ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง),ครอบครัว,บทบาทผู้หญิง,เชียงใหม่
Author สุภาวดี คุ้มแว่น
Title บทบาทในครอบครัวของผู้หญิงกะเหรี่ยง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 465 Year 2544
Source ปริญญาสังคมวิทยามหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมวิทยา ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

การศึกษาบทบาทในครอบครัวของผู้หญิงกะเหรี่ยง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงบทบาทการเป็นภรรยาและบทบาทการเป็นมารดาของผู้หญิงกะเหรี่ยงสะกอบ้านแม่ขะปู ในแต่ละช่วงอายุ โดยวิธีการศึกษาเข้าร่วมสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก โดยอาศัยอยู่กับชาวบ้านในชุมชนเป็นระยะเวลา 1 ปี ผลการศึกษาพบว่า การรับนวัตกรรมและการติดต่อกับโลกภายนอก เป็นปัจจัยที่มีผลทำให้บทบาทการเป็นภรรยาและบทบาทการเป็นมารดาของผู้หญิงกะเหรี่ยงเปลี่ยนแปลงไป และน้ำประปาเป็นปัจจัยที่ทำให้บทบาทการเป็นภรรยาเปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่มีผลทำให้บทบาทการเป็นมารดาเปลี่ยนแปลงไปด้วย (หน้า ง)

Focus

ศึกษาวิถีชีวิตของผู้หญิงกะเหรี่ยง และปัญหาการดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงบทบาทการเป็นภรรยา บทบาทการเป็นมารดาของผู้หญิงกะเหรี่ยงในช่วงชีวิตที่ต่างกันและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงบทบาทที่มีต่อบุตรและสามี (หน้า 12)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลพม่า จากความกดดันทางการเมือง จึงทำให้มีการอพยพเข้าสู่ประเทศไทยในเขตจังหวัดแถบชายแดนไทย-พม่า และปัจจุบันกะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (หน้า 17) ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงจัดอยู่ในกลุ่มพวก ธิเบต-พม่า ชนพวกนี้สืบเชื้อสายมาจากโลโลโน ได้รับอิทธิพลของชนชาติธิเบตมาก (ดูภาพแสดงการสืบสายพันธุ์ของชาวเขาฯ หน้า16) กะเหรี่ยงที่พบในไทยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม โดย 2 กลุ่มเป็นกลุ่มใหญ่ อีก 2 กลุ่มเป็นกลุ่มเล็ก ตามลำดับดังนี้ ได้แก่ 1. กะเหรี่ยงสะกอ (Sgaw Karen) เรียกตัวเองว่า ปกากะญอ (Pagangaw) กะเหรี่ยงสะกอบ้านแม่ขะปูเรียกตัวเองว่า "ปกากะญอ" หรือ "ปกาเกอะญอ" แปลว่า คนง่าย เหมือนกับวิถีชีวิตของกะเหรี่ยงที่เรียบง่าย กินง่าย อยู่ง่าย คนไทยในภาคเหนือเรียกกะเหรี่ยงสะกอว่า "ยางขาว" กะเหรี่ยงสะกอเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อาศัยอยู่ใน อ.แม่สอด จ.ตาก อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ราชบุรี กาญจนบุรี และแถบชายแดนพม่าทั่วไป 2. กะเหรี่ยงโปว์ (Pwo Karen) เรียกตัวเองว่า "พล่อ โพล่ง หรือ พล่ง" มีประชากรมากเป็นอันดับสองรองจากกะเหรี่ยงสะกอ อาศัยอยู่ในแถบจังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ ตาก อุทัยธานี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ กะเหรี่ยงสะกอและโปว์จะอยู่แยกหมู่บ้าน ไม่อยู่ปะปนกัน 3. กะเหรี่ยงคะยา (Kayah) หรือ "บเว" (Bwe) คนไทยในภาคเหนือเรียกว่า "ยางแดง" ตามการแต่งกายของหญิงที่แต่งงานแล้ว นิยมสวมเสื้อนุ่งซิ่นทอแซมด้วยสีแดง การเรียกชื่อตามสีของเครื่องนุ่งห่ม ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และเรียกกะเหรี่ยงโปว์ว่ายางแดงเช่นกัน ส่วนกะเหรี่ยงคะยามีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน จ. แม่ฮ่องสอน 4. กะเหรี่ยงตองสู (Taungthu) หรือ พะโอ (Pa-O) หมายถึงชาวเขา ผู้หญิงกะเหรี่ยงตองสูใส่ชุดสีดำ มีจำนวนน้อยที่สุด ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขต จ.แม่ฮ่องสอน นอกจากกะเหรี่ยงทั้ง 4 กลุ่มแล้ว ยังมีกะเหรี่ยกลุ่มเล็กๆ ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทย คือ ปาดอง (กะเหรี่ยงคอยาว) และล่าสุดที่ตามหลังกะเหรี่ยงปาดอง คือกะยอ (กะเหรี่ยงหูยาว) (หน้า 17-18)

Language and Linguistic Affiliations

กะเหรี่ยงมีภาษาพูดของตนเองมาช้านาน ต่อมาคณะมิชชันนารีได้นำตัวอักษรพม่ามาปรับปรุงให้เป็น ภาษากะเหรี่ยง ประกอบด้วยพยัญชนะ 25 ตัว วรรณยุกต์ 5 ตัว และตัวควบกล้ำอีก 5 ตัว ภาษากะเหรี่ยงนั้นไม่มีตัวสะกด สำหรับกะเหรี่ยงบ้านแม่ขะปูนิยมใช้ภาษากะหรี่ยงในการสื่อสารกันภายในครอบครัว (หน้า 180-182)

Study Period (Data Collection)

ระบุว่าทำการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) โดยผู้วิจัยเข้าไปอาศัยอยู่ในชุมชนตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544 จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 รวมเวลา 1 ปี (หน้า 108)

History of the Group and Community

ชุมชนบ้านแม่ขะปูจะใช้วิธีการบอกเล่าจดจำสืบต่อกันมา เดิมที่ตั้งของชุมชนบริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของลัวะมาก่อนเนื่องจากพบซากวัดเก่ากระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณที่ตั้งบ้านแม่ขะปูใน บ้านแม่ขะปูเปียง บ้านแม่ขะปูหลวง และบ้านแม่ขะปูเหนือ และหลักฐานป่าช้าลัวะในบริเวณดอยคริซูโจ๊ะ ม่อนย่าโขว่ กะโจ๊ะโขว่ ห่อละโจ๊ะโขว่ ภายหลังลัวะได้ละถิ่นฐานไปในปี พ.ศ.2287 จึงมีปกาเกอะญอที่เดินทางจากทางแม่สาบเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ ซึ่งได้อาศัยมาอย่างต่อเนื่องแล้วถึง 7 ชั่วอายุคน รวมอายุหมู่บ้านประมาณ 257 ปี (หน้า 140) เดิมปกาเกอะญออาศัยอยู่บริเวณแม่ริม ต่อมาทางราชการสั่งให้ปกาเกอะญอพูดภาษาท้องถิ่น (ซึ่งก็คือภาษาล้านนา) จึงทำให้ชาวบ้านอึดอัดใจ พากันแยกย้ายออกจากบริเวณแม่ริมไปทางสะเมิง แล้วอพยพไปตามที่ต่างๆ ตั้งแต่แม่สาบ ขุนขาน วัดจันทร์ แม่แดด สันป่าตุ๊ และแม่ขะปู ซึ่งแต่เดิมบริเวณแม่ขะปูเคยเป็นพื้นที่ของชนเผ่าลัวะอยู่อาศัยมาก่อน โดยมีหลักฐานคือพบซากวัดเก่าแก่อยู่กระจายไปทั่ว โดยเฉพาะบริเวณบ้านเปียง ดังนั้นจึงเรียกบ้านเปียงกันว่า "วะโปะโคะ" (วะ คือ วัด) พบร่องรอยอิฐหินก่อสร้าง พบหม้อไหของใช้จำนวนมาก และมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในวัดเดิมด้วย มีเรื่องเล่าถึงเหตุการณ์ที่มีคนเข้าไปตัดฟันต้นไม้ในวัดเดิมเพื่อทำไร่ จนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ถางไร่บริเวณนั้นไม่ได้ เช่นได้เห็นเต่า กวาง เก้ง งู ขณะถางไร่ ซึ่งปกาเกอะญอเชื่อว่าถ้าเห็นสัตว์เหล่านี้ในบริเวณที่จะถางไร่ จะต้องยกเลิกทันที เปลี่ยนไปหาที่ถางไร่แห่งใหม่แทน (หน้า 140)

Settlement Pattern

การปลูกสร้างบ้านกะเหรี่ยงแบบดั้งเดิมนั้นจะสร้างบ้านในแนวทิศเหนือ-ใต้ โดยหันหน้าบ้านไปทางทิศเหนือหรือทิศใต้ก็ได้ ทั้งนี้เพราะมีความเชื่อว่าถ้าสร้างบ้านในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก จะทำให้บ้านอยู่ไม่สงบสุข สมาชิกอาจเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบายกายไม่สบายใจ มีเรื่องทุกข์ร้อน เป็นต้น บ้านจะสร้างด้วยไม่ไผ่ทั้งหลัง ยกพื้นสูง และมุงหลังคาด้วยหญ้าคามุงในลักษณะโน้มต่ำลงมาคลุมจนเกือบมิดตัวบ้าน ใช้ไม้เนื้อแข็งเป็นเสาบ้าน ปูพื้นบ้านและกั้นฝาบ้านด้วยไม่ไผ่ที่ผ่าเป็นแผ่นเรียบ ภายในบ้านประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ชานบ้านและตัวบ้าน ตัวบ้านเป็นห้องกว้างๆ ไม่ได้กั้นห้องนอนแต่เป็นห้องใหญ่ที่มีเตาไฟอยู่ตรงกลางบ้านโดยทำให้แบ่งเนื้อที่เป็น 2 ส่วน ใช้สำหรับเป็นที่นอนได้ เตาไฟเป็นสิ่งสำคัญของบ้านกะเหรี่ยง สร้างโดยการนำไม้แผ่นเรียบมาสร้างเป็นกระบะ เอาใบกล้วยมารองใต้แผ่นกระบะ เพื่อป้องกันไม่ให้เศษดินในกระบะตกลงใต้ถุนบ้าน จากนั้นเอาดินถมในกระบะจนเกือบเต็ม เอาหินวางตรงกลางกระบะเป็นลักษณะสามเส้า เหนือเตาไฟจะสร้างเป็นชั้นสำหรับวางของ เช่นข้าวเปลือก ข้างโพด หรือเก็บอาหารต่างๆ เนื่องจากเมื่ออาหารถูกควันไฟรมจนทำให้เมล็ดข้าวเปลือกตำง่าย และป้องกันแมลงที่จะทำลายได้ จะมีการเก็บกระดูกคางหมูที่เป็นหมูตัวแรกของครัวเรือนไว้ในบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล สภาพภายในบ้านนั้นมักมืด เนื่องจากไม่มีหน้าต่าง ส่วนชานบ้านใช้เป็นที่ล้างภาชนะและวางภาชนะต่างๆ ใต้ถุนบ้านใช้สำหรับเก็บฟืน ผูกหมู วางสุ่มไก่ บางบ้านสร้างคอกหมูไว้ใต้ถุนบ้าน ส่วนบันไดบ้านสร้างด้วยไม้ไผ่เช่นกัน รอบบ้านจะมียุ้งฉางสำหรับเก็บข้าวเปลือก ส้วม และลานบ้านสำหรับปลูกต้นไม้และดอกไม้ หรือเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันในชุมชนบ้านแม่ขะปู มีทั้งบ้านที่เป็นแบบดั้งเดิมล้านนาและแบบสมัยใหม่ ซึ่งจะมีลักษณะต่อเติมเชื่อมต่อจากบ้านดั้งเดิม (ภาพที่ 29,31 หน้า 169,173)

Demography

กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์, 2541:27 ระบุว่าจากการสำรวจพบว่ามีประชากรกะเหรี่ยงจำนวน 353,574 คน ซึ่งเป็นจำนวนมากเกือบถึงร้อยละ 50 ของประชากรชาวเขาทั้งหมด (หน้า 2) ส่วนบ้านแม่ขะปูมีประชากรทั้งหมด 1,016 คน แบ่งเป็นชาย 521 คน หญิง 495 เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงสะกอ 1,011 คน คิดเป็นร้อยละ 99.5 และเป็นคนไทยพื้นราบ 5 คน คิดเป็นร้อยละ 0.5 มี 194 หลังคาเรือน 266 ครอบครัว (หน้า 141, 142 และตาราง 9 หน้า 146) ทุกคนมีสัญชาติไทย (หน้า 141)

Economy

สังคมกะเหรี่ยงเป็นสังคมเกษตรกรรมในลักษณะการผลิตเพื่อการเลี้ยงชีพแบบพอเพียง ซึ่งความพอเพียงของกะเหรี่ยงอยู่ที่การมีข้าวและพืชผักพอกิน ปลูกข้าวเพื่อบริโภคเพียงพอในครัวเรือน โดยทำนาแบบขั้นบันไดและทำไร่ข้าวแบบไร่หมุนเวียน ในการหมุนเวียนจะทำเพียงปีเดียวแล้วย้ายไปทำไร่แห่งใหม่ นอกจากนี้มีการเลี้ยงสัตว์สำหรับใช้งาน เช่น ควายในการไถนาหมูสำหรับฆ่าเลี้ยงผีหรือขายให้พ่อค้า วัวเป็นสินทรัพย์ หากปีไหนข้าวไม่พอกินสามารถขายวัวนำเงินมาซื้อข้าวได้ ช้างสำหรับลากไม้มาใช้สอยหรือรับจ้างลากไม้ในป่า การหาของป่าเช่น เปลือกไม้ สัตว์ป่า ลูกก่อ (เกาลัดชนิดหนึ่ง) และงานรับจ้างทั่วไป เช่นทอเสื้อ ทอย่าม รับจ้างเพาะปลูก ปัจจุบันกะเหรี่ยงหลายพื้นที่ออกไปรับจ้างทำงานให้กับม้ง (หน้า 22, 23, 24) ในส่วนของบ้านแม่ขะปู ชุมชนจะปลูกข้าวนาและข้าวไร่ โดยปลูกข้าวจ้าวเป็นส่วนใหญ่ มีปลูกข้าวเหนียวบ้าง หากมีข้าวพอกินตลอดปี ในส่วนที่เหลือจะรวมเก็บไว้กินปีต่อไปหรือขายข้าวให้แก่ครัวเรือนที่ข้าวไม่พอกิน หรือขายให้ร้านค้าในหมู่บ้าน เพื่อขายปลีกให้ชาวบ้านที่ปลูกข้าวไม่พอกินหรือคนพื้นราบ ข้าวที่ปลูกในนาจะได้ผลผลิตมากกว่าข้าวที่ปลูกในไร่ แต่วิธีการปลูกข้าวในนาจะมีขั้นตอนมากกว่าปลูกในไร่ นอกจากนี้ยังมีการปลูกผักสวนครัวในพื้นที่ที่ปลูกไร่ข้าว เช่น ข้าวจ้าว พริก แตงกวา งา ถั่วฝักยาว นอกจากนี้ชาวบ้านแม่ขะปูจะทำการเกษตรเพื่อเป็นรายได้หลัก เช่น การปลูกผักสลัดขายให้พวกม้ง การปลูกดอกดาวเรืองส่งขายให้พ่อค้าจังหวัดลำพูน การปลูกหัวหอม,หอมฝรั่ง,กาแฟ,ถั่วดิน ส่งขายให้พ่อค้าจังหวัดเชียงใหม่ โดยพ่อค้าพื้นราบจะเข้ามารับซื้อและขนผลผลิตออกไปเอง (ภาพ 42,43 หน้า 208) สำหรับการปลูกถั่วดินได้รับการสนับสนุนจากศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้สร้างรายได้หลักพันถึงหลักหมื่น นอกจากนี้ยังมีรายได้เสริมจากการขายสัตว์เลี้ยง ได้แก่ วัว ควาย หมูและไก่ ขายให้เพื่อนบ้านและชาวเขาเผ่าม้ง การเลี้ยงหมูถือเป็นการสะสมทรัพย์ที่สำคัญ เพราะมีมูลค่าเป็นเงิน ในการเลี้ยงหมูพียงซื้อลูกหมูตัวเล็กๆ มาเลี้ยงไว้ ราคา 300-500 บาท อาหารให้กินตามธรรมชาติ หมูตัวหนึ่งอาจขายได้ราคาถึง 2,000 บาท ส่วนวัว ควาย จะมีพ่อค้าจากเชียงใหม่มารับซื้อวัว อาจได้ราคา 6,000-10,000 บาท บางครั้งก็ 10,000 บาทขึ้นไป ส่วนควายจะขายยากกว่าแต่ราคาสูงกว่าวัว ราคาอย่างต่ำตัวละ 10,000 บาทขึ้นไป ชาวบ้านแม่ขะปูยังมีรายได้เสริมจากการทอผ้าเสื้อประจำเผ่ากะเหรี่ยง จะทอต่อเมื่อมีคนต้องการและติดต่อ มีการรับจ้างเก็บผลผลิตในไร่เกษตรให้ม้ง เนื่องจากม้งทำการเกษตรขนาดใหญ่ เช่น เก็บหัวหอม ถั่วดิน โดยได้ค่าแรงวันละ 60-70 บาท เป็นต้น ปัจจุบันเจ้าหน้าที่จากศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเชียงใหม่จัดอบรมอาชีพต่างๆ และออกใบประกาศเพื่อนำไปสมัครงานต่อได้ หรือหากมีงานเจ้าหน้าที่ก็จะมาบอกซึ่งแล้วแต่ตามความสมัครใจจะรับทำ นอกจากนี้ยังมีคนที่ออกไปทำงานรับจ้างที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ความรู้สูง เช่น งานช่างเสริมสวย ดูแลคนชรา เลี้ยงเด็ก อู่ซ่อมรถ รับจ้างห่อหมูแหนมและหมูยอ เป็นต้น แต่เมื่อเทียบสัดส่วนประชากรทั้งหมดของบ้านแม่ขะปูแล้วมีคนออกไปทำงานนอกบ้านน้อยมาก กลุ่มคนที่จะออกไปทำงานนอกหมู่บ้านคือคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาในระดับมัธยมต้นและปลาย เพราะคนกลุ่มนี้พูดภาษาไทยได้และต้องการหาประสบการณ์ชีวิตเพราะคิดว่าการปลูกพืชผักที่บ้านถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง กะเหรี่ยงบ้านแม่ขะปูมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 2,000-10,000 บาทต่อปี ไม่ถึงเกณฑ์ จ.ป.ฐ. คือ 12,500 ต่อปี เป็นเช่นนี้ทั้งหมู่บ้าน รายได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับราคาพืชผลปีนั้น นอกจากนี้ยังมีหนี้สินกับกองทุนต่างๆ ของหน่วยงานราชการที่เข้ามา บางบ้านก็เป็นหนี้ค่าไฟฟ้าหลังจากมีไฟฟ้าเข้ามา แต่ถึงอย่างไรแม้จะยากจนมีหนี้สิน ชาวบ้านก็พอใจเนื่องจากพอมีพอกินไม่อดตาย (หน้า 207-214)

Social Organization

ชาวบ้านแม่ขะปูจะมีการจัดประชุมประจำเดือนในแต่ละหย่อมบ้าน และมีการรวมกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้าน มีสมาชิกจำนวน 60 คนมีวัตถุประสงค์พัฒนาหมู่บ้าน จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ประเพณี วัฒนธรรม มีกลุ่มแม่บ้าน 30 คน ทำกิจกรรมทอผ้า (หน้า 215-216) กะเหรี่ยงแม่ขะปูยังเป็นสมาชิกเครือข่ายลุ่มน้ำวาง เครือข่ายลุ่มน้ำขาน และเครือข่ายเกษตรภาคเหนือ (คกน.) ทำกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรม (หน้า 216) การเลือกคู่ของกะเหรี่ยงบ้านแม่ขะปูมีการเลือกคู่ด้วยตนเอง ไม่มีการบังคับ โดยเมื่อชายหนุ่มชอบพอหญิงสาว จะมาเกี้ยวพาราสีในช่วงค่ำหลังอาหารเย็นที่บ้านฝ่ายหญิง โดยอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ฝ่ายหญิง (หน้า 324-331) เมื่อแต่งงานกันแล้ว ฝ่ายชายจะไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง ต้องทำงานเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน โดยฝ่ายชายจะเป็นแรงงานให้บ้านของฝ่ายหญิง ฝ่ายชายต้องอยู่กับบ้านฝ่ายหญิงจนครบรอบ 1 ปี จึงสามารถย้ายออกจากบ้านไปปลูกสร้างบ้านของตนเอง โดยพ่อแม่ฝ่ายหญิงอาจจะแบ่งที่นาไปให้เพื่อปลูกข้าวกินกันเองในครอบครัว (หน้า 333-337) แต่ถ้าหากฝ่ายหญิงเป็นลูกสาวคนเดียว คู่สามีภรรยาอาจอยู่บ้านพ่อแม่ฝ่ายหญิงตลอดไปเพื่อรับใช้พ่อแม่ของฝ่ายหญิง (หน้า 188) หน้าที่ภรรยาต่อพ่อแม่และญาติพี่น้องของสามี หลังแต่งงานได้สามวัน คู่สามีภรรยาจะต้องกลับไปบ้านของฝ่ายชายเพื่อหาฟืน หุงข้าวและต้มเหล้าให้พ่อแม่ฝ่ายชาย และทำงานในบ้าน 7 วัน แล้วจึงสามารถกลับมาอาศัยอยู่ที่บ้านฝ่ายหญิงได้ดังเดิม และฝ่ายหญิงก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปดูแลพ่อแม่ของฝ่ายชายอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ยังอาจมีการไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง (หน้า 345-347) ครัวเรือนเป็นศูนย์กลางของสมาชิกทุกคน มีลักษณะเป็นครอบครัวขยาย ประกอบด้วย ตา ยาย พ่อ แม่ ลูก และอาจมีญาติคนอื่นๆ ด้วย บางครอบครัวมีลักษณะครอบครัวเดี่ยว (หน้า 188) การตัดสินใจในครอบครัว ผู้หญิงในวัย 20-41 ปี จะมีบทบาทในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในครอบครัวมากขึ้น มีลักษณะการปรึกษาหารือร่วมกัน แต่ผู้หญิงที่สูงวัยกว่ามักจะให้บทบาทการตัดสินใจเป็นของฝ่ายชายมากกว่า (หน้า 348-349) ส่วนความขัดแย้งในครอบครัว มักเกิดขึ้นมาจากความขี้เกียจและพฤติกรรมการดื่มเหล้าของสามี จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยการพูดคุยหรือต่อว่ากัน แต่จะมีการลงมือทำร้ายกันน้อย (หน้า 352) บทบาททางสังคมของกะเหรี่ยงผู้หญิง จะมีภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำคือจะตื่นมาแต่เช้า เลี้ยงสัตว์ ตักน้ำ ทำอาหารให้สมาชิกในครัวเรือน เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ก็จะแยกย้ายกันไปทำงานในไร่นา ผู้หญิงส่วนใหญ่จะทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน เช่น ตำข้าว ซึ่งจะมีการใช้ครกกระเดื่องร่วมกัน การเก็บไม้ฟืนและไม้เกี๊ยะจะออกไปเก็บเป็นกลุ่มๆ ในบริเวณป่าใช้สอย ไม้จะถูกฟันออกเป็นท่อนเล็กๆ แล้วเก็บใส่โก๋ยแบกกลับบ้าน การทอผ้า เป็นงานเฉพาะของผู้หญิงเท่านั้น ที่ต้องจัดหาเสื้อผ้าให้แก่สมาชิกในครัวเรือน มีทั้งเสื้อประจำเผ่า ผ้าถุงหรือซิ่น ย่าม แต่ปัจจุบันผู้หญิงรุ่นใหม่ทอผ้าไม่ค่อยได้แล้ว บางคนยังทอได้แต่ทำลวดลายไม่เป็น ไม่มีการปั่นฝ้ายเอง แต่จะซื้อด้ายสำเร็จรูปมาแทน มีการตกแต่งด้วยลูกเดือย การต้มเหล้า เป็นงานสำคัญที่ผู้หญิงกะเหรี่ยงต้องเรียนรู้ก่อนแต่งงาน สาวโสดจะต้องรู้จักการทำเชื้อหมักเหล้า และการต้มเหล้า ซึ่งต้องให้ผู้หญิงโสดเป็นคนทำเท่านั้น การพัฒนาหมู่บ้าน เช่นการซ่อมแซมปรับปรุงถนน ทำความสะอาด ตัดแต่งต้นไม้ เข้าร่วมประชุมหมู่บ้าน ผู้หญิงมีการออกเสียงในที่ประชุมมากขึ้น (หน้า 256-271)

Political Organization

ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่ขะปูมีสองประเภท คือผู้นำอย่างเป็นทางการ และผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ ผู้นำที่ชาวบ้านให้การยอมรับ เป็นผู้นำทางด้านศาสนาและพิธีกรรม เรียกว่า "ฮีโข่" มีความรู้ความชำนาญในเรื่องการประกอบพิธีกรรม การแต่งตั้งฮีโข่ จะเลือกคนที่เป็นสายเครือญาติเดียวกับ ฮีโข่คนเก่า รวมถึงพิจารณาความรับผิดชอบ ความสุขุมรอบคอบในการตัดสินใจ การมีศีลธรรม มีการประพฤติปฏิบัติดี นอกจากนี้ยังมีผู้นำทางเศรษฐกิจ มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพ สามารถพูด อ่านเขียนภาษาไทยได้ดี เป็นตัวแทนของชาวบ้านได้ (หน้า 214-215) การตัดสินลงโทษการประพฤติผิดประเพณี เมื่อสมาชิกในหมู่บ้านมีการทำผิดประเพณี ฮีโข่ จะปรึกษาหารือร่วมกับผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ชาวบ้านจะแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางส่งผ่านไปทางผู้อาวุโส การตัดสินจะถือหลักจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ การลงโทษจะมีตั้งแต่ปรับเงินและสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะนำมาใช้ในพิธีขอขมาต่อวิญญาณ ถ้าเป็นความผิดสถานหนัก เช่น ลักลอบเป็นชู้กัน อาจลงโทษถึงขั้นไล่ออกจากหมู่บ้าน กรณีความผิด เช่น ตัดไม้ในเขตหวงห้าม เป็นต้น ผู้นำอย่างเป็นทางการของกะเหรี่ยงบ้านแม่ขะปูเป็นผู้นำที่ทางราชการแต่งตั้งให้ โดยมีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือพ่อหลวง ได้รับเงินเดือนจากราชการและดำรงตำแหน่งจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ ที่ผ่านมาบ้านแม่ขะปูมีพ่อหลวงมา 6 คนแล้ว ได้แก่ 1. ชบา 2. พะเนอะเคอะ 3. ตะเหม่อเหอะ 4. ต่าเค่อะ 5. โกโพดิ 6. ปอเจ๊ะ และคนปัจจุบันคือ นายพรชัย เกียรติประทับใจ การตัดสินความขัดแย้งจะเป็นหน้าที่ของผู้นำอย่างไม่เป็นทางการคือ ฮีโข่ มากกว่า (หน้า 214)

Belief System

เดิมกะเหรี่ยงสะกอบ้านแม่ขะปูมีความเชื่อถือผีวิญญาณ เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีหรือเลวล้วนเกิดจากการกระทำของผีวิญญาณเช่นโรคภัยไข้เจ็บ ฝนแล้ง และการกระทำใดใดที่ผิดไปจากจารีตประเพณีและความเชื่อ ก็จะถูกลงโทษโดยผีวิญญาณ การนับถือผียังคงปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัด แม้ภายหลังมีการเผยแพร่พุทธศาสนาเข้ามาในชุมชน ก็ยังมีความเชื่อดั้งเดิมอยู่ควบคู่ไปกับการนับถือพุทธ พิธีกรรมที่ทำจะมีทั้งพุทธและผีควบคู่กัน ผีสำคัญของกะเหรี่ยงบ้านแม่ขะปูมีดังนี้ 1. ผีเจ้าที่ เป็นผีเจ้าของที่ดินป่าเขาของหมู่บ้าน คอยดูแลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในการทำเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ และการดำรงชีวิตทั่วไป ได้แก่ ผีนา ผีไร่ ผีป่า 2. ผีบรรพบุรุษ เป็นวิญญาณของบรรพบุรุษฝ่ายมารดา คอยคุ้มครองให้สมาชิกในครัวเรือนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข 3. ผีทั่วไป เช่น ผีน้ำ ผีไฟ วันสำคัญของกะเหรี่ยงบ้านแม่ขะปูมีดังนี้ 1. วันพระ ชาวบ้านจะเตรียมอาหารไปทำบุญตักบาตรสวดมนต์ไหว้พระที่วัดตอนเช้า ชาวบ้านจะแบ่งวันพระออกเป็นสองอย่างคือวันพระเล็กคือวันพระธรรมดา และวันพระใหญ่เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งรวมถึงวันสำคัญทางพุทธศาสนาต่างๆ ด้วย เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา ฯลฯ ในวันพระใหญ่ทุกคนจะหยุดทำงาน ไม่ไปทำงานในไร่นา หยุดพักผ่อนอยู่ที่บ้าน หรืออาจร่วมกันทำกิจกรรมในหมู่บ้าน แต่ถ้าเป็นวันพระเล็ก สามารถออกไปทำงานในไร่ได้ตามปกติ (หน้า 191-194) กะเหรี่ยงแม่ขะปูร้อยละ 99 นับถือศาสนาพุทธควบคู่กับการนับถือผี มีการทำบุญตักบาตร สวดมนต์ไหว้พระ มีหิ้งพระในบ้าน แต่ก็ยังคงนับถือผีซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมด้วย โดยจะมีพิธีกรรมการเลี้ยงผีต่างๆ รวมทั้งยังมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน ประชากรอีกร้อยละ 1 นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งกระจายอยู่ในทุกหย่อมบ้าน (หน้า 189-190)

Education and Socialization

ทารกกะเหรี่ยงจะได้รับการดูดนมจากมารดาผู้ให้กำเนิดเท่านั้น ซึ่งทำให้เด็กใกล้ชิดกับแม่ เด็กบางคนดูดนมแม่จนถึงอายุ 4 ขวบ เมื่อเด็กอายุได้ 3 เดือน แม่จะให้เด็กกินข้าว โดยบดข้าวหรือกล้วยให้กิน เมื่อเริ่มมีฟันจะให้เด็กกินข้าวกับกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ เช่นข้าวคลุกไข่ต้ม ข้าวคลุกปลาทอด หรือน้ำแกงต่างๆ เมื่อเด็กอายุได้ 3-4 ขวบ แม่จะปล่อยให้เด็กเล่นกับพี่ๆ หรือเพื่อนๆ ตามลำพัง ของเล่นเด็กส่วนใหญ่เป็นของเล่นที่ทำจากธรรมชาติ เมื่ออายุ 4-5 ขวบ แม่จะให้หัดเดินบนเขาในบางช่วง อายุ 6-10 ขวบ เป็นวัยที่พอใช้แรงงานได้ เด็กจะเริ่มปฏิบัติกิจกรรมเหมือนเพศเดียวกับตนมากขึ้น โดยเด็กหญิงจะเริ่มเก็บฟืน ดูแลน้องแทนแม่ เริ่มหัดหุงข้าว ตักน้ำ เมื่ออายุได้ 10-15 ปี ถือเป็นวัยแรงงานแทนผู้ใหญ่ จะช่วยงานเกษตรของครัวเรือน เด็กหญิงและชายจะเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากครอบครัวและเพื่อน เมื่ออายุเกิน 15 ปี แม่จะสอนบุตรสาวเกี่ยวกับงานบ้านทั้งหมด รวมทั้งงานทอผ้า การทำเหล้า เพื่อจะนำไปใช้เมื่อแยกครัวเรือนออกไป หากลูกสาวมีชายหนุ่มมาชอบพอ พ่อแม่จะแนะนำการเลือกคู่ให้ลูก โดยให้เลือกคนขยัน ไม่เที่ยวเตร่ ไม่เสพยาเสพติด ในทำนองเดียวกันลูกชายจะได้รับคำแนะนำจากพ่อแม่ ให้เลือกผู้หญิงที่ขยันทำงาน การเลี้ยงลูกส่วนใหญ่ พ่อแม่จะไม่ตีลูก อย่างมากเพียงว่ากล่าวตักเตือนหรือดุว่าเมื่อกระทำผิด แต่จะไม่ลงไม้ลงมือกับลูก ทั้งนี้เชื่อว่าการลงโทษเด็กด้วยการเฆี่ยนตี จะทำให้เด็กขวัญเสีย ขวัญเด็กจะหนีไป และผีจะทำร้ายเด็กให้ไม่สบายเป็นไข้ได้ (หน้า 292-293) การอบรมสั่งสอนบุตรเป็นหน้าที่ของทั้งพ่อและแม่ โดยแม่มีหน้าที่ในการสั่งสอนบุตรสาวมากกว่า เป็นการเรียนรู้งานในบ้าน ตำข้าว หุงข้าว ทอผ้า เลี้ยงหมูและพ่อจะสั่งสอนบุตรชายมากกว่า เช่นไถนา ถอนหญ้า โบ๊ะคันนา ถางไร่ ขุดดิน เลี้ยงวัวควาย ทำเครื่องจักรสาน ทำเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ (หน้า371-377)

Health and Medicine

การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์ จะมีความเชื่อข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติต่างๆ เช่นระหว่างตั้งครรภ์ห้ามกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ห้ามตีตะปู ห้ามเตะสุนัข เชื่อว่าจะคลอดลูกยาก ห้ามกินกระรอก ห้ามกินปลีกล้วย เผือก มัน มะละกอ วัว ควาย ของเปรี้ยว ของหวาน น้ำตาล น้ำอ้อย เสือ หมี จะทำให้คลอดลูกยาก ห้ามอยู่ใกล้ไม้ที่โดนฟ้าผ่า สามีห้ามไปหาบศพ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ภรรยาขวัญอ่อน ห้ามหยิบหรือแตะปืนของคนอื่น จะทำให้ลูกเจ็บป่วย เดินไม่ได้หรือพิการ มีข้อห้ามกินหนูจ่องแจ้ง และเขียด เพราะจะทำให้คำพูดของลูกไม่น่าเชื่อถือ ห้ามกินลิง หนูไหนข้างลาย เพราะจะทำให้ลูกเกเร ส่วนสามีห้ามฆ่างู ฆ่านก จะทำให้ลูกพิการทำงานไม่ไหว ห้ามกินเหยี่ยวเพราะจะทำให้มีนิสัยดุร้าย (หน้า 358-361) การคลอดบุตรของกะเหรี่ยงจะมีหมอตำแยทำคลอดให้ เมื่อเด็กคลอดออกมาจะต้องตัดสายสะดือเด็กด้วยเปลือกไม้ไผ่ หลังจากนั้นจะใส่สายสะดือลงไปในกระบอกไม้ไผ่ปิดด้วยผ้า จากนั้นจะนำกระบอกไม้ไผ่ไปผูกติดไว้กับต้นไม้ใหญ่ เรียกว่า "เดป่อทุ" จะไม่มีการตัดต้นไม้ที่มีกระบอกใส่สาสะดือผูกอยู่ เพราะเชื่อว่าขวัญของเด็กจะอยู่กับต้นไม้ต้นนี้ การตัดต้นไม้จะทำให้เด็กเจ็บป่วย (หน้า 290)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกายของกะเหรี่ยงผู้ชายนิยมสวมใส่เสื้อแขนสั้นสีดำหรือสีแดง มีเชือกถักเป็นพู่รัดเอว สวมกางเกงสีดำขายาวแบบจีนซึ่งเรียกว่า "เตียวสะดอ" หรือบางครั้งสวมโสร่งแบบพม่า ใช้ผ้าโพกศรีษะสีต่างๆ แต่ในปัจจุบันกะเหรี่ยงผู้ชายหันมาสวมใส่กางเกงขายาวแบบคนพื้นราบแล้ว สำหรับกะเหรี่ยงผู้หญิงมีกฎข้อห้ามอยู่มาก มีการแต่งกายที่แยกชัดเจนระหว่างหญิงโสดกับหญิงที่แต่งงานแล้ว หญิงโสดจะสวมชุดยาวท่อนเดียว เป็นชุดทรงกระสอบสีขาวยาวลงไปถึงข้อเท้า แขนสั้น คอเป็นรูปตัววี ชายกระโปรงผ่าด้านข้างทั้งสองด้าน ส่วนหญิงกะเหรี่ยงที่แต่งงานแล้ว จะไม่ใส่ชุดยาวท่อนเดียวสีขาวเด็ดขาด แต่จะใส่ชุดสองท่อน ท่อนบนสวมเสื้อคอวีสีดำ สั้นแค่เอว ชายเสื้อด้านล่างเย็บด้ายสีประดับลูกเดือยหรือลูกปัด ท่อนล่างสวมผ้าซิ่นสีแดงหรือลายอื่น ยาวถึงข้อเท้า เสื้อผ้ากะเหรี่ยงส่วนใหญ่จะทอด้วยมือ การทอผ้าเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ดั้งเดิมอย่างหนึ่งของกะเหรี่ยง รูปแบบการทอคล้ายการทอผ้าของชาวเปรูในสมัยโบราณ และเหมือนชนเผ่าหนึ่งในแถบกัวเตมาลา ฟิลิปปินส์ เป็นแบบ back stap เป็นการขึงด้ายกับไม้คานสองอันในแนวนอน คานด้านหนึ่งผูกติดกับหลัก ส่วนอีกด้านหนึ่งผู้ทอจะใช้สายหนังคล้องหัวท้ายติดกับเอวของตน ความตึงของด้ายจะไม่คงที่ ผู้ทอสามารถบังดับให้ด้ายตึงหรือหย่อน ตามต้องการ เนื้อผ้าจะเรียบแน่นสม่ำเสมอ ปัจจุบันกะเหรี่ยงสะกอนิยมซื้อด้ายสำเร็จรูปมาทอ เนื่องจากผลผลิตจากไร่ไม่เพียงพอ และไม่สามารถหาซื้อแหล่งปุยฝ้ายได้ ประกอบกับการผลิตเส้นด้ายใช้เวลานาน (หน้า 18-19)

Folklore

นิทานของกะเหรี่ยงเป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาให้รุ่นลูกรุ่นหลานฟัง ไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร นิทานจะสอนเกี่ยวกับความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา เช่น เรื่องมีอยู่ว่า มีแม่หมาตัวหนึ่งมีลูกเป็นกะเหรี่ยง เป็นลูกสาวทั้งสองคน ลูกสาวคนหนนึ่งไปแต่งงานกับคนรวย ลูกสาวอีกคนกลับไปแต่งงานกับคนจนออกเรือนไป วันหนึ่งแม่หมาคิดถึงลูกสาวทั้งสองจึงไปเยี่ยมเยือน แต่กลับถูกลูกสาวที่แต่งงานกับคนรวยขับไล่หาว่าเป็นหมาจรจัด ขณะเดียวกันเมื่อไปหาลูกสาวที่แต่งงานกับคนจนได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และให้นอนค้างคืนที่บ้าน แต่เมื่อรุ่งเช้าแม่หมาหายตัวไป แต่มีเงินทอนอยู่ใต้ผ้าห่มจำนวนมากมาย นิทานสอนให้เด็กมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ เพื่อจะได้รับสิ่งดีๆ และเป็นสิริมงคลต่อชีวิต (หน้า 216-217) การละเล่นของเด็กกะเหรี่ยงจะคิดค้นประดิษฐ์ของเล่นเองโดยนำวัสดุที่อยูรอบตัวมาใช้ เช่นเด็กผู้ชายจะเล่นปั้นดินเหนียว เล่นยิงปืนที่ทำจากไม้ เล่นรถเข็นที่ทำจากไม้และกระป๋อง เล่นสร้างบ้านเล็กๆ เล่นควายโดยเอาลูกขนุนเล็กๆ มาทำเป็นตัวควาย ส่วนเด็กผู้หญิงจะเล่นทอผ้า โดยใช้เปลือกต้นกล้วยหรือใบไม้ เล่นตำข้าว สะบัดข้าว การเล่นเหล่านี้เป็นการเลียนแบบผู้ใหญ่ เรียนรู้ที่จะนำมาใช้ในชีวิตจริงวันข้างหน้า และยังเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติ (หน้า 291)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

จากการศึกษาทำให้ได้ข้อสรุปว่า การรับนวัตกรรม เช่น การมีรถไถนา การมีศูนย์เลี้ยงเด็ก การติดต่อกับโลกภายนอก เช่น วิทยุ โทรทัศน์ การพัฒนาจากหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ และระบบการประปาหมู่บ้านเป็นปัจจัยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบทบาทของผู้หญิงกะเหรี่ยงบ้านแม่ขะปูในฐานะที่เป็นภรรยาและแม่ โดยผู้หญิงมีส่วนช่วยงานในไร่น้อยลง มีบทบาทในการเลี้ยงดูบุตรลดลง แต่ผู้หญิงมีบทบาทในการตัดสินใจเรื่องภายในครอบครัวมากขึ้น ตลอดจนกล้าคิดกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น (หน้า 379 - 418)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ไม่มี

Text Analyst ปัฐมา ชูประสริฐ Date of Report 14 ก.ย. 2555
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), ครอบครัว, บทบาทผู้หญิง, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง