ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject อาข่า วิถีชีวิต สังคมและวัฒนธรรม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Author Goodman, Jim
Title The Akha: Guardians of the Forest.
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity อาข่า, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 262 Year 1997
Source Asia Film House Pty Ltd under License from Sollo Development in conjunction with Robroy Management Pty Ltd and the Akha Publishing Services Partnership.
Abstract

อาข่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง ถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในประเทศจีน โดยเฉพาะในจังหวัดยูนนนาน อาข่าแยกออกเป็นหลายกลุ่มย่อยและอพยพเข้าสู่พม่า ลาว เวียดนาม และประเทศไทยในช่วงไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา วิถีชีวิตดั้งเดิมของอาข่าอยู่บนพื้นฐานของการทำไร่หมุนเวียนบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะการปลูกข้าว และพืชผัก เช่น ฟักทอง แตงกวา ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ฯลฯ เป็นระบบเศรษฐกิจที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ แต่อาข่าก็มีการติดต่อค้าขายกับกลุ่มคนภายนอก ระบบเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงทั้งจากการพัฒนาของรัฐ จำนวนประชากรบนพื้นที่สูงหนาแน่นขึ้น อาข่าเริ่มหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มะเขือเทศ ขิง กะหล่ำปลี พริก ฝิ่น ชา ยาง อ้อย หรือกาแฟ แต่ราคาขายที่ได้ก็ไม่ดีนัก โครงสร้างทางสังคมอาข่านับถือโคตรตระกูลและผีบรรพบุรุษของฝ่ายชาย เมื่อแต่งงานผู้หญิงจะเปลี่ยนมาเป็นคนของตระกูลฝ่ายชาย ในหมู่บ้านจะมีหัวหน้าหมอประกอบพิธีกรรม "Dozema" จะเป็นผู้ประกอบพีธีกรรมตามความเชื่อและประเพณีดั้งเดิมของอาข่า รวมถึงเป็นผู้ดูแลให้สมาชิกในหมู่บ้านให้ประพฤติตนตามข้อปฏิบัติของอาข่า "Akhazang" นอกจากนี้ข้อห้ามและกฎต่างๆ มักจะมีตำนานอธิบายถึงเหตุผลที่ต้องกระทำตามอยู่เสมอ กลุ่มอาข่าเริ่มมีและติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น จากโครงการพัฒนาบนพื้นที่สูงของรัฐในการสร้างถนน การชลประทาน และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ รวมถึง การให้การศึกษา การสนับสนุนการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของอาข่าจากรูปแบบดั้งเดิมมาสู่ความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น (หน้า 1-251)

Focus

เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน รัฐฉานประเทศพม่า ทางเหนือของลาว เวียดนาม และประเทศไทย รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าจากการพัฒนาของรัฐต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมไปสู่สังคมสมัยใหม่

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มชาติพันธุ์อาข่าซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของจีน ทางเหนือของลาว เวียดนาม ประเทศไทย และในรัฐฉาน ประเทศพม่า

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาอาข่าอยู่ในกลุ่มภาษา Yi ซึ่งเป็นตระกูลภาษา ทิเบต-พม่า (Tibeto-Burman) ภาษาอาข่ามีความสัมพันธ์กลุ่มภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ ลาหู่ ลีซู และ Hani ลักษณะทางภาษาศาสตร์แสดงข้อมูลหลักฐานว่าอาข่าเป็นกลุ่มคนดั้งเดิมในกลุ่มย่อยของชาติพันธุ์ Yi ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีประชากรเป็นอันดับ 4 ในประเทศจีนและ 11 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในจังหวัดยูนนาน (หน้า 42-43)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

อาข่าจำประวัติศาสตร์ก่อนที่จะมีการแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มย่อยต่าง ๆ ต้นกำเนิดของอาข่าถูกเล่าผ่านตำนาน กำเนิดโลก มนุษย์และ วิญญาณ ซึ่งมีตำนานที่คล้ายคลึงกัน และตำนานเหล่านี้ทำให้อาข่าแตกต่างไปจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ (หน้า 39) เรื่องเล่าประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านจะได้รับการจดจำผ่าน Pima ซึ่งเป็นนักเล่าเรื่อง ขับร้องบทเพลง กลอน ในภาษาดั้งเดิม Pima จะขับร้องบทเพลงเหล่านี้ในงานพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น งานศพ เทศกาลตามประเพณีอาข่า รวมถึงเมื่อมีการสร้างบ้าน (หน้า 42-44) ถิ่นฐานดั้งเดิมของอาข่าอยู่ในประเทศจีน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดยูนนาน อาข่าเริ่มอพยพเข้าสู่พม่า ลาว เวียดนามเมื่อประมาณ 200-300 ปีที่ผ่านมา และอพยพเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณ ค.ศ.1900 แต่มีจำนวนไม่มากนักในระยะแรก ๆ ต่อมาในช่วงครึ่งหลังศตวรรษมีการอพยพเข้ามาเพิ่มมากขึ้น (หน้า 39)

Settlement Pattern

ในการตั้งถิ่นฐานของอาข่าจะมีการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมและมีการประกอบพิธีกรรมเสี่ยงทายตามประเพณีความเชื่อของอาข่า เพื่อเป็นการสอบถามเทพเจ้าประจำที่ดินว่าพื้นที่เหมาะสมแก่การตั้งบ้านเรือนหรือไม่ โดยหมอผู้ประกอบพิธีกรรม "Dzoema" จะทำการเสี่ยงทาย เช่น จากการโยนไข่ ถ้าไข่ไม่แตกถือว่าพื้นที่ไม่เหมาะสมต้องหาพื้นที่ใหม่ แต่หากการเสี่ยงทายเป็นไปด้วยดีจะเริ่มทำการสร้างบ้านของหมอผู้ประกอบพิธีกรรมก่อนหลังจากนั้นก็จะสร้างบ้านเรือนของตนเอง และสร้างประตูหมู่บ้าน และในปลายฤดูร้อนจะสร้างชิงช้าสำหรับใช้ในพิธีโล้ชิงช้าขึ้น (หน้า 49-50) ลักษณะบ้านเรือนของอาข่าจะมีระเบียงเปิด วัสดุที่นำมาใช้ในการสร้างบ้านเป็นผลผลิตจากป่า เช่น ไม่ไผ่ หลังคามุงด้วยหญ้าคา ทางเข้าหมู่บ้านจะมีประตูไม้ที่ลักษณะเฉพาะในกลุ่มอาข่าเท่านั้น (หน้า 9-11)

Demography

หมู่บ้านอาข่าในประเทศไทยประกอบด้วย 40-50 ครัวเรือน (หน้า 20)

Economy

การเกษตรกรรม : วิถีชีวิตของอาข่าดั้งเดิมจะเป็นการทำไร่หมุนเวียนโดยเฉพาะการปลูกข้าว ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงมาทำการเพาะปลูกเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อนำมาขายและซื้อข้าวหรือสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ การเพาะปลูกข้าวบนพื้นที่สูงที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือการทำไร่หมุนเวียนและการทำนาขั้นบันได แต่การทำนาขั้นบันไดดินจะต้องเหนียวพอและมีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์พอเพียงสำหรับข้าว ส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่อาข่าอาศัยอยู่ดินไม่อุดมสมบูรณ์พอที่จะทำนาขั้นบันไดได้มากนัก การเตรียมพื้นที่เพาะปลูกจะเริ่มจากการถางป่า เอาต้นไม้ออกถ้าเป็นไม้ใหญ่ก็ยังปล่อยไว้ ปกติการถางป่าจะทำในช่วงฤดูหนาว อากาศแห้ง และทำการเผาเพื่อช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน งานเผาที่ดินจะเป็นหน้าที่ของผู้ชายและต้องทำด้วยความระมัดระวัง ข้าวจะไม่เจริญเติบโตถ้าไม่มีการเผาพื้นที่ หลังจากนั้นจะปล่อยพื้นที่ให้แห้ง และหมอผู้ประกอบพิธีกรรมประจำหมู่บ้านจะทำพิธีกรรมตามความเชื่อ หลังจากนั้นจะเริ่มทำการเพาะปลูก พื้นที่จะถูกใช้ไม่เกิน 2 ปี ก็ต้องถางที่ใหม่เนื่องจากดินไม่อุดมสมบูรณ์พอที่จะเพาะปลูกได้อีกครั้ง แต่อาจจะกลับมาใช้พื้นที่เก่าอีกครั้งภายหลังจากทิ้งร้างไว้อย่างน้อย 10 ปีซึ่งในช่วงเวลานี้ดินจะกลับมาอุดมสมบูรณ์และมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมอีกครั้ง การปลูกข้าวจะใช้ไม้ไผ่ขุดหลุมแล้วหยอดเมล็ดลงไปแล้วทำการกลบ ต่อมาจะต้องคอยดูแลกำจัดวัชพืชในไร่และคอยระวังสัตว์และแมลงเข้ามากัดกินข้าว โดยจะจับแมลง ตั๊กแตนใส่ใบไม้และเสียบไว้กับไม้หน้าประตูหมู่บ้านเพื่อให้แมลงอยู่ไกลจากไร่ หรือในช่วงที่มีการทำพิธีเซ่นไหว้เทพเจ้าประจำที่ดินและแหล่งน้ำ หมอผู้ประกอบพิธีกรรม "Dzoema" ขับไล่แมลงด้วยการตะโกนและเซ่นไหว้ด้วยหมู ไก่ และ หมอผู้ประกอบพิธีกรรมก็จะทำการอ่านตับหมูหรือกระดูกไก่ เพื่อทำนายผลผลิตที่จะได้ในปี ความเชื่อและการประกอบพิธีกรรมเป็นสิ่งจำเป็นในการเพาะปลูกข้าว เพื่อผลผลิตที่ได้ในแต่ละปีจะเป็นไปด้วยดี (หน้า 127-134) การเก็บเกี่ยวเริ่มหลังช่วงฤดูมรสุม ทั้งชายและหญิงจะช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าวและนำกลับไปยังหมู่บ้านบางครั้งก็จะมีการสร้างยุ้งฉางระหว่างทางไปหมู่บ้าน เทศกาลประเพณีในการเพาะปลูกครั้งที่ 1 จะเริ่มทำในวันควาย "Buffalo day" การเผาไร่จะไม่ทำในวันผีหรือวันเสือ วันไก่เป็นวันดีสำหรับการเก็บเกี่ยว และไม่ควรเริ่มเก็บเกี่ยวในวันลิง เมื่ออาข่าไม่สามารถปลูกข้าวได้ทั้งจากสภาพดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ อาข่าหันมาปลูกพืชชนิดอื่นในที่ดิน เช่น ชา ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ยาสูบ ฝ้าย และสับปะรด นอกจากนี้ยังปลูกผักต่างๆ ไว้กินภายในครัวเรือน เช่น ฟักทอง มัน แตงกวา ถั่ว กระเทียม เผือก พริก หัวไชเท้า ฯลฯ ปัจจุบันอาข่าเริ่มเปลี่ยนมาทำการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ฝิ่น อ้อย กะหล่ำปลี ขิง มะเขือเทศ หรือกาแฟ และพืชผักผลไม้ต่าง ๆ (หน้า 136) ในประเทศไทยจากปัญหาเรื่องที่ดินและรัฐเข้ามาสนับสนุนการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ อาข่าในประเทศไทยหันมาปลูก มะเขือเทศ ขิง ดอกไม้ ผักชนิดต่าง ๆ และกาแฟ แต่ราคาขายได้ไม่ดีนักซึ่งเกิดขึ้นในประเทศจีนเช่นเดียวกัน แต่ราคายาง และ อ้อย ก็ยังดีกว่าราคาพืชผักผลไม้และกาแฟในประเทศไทย (หน้า 233) สัตว์เลี้ยง : สัตว์เลี้ยงเป็นแหล่งอาหารประเภทโปรตีนที่สำคัญของอาข่า หมูและไก่เป็นเนื้อที่อาข่าชอบรับประทานมากที่สุด ทุกครัวเรือนจะเลี้ยงหมู ไก่ และบางพื้นที่จะเลี้ยง เป็ด ห่าน ไก่งวง และเลี้ยงวัวควายสำหรับค้าขายหรือใช้เป็นเครื่องเซ่นในงานพิธีกรรม อาข่าที่จนอาจจะกินเนื้อหมาแต่จะเป็นเนื้อหมาที่ได้มาจากนอกหมู่บ้าน (หน้า 136-138) การล่าสัตว์หาของป่า : ป่าไม้เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของอาข่าไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปล่าสัตว์ในป่า หรือหาของป่า ยาสมุนไพร และใช้วัสดุต่างๆ จากป่าในการก่อสร้างบ้านเรือน เด็กผู้ชายจะเรียนรู้ที่จะล่าสัตว์ตั้งแต่เด็กเมื่อโตพวกเขาก็จะมีความชำนาญในการล่าสัตว์ต่างๆ (หน้า 138-155) การค้า : แม้ว่าอาข่าจะอาศัยอยู่บนพื้นที่สูงแต่ก็ไม่ได้แยกโดดเดี่ยวมีการติดต่อค้าขายกับกลุ่มคนภายนอก เช่น ในวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีการเพาะปลูกข้าวพวกเขาสามารถยังชีพได้ด้วยตนเอง แต่ก็ยังต้องพึ่งตลาดสำหรับซื้อสิ่งของอื่น ๆ เช่น เกลือ น้ำตาล ตะกร้า ฯลฯ และเมื่อผลิตข้าวไม่พอการเคลื่อนย้ายไม่สามารถกระทำได้ อาข่าหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจและนำพืชผลเหล่านั้นมาขายยังตลาดเพื่อแลกซื้อข้าวและสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ ภายในครัวเรือน ในเมืองสิบสองปันนา จังหวัดยูนนาน มีตลาดนัดประจำสัปดาห์ กลุ่มชนบนพื้นที่สูงเดินทางจากหมู่บ้านเข้ามาแลกเปลี่ยน ซื้อสินค้า และเมื่อรัฐทำการสร้างถนนเข้าไปในพื้นที่สูงทำให้มีการค้าขายหลายรูปแบบ เช่น ออกไปซื้อของที่ตลาด รอซื้อจากกองคาราวานเข้ามาในหมู่บ้าน หรือจัดกองคาราวานของตนเองออกไปซื้อขายกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ โดยปกติการจัดกองคาราวานจะเดินทางจากยูนนานไปยังทางเหนือของลาวและรัฐฉานในประเทศพม่าและบางครั้งมาถึงประเทศไทย เส้นทางแม่น้ำสาละวิน-แม่โขงเป็นเส้นทางน้ำ แต่ส่วนใหญ่กองคาราวานอาข่าจะใช้เส้นทางผ่านภูเขาและป่าบนพื้นที่สูง อาข่าจะซื้อชา ยาสูบ ตะกร้า ฝ้าย พริก เหล้า หมู น้ำผึ้งป่า หรือขี้ผึ้ง และขายวัวควายที่พวกเขาเลี้ยงให้กับชาวลาว ไต ไทใหญ่ ซึ่งอาศัยบนพื้นที่ราบ และในยุคต่อมามีการค้าขายฝิ่นบางครั้งกองคาราวานก็ขายเฉพาะฝิ่นเพียงอย่างเดียว ระบบชั่ง ตวง วัด ของอาข่าคล้ายคลึงกับของชาวจีนและมีการวัดของตนเองด้วยเช่นกัน เช่น ใช้ตะกร้ามาตรฐานในการชั่ง รวมทั้งใช้กระบอกสำหรับของเหลว เมื่อเดินทางกลับอาข่าจะซื้อ เกลือ พริกไทย สบู่ หมาก เสื้อผ้า ข้าว ลูกปัด และเงิน กลับมายังหมู่บ้าน (หน้า 161-162)

Social Organization

ในหมู่บ้านจะมี Pima ซึ่งเป็นนักเล่าเรื่องรวมถึงจดจำตำนาน การอพยพของหมู่บ้าน รวมถึงข้อปฏิบัติตนของอาข่า " Akhazang" ปกติจะมี 1 หรือ 2 คน หัวหน้าประกอบพิธีกรรมของหมู่บ้านคือ "Dzoema" ซึ่งจะเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้านและดูแลให้ทุกคนปฎิบัติตนแบบอาข่า "Akhazang" เพื่อความสงบสุขของหมู่บ้าน นอกจากนี้หมู่บ้านจะมีสภาผู้อาวุโสซึ่งคอยดูแลและให้คำปรึกษา และหมู่บ้านจะมี Buseh ซึ่งเป็นตัวแทนในการติดต่อระหว่างหมู่บ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือกับผู้คนภายนอก (หน้า 68-70) ลักษณะโครงสร้างทางสังคมของอาข่ามีโคตรตระกูลเป็นสายสัมพันธ์ที่สำคัญ และสืบสายตระกูลผ่านทางบิดา และมีการนับถือผู้อาวุโส หลายข้อปฏิบัติข้อห้ามต่าง ๆ มักจะมีตำนานเรื่องเล่าเข้ามาอธิบาย (หน้า 39) เช่น การให้ผู้ชายและผู้หญิงนอนคนละฟาก ซึ่งมีตำนานเล่าถึงผู้หญิงเป็นครึ่งเสือและวิญญาณ จะกินสามี จะปลอดภัยถ้านอนกันคนละฟาก (หน้า 69) นอกจากนี้ อาข่ามีข้อห้ามในการแต่งงานในโคตรตระกูลเดียวกัน ซึ่งปกติรวมหมายถึงการให้แต่งงานนอกหมู่บ้าน เจ้าสาวมาจากกลุ่มโคตรตระกูลอื่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ตามประเพณีปฏิบัติของอาข่า "Akhazang" เรียกร้องให้ครอบครัวเจ้าสาวและเจ้าบ่าวแลกเปลี่ยนการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ 3 ครั้งใน 3 ปีภายหลังการแต่งงาน (หน้า 163) อาข่ารุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาทั้งในประเทศจีนและประเทศไทยจะอพยพเข้าไปในเมือง ลูกหลานรุ่นต่อไปของพวกเขาอาจจะไม่ใช่อาข่าอีกต่อไป ผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาระดับมัธยมในเมือง นิยมแต่งงานกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ บนพื้นที่ราบเพื่อยกฐานะทางเศรษฐกิจและเปอร์เซ็นต์การแต่งงานกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ จะสูงขึ้นถ้าผู้ชายในหมู่บ้านติดยามาก การแต่งงานกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นทำให้พวกเขาแยกออกจากบริบทของความเป็นอาข่าดั้งเดิม (หน้า 163-166)

Political Organization

ในประเทศไทยอาข่าเป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยบนพื้นที่สูง จากการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ในปี ค.ศ. 1980-1990 รัฐบาลไทยเข้ามาจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเพื่อรักษาป่าซึ่งเป็นกระบวนการทำให้รัฐเป็นเจ้าของพื้นที่ป่าไม้ ภูเขา ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อาศัยอยู่ ขณะนี้รัฐพยายามให้ผู้คนที่เคยอยู่อาศัยในพื้นที่สูงออกจากพื้นที่ป่าซึ่งเป็นเสมือนบ้านของพวกเขา ขณะเดียวกันอาข่าและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ บนพื้นที่สูงก็ต้องพบกับสถานการณ์ที่กลุ่มชาวพื้นที่ราบขยายพื้นที่เข้ามาในเขตพื้นที่สูง นอกจากนี้พวกเขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาการไม่มีสัญชาติไทย ทำให้พวกเขามีความจำกัดในการใช้ที่ดินและปัญหาการอยู่อาศัยในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (หน้า 232) ในประเทศจีนนโยบายการเมืองการปกครองของรัฐบาลจีนกระทบต่อวิถีชีวิตของอาข่า โดยรัฐเข้ามาแทรกแซงวัฒนธรรมอาข่า ทั้งในเรื่องการแต่งกาย ความเชื่อ คนรุ่นใหม่ของอาข่าอาจจะไม่ยึดถือประเพณีดั้งเดิมมากนัก และตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 อาข่าในจีนไม่ได้แต่งชุดแบบอาข่ายกเว้นแต่ในกลุ่มผู้สูงอายุ จะใส่ชุดอาข่าเฉพาะในงานประเพณีเท่านั้น (หน้า 232)

Belief System

ความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ : อาข่านับถือผีบรรพบุรุษภายในบ้านจะมีที่สำหรับบูชาผีบรรพบุรุษ มีการเซ่นไหว้อาจทำโดยสมาชิกภายในครัวเรือนหรือผู้ประกอบพิธีกรรมอาวุโส "Ya ye ama" ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายอาวุโสที่สุด การเซ่นไหว้ปกติจะขอให้ผีบรรพบุรุษช่วยดูแลผลผลิตทางการเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวตามประเพณีดั้งเดิมของอาข่า ซึ่งการเซ่นไหว้ก็จะอยู่ในวงจรของการเพาะปลูกข้าวจนกระทั่งถึงการเก็บเกี่ยวข้าว ช่วงที่สำคัญที่สุดคือ ช่วงฤดูมรสุมและเริ่มทำการเพาะปลูก หัวหน้าผู้ประกอบพิธีกรรม "Dzoema" จะเลือกวันควายเพื่อประกอบพิธีกรรม จากนั้นแต่ละครัวเรือนก็สามารถทำการเพาะปลูกได้ การเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษที่สำคัญอีกครั้ง จะเป็นในช่วงเทศกาลโล้ชิงช้า "Swing Festival" นอกจากนี้ วันนี้ยังหมายถึงวันปีใหม่ของผู้หญิง จุดประสงค์หลักของการประกอบพิธีกรรมไม่มีคนทราบแน่ชัด แต่ถ้าพิจารณาถึงระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตบนพื้นที่สูงจะพบว่าช่วงนี้เป็นช่วงอาทิตย์ก่อนที่จะทำการเก็บเกี่ยวซึ่งจะเป็นงานหนัก งานเทศกาลครั้งนี้จึงเป็นเสมือนช่วงพักร้อนก่อนงานหนักจะมาถึง ผู้หญิงจะแต่งกายตามประเพณี มีดนตรี การเต้นรำ และขับร้องตลอดทั้งคืน การเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษภายหลังการเก็บเกี่ยวจะทำในช่วง 4 วันของวันปีใหม่ ในประเทศจีนจะทำในกลางเดือนพฤศจิกายน สำหรับในประเทศไทยและพม่าจะเป็นสิ้นเดือนธันวาคม ซึ่งเรียกว่าวันปีใหม่ของผู้ชาย จะมีการเซ่นไหว้ด้วยสัตว์และมีการละเล่น "Top spinning" ของเด็กผู้ชายในช่วงเทศกาลนี้ พิธีกรรมสุดท้ายสำหรับการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษจะเป็นช่วงฤดูฝนก่อนฝนตก เรียกว่า "Hunter's offering" หัวหน้าครอบครัวจะนำข้าวปั้น และไข่มาเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษที่บันได (หน้า 95-106) ความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าและวิญญาณต่างๆ : อาข่ามีความเชื่อในเรื่องของเทพเจ้าและวิญญาณต่าง ๆ ซึ่งรวมเรียกว่า "Neh" บางครั้งก็สามารถให้เกิดการเจ็บป่วย "Nyi neh" ค่อนข้างน่ากลัว และรวมถึง "Neh" ที่อาศัยใน หนองบึง ลม ป่าไม้ น้ำตำ แม่น้ำ ฟ้าผ่า และ "Neh" ที่ก่อให้เกิดการตายของทารก รวมถึง ผู้หญิงที่ให้ลูกแฝด ต้องคอยระมัดระวัง "Neh" เหล่านี้ Neh อาจเข้ามาในตัวของมนุษย์ สร้างความเจ็บปวดจากภายในได้ ปกติถ้าเกิดโรค อาข่ามักจะพูดว่าเกิดจากการกระทำของ Neh การป้องกัน Neh กระทำได้หลายวิธี เช่น เมื่อเข้าป่าจะไม่พูดถึง Neh หลีกเลี่ยงการพูดถึงความตายและการตั้งครรภ์ ในบ้านจะกลับม้านั่งถ้าไม่มีคนนั่ง และเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษสำหรับช่วยเหลือในการขับไล่ Neh ที่มารบกวน ในไร่ก็จะมีการสร้างศาลเจ้าเล็ก ๆ และนำอาหารเครื่องเซ่นมาเซ่นไหว้ Neh หมู่บ้านจะมีการสร้างประตูเป็นเขตแดนที่วิญญาณต่าง ๆ จะไม่สามารถผ่านเข้ามาได้ เป็นเครื่องหมายระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณ เสาประตูทำด้วยไม้ประดับตกแต่งด้วยสัญลักษณหลายอย่าง ประตูจะมีการสร้างใหม่ซ้อนทุกปีในช่วงเดือนเมษายน ถ้าหากมีคนละเมิดข้อห้ามของอาข่า พลังของประตูในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายจะหายไปจะต้องมีการสร้างประตูใหม่และมีการเซ่นไหว้ด้วยหมู (หน้า 106-110) ประเพณีเกี่ยวกับการตาย : เมื่อมีการตายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน Pima จะทำพิธีส่งวิญญาณเดินทางอย่างสงบไปยังดินแดนของผีบรรพบุรุษ และนำศพใส่โลงไม้และมีขบวนแห่นำไปฝัง ในพิธีกรรมนี้อาข่าจะแต่งชุดตามประเพณีดั้งเดิมเข้าร่วมพิธีกรรม (หน้า 95) การรับศาสนาใหม่ : การรับศาสนาพุทธ พวกเขารับความช่วยเหลือจากศาสนาพุทธ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นพุทธศาสนิกชนอย่างแท้จริง เด็ก ๆ บวชเป็นเณรเพื่อเข้ารับการศึกษาเล่าเรียนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ศาสนาพุทธไม่ได้เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของอาข่า แต่ศาสนาพุทธได้นำวัฒนธรรมบางอย่างเข้ามาสู่กลุ่มอาข่า เช่น ประเพณีการเผาศพแทนที่การฝังแบบดั้งเดิม ส่วนใหญ่อาข่าที่อยู่ใกล้พื้นที่ราบจะรับวัฒนธรรมประเพณีเหล่านี้มากกว่าอาข่าที่อยู่บนพื้นที่สูง (หน้า 239) มีอาข่าประมาณหนึ่งในสามของประชากรอาข่าในประเทศไทยนับถือศาสนาคริสต์ และมีเปอร์เซ็นต์การนับถือสูงกว่านี้ในอาข่าที่อยู่ในประเทศพม่า มิชชันนารีเริ่มเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในพม่าในช่วงยุคอาณานิคม โดยการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ประสบความสำเร็จในพื้นที่แรกคือ ในพื้นที่เมืองเชียงตุง รัฐฉาน โดยผู้ที่เปลี่ยนมานับถือจะเป็นไทใหญ่ และต่อมาแพร่ขยายเข้าไปในกลุ่มชนบนพื้นที่สูงในปี ค.ศ. 1962 นิกายที่เก่าแก่ที่สุดคือนิกายแบบติสส์ ต่อมาก็มีนิกายอื่น ๆ เข้ามาเผยแพร่ศาสนา (หน้า 239-240) อย่างไรก็ตาม อาข่าในลาว เวียดนาม และจีน ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ เนื่องจาก ไม่มีมิชชันนารีเข้ามาในพื้นที่มากนัก (หน้า 245)

Education and Socialization

พรรคคอมมิวนิสต์เริ่มจัดการศึกษาแบบจีนเข้าไปในกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 โดยจัดสร้างโรงเรียนประถมจัดการเรียนการสอน หลังจากนั้นให้อาข่าที่ได้รับการศึกษามาเป็นครูสอนต่อไป ปัจจุบัน 75 เปอร์เซ็นต์ของเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนเป็นอาข่า การเรียนในระดับประถมปีที่ 1-3 จะเป็นการฝึกการใช้สมอง คณิตศาสตร์ และการใช้ภาษา รวมถึงการเรียนภาษาอื่นๆ ตั้งแต่ระดับประถมปีที่ 3 เป็นต้นไปจะเป็นการเรียนโดยใช้ภาษาจีนกลาง จากการที่รัฐบาลจีนเข้ามาจัดการศึกษาให้กับกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า ทำให้มีอาข่าบางส่วนอพยพไปอยู่อาศัยบนพื้นที่ราบและเริ่มมองอาข่าที่อยู่บนพื้นที่สูงว่าเป็นพวกล้าหลัง "Primitive" เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงแนวคิดไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ (หน้า 227) ในประเทศไทย รัฐบาลไทยเริ่มเข้ามาให้การศึกษาในพื้นที่สูงเช่นเดียวกัน มีการสร้างโรงเรียน หมู่บ้านขนาดใหญ่จะมีโรงเรียนประถมศึกษา นอกจากนี้ เด็กผู้ชายสามารถบวชเป็นเณรได้รับการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในโรงเรียนครูผู้สอนเป็นคนไทยและให้ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารเท่านั้น และไม่มีนักเรียนจากกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าหรือกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อยอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จในการเรียนและกลายเป็นอาจารย์สอนเท่าไรนัก การเรียนการสอนในช่วงเริ่มต้นเด็กจะเรียนรู้เพื่อฝึกคิดเป็นเหตุผล แต่ปัญหาที่สำคัญคือเด็กไม่สามารถเข้าใจที่ครูสอนได้ และสิ่งที่เรียนรู้ห่างไกลไปจากวิถีชีวิตประจำวัน นอกจากนี้การเรียนในโรงเรียนไทยเป็นเสมือนการขัดเกลาทางสังคมเพื่อการเรียนรู้ที่จะนำพวกเขาเข้าสู่สังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาไทย การไหว้ การนั่ง การเคารพผู้ใหญ่ นับถือพระมหากษัตริย์ซึ่งพวกเขาถูกสอนเหมือนกับเด็กไทยคนอื่นๆ ทั่วไป ความรู้ที่ได้เหล่านี้จะใช้ได้เมื่อพวกเขาออกจากหมู่บ้านไปอยู่ในเมือง พวกเขาถูกสอนให้เป็นคนไทย และห่างไกลไปจากการเป็นอาข่าในประเทศไทยหรือเป็นผู้อยู่อาศัยบนพื้นที่สูงที่ดี (หน้า 228-231)

Health and Medicine

อาข่าเก็บสมุนไพรจากป่ามาใช้เป็นยา แต่ละครัวเรือนจะทำยาไว้ใช้เอง ผู้หญิงมักจะเป็นกลุ่มที่มีความรู้ในเรื่องสมุนไพร ความรู้ความชำนาญเหล่านี้ใช้เวลาสะสมประสบการณ์มายาวนานหลายปี เด็กรุ่นใหม่มักจะไม่ค่อยมีเวลามาสืบทอดเนื่องจากต้องไปโรงเรียน อย่างไรก็ตามจากการเจ็บป่วยที่เพิ่มมากขึ้นการคมนาคมไม่สะดวกสำหรับการออกไปรักษาที่โรงพยาบาลหรือซื้อยาสมัยใหม่ การรักษาด้วยสมุนไพรยังเป็นที่ต้องการของผู้คนในหมู่บ้าน การรักษาโรคของอาข่ายังรวมไปถึงการเซ่นไหว้บูชาผีบรรพบุรุษและเทพเจ้าต่าง ๆ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย และถ้าหากมีการเจ็บป่วยที่มีสาเหตุมาจากการกระทำของผีและเทพเจ้าเหล่านี้ก็จะมีการประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้ (หน้า 154-159) นอกจากนี้ อาข่ายังมีหมอผีหรือคนทรง "Nyi pa" เป็นผู้สื่อระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณ ช่วยรักษาโรคที่เกิดจากการกระทำของผีหรือวิญญาณต่างๆ ในหมู่บ้านอาข่าที่ไม่มี หัวหน้าประกอบพิธีกรรม "Dzoema" หรือนักเล่าเรื่อง ตำนานหมู่บ้าน "Pima" แต่ยังคงมีหมอผีหรือคนทรง "Nyi pa" การรักษาอาการเจ็บป่วยโดยจะมีการประกอบพิธีกรรมทรงเจ้าให้ทราบถึงสาเหตุของการเจ็บป่วยและมีการเซ่นไหว้ด้วยสัตว์ชนิดต่าง ๆ Nyi Pa ได้รับความนับถือสูงแม้ว่าหมู่บ้านอาข่าเหล่านั้นได้สูญเสียวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมไปแล้วก็ตาม (หน้า 125)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

เสื้อผ้าและเครื่องประดับตกแต่ง : เสื้อผ้าและเครื่องประดับอาข่ามักจะได้แรงบันดาลใจมาจากป่าไม้ สภาพแวดล้อมที่พวกเขาอาศัยอยู่ และใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ฝ้ายในการทอเสื้อผ้า และนำเมล็ดพืช เปลือกหอย และเหรียญเงินทำเป็นเครื่องประดับตกแต่ง เสื้อผ้าอาข่าในทุกกลุ่มจะมีรูปแบบคล้ายคลึงกันยกเว้นอาข่าในเมือง Phong Saly และ Lai Chau ในเวียดนามที่เสื้อผ้าจะมีรูปแบบแตกต่างออกไป ในพื้นที่นี้ผู้หญิงจะใส่กางเกงและเสื้อคลุมยาวถึงเข่า เย็บติดทางด้านขวาจนถึงเอว และใส่หมวกประดับด้วยเงินและมีผ้าคลุมสีดำอยู่ด้านหลังปิดท้าย อาข่าในพื้นที่อื่นๆ ผู้หญิงจะใส่เสื้อคลุม กระโปรง หมวกซึ่งประดับอย่างสวยงาม ใส่สร้อยคอ ผู้ชายจะใส่เสื้อคลุมและกางเกงและมีผ้าโพกหัว ทั้งชายและหญิงมีย่ามสะพายไหล่ แต่ละกลุ่มย่อยของอาข่าจะมีรูปแบบการประดับตกแต่งที่มีเอกลักษณ์ของตนเองสามารถบ่งบอกได้ว่ามาจากกลุ่มอาข่า Ulo, Lomi Pateh, Mu sah ฯลฯ หมวกจะมีการประดับตกแต่งมากที่สุด และเสื้อแต่ละตัวจะมีการตกแต่งเฉพาะซึ่งยากที่จะทำให้เหมือนกันอีกแม้ว่าจะมีการร้องขอก็ตาม การทอผ้าเป็นงานของผู้หญิง แต่บทบาทของผู้ชายจะอยู่ที่กระบวนการผลิตฝ้าย อาข่าจะปลูกฝ้ายเองและนำฝ้ายมาปั่นให้เป็นเส้นใย ซึ่งมักจะเป็นงานที่ทำในหน้าแล้ง ผ้าที่ได้ส่วนใหญ่จะย้อมเป็นสีน้ำเงิน เด็กผู้หญิงจะเรียนปั่นด้ายตั้งแต่ยังเด็กและเริ่มเรียนการทอผ้าเมื่อตัวสูงพอที่จะเหยียบกี่ทอผ้าได้ การเรียนรู้การทำผ้าจะเรียนจากมารดา พี่สาวและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มักจะมีการเปรียบเทียบและตรวจสอบงานของกันและกัน เมื่อมีการทำลวดลายแบบดั้งเดิมหรือการผสมผสานลวดลายใหม่ของตนเอง ลวดลายที่อาข่านิยมทำจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมและมีการทำพู่ห้อยประดับตกแต่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องประดับจากธรรมชาติ เช่น เมล็ดพืชและเหรียญเงิน ใช้ประดับทั้งหมวก เสื้อ และถุงย่าม เหรียญที่นิยมเป็นเหรียญรูปีในช่วงที่อินเดียเป็นอาณานิคมของอังกฤษ หรือ เหรียญของลาว และเวียดนาม อาข่าในยูนนานก็อาจจะใข้เหรียญจากยูนนาน และเหรียญเก่าในพม่า และไทย สำหรับเหรียญของไทยที่นิยมใช้จะเป็นเหรียญทีมีรู มีการใช้เหรียญบาทปัจจุบันด้วยเช่นกัน (หน้า 175-209) เครื่องดนตรีที่ใช้จะเป็น เขาควายป่าจะใช้เป่าใน Dehaw และงานเทศกาลตอนกลางคืน นอกจากนี้มี ซึงสามสายแต่จะใช้เล่นเฉพาะในงานพิเศษเท่านี้ (หน้า 211-221)

Folklore

ในหมู่บ้านจะมีนักเล่าเรื่อง "Pima" ซึ่งเป็นผู้จดจำตำนานหมู่บ้าน การอพยพ รวมถึงข้อปฏิบัติต่าง ๆ ของการเป็นอาข่า โดย Pima จะจดจำเรื่องราวต่างๆ เป็นโคลงกลอน บทเพลง ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิม ทำให้ Pima จากพื้นที่ใกล้แม่น้ำสาละวินในพม่าสามารถเข้าใจ เพลง บทกลอนที่ร้องในงานศพของอาข่าใน เมือง Muong Singh แต่เนื่องจากอาข่ามีกลุ่มย่อยหลากหลายกลุ่ม ทำให้ตำนาน เรื่องเล่าต่าง ๆ มีหลากหลาย รวมถึงมีการสร้างตำนานใหม่หรือผสมผสานกับเรื่องเล่าใหม่ของแต่ละกลุ่มที่อพยพไปในพื้นที่ต่างๆ (หน้า 41) ตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าผู้สร้างโลก : เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ Apoemiyeh ซึ่งหมายถึงบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ Apoemiyeh สร้างท้องฟ้า Mgah และอีกแปดสิ่ง แต่มีเพียง Mgah ที่มีลูกหลานสืบทอดและเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์และวิญญาณต่าง ๆ และ Apoemiyeh ได้สร้าง Jabi-oela เพื่อให้สร้างโลก Jabi-oela เริ่มสร้างน้ำตกลงจากหิน และสร้างป่าไม้ และสัตว์ป่า และแมลงจำพวกแรกคือมดและปลวก หลังจากนั้นก็สร้างสัตว์เลี้ยงโดยสร้างควายร้อยตัว หมูร้อยตัว และไก่ร้อยตัว เมื่อ Jabi-oela สร้างทุกอย่างเสร็จก็มีความต้องการที่จะสอนทุกอย่างให้อาข่า แต่อาข่ากลัวที่จะต้องเซ่นไหว้ Jaิbi-oela อาข่าพูดว่าพวกเขายุ่งกับการทำไร่นา Jabi-oela จึงสาปให้พวกเขาต้องยุ่งกับไร่นาตลอดไป เมื่อ Jabi-oela ตาย Apoemiyeh ก็ให้ Pitso และ Pitsa อยู่บนท้องฟ้าคอยดูแลอาข่า (หน้า 67-68) บรรพบุรุษของอาข่าสร้างกองกำลัง ทำให้ Apoemiyeh โกรธและนำพวกเขากลับไปยังท้องฟ้าทำให้อาข่าไม่มีกองกำลังต่อสู้จนถึงปัจจุบัน และอาข่ากินหนังสือที่เขียนบนหนังควายเพื่อพวกเขาจะได้จดจำได้ในท้องของพวกเขา (หน้า 68) ตำนานเกี่ยวกับมนุษย์และวิญญาณ สิ่งเหนือธรรมชาติ : ในอดีตโลก Upper world มีมนุษย์และวิญญาณซึ่งรวมเรียกว่า Neh ทั้งสองกำเนิดมาจากมารดาเดียวกันแต่มนุษย์และ Neh มักจะมีเรื่องกันอยู่เสมอ จนทั้งสองตัดสินใจที่จะแยกกันอยู่คนละโลกโดยถ้ามารดาตายเอาหน้านอนหงาย มนุษย์จะเลือกว่าจะอยู่ที่ใด แต่ถ้ามารดาตายเอาหน้านอนคว่ำ Nehจะเลือกว่าจะอยู่ที่ใด เมื่อมารดาตายเอาหน้าคว่ำมนุษย์ได้เปลี่ยนกลับให้นอนหงาย ทำให้มนุษย์มีสิทธิ์เลือกที่อยู่ โดยมนุษย์เลือกอยู่ในโลก Upper world ทำให้ Neh ต้องอยู่ในโลก Lower world ระหว่างสองโลกทุกอย่างกลับกัน และเวลาทำงานของมนุษย์เป็นกลางวันส่วน Neh เป็นกลางคืน อย่างไรก็ตาม Neh ก็ไม่ได้ทำตามข้อตกลง บางครั้งก็ออกมาอาศัยในโลกของมนุษย์ตามต้นไม้ แม่น้ำ เสากลางบ้าน กองฟืน และก่อปัญหาให้กับมนุษย์ (หน้า 106-107) ตำนานเกี่ยวกับไม่มีตัวหนังสือ : นานมาแล้วอาข่ามีตัวหนังสือเขียนไว้บนหนังควาย ขณะที่เดินทางกลับหมู่บ้านอาข่าไม่มีอาหารเหลือจึงต้องกินหนังควาย ทำให้อาข่าไม่มีตัวหนังสือในปัจจุบัน ตำนานนี้คล้ายคลึงกับตำนานไม่มีตัวหนังสือของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ บนพื้นที่สูง (หน้า 41) การละเล่น : แม้ว่าปกติอาข่าจะไม่มีเวลาว่างมากนักเนื่องจากต้องทำงานในไร่และดูแลสัตว์เลี้ยง แต่ก็มีการละเล่น และเกมส์ต่างๆ สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ และมีการละเล่นบางอย่างที่จะเล่นเฉพาะในงานประเพณีเฉพาะ เช่น Top-Spinning จะเล่นในช่วงเทศกาลปีใหม่ การตีไข่จะเล่นในช่วงประเพณีการเซ่นไหว้เพื่อล่าสัตว์ "Hunter's Offering" ลักษณะของเกมที่เล่นมักจะไม่มีผู้แพ้ เด็ก ๆ จะเรียนรู้กฎการเล่นจากเด็กที่อายุมากกว่า เกมที่เล่นทั่วไปเช่น เกมซ่อนหา กระโดดเชือก หรือ กระโดดข้ามสี่เหลี่ยมที่เขียนบนพื้น นอกจากนี้ ในปัจจุบันพวกเขายังเล่นเกมใหม่ ๆ ที่เรียนรู้จากโรงเรียนหรือจาก รายการโทรทัศน์ รวมถึงเด็ก ๆ แต่ละรุ่นสร้างเกมใหม่ขึ้น แต่ก็ยังคงเล่นเกมที่เคยเล่นกันมาในอดีตเช่นเดียวกัน เช่น เด็กผู้หญิงจะหนีบลูกสะบ้าไว้ที่เข่าและโยนไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือ เล่นไล่จับ ต่อสู้ต่าง ๆ ที่รู้จักดีเช่น "Tsoetseu และ Alitso" การเล่น Tsoetseu จะมีการแบ่งกลุ่มออกเป็นเสือและไก่ เล่นในวงกลมโดยพยายามไม่ให้เสือเข้ามาได้ถ้าหากวงแตกไก่ถูกเสือจับก็จะกลายเป็นเสือ สำหรับการเล่น Alitso จะเป็นการเล่นคล้ายกับแม่งูเอ๋ย โดยจะเกาะกันเป็นลูกโซ่ เสือจะพยายามจับคนสุดท้าย เมื่อเสือจับได้ก็จะกลายเป็นเสือต่อ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการเล่นต่อสู้ซึ่งส่วนใหญ่จะเล่นเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้ชาย และมีการทำรถไม้สำหรับนั่งเล่น เป็นต้น เมื่อเด็ก ๆ โตขึ้นต้องไปทำงานในไร่ก็จะมีเวลาเล่นน้อยลง เวลาว่างจะเปลี่ยนเป็นหลังอาหารเย็นและตอนกลางคืน ในประเพณีดั้งเดิมจะมีสถานที่สำหรับการละเล่นเรียกว่า "Dehaw" สามารถไปคุยกับเพื่อน หนุ่มสาวนัดกัน ใน Dahaw ไม่มีกฎตายตัวการละเล่นอาจจะมีการ ร้องเพลง เต้นรำ ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ส่วนใหญ่ลักษณะการเต้นรำ บทเพลงจะเป็นจังหวะ และบทเพลงง่ายๆ ไม่ซับซ้อน หรือบางครั้ง "Pima" ซึ่งเป็นนักล่าเรื่องเกี่ยวกับตำนานหมู่บ้าน จะร้องเพลงติดต่อกันหลายชั่วโมง

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ความสัมพันธ์ระหว่างอาข่ากับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น : อาข่ามีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เช่น กับกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ ในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิด ในเมือง Lancang ในยูนนานและเมือง Meng hai ในรัฐฉาน ประเทศพม่าและทางภาคเหนือของไทย อาข่าส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาลาหู่ได้ เนื่องจากภาษาของทั้งสองกลุ่มมีความใกล้เคียงกันและอาศัยอยู่ไม่ห่างกันเท่าไรนัก แต่ลาหู่ก็ยังมีอคติกับอาข่าในวัฒนธรรมเรื่องเพศของอาข่า ซึ่งบางครั้งมักจะพูดถึงในเชิงนินทากับคนภายนอก (หน้า 166-167) ความสัมพันธ์ของอาข่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ Bulang, Jinua , Yi และ เย้าในสิบสองปันนา และความสัมพันธ์ของอาข่ากับ เย้า ลีซู ในพม่าและประเทศไทย เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบของการติดต่อค้าขายโดยเฉพาะการค้าขายฝิ่น ปกติอาข่าจะเป็นผู้ซื้อและในช่วงสงครามในพม่าอาข่าได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยและอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกับเย้าและลีซู ในบางครั้งอาข่าอาจจะเช่าที่ดินจากเย้าและลีซูรวมถึงเข้าร่วมการประกอบพิธีกรรมของลีซู (หน้า 166-167) ความสัมพันธ์ระหว่างอาข่ากับกลุ่มไทใหญ่และกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบในพม่า เวียดนาม และลาว ค่อนข้างซับซ้อนกว่าความสัมพันธ์กับกลุ่มชนบนพื้นที่สูงด้วยกัน ผลจากสงครามในช่วงศตวรรษที่ 17 ทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างอาข่ากับกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบเปลี่ยนแปลงไป อาข่าใน Phong Saly บ่อยครั้งจะช่วยเหลือทหารกองโจรของลาวต่อสู้กับฝรั่งเศส ต่อมาอาข่าก็เปลี่ยนมาช่วยทหารอเมริกันต่อสู้กับรัฐบาลลาว ในพม่ากองกำลังทหารไทใหญ่ในรัฐฉานและรัฐบาลพม่ามักจะเข้ามาเกณฑ์ผู้ชายอาข่าไปเป็นแรงงาน แต่อาข่าพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกับทั้งสองฝ่าย (หน้า 172) ปัจจุบันยังคงมีความขัดแย้งระหว่างอาข่ากับกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบในด้านของอำนาจทางการเมือง และการเข้ามาอยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบและกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง รวมถึงเหตุผลทางเชื้อชาติ ยิ่งทำให้เกิดความซับซ้อนในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน และจากการพัฒนาเข้าสู่สังคมสมัยใหม่กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่ราบมักมองกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงเป็นกลุ่มที่อ่อนแอและล้าหลัง และบางครั้งก็ใช้อำนาจเข้าแย่งชิงพื้นที่จากอาข่า ดังที่เกิดขึ้นกับอาข่า "Akha of Jadian เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่ราบในสิบสองปันนา พวกเขาต้องอพยพไปยังพื้นที่สูงจากการรุกรานของกลุ่มชาติพันธุ์ไต และทำให้อาข่าตกอยู่ในสถานะของชนกลุ่มน้อย "Minority People" (หน้า 170-172) ความสัมพันธ์ที่ดีของอาข่ากับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นพบในประเทศจีน ซึ่งเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของพวกเขา ความสัมพันธ์ระหว่างอาข่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ไตในจีน ในอดีตอาข่านับถือผู้อาวุโสไตเป็นเสมือนพ่อแม่ และมีการติดต่อค้าขายโดยไตขึ้นมาซื้อของป่า สมุนไพรในหมู่บ้าน หรืออาข่าลงไปค้าขายกับไตบนพื้นที่ราบมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในการปฏิสังคมและในเชิงเศรษฐกิจก็เป็นไปในลักษณะที่ค่อนข้างเท่าเทียมกัน ในยูนนานอาข่ายังคงเรียกตนเองว่า "อาข่า" แต่เพราะว่าคำนี้มีความหมายว่าทาส รัฐบาลจีนได้เปลี่ยนชื่ออาข่าเป็น Aini ซึ่งหมายถึง รัก สถานะของอาข่าในจีนปัจจุบันพวกเขาสามารถเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่สูงในองค์กรของรัฐได้และได้รับความเท่าเทียมในเรื่องเชื้อชาติและสัญชาติ พื้นที่ในยูนนานค่อนข้างจะมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยมากกว่าพื้นที่ในจังหวัดอื่น ๆ ของประเทศจีน (หน้า 170-171) ในประเทศไทยรัฐบาลไทยมองอาข่าเป็นกลุ่มคนภายนอกที่อพยพเข้ามาใหม่อย่างผิดกฎหมาย รัฐมีนโยบายในการพัฒนาและการเปลี่ยนให้พวกเขากลายเป็นไทย อาข่าที่สามารถพูดภาษาไทย มีการศึกษาที่ดีจะได้รับการยอมรับจากรัฐและชาวพื้นราบ อย่างไรก็ตาม รัฐมักจะมองอาข่าเป็นพวกล้าหลัง และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมอาข่าหรือวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงอื่น ๆ เป็นสิ่งสนับสนุนการท่องเที่ยว (หน้า 173)

Social Cultural and Identity Change

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมของอาข่า : ในช่วง 50-60 ปีที่ผ่านมา อาข่าตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ปัญหาการดำรงเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของตนเอง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของพวกเขา ในอดีตวิถีการดำรงชีวิตของอาข่าค่อนข้างจะแยกออกจากโลกภายนอกไม่ได้ติดต่อสัมพันธ์มากนัก และห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง ซึ่งหากมีเหตุให้ต้องอพยพออกจากพื้นที่ อาข่าก็สามารถเคลื่อนย้ายและตั้งหมู่บ้านใหม่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่แตกต่างไปจากหมู่บ้านเดิมมากนัก และยังสามารถดำรงชีวิตในแบบประเพณีดั้งเดิมของพวกเขาได้ ในการอพยพมักจะเป็นการอพยพไปทางทิศใต้และทิศตะวันตก ปัจจุบันการอพยพมาถึงจุดที่ไม่สามารถไปไกลกว่า เนื่องจากมาถึงจุดสิ้นสุดพื้นที่สูงและถัดมาเป็นพื้นที่ราบ กว้างใหญ่ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อาศัยอยู่ และอาจจะไม่ต้อนรับผู้คนจากภายนอก (หน้า 223) การอพยพเข้าสู่พม่าทำให้เกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้น ครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 พื้นที่ภูเขาในทางตะวันออกของรัฐฉานมีประชากรหนาแน่น การปลูกฝิ่นและปลูกข้าวได้ผลผลิตไม่ดีนักและยังมีเหตุผลจากการที่ประชากรมากเกินไป เริ่มมีการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อค้าขายแลกซื้อข้าวและสิ่งของอื่น ๆ เป็นส่วนที่ทำให้พวกเขาออกห่างจากการดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมซึ่งมีจุดประสงค์หลักคือการที่พวกเขาสามารถพึ่งตนเองได้ (หน้า 223) ปัญหาความขัดแย้งและสงครามกลุ่มชาติพันธุ์ (Ethnic Rebellion ) ในรัฐฉาน ทำให้อาข่าเริ่มอพยพเข้าสู่ประเทศไทย ในขณะที่ก่อนการเกิดสงครามมีการอพยพเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยเพียงเล็กน้อย และยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อพยพเข้ามาเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็น ลาหู่ ลีซู ม้งและเย้า ที่หลบหนีสงครามอินโดจีน อย่างไรก็ตามประชากรในพื้นที่ภาคเหนือในขณะนั้นก็มีอยู่อย่างหนาแน่นอยู่แล้ว เมื่อรัฐบาลเริ่มเข้ามาควบคุมการเข้ามาของชาวเขาสู่สังคมไทย (หน้า 223-224) ทางตอนเหนือของเวียดนามแและลาวมีสงครามเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน แต่มีผลกระทบไม่มากนักต่ออาข่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ การปฏิวัติทำให้มีการเกณฑ์ทหารในกลุ่มหนุ่มอาข่าเข้ารบ แต่ไม่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของอาข่า พวกเขายังสามารถดำรงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมได้ ในประเทศจีนสงครามเมือง "The Civil War" เริ่มเกิดขึ้นทางตอนใต้ของยูนนาน แต่การเมืองและการเป็นรัฐชาติเริ่มขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาข่าในเรื่องของความเชื่อและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม การปฏิวัติทางวัฒนธรรม "Culural Revolution" ในช่วงปลายยุค 60 รัฐบาลจีนพยายามที่จะทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิมของอาข่าและอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ เหลือหมู่บ้านเพียงเล็กน้อยที่ยังคงมีประตูแบบดั้งเดิม และมีเพียงไม่กี่ครัวเรือนที่ยังประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับการบูชาผีบรรพบุรุษ แต่ก็ทำน้อยกว่าอาข่าในพื้นที่อื่น ๆ และภายหลังการปฏิวัติทางวัฒนธรรมรัฐบาลจีนเริ่มเข้ามาส่งเสริมการศึกษา เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตแต่ก็ได้ทำให้พวกเขาห่างไกลไปจากวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม มีความพยายามในการกอบกู้วัฒนธรรมดั้งเดิมคืนแต่ไม่สามารถทำได้มากนัก จากการเปลี่ยนแปลงวีถีการดำรงชีวิตการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจแบบใหม่ไม่ว่าจะเป็น อ้อย ยาง ชา ทำให้พวกเขาต้องทำงานในตารางเวลาแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากการเพาะปลูกข้าวซึ่งเป็นการเพาะปลูกที่มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อและประเพณีดั้งเดิมของอาข่า (หน้า 224-225) อิทธิพลของการท่องเที่ยวต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมอาข่า : ในประเทศจีนเริ่มมีการเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวในปี ค.ศ. 1980-1990 ซึ่งได้ส่งผลให้สิบสองปันนา กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ อาข่าเริ่มนำเครื่องประดับ งานหัตถกรรมมาขาย และผู้หญิงอาข่าลงมาที่ตลาด Menghun เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป แต่การท่องเที่ยวยังไม่มีผลกระทบกับอาข่าที่อาศัยอยู่ในยูนนานมากนัก เช่นเดียวกับอาข่าในพม่า เวียดนาม และลาว ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวมากนัก สำหรับประเทศลาวทางภาคเหนือในเขตหลวงน้ำทา และ Muong Singh เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลายเป็นพื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยว "Backpacker" สีสันของตลาดเช้าที่เต็มไปด้วยอาข่า เย้า แต่งตัวตามแบบดั้งเดิมเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว รวมถึงการเดินป่าเข้าไปยังหมู่บ้าน การขยายของการท่องเที่ยวส่งผลให้โครงการพัฒนาจากต่างชาติเข้ามาในพื้นที่เช่นกันไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบปะปา การส่งเสริมสุขภาพ และการศึกษา รวมถึงการปลูกพืชเศรษฐกิจ เริ่มมีอาข่าบางส่วนเปิดบ้านรับนักท่องเที่ยวเข้ามาพักมีรายได้เพิ่มมากขึ้น (หน้า 245) ในประเทศไทยการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มาหลายปี ประเพณีต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงกลายเป็นสีสันแปลกตาที่รัฐโฆษณาต่อสาธารณชน (หน้า 234-235) มีนักท่องเที่ยวเดินป่าเข้าไปยังหมู่บ้านอาข่า บางหมู่บ้านมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 20-30 คนต่อวันในช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว มีการค้าขายสินค้าหัตถกรรม ในช่วงแรกที่เปิด อาข่าเข้ามาเปิดร้านขายสินค้าหัตถกรรมในแม่สายและเชียงใหม่ มีรายได้ดี แต่ต่อมาจากการขยายตัวของตลาดและมีสินค้าเข้ามาเพิ่มมากขึ้นแต่ไม่มีคุณภาพมากนักทำให้การค้าขายไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม ธุรกิจการท่องเที่ยวมีผู้ได้รับผลประโยชน์เพียงกลุ่มน้อย และแนวคิดใหม่ของอาข่าเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินป่าเทียบไม่ได้กับแนวคิดใหม่ของกระบวนการเป็นรัฐชาติไทย (หน้า 245-247) การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นสมัยใหม่และการเข้าสู่สังคมไทย : จากนโยบายของรัฐไทยในกระบวนพัฒนากลุ่มชนบนพื้นที่สูงทั้งจากการสนับสนุนโครงการพัฒนาต่าง ๆ และการให้การศึกษา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจได้ส่งผลให้หนุ่มสาวอาข่าออกจากหมู่บ้านไปทำงานในเมือง เพื่อหารายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีกว่า โรงเรียนเป็นระบบการศึกษาที่มีส่วนทำให้พวกเขาเตรียมตัวเข้าสู่สังคมไทย ปัจจุบัน ในหมู่บ้านไม่มีกลุ่มคนหนุ่มสาวมากนักจะเข้าไปเป็นลูกจ้างในเมือง และผู้หญิงอาข่าหลายคนกลายเป็นโสเภณี โดยเฉพาะในแม่สาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงอาข่าที่อพยพมาจากพม่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านอาข่าที่นับถือศาสนาคริสต์มากกว่าหมู่บ้านอาข่าอื่น ๆ และส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของการติดเชื้อเอดส์ มีอาข่าบางส่วนที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตในสังสังคมสมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเริ่มเข้าสู่สังคมไทยมากขึ้น และสูญเสียวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนไป (หน้า 247-248)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

การอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมของอาข่า : ในประเทศจีนนักวิจัยอาข่า บันทึกเพลงของ Pima ซึ่งเป็นนักเล่าเรื่อง ขับร้องบทเพลงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ประจำหมู่บ้าน จัดพิมพ์และแปลเป็นภาษาจีน รวมถึงจัดรวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ เช่น นิทาน ตำนาน วัฒนธรรมและประเพณี และสร้างความเชื่อมโยงกับกลุ่มชาติพันธุ์ Hani ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอาข่า และมีองค์กร Hani-Akha Studies Conferences ในยูนนานและในเชียงใหม่ (หน้า 250) ในประเทศไทยกลุ่มอาข่าแต่ละหมู่บ้านมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับองค์กรอิสระ NGOs โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต อนุรักษ์และดำรงวัฒนธรรมดั้งเดิมของอาข่าเอาไว้ รวมถึงกอบกู้วัฒนธรรมที่หายไปให้กลับมาอีกครั้ง และเปลี่ยนแปลงทัศนคติในแง่ลบที่คนไทยมีต่อภาพลักษณ์ของการเป็นอาข่า (หน้า 250-251)

Google Map

Map/Illustration

แผนที่แสดงพื้นที่ตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า (หน้า 14)

Text Analyst ชัชฎาวรรณ แก้วทะพยา Date of Report 03 ส.ค. 2549
TAG อาข่า วิถีชีวิต สังคมและวัฒนธรรม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง