ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ม้ง,การใช้ที่ดินป่าอนุรักษ์,ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์,เชียงใหม่
Author ดาริกา ห้วยทราย
Title พลวัตการใช้ที่ดินของชุมชนม้งในป่าอนุรักษ์ใกล้เมืองเชียงใหม่:กรณีศึกษาหมู่บ้านดอยปุย อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 203 Year 2545
Source หลักสูตรปริญญา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

เนื้อหาครอบคลุมเรื่องชุมชนม้ง บ้านดอยปุย หมู่ 11 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้าน ที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย ซึ่งหมู่บ้านนี้ได้รับสิทธิพิเศษให้อยู่ในอุทยานฯ แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ขยายพื้นที่ทำกิน หรือ บุกเบิกที่ดินเพิ่มเติม งานเขียนได้ศึกษาถึงการใช้ที่ดินของม้ง หลังจากหมู่บ้านได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจากการที่หมู่บ้านได้รับการพัฒาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจึงทำให้แรงงานภาคการเกษตรลดน้อยลง และหันมาเปิดร้านค้าขายสินค้าพื้นเมือง ซึ่งเป็นรายได้หลักของคนในหมู่บ้าน แทนการดำรงชีพแบบทำการเกษตรเช่นแต่ก่อน

Focus

ศึกษาพลวัตของการใช้ที่ดินของชุมชนม้ง ในป่าอนุรักษ์ที่อยู่ใกล้เมือง ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย(พ.ศ. 2524) จนถึงปี พ.ศ.2544 และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินของชุมชนม้ง และการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้ที่ดินของชุมชน ที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ที่อยู่ใกล้เมือง (หน้า 5,ง)

Theoretical Issues

แนวคิดที่ระบุถึงคือ การเพิ่มของประชากรมีความสัมพันธ์กับการใช้ที่ดินในลักษณะที่เข้มข้นขึ้น แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการใช้ที่ดินในป่าอนุรักษ์ในบางส่วน เนื่องจากมีนโยบายของรัฐเป็นตัวกำหนด เช่น นโยบายการพัฒนาต่างๆ เช่น การส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนฝิ่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว การสร้างถนน และนโยบายด้านป่าไม้ เป็นต้น การที่รัฐประกาศพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่อนุรักษ์ รัฐจะเป็นผู้ควบคุมดูแลทรัพยากร เช่นการห้ามเปิดพื้นที่เพาะปลูก และการจำกัดที่ดินทำกิน อันจะทำให้ชาวบ้านเสียสิทธิในการถือครองที่ดินและการใช้ทรัพยากร (หน้า 158 ) การอยู่ใกล้เมืองทำให้ชุมชนในป่าอนุรักษ์ใกล้เมืองมีความสัมพันธ์กับพื้นที่เมืองและหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น โดยจะนำไปสู่การพัฒนาหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว เช่นการท่องเที่ยว โดยจะทำให้ชาวบ้านทำอาชีพนอกภาคการเกษตรสูงขึ้น และการท่องเที่ยวจะทำให้กลุ่มชาติพันธุ์อื่นเข้ามาในหมู่บ้าน ทำให้เกิดความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในหมู่บ้าน และทำให้พื้นที่ชุมชน เพิ่มความหนาแน่นมากขึ้น (หน้า160 )

Ethnic Group in the Focus

ม้งบ้านดอยปุย หมู่ 11 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ (หน้า 37)

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

ประวัติหมู่บ้าน มี 2 สำนวนคือ บ้านดอยปุยตั้งครั้งแรกใน พ.ศ 2489 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่2 ผ่านไป 1 ปี กลุ่มม้งได้มาสร้างบ้านเรือนอยู่บริเวณดอยสุเทพ ในพื้นที่ อ.แม่ริม กับ อ.หางดง โดยตั้งชื่อหมู่บ้านว่าบ้านปานขมูก (หน้า 77) เนื่องจากคนที่ย้ายถิ่นต้องการหนีโรคฝีดาษ ภายหลังมีม้งและจีนฮ่อที่หนีการปราบปรามจีนฮ่อค้ายาเสพติดที่หมู่บ้านป่าคา ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ มาเพิ่มอีก 30 ครัวเรือน (หน้า 78) ประวัติอีกเรื่อง มีว่า บ้านดอยปุยตั้งในปี พ.ศ 2496 โดยม้ง 3 ครอบครัว ได้ย้ายมาจากบ้านแม่สาใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ มาอยู่ที่ดอยป่าคา อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เพราะที่บ้านแม่สาเกิดโรคอหิวาต์ และโรคฝีดาษ รวมทั้งต้องการที่ทำกินแห่งใหม่ โดยย้ายมาอยู่ที่บ้านดอยป่าคา เมื่อตำรวจตระเวณชายแดนได้ปราบปรามยาเสพติด กลุ่มม้งจึงย้ายมาอยู่ที่บ้านดอยปุย (หน้า 78) ทั้งนี้ การตั้งหมู่บ้านนิยมตั้งในป่า ที่มีความเหมาะสมในการทำไร่ และปลูกฝิ่น ซึ่งกลุ่มผู้นำในอดีตความเชื่อว่าการอยู่ในป่านั้นจะช่วยป้องกันโรคระบาดและอันตรายอื่นๆ (หน้า 83)

Settlement Pattern

บ้านจะสร้างแบบติดดิน อุปกรณ์ก่อสร้างโดยมากเป็นไม้ซึ่งหาได้ในท้องถิ่น การสร้างบ้าน ในช่วงแรกของการตั้งหมู่บ้านจะไม่มีหน้าต่าง เพราะแต่เดิมอยู่ในพื้นที่หนาวเย็น ดังนั้น จึงนิยมสร้างบ้านไม่มีหน้าต่าง ( หน้า 82) ห้องครัวอยู่ในบ้าน และกั้นห้องสำหรับคนในบ้าน การสร้างบ้านเรือนในระยะหลังจะใช้วัสดุที่แข็งแรง เช่น มุงหลังคาด้วยสังกะสี หรือกระเบื้อง ( หน้า 99 )

Demography

ประชากรม้งในไทยมีจำนวน 124,211 คน ส่วนมากอยู่ใน จ.เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ตาก และเพชรบูรณ์ ในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่ม้งน้ำเงิน หรือ ม้งเขียว และม้งขาว (หน้า 54) ประชากรในบ้านดอยปุยมีทั้งหมด 124 หลังคาเรือน (ข้อมูลปี 2543) มีจำนวน 185 ครอบครัว ประชากรทั้งหมด 835 คน เป็นชาย 428 คน หญิง 407 คน ประชากรส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นม้ง คนเมือง จีน และกะเหรี่ยง (หน้า 54,ตารางหน้า 55)

Economy

อาชีพ แต่เดิมม้งดอยปุยทำการผลิตด้านการเกษตร แต่ทุกวันนี้ทำการผลิตนอกภาคการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ (หน้า 53) ม้งดอยปุยค้าขายเป็นอาชีพหลัก ในหมู่บ้านมีผู้ทำอาชีพค้าขาย 108 ครัวเรือน หรือร้อยละ 87.1 ของครัวเรือนทั้งหมด ออกไปค้าขายนอกหมู่บ้าน 24 ครัวเรือนหรือร้อยละ 19.4 คนที่ค้าขายในหมู่บ้านมีร้อยละ 42.7 คนที่ค้าขายและทำการเกษตรจำนวนร้อยละ 14.2 ( หน้า 63 ) บ้านดอยปุย เป็นที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อของ จ.เชียงใหม่ ดังนั้น จึงมีคนทำงานในหมู่บ้านถึงร้อยละ 82.6 และทำงานในหมู่บ้านใกล้เคียงจำนวนร้อยละ 7.9 และค้าขายใน จ.เชียงใหม่ร้อยละ 6.5 ทำงานต่างจงหวัดร้อยละ 3 (หน้า 64) การผลิต ที่ทำกินมี 3 แห่ง ได้แก่ 1) ไร่แม้วดำ ซึ่งแต่เดิมคือที่ตั้งบ้านของตระกูลแม้วดำ อยู่สูงประมาณ 1,200-1,600 เมตร 2) สองฝั่งของลำห้วยแม่ปาน หรือ สวนแม่ปาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน อยู่ที่ระดับความสูง 700-1,200 เมตร 3) พื้นที่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้านสูงราว 1,100-1,300 เมตร (หน้า 64) ระบบการผลิตเป็นแบบการผลิตแบบกึ่งยังชีพ พืชที่ปลูกได้แก่ ข้าวไร่ ข้าวโพด ฝิ่น ข้าวจะปลูกไว้กินในบ้าน ส่วนข้าวโพดจะปลูกไว้เลี้ยงสัตว์ และทำเหล้า การปลูกฝิ่นจะใช้เป็นยา และใช้ในพิธีกรรม (หน้า 83,95) ในระยะแรกม้งจะทำไร่แบบย้ายที่ หรือทำไร่แบบหมุนเวียน ซึ่งเป็นระบบการใช้ที่ดินในระยะสั้น โดยจะทิ้งที่ดินว่างเว้นจากการเพาะปลูกไว้ระยะยาว การใช้ที่ดินจะปลูกพืช 2-3 ปี เมื่อผลผลิตลดลงก็จะย้ายไปปลูกที่อื่น เช่น การปลูกข้าวไร่ ข้าวโพดเป็นการเพาะปลูกแบบการใช้ที่ดินระยะสั้น ทิ้งที่ดินระยะยาว (Short Cultivation ,long fallow ) (หน้า 84) ส่วนการปลูกฝิ่นจะเป็นการใช้ที่ดินระยะยาว (Long Cultivation very long fallow) คือการใช้พื้นที่ปลูกฝิ่นระยะเวลานานๆ แล้วทิ้งให้พักดินนาน พื้นที่ที่ปล่อยเอาไว้ให้ดินพักฟื้นเรียกว่า "ไร่เหล่า" ที่ดินตรงนี้จะเป็นของผู้ที่บุกเบิกที่ดินเป็นคนแรก โดยมากการหมุนรอบการใช้ที่ดินจะมีระยะเวลา 6-7 ปี ซึ่งจะย้อนกลับมาใช้ที่ดินเพื่อเพาะปลูก (หน้า 85) การปลูกท้อ ม้งได้ปลูกท้อมาเป็นเวลานาน แต่มาปลูกขายในปี พ.ศ.2512 โดยปลูกมากในช่วงปี พ.ศ.2516-2518 ครอบครัวที่ปลูกมากที่สุดจำนวน 1,000 ต้น ปลูกน้อยที่สุด 4 ต้น พันธุ์ที่ปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองพันธุ์ดอยปุย บริเวณที่ปลูกจะอยู่ทางทิศตะวันออกของยอดดอย พื้นที่ปลูกจะเป็นหุบเขาอยู่ใกล้ห้วย (หน้า 93) เศรษฐกิจ บ้านดอยปุยได้พัฒนาด้านการท่องเที่ยวในปี พ.ศ.2510 และมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชทดแทนฝิ่น นอกจากนี้ เมื่อมีการทำถนนจากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์เข้าบ้านดอยปุย เมื่อปี พ.ศ.2515 จึงทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้นและมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านจำนวนมาก จึงทำให้เกิดพื้นที่ค้าขาย (หน้า 86) หลังจากมีการส่งเสริมการท่องเที่ยว ม้งได้นำงานหัตถกรรมมาขาย ให้กับนักท่องเที่ยว และในปี พ.ศ.2512 คนภายนอก ได้เข้ามาเช่าพื้นที่เปิดร้านค้าในหมู่บ้าน (หน้า 87) นอกจากนี้ยังมีนโยบายอื่นที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเรื่องการใช้ที่ดิน เช่น นโยบายส่งเสริมปลูกพืชแทนการปลูกฝิ่น ที่เริ่มส่งเสริมใน ปี พ.ศ.2506 แต่ชาวบ้านได้เริ่มปลูกพืชแทนฝิ่นจริงในปี พ.ศ.2512 (หน้า 88) นโยบายเร่งรัดจัดสรรที่ดินทำกินให้ชาวบ้าน เมื่อปี พ.ศ.2512 โดยทางการได้กำหนดให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดอยสุเทพ ที่อยู่แต่เดิมห้ามขายพื้นที่ทำกิน (หน้า 88) ปี พ.ศ.2520 ในหมู่บ้านมีพื้นที่เกษตรจำนวน 3,530.61 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ไร่ร้อยละ 88.67 และไร่เหล่าหรือไร่ทิ้งไว้ให้ดินพักตัวร้อยละ 11.33 โดยที่ดินจำนวนร้อยละ 65.22 เป็นที่ดินที่อยู่ บริเวณแม้วดำ พืชที่ปลูก เช่น ข้าวไร่ ข้าวโพด และผัก กับบริเวณสวนแม่ปานร้อยละ 19.99 (หน้า 90) พื้นที่ค้าขาย ปี พ.ศ.2511-2520 ในหมู่บ้านเริ่มทำร้านค้าถาวรในบริเวณถนนสายหลัก เริ่มแรกจะทำเป็นเพิงไม่ถาวร กระทั่งปี พ.ศ.2520 จึงสร้างเป็นร้านถาวร (หน้า 94)

Social Organization

เมื่อก่อนเป็นสังคมภาคการเกษตร แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่มีกาผลิตนอกภาคการเกษตร (หน้า 53) ในการทำงานนั้น หากทำงานหนักเช่น ฟันไร่ ตัดต้นไม้ จะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ส่วนการเพาะปลูก ดายหญ้า พรวนดินและงานบ้าน จะเป็นหน้าที่ของผู้หญิง ในสังคมม้ง อนุญาตให้ผู้ชายมีเมียได้หลายคน เพราะถือว่าการแต่งงานเป็นการเพิ่มแรงงานในครัวเรือน (หน้า 84 )

Political Organization

เมื่อก่อนบ้านดอยปุยอยู่ หมู่ 7 ต.บ้านปง อ.หางดง จน พ.ศ.2531 จ.เชียงใหม่ ได้โอนบ้านดอยปุยไปอยู่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ( หน้า 53 ) พ.ศ.2510 ทางการได้กำหนดให้เขตดอยสุเทพเป็นป่าสงวนแห่งชาติดอยสุเทพ เป็นป่าสงวนพิเศษแห่งชาติ(พิเศษ) โดยให้สิทธิพิเศษ กับคนที่อยู่แต่เดิมอยู่ต่อไปได้ และให้สิทธิ์ในที่ทำกินที่เคยทำมาแต่เดิม (หน้า 80)

Belief System

แต่เดิมม้งบ้านดอยปุยนับถือผี ต่อมาได้หันมานับถือพุทธ ในพื้นที่หมู่บ้านมีศาสนสถาน 1 แห่ง ได้แก่ สำนักสงฆ์ดอยปุย อันเป็นสำนักสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของหมู่บ้าน สำนักสงฆ์แห่งนี้ตั้งเมื่อปี พ.ศ.2512 ในปี พ.ศ. 2525 ม้งได้หันมานับถือศาสนาพุทธเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก (หน้า 73) ม้งได้นำความเชื่อมาใช้ในการอนุรักษ์ป่า โดยกำหนดป่าธรรมชาติให้เป็นป่าศักดิ์สิทธิ์ โดยประกอบพิธี "ดงเซ้ง" อันเป็นความเชื่อของคนในหมู่บ้าน นอกจากนี้ ในฤดูแล้งชาวบ้านได้ช่วยกันทำแนวกันไฟเป็นเนื้อที่กว่า 4,500 ไร่ (หน้า 133)

Education and Socialization

ในหมู่บ้านมีโรงเรียนชื่อ โรงเรียนพ่อหลวงอุปถัมภ์ 1 สอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึงชั้น ป.6 โรงเรียนได้รับความร่วมมือจากกองกำลังตระเวณชายแดน ( กก.ตชด) เขต 5 ค่ายดารารัศมี ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2501 โดยมีครูมาสอนจำนวน 2 คน (หน้า 72,79) โดยเปิดเป็นอาคารเรียนชั่วคราว ครั้นปี พ.ศ. 2502 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนตำรวจตระเวณชายแดนสงเคราะห์ 11 (บ้านดอยปุย) ในปี พ.ศ.2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเงิน จำนวน 3 หมื่นบาท เพื่อสร้างอาคารเรียนถาวร แก่ กก.ตชด. และทรงพระราชทานนามว่า "โรงเรียนดอยปุย" (หน้า 72) ในหมู่บ้านเด็กอายุ 6-10 ปี จำนวน 113 คน กำลังเรียน 111 คน อายุ 11-15 ปี จำนวน 89 คน กำลังเรียนจำนวน 74 คน อายุ 16-20 ปี กำลังเรียนอยู่จำนวน 49 คน และอายุ 21-25 ปี กำลังเรียน 5 คน (หน้า 56 )

Health and Medicine

ในหมู่บ้านไม่มีสถานีอนามัย ชาวบ้านจะไปใช้บริการที่สถานีอนามัย ต.สุเทพ ที่ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านดอยปุย 30 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังไปรักษาที่คลินิกในเมืองเชียงใหม่ ในบางโอกาส เจ้าหน้าที่ก็ไปให้บริการรักษาแก่ชาวบ้านในหมู่บ้านดอยปุย (หน้า 73 )

Art and Crafts (including Clothing Costume)

เมื่อการท่องเที่ยวได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปี พ.ศ.2527 ผู้ใหญ่บ้าน บ้านดอยปุย จึงได้ร่วมกับคนภายนอกสร้างพิพิธภัณฑ์ชาวเขาบ้านดอยปุย และปี พ.ศ.2530 ได้จัดตั้งสวนน้ำตกดอยปุย เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว (หน้า 114)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

เมื่อหมู่บ้านได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็ทำให้มีคนเข้ามาค้าขายในหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก ในหมู่บ้านนอกจากจะมีม้งแล้ว ช่วงที่ตั้งหมู่บ้านอย่างถาวรยังมีจีนฮ่อ 2 ครอบครัว อยู่ในหมู่บ้านดอยปุย เมื่อตั้งหมู่บ้านในปี พ.ศ.2496 (หน้า 56) คนที่เข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน เนื่องจากต้องการมาทำการค้าและขายแรงงาน เช่น กะเหรี่ยงมาขายแรงงานในหมู่บ้าน จำนวน 4 ครัวเรือน และคนเมืองมาอยู่ 12 ครัวเรือน (หน้า 57) นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติเข้ามาเช่าที่ขายของในหมู่บ้าน เช่น พ่อค้าจากเนปาล มาเช่าร้านม้ง ในราคาปีละ 36,000 บาท (ปี 2543) (หน้า 62) และในปี พ.ศ.2540 ชาวญี่ปุ่นได้เข้ามาเปิดร้านค้า ขายเสื้อผ้าพื้นเมือง โดยได้ซื้อร้านค้าจากน้องภรรยาของตนเองที่ย้ายออกไปค้าขายแห่งใหม่ ความขัดแย้งคนเมืองกับชาวญี่ปุ่น ในปี พ.ศ.2543 เกิดความขัดแย้งระหว่างคนเมือง และชาวญี่ปุ่นที่มาเปิดร้านค้า เมื่อมีนักท่องเที่ยวยุโรปและอเมริกาและคนไทยมาเที่ยวในหมู่บ้านน้อยลง ต่อมาจึงมีนักท่องเที่ยวชาวจีน และญี่ปุ่น มาซื้อสินค้าในหมู่บ้าน และชอบซื้อสินค้าร้านของชาวญี่ปุ่น ดังนั้น คนเมืองที่มาปิดร้านในหมู่บ้านจึงไม่พอใจ และขับไล่ชาวญี่ปุ่นออกนอกหมู่บ้าน แต่ต่อมาคนเมืองได้ไปปรึกษาผู้นำและม้งในหมู่บ้าน จึงได้ข้อสรุปว่า หากคนญี่ปุ่นย้ายออกนอกหมู่บ้านตนเองต้องออกไปด้วย เนื่องจากคนญี่ปุ่นมาซื้อร้านค้าอย่างถูกต้อง และผู้นำคนก่อนได้อนุญาต ดังนั้น ความขัดแย้งจึงสิ้นสุดลง ซึ่งทุกวันนี้ร้านค้าคนญี่ปุ่น ยังขายของอยู่เช่นเดิม (หน้า 62) เจ้าหน้าที่อุทยานฯกับม้ง ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานฯกับม้งดอยปุย เกิดขึ้นเมื่อ เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้มีไฟฟ้าในหมู่บ้าน เนื่องจากกลัวว่า คนจะเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านมากขึ้น ดังนั้น ชาวบ้านจึงตกลงกันว่า จะไม่ยอมให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน (หน้า 125,129) ยกเว้นแต่จะแต่งงานกับม้งในหมู่บ้าน หรือแยกจากครอบครัวเก่า (หน้า 125) นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อทางการประกาศเขตอุทยานฯ ทับพื้นที่ทำกินในปี พ.ศ.2542 ผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้าน จึงได้ร่วมกับเกษตรกรภาคเหนือ สมัชชาชนเผ่า กับสมัชชาคนจน 8 จังหวัดภาคเหนือ ที่หน้าศาลากลาง จ.เชียงใหม่ โดยรวมตัวกันประท้วงเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2542 ดังนั้น ทางอำเภอจึงไม่ให้เลขที่บ้านใหม่กับชาวบ้านหมู่บ้านดอยปุย (หน้า 136)

Social Cultural and Identity Change

ในหมู่บ้านดอยปุยเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เมื่อทางการประกาศให้พื้นที่ป่าดอยสุเทพ-ปุยเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ.2524 ทำให้พื้นที่หมู่บ้านอยู่ในเขตอุทยาน และเมื่อการท่องเที่ยวได้รับความสนใจมากขึ้น จึงทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในหมู่บ้าน เพราะอยู่ใกล้เมืองเชียงใหม่ เพียง 26 กิโลเมตร ดังนั้น ชาวบ้านจึงหวนมาทำการค้าขายมากขึ้น (หน้า 97) ในระยะแรกที่มีการประกาศเป็นอุทยานนั้นชาวบ้านได้อพยพเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่รัฐจัดให้ แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่กันดาร ชาวบ้านจึงอพยพกลับหมู่บ้านเช่นเดิม ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงจำกัดพื้นที่ทำการเกษตรของม้ง โดยห้ามถางป่าบุกเบิกพื้นที่ใหม่ (หน้า 98) การเปลี่ยนแปลงในปี พ.ศ.2520 เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก ผู้ใหญ่บ้านจึงลดการเลี้ยงหมูแบบปล่อย หรือเรียกว่าโครงการ "ปราบหมู" เพื่อให้เกิดความสะอาด (หน้า 98,106) จนปี พ.ศ.2524 เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามากขึ้น ชาวบ้านจึงเพาะปลูกน้อยลง เช่น ผู้หญิงมาขายของเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร (หน้า 98,103) พ.ศ. 2534-2538 พื้นที่หมู่บ้านได้เพิ่มขึ้นจาก 30.76 ไร่ เป็น 56.11 ไร่ ถนนสายหลักของหมู่บ้านได้เป็นบริเวณร้านค้า ดังนั้น บ้านจึงขยายออกรอบหมู่บ้าน (หน้า 121) พ.ศ. 2538-2544 พื้นที่เกษตรลดลงจาก 1,854.02 ไร่ เป็น 1,342.23 ไร่ นอกจากนี้ พื้นที่ไร่เหล่าลดลง ส่วนพื้นที่สวนผลไม้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ (หน้า 137)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ตาราง ป่าไม้ชนิดต่างๆในบริเวณบ้านดอยปุย (หน้า 49) ประชากรบ้านดอยปุยจำแนกตามกลุ่มชาติพันธุ์ (หน้า 55) ประชากรแยกตามอายุ (หน้า 55) การถือครองที่ดินพื้นที่พักอาศัย จำแนกตามกลุ่มชาติพันธุ์ ปี พ.ศ.2543 (หน้า 59) การถือครองพื้นที่ร้านขายของ (หน้า 59 )การเป็นเจ้าของพื้นที่ร้านค้าในหมู่บ้าน (หน้า 60) การถือครองพื้นที่ไร่ (หน้า 60)พื้นที่สวน (หน้า 60) ประชากรแยกตามอาชีพ (หน้า 63 )อาชีพของชาวบ้านดอยปุยแยกตามสถานที่ประกอบอาชีพ (หน้า 66) รายได้แยกตามกลุ่มชาติพันธุ์ (หน้า 68 ) การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ไร่,พื้นที่ป่า ปี 2520-2527 (104,108) การเปลี่ยนแปลงพื้นที่หมู่บ้าน,พื้นที่ไร่,ไร่เหล่า หรือไร่ร้าง,สวนลิ้นจี่,พื้นที่ป่า ปี 2527-2534 (หน้า 113, 116,119,120) การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ไร่,ไร่เหล่าหรือไร่ร้าง,สวนผลไม้,พื้นที่ป่า ปี พ.ศ 2534-2538 (หน้า 125,127,128,129) การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ไร่ ปี พ.ศ.2538-2544 (หน้า 141) จำนวนครัวเรือนที่ปลูกพืชไร่ พ.ศ 2543 (หน้า 141) การถือครองที่ดินเพื่อปลูกพืชไร่ (หน้า 145) ที่บริเวณอื่นที่ม้งบ้านดอยปุยใช้ปลูกพืชไร่ (หน้า 146) การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ไร่เหล่าหรือไร่ร้าง ปี 2538-2543 พื้นที่นอกหมู่บ้านที่ทำสวนผลไม้ ปี พ.ศ.2543 (หน้า 150)การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า พ.ศ.2538-2543 (หน้า 150) แผนที่ พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย (หน้า 43)ภูมิประเทศหมู่บ้านดอยปุย (หน้า 44)พื้นที่ทำการเกษตรของหมู่บ้านดอยปุย (หน้า 65)กรใช้ที่ดินหมู่บ้านดอยปุย ปี 2520,2527 (หน้า 91,101) การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินหมู่บ้านดอยปุย ปี 2520-2527,2527-2534,2534-2538 , 2538-244 ( หน้า 102,112,124,140) การใช้ที่ดินหมู่บ้านดอยปุย ปี 2534,2538,2543 (หน้า 111,123,139) ตำแหน่งหมู่บ้านที่ม้งไปทำการเกษตร (หน้า 151) แผนภูมิ ประชากรในหมู่บ้าน (หน้า 6) การใช้ที่ดิน,พื้นที่ไร่ ไร่เหล่า ปี 2520 (หน้า 90,92) การใช้ที่ดิน ปี 2527 (หน้า 100) การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน, พื้นที่การเกษตร,พื้นที่ไร่,ไร่เหล่า ปี 2520 -2527 (หน้า 100,103,105) การใช้ที่ดินปี 2534 (หน้า 110) การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ,พื้นที่การเกษตร ,พื้นที่ไร่ ,ไร่เหล่า,สวน ปี 2527-2534 (หน้า 110, 115,117,118) การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ปี 2538 (หน้า 122) การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ,พื้นที่ทำการเกษตร,พื้นที่ไร่,ไร่เหล่า,สวนผลไม้ ปี 2534-2538 (หน้า 122,126 ,127,129) การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินแต่ละประเภท ปี 2543 (หน้า 137) การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน,พื้นที่ทำการเกษตร ปี 2538-2544 (หน้า 138) ภาพ พื้นที่การเปลี่ยนแปลงสวนผลไม้เป็นการปลูกพืชไร่ (หน้า 142) การปลูกข้าวไร่ลงในระหว่างแถวของต้นลิ้นจี่ ที่สวนแม่ปาน ปี 2543 (หน้า 144) การใช้พ้นที่ว่างกลางสวนลิ้นจี่เพื่อปลูกข้าว ที่สวนแม่ปาน (หน้า 144)การปลูกพืชไร่ลงระหว่างแถวของไม้ผล ที่ไร่แม้ว,ไร่แม้วดำ ปี 2543 (หน้า 147) การทำแนวกันไฟในหมู่บ้านดอยปุย ปี 2543 (หน้า 154)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 31 ต.ค. 2555
TAG ม้ง, การใช้ที่ดินป่าอนุรักษ์, ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง