ้ำรูปแบบเดิมและบรรเลงฆ้องวงแบบมือมอญ (4) การบรรเลงเพลง ต้องสัมพันธ์กับท่ารำ โดยดูสัญญาณจากการเปลี่ยนสิ่งของในการรำถวาย เมื่อผู้รำเปลี่ยนอุปกรณ์ในการรำเป็นดาบและเหล้า จะเปลี่ยนเป็นเพลงอินแสร้ง เมื่อเปลี่ยนถาด เพลงก็จะเปลี่ยนเพียงเพลงที่ 1 ส่วนเพลงที่ 2 และ 3 จะเหมือนเดิม (หน้า 57-84, 86)

Education and Socialization

ไม่ปรากฏ

Health and Medicine

ไม่ปรากฏ

Art and Crafts (including Clothing Costume)

พิธีกรรมต่างๆ ของมอญมักใช้เครื่องดนตรีปี่พาทย์มอญประกอบในงานต่างๆ บางแห่งใช้วงเครื่องสายมอญ (หน้า 6)

Folklore

ไม่ปรากฏ

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

พม่าเรียกมอญมาหลายศตวรรษว่า "ตะเลง" (Talaing หรือ Taleng) โดยมอญไม่ชอบให้ใครเรียกว่า "ตะเลง" ขณะนี้ใช้คำว่า "มุน" (Mon) เรียกมอญ ปัจจุบันเรียกว่า "รามัญ" (Raman) (หน้า 2)

Social Cultural and Identity Change

สภาพสังคมมอญเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันมอญที่ทำนาแทบจะหาไม่ได้แล้ว คนรุ่นใหม่ของมอญมีการศึกษาสูงขึ้น หลังจากจบการศึกษาส่วนใหญ่รับราชการ รัฐวิสาหกิจและทำงานรับจ้าง (หน้า 33) ภาษามอญใช้กันในหมู่คนเฒ่าคนแก่เท่านั้น ส่วนเด็กรุ่นใหม่ที่ได้เข้าเรียนในระบบการศึกษาปัจจุบันไม่สามารถใช้ภาษามอญได้ (หน้า 38, 85)

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

Text Analyst สิทธิพร จรดล Date of Report 18 พ.ค. 2559
TAG มอญ, พิธีรำเจ้าพ่อ, ดนตรี, พระประแดง, สมุทรปราการ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง