ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู,มุสลิม สภาพปัญหา การศึกษา อิสลามวิทยาลัย ประเทศไทย
Author ดวงเนตร ดิษฐลักษณ์
Title สภาพและปัญหาทางการศึกษาของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเนเชี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 139 Year 2534
Source หลักสูตรปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาสารัตถศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

งานนี้ได้แสดงให้เห็นว่าในทัศนะของผู้บริหารวิทยาลัยฯ นโยบายของรัฐในการจัดตั้งอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยยังไม่ชัดเจนในระดับรัฐ กระทรวง กรม ทำให้เป็นปัญหาในการจัดการศึกษาและบริหารโรงเรียน วิชาศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายไม่ต่อเนื่องกัน ทำให้ไม่สามารถวัดระดับความรู้ของนักเรียนได้ นอกจากนี้ยังขาดแคลนงบประมาณที่ใช้ดำเนินการ ผู้ปกครองของนักเรียนที่มีฐานะยากจนไม่สามารถช่วยเหลือโรงเรียนในด้านต่างๆ ได้ เอกชนและองค์กรต่างๆ ไม่ให้ความช่วยเหลือโรงเรียนเท่าที่ควร โรงเรียนไม่สามารถคัดเลือกนักเรียนที่เข้าเรียนใหม่ตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ และยังขาดห้องประชุมขนาดมาตรฐานสำหรับการประชุมและอบรมและให้บริการแก่ชุมชน สำหรับแนวทางแก้ปัญหา ผู้วิจัยระบุว่า ต้องอบรมเทคนิควิธีการสอนด้านวิชาศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับแก่ครูผู้สอน ปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาวิชาศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ ส่วนการขาดแคลนงบประมาณ กรมสามัญศึกษาควรจัดสรรเงินพิเศษให้อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย บรรจุบุคลากรที่เกี่ยวกับงานหอพักนักเรียนประจำโดยตรง และเพิ่มการประชาสัมพันธ์ไปให้สังคมภายนอกได้รู้จักมากขึ้น ส่วนความต้องการการศึกษา ผู้บริหารต้องการงบประมาณมาดำเนินการในโรงเรียนมาก ส่วนผู้ปกครองและนักเรียนต้องการให้โรงเรียนเปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น และต้องการให้มีการเรียนการสอนวิชาศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับควบคู่กับวิชาสามัญ (ดูหน้าบทคัดย่อ)

Focus

ศึกษาสภาพและปัญหาทางการศึกษา แนวทางการแก้ไขปัญหาของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย รวมถึงศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหาร ครู อาจารย์ ผู้ปกครองและนักเรียนเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาทางการศึกษา และความต้องการทางการศึกษาของนักเรียนและผู้ปกครอง (ดูบทคัดย่อ, หน้า 8, หน้า 39)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ 1) ผู้บริหารของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย จำนวน 5 คน 2) ครู อาจารย์ของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยจำนวน 63 คน 3) นักเรียนของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 ในปีการศึกษา 2531 โดยสุ่มตัวอย่าง 25% จำนวน 250 คน 4) ผู้ปกครองนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 250 คน (หน้า 11, หน้า 39-40)

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

ผู้วิจัยระบุว่าได้เก็บข้อมูลเหล่านี้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2532-28 มกราคม 2532 (หน้า 12)

History of the Group and Community

ประวัติอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยเปิดการเรียนการสอนปี พ.ศ.2493 ภายหลังการประกาศพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ. 2488 โดยตอนแรกเปิดรับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีกำหนดเวลาเรียน 5 ปี แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนต้นเรียน 2 ปี ตอนปลายเรียน 3 ปี วิชาที่เปิดสอนมีวิชาศาสนาอิสลาม ภาษาอาหรับ ภาษาต่างประเทศ และความรู้ทั่วไป โดยที่ความยากง่ายเทียบเท่าหลักสูตรอนุปริญญา นักเรียนทั้งหมดอยู่หอพักโดยไม่เสียค่าเรียนและค่าอาหาร โดยรัฐเป็นผู้ออกให้จนจบการศึกษา พ.ศ.2494 อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยย้ายสังกัดจากกรมศาสนามาเป็นกรมสามัญศึกษา เพราะการศึกษาหลักสูตรเดิม เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติได้ จึงทำให้มีผู้สมัครเรียนน้อย จึงใช้หลักสูตรเตรียมอุดมศึกษา แผนกอักษรศาสตร์แทน โดยยังสอนศาสนาอิสลาม ภาษาอาหรับและมลายูอยู่ จนกระทั่ง พ.ศ.2489 จึงเปิดการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาแทนจนถึงปัจจุบัน อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยเป็นสถานศึกษากรมสามัญศึกษาแห่งเดียวที่ไม่มีคำว่า "โรงเรียน" นำหน้า เนื่องจากเป็นโรงเรียนแห่งเดียวที่ตั้งโดยพระราชกฤษฎีกา อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยมีนักเรียนไทยพุทธร่วมศึกษาด้วยประมาณ 20 % จำนวนครูไทยพุทธต่อจำนวนครูไทยมุสลิมในอัตราส่วน 55 : 45 (หน้า 5-7, หน้า 123-125) ประวัติศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ทางภาคใต้ของไทย สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยชาวอาหรับและอินเดียมุสลิม โดยเข้ามาในลักษณะการติดต่อค้าขาย ต่อจากนั้นจึงเข้ามาทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยชาวจีนอพยพ จนปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วประเทศไทย สมัยต้นรัตนโกสินทร์มีไทยมุสลิมถูกจับเป็นเชลยของกองทัพไทยอพยพมาจากมลายู เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานก็กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เช่น สี่แยกบ้านแขก พระโขนง หนองจอก ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา นครนายก นนทบุรี มุสลิมบางคนเป็นชาวจีนอพยพมาจากมณฑลยูนนาน มาตั้งรกรากบริเวณจังหวัดทางภาคเหนือของไทย และบางส่วนก็มาด้วยเหตุผลทางการค้า เช่น พวกอินโดนีเซีย มาตั้งถิ่นฐานแถบมักกะสัน ลุมพินี พวกเชื้อสายอินเดีย จะมาตั้งรกรากแถบพระนคร ธนบุรี ส่วนพวกเชื้อสายอาหรับจะตั้งรกรากแถบเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ หาดใหญ่ ปัตตานี เป็นต้น (หน้า 16)

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

กลุ่มตัวอย่าง มีรายละเอียดดังนี้ ผู้บริหารอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย เป็นชาย 5 คน นับถือศาสนาอิสลามจำนวน 3 คน ส่วนอีก 2 คน นับถือศาสนาพุทธ ผู้บริหาร 3 คน มีอายุระหว่าง 40-50 ปี ส่วนช่วงอายุ 30-40 ปี และ 50 ปีขึ้นไป มีช่วงละ 1 คน ผู้บริหาร 5 คน มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ระยะเวลาการบริหารโรงเรียนอยู่ระหว่าง 1-5 ปี มีจำนวน 2 คน ส่วนที่ทำงานต่ำกว่า 1 ปี, 5-10 ปี และ 10 ปีขึ้นไป อย่างละ 1 คน (หน้า 47, หน้า 100-101, หน้า 116-119) ครู เป็นหญิงจำนวน 36 คน ชายจำนวน 27 คน นับถือศาสนาอิสลามจำนวน 28 คน นับถือศาสนาพุทธ 35 คน ครูส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 30-40 ปี (จำนวน 40 คน) ช่วงอายุ 20-30 ปี (จำนวน 13 คน) ช่วงอายุ 40-50 ปี (จำนวน 7 คน) และอายุ 50 ปีขึ้นไป (จำนวน 3 คน) ครูส่วนใหญ่ (44 คน) มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ส่วนครู 6 คน ระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ครู 7 คน มีวุฒิการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า และครูจำนวน 5 คน ไม่มีวุฒิทางครู (หน้า 59, หน้า 116-119) นักเรียนอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เป็นชายร้อยละ 60 หญิงร้อยละ 40 (หน้า 69) และผู้ปกครองของนักเรียนอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างพบว่า อยู่ในช่วงอายุ 40-50 ปี (ร้อยละ 44) รองลงมาอยู่ในช่วงอายุ 30-40 ปี (ร้อยละ 31) ช่วงอายุ 50-60 ปี (ร้อยละ 21) และสุดท้ายอายุ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 4) (หน้า 81, หน้า 109-110, หน้า 116-119)

Economy

ผู้ปกครองของนักเรียนโดยส่วนใหญ่ในกลุ่มตัวอย่าง (61%) มีอาชีพรับจ้าง รองลงมา (17%) มีอาชีพค้าขาย เกษตรกร (9%) รับราชการ (7%) รัฐวิสาหกิจ (5%) และ ทำงานบริษัทเอกชน (1%) ตามลำดับ (ดูตารางที่ 18 หน้า 80-81 และดูคำอธิบายได้ที่หน้า 81-82)

Social Organization

ไม่มีข้อมูล

Political Organization

รัฐบาลไทยได้ตรากฎหมายพิเศษเพื่อใช้กับมุสลิม เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการศาสนา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและการจัดการมรดก โดยรัฐได้ตรากฎหมายขึ้น 3 ฉบับ คือ 1. พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ค.ศ. 1948 ใช้กับมุสลิมโดยเฉพาะ เพื่อบังคับฟ้องร้องเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดก สำหรับคู่กรณีที่เป็นมุสลิมและอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2. พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 1947 เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการดูแลรักษา ทำนุบำรุง และป้องกันกรณีพิพาทในเรื่องทรัพย์สินของมัสยิด 3. พระราชบัญญัติฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม ค.ศ.1945 ให้อำนาจพระมหากษัตริย์แต่งตั้งจุฬาราชมนตรีเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องกิจการอิสลามแก่รัฐบาล ผ่านทางกรมศาสนากระทรวงศึกษาธิการ ให้อำนาจกระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยนี้มีสิทธิเข้ารับเลือกเพื่อรับพระราชทานเงินทุนส่งไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ เมืองเมกกะ นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยด้วย (หน้า 19-21) พระมหากษัตริย์ไทยกับศาสนาอิสลาม บทบาทของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม เช่น รัชกาลที่ 9 ได้อุดหนุนกิจการทางศาสนาอิสลามผ่านกรมการศาสนาโดยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โปรดเกล้าให้แปลความหมายของคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาไทย ทรงส่งเสริมด้านการศึกษาของมุสลิม มีพระราชดำริสนับสนุนการจัดสร้างมัสยิดประจำจังหวัดต่างๆ เป็นต้น (หน้า 21-23)

Belief System

มุสลิมถือการปฏิบัติตามข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม โดยมีพระศาสดามูฮัมหมัดเป็นผู้นำ โดยพระผู้เป็นเจ้าได้ระบุให้ใช้คำว่า "อิสลาม" เป็นชื่อศาสนาเพื่อบอกถึง "การยอมรับความจริงแท้ของศาสนานี้ ผลของการยอมรับจะนำให้ผู้ยอมรับได้รับสันติสุขและความปลอดภัย" อิสลามหมายความถึง สันติ อ่อนน้อมยอมตาม การยอมมอบตนอย่างนอบนบโดยสิ้นเชิง นอกจากจะสอนเรื่องจริยธรรมแล้ว ศาสนาอิสลามมีทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งใช้ดำเนินชีวิตอย่างครบถ้วน เป็นระบบความเชื่อที่เป็นมากกว่าศาสนาที่อัลเลาะห์ได้ประทานมาให้มนุษยชาติผ่านศาสนา (ดูหน้า 15-16) บทบัญญัติของศาสนาอิสลาม 5 ประการที่มุสลิมต้องยึดมั่น คือ 1. การประกาศศรัทธา เป็นการปฏิญาณว่าจะไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์ 2. การบำเพ็ญนมัสการ หรือละหมาด วันละ 5 เวลา โดยจะทำตอนเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ตอนบ่าย ตอนพระอาทิตย์คล้อย หลังเที่ยง และตอนเย็นก่อนตะวันลับยอดไม้ เป็นการบำเพ็ญสมาธิจิตและบริหารร่างกายไปในตัวด้วย เป็นการสำรวมตนต่อหน้าพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า 3. การถือศีลอด มุสลิมต้องถือศีลอดเป็นเวลา 1 เดือนในรอบปี เป็นเดือนที่ 9 ของจัทรคติ ที่เรียกว่า "รอมฎอน" เป็นการงดเว้นจากการบริโภคอาหาร การดื่ม การสูบ สำรวมอากัปกิริยา วาจาจากอารมณใคร่และการใฝ่ต่ำต่างๆ นับจากแสงอาทิตย์จับขอบฟ้าจนถึงพระอาทิตย์ตก รวมเวลาประมาณ 13 ชม.ต่อวัน เป็นการฝึกให้ทุกคนประสบกับความหิวกระหายด้วยตนเอง ตระหนักถึงความหิวกระหายของผู้อื่น ฝึกให้มีความอดทน ควบคุมตนเองได้ 4. การบริจาคทรัพย์เป็นพลี เป็นการกำหนดบังคับให้ผู้ที่มีทรัพย์สินเพิ่มพูนขึ้นในรอบปีต้องบริจาคในอัตราร้อยละ 2 เป็นการส่งเสริมคนมีให้ช่วยคนจน ลดช่องว่างระหว่างระหว่างชนชั้น ป้องกันมิให้คนมีเงินเก็บเงินไว้เฉยๆ โดยมิได้นำไปลงทุนให้เกิดประโยชน์ให้แก่สังคม 5. การบำเพ็ญฮัจญ์ ให้มุสลิมที่มีฐานะดีพอ มีสุขภาพแข็งแรง ไปบำเพ็ญฮัจญ์ที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย 1 ครั้งในชีวิต นอกจากจะเป็นการบำเพ็ญศาสนกิจแล้วยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดสันนิบาตชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ที่นั้น มุสลิมทุกคนไม่ว่าชาติใด ภาษาใด มีฐานะทางสังคมอย่างไร ต้องแต่งกายด้วยผ้าขาวเพียง 2 ผืน มีความเป็นอยู่อย่างเสมอภาคเท่าเทียม (หน้า 17-18)

Education and Socialization

พื้นฐานการศึกษาของไทยมุสลิม ในงานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่าการศึกษาของไทยมุสลิมกระทำผ่าน 2 ช่องทางหลักๆ คือ 1) การศึกษาในศาสนาอิสลาม 2) การศึกษาของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย 1. การศึกษาในศาสนาอิสลาม โดยศาสนาอิสลามมีบทบาทส่งเสริมการศึกษา และถือว่าการศึกษาเป็นการทำความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า และเป็นสิ่งที่สูงสุดในชีวิต ศาสนาอิสลามไม่ได้จำกัดการศึกษาเฉพาะทางโลกเท่านั้น แต่ให้ศึกษาทางธรรมควบคู่ไปด้วย เป้าหมายทางการศึกษาตามทรรศนะของศาสนาอิสลามคือ การขัดเกลาศีลธรรมและการอบรมทางจิตวิญญาณ เตรียมบุคคลประกอบอาชีพที่สุจริตตามแนวทางศาสนาและศีลธรรมอันดีเพื่อความอยู่รอดของชีวิต 2. การศึกษาของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์ "เพื่ออิสลามศาสนิกชนจะได้รับการอบรมและศึกษาในทางศาสนา ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยนี้ มีสิทธิเข้ารับเลือกเพื่อรับพระราชทานเงินทุนส่งไปเข้าศาสนจารีต ณ นครเมกกะ ตามจำนวนที่จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดขึ้นเป็นคราวๆ" วิชาที่เปิดสอนในหลักสูตรมีวิชาการศาสนา ภาษาอาหรับ ภาษามลายู และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหลักสูตรอนุปริญญา โดยที่การจัดการศึกษาของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยเปลี่ยนแปลง พัฒนา ไปตามแต่ละยุคสมัย (หน้า 23-26) ผู้วิจัยระบุว่า การจัดการศึกษาของไทยมุสลิมควรจัดให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีและพื้นฐานทางศาสนา และองค์ประกอบต่างๆ ของการจัดการศึกษา เช่น นโยบายการศึกษา การดำเนินการจัดการศึกษา บุคลากร ความสัมพันธ์กับชุมชน เป็นต้น (หน้า 38) ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับสภาพและปัญหาทางการศึกษาของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ได้ผลดังนี้ 1.สภาพทางการศึกษาของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย - ผู้บริหารให้ความสำคัญกับการเน้นความรู้เพื่อการประกอบอาชีพของนักเรียนเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ ซึ่งคล้ายๆ กับจุดหมายของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (หน้า 48, หน้า 119-120) และผู้บริหารอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยทั้งหมดให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนในอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นสถานศึกษาที่ตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ จัดตั้งขึ้นเพื่อคนไทยมุสลิม (หน้า 48, หน้า 120) ผู้บริหารเห็นว่า งบประมาณที่ใช้ในโรงเรียนขาดแคลน ควรหางบประมาณด้วยวิธีต่างๆ โดยเฉพาะการรับบริจาค (หน้า 49, หน้า 121-122) - สำหรับผู้ปกครองโดยส่วนใหญ่ (73%) เห็นว่าการเรียนการสอนวิชาศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับที่จัดสอนในโรงเรียนเพียงพอแล้ว และเห็นด้วยกับการนำวิชาศาสนาและศาสนาอาหรับบรรจุในหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (86%) (หน้า 120) ส่วนเหตุผลในการส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ผู้ปกครองส่วนหนึ่ง (49%) เห็นว่า เพราะเป็นโรงเรียนที่สอนศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับควบคู่ไปกับวิชาสามัญ (หน้า 122) หรือแม้อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยไม่เปิดสอนศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ (70%) ก็ยังส่งลูกหลานเข้าเรียนอยู่ดี เพราะประหยัด อยู่ใกล้บ้าน การคมนาคมสะดวก (หน้า 83-85,123) - สำหรับนักเรียน โดยส่วนใหญ่สนใจและตั้งใจเรียนวิชาสามัญ รองลงมา (22%) สนใจศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ นักเรียนส่วนใหญ่ (76%) มีเพื่อนสนิทต่างศาสนามากกว่า 3 คนขึ้นไป ทั้งนี้เพราะอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยมีทั้งนักเรียนที่นับถืออิสลามและศาสนาพุทธ (ดูตารางที่หน้า 70-72 และเนื้อหาที่หน้า 72-73, 123) 2.ปัญหาการศึกษา - ผู้บริหารและครูเห็นว่านโยบายการจัดตั้งอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยไม่ชัดเจนทั้งในระดับรัฐ กระทรวง กรม ทำให้เป็นปัญหาในการจัดการบริหารโรงเรียน (หน้า 51, หน้า 123) - ผู้บริหารเห็นว่าหลักสูตรการเรียนการสอนศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายไม่ต่อเนื่องกันทำให้ไม่สามารถวัดระดับความรู้ของนักเรียนได้ (หน้า 52, หน้า 125-126) ส่วนปัญหาที่อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยมีการเรียนการสอนศาสนาอิสลามและวิชาภาษาอาหรับเพิ่มขึ้นจากโรงเรียนมัธยมอื่นๆ ทำให้ครู-อาจารย์ต้องทำงานกันมากขึ้น และปัญหาบุคลากรด้านศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับไม่มีความรู้ความเข้าใจในการศึกษาที่ดีพอ ผู้บริหารและครูเห็นว่าเป็นปัญหาปานกลาง (หน้า 126) ส่วนนักเรียนเห็นว่าการเรียนภาษาทางธรรมที่เป็นเรื่องเข้าใจยากเป็นปัญหาปานกลาง (หน้า 126) - ผู้บริหารเห็นว่างบประมาณที่ใช้ภายในโรงเรียนขาดแคลนมาก เพราะโรงเรียนมีงานต้องทำเพิ่มมากขึ้น (หน้า 53, 127) - เนื่องจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่ว่าอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยเป็นสถานศึกษาของรัฐจึงทำให้องค์กรต่างๆ รวมถึงเอกชน ไม่ให้ความช่วยเหลือ ผู้บริหารมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหามาก ในขณะที่ครู - อาจารย์เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาปานกลาง (หน้า 54, 127) - ผู้บริหารเห็นว่าความประพฤติของครูที่ทำตัวไม่เป็นที่น่าเคารพนับถือศรัทธาและไม่เป็นตัวอย่างที่ดีงามแก่นักเรียนและประชาชนในท้องถิ่นเป็นปัญหาปานกลาง ส่วนปัญหาการนับถือศาสนาอิสลามที่ต่างกันเป็นปัญหาการทำงานร่วมกัน ครูแบ่งกันเป็นกลุ่ม ครู - อาจารย์เห็นว่าเป็นปัญหาปานกลาง (หน้า 128) - ส่วนปัญหาทั่วๆ ไป การที่นักเรียนเข้าเรียนใหม่ในแต่ละปีและโรงเรียนไม่สามารถคัดเลือกตามเกณฑ์ได้เป็นปัญหามากที่สุด รวมไปถึงการขาดห้องประชุมที่เป็นมาตรฐาน การที่กรมสามัญศึกษาหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับสถานภาพของโรงเรียนน้อยเกินไป ปัญหาที่มีนักเรียนขาดแคลนและยากจนมากในโรงเรียน ปัญหาครูขอย้ายออกจากพื้นที่ ส่วนปัญหาด้านประชาชนเห็นความสำคัญกับการเรียนการสอนศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ รวมถึงการประกอบศาสนกิจมากเกินไป ปัญหาการถือศีลอดของนักเรียนและครูที่ส่งผลต่อการสอน ผู้บริหารและครูเห็นว่าเป็นปัญหาปานกลาง (หน้า 55-57, 128-130) 3. ความต้องการทางการศึกษา - ผู้บริหารต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน ความช่วยเหลือจากผู้ปกครองและชุมชนด้านการให้คำปรึกษาและคำแนะนำ ผู้บริหารส่วนหนึ่งเห็นว่าควรยุบหอพักนักเรียนเพื่อที่จะนำงบประมาณมาใช้ในกิจการอื่นๆ ของโรงเรียน (หน้า 58, 130-131) - นักเรียนโดยส่วนใหญ่ (37%) ต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา รองลงมา (25%) ต้องการศึกษาต่อในระดับอาชีวศึกษาและประกอบอาชีพ นอกจากนี้นักเรียนโดยส่วนใหญ่ (87%) ต้องการให้เปิดสอนวิชาชีพหลักสูตรระยะสั้น ด้านความต้องการวิชาสามัญ นักเรียนจำนวนมากที่สุด (53%) ต้องการให้สอนศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับแต่เพียงอย่างเดียว (หน้า 77-78, 131-133) - ผู้ปกครองส่วนใหญ่ (66%) ต้องการให้บุตรหลานจบการศึกษาสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 44% ต้องการให้บุตรหลานเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย 62% ต้องการให้บุตรหลานรับราชการหรือทำงานรัฐวิสาหกิจ 87% ต้องการให้โรงเรียนเปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น และผู้ปกครองส่วนมากต้องการให้มีการเรียนการสอนวิชาสามัญควบคู่กับวิชาศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ 91% เห็นว่าหลักสูตรวิชาศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับที่จัดขึ้นในโรงเรียนเหมาะสม ผู้ปกครอง 53% ต้องการให้มีตู้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาคมในท้องถิ่น รองลงมาต้องการให้โรงเรียนเผยแพร่กิจกรรมผลงานของนักเรียนให้ประชาชนทราบ และ 37% ต้องการให้ครู-อาจารย์ไปเยี่ยมเยียนถึงบ้าน (หน้า 90-93, 133-136) 4. ความร่วมมือ ผู้ปกครอง 67% ตอบว่านานๆ ครั้งถึงจะได้พบกับผู้บริหาร ครู-อาจารย์ 69% เห็นว่าหนังสือแจ้งผลการเรียนของบุตร-หลานมีสม่ำเสมอตลอดปีการศึกษา ผู้ปกครอง 68% ทราบผลการดำเนินงานของโรงเรียนจากหนังสือที่โรงเรียนแจ้งให้ทราบ 60% เห็นว่าจะช่วยเหลือโรงเรียนถ้ามีโอกาส และจะให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือโรงเรียนมากขึ้น ถ้าโรงเรียนสามารถสอนทั้งวิชาสามัญและวิชาศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ (หน้า 87-89, 136-137)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

ไม่มีข้อมูล

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ผู้เขียนใช้รายการตารางเพื่ออธิบายข้อมูลให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น โดยส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นถึงปัญหาทางการศึกษาของอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทยในประเด็นต่างๆ เช่น เป้าหมายและนโยบายทางการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอน งบประมาณที่ใช้ดำเนินการ ความร่วมมือจากผู้ปกครองและหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้ตามความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างทั้งของผู้บริหาร ครู - อาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียน เป็นต้น

Text Analyst สิทธิพร จรดล Date of Report 30 มี.ค 2561
TAG ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, มุสลิม สภาพปัญหา การศึกษา อิสลามวิทยาลัย ประเทศไทย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง