ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู,มุสลิม,มลายู,การเมือง,ความแปลกแยก,ปัตตานี
Author หวันอับดุลเลาะฮ์ ทรงเลิศ
Title ความแปลกแยกทางการเมืองของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดปัตตานี
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเนเชี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
(เอกสารฉบับเต็ม)
Total Pages 172 Year 2546
Source หลักสูตร รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณสมบัติส่วนบุคคลของไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดปัตตานีต่อความยึดมั่นผูกพันในศาสนา และความแปลกแยกทางการเมืองพบว่า ความยึดมั่นผูกพันในศาสนาของไทยมุสลิมมิได้มีความสัมพันธ์กับความแปลกแยกทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มุสลิมในจังหวัดปัตตานีมิได้มีความแปลกแยกมากมายนัก และมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการเมืองเช่นเดียวกับคนไทยในพื้นที่อื่นๆ ในหมู่มุสลิมเพศชายมีแนวโน้มการยึดมั่นผูกพันในศาสนาและมีแนวโน้มในการปฏิบัติศาสนกิจสูงกว่าเพศหญิง ผู้ที่มีอายุและรายได้มากกว่ามีแนวโน้มในการปฏิบัติมากกว่า กลุ่มที่สมรสแล้วมีแนวโน้มจะยึดมั่นผูกพันทางศาสนาสูงกว่ากลุ่มคนโสด อย่างไรก็ดี ตัวแปรด้านอาชีพ ระดับการศึกษา และสถานภาพสมรสเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคคลมีความแปลกแยกทางการเมือง นักศึกษามีความแปลกแยกทางการเมืองมากที่สุดเนื่องจากการตระหนักถึงปัญหาบนพื้นฐานของความรู้ ส่วนข้าราชการมีระดับความแปลกแยกทางการเมืองน้อยที่สุด กลไกแก้ปัญหาความแปลกแยกและข้อขัดแย้งอาจบรรเทาได้ด้วยการให้ความสำคัญกับมนุษย์ ในเชิงยอมรับความแตกต่างหลากหลายด้านวัฒนธรรม และยอมรับเอกลักษณ์เฉพาะทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่อาศัยในพื้นที่มาแต่อดีต และเคยมีอิสระในการปกครองในฐานะประเทศราชมาก่อน ส่งผลให้มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความผิดพลาดด้านนโยบายผสมกลมกลืนของรัฐในอดีตไม่ประสบผลสำเร็จ กลับก่อให้เกิดความขัดแย้ง แปลกแยกระหว่างไทยมุสลิมบางกลุ่มกับเจ้าหน้าที่ของรัฐจนเกิดปัญหาขึ้น (หน้า 16-19, 61, 63, 65-66, 68-70, 143, 146-147, 150, 155-156)

Focus

นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยมุสลิมกับความยึดมั่นผูกพันในศาสนาอิสลาม ที่ส่งผลให้เกิดความแปลกแยกทางการเมืองในจังหวัดปัตตานี

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ไทยมุสลิมในจังหวัดปัตตานี

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

มกราคม 2545 - มีนาคม 2546

History of the Group and Community

มุสลิมในสี่จังหวัดชายแดนใต้อันประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส อยู่อาศัยบริเวณนี้มานานนับแต่อดีต มิได้อพยพโยกย้ายมาจากถิ่นอื่น อีกทั้งยังมีรากฐานทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกันมา เคยมีอิสระและอยู่ในฐานะประเทศราช ตั้งแต่อดีต ในสมัยรัชกาลที่ 1 ปี พ.ศ.2351 ได้ทรงแบ่งปัตตานีเป็น 7 หัวเมือง คือ ปัตตานี ยะลา ยะหริ่ง ระแงะ รามัน สายบุรี และหนองจิก โดยลดฐานะเป็นหัวเมืองในความดูแลของเจ้าเมืองสงขลา ที่ได้รับแต่งตั้งโดยตรงจากกรุงเทพฯ มีการอพยพมุสลิมสู่ภาคกลาง อพยพคนไทยจากภาคกลางมาอยู่หัวเมืองทั้งเจ็ด ต่อมาเกิดกบฏในรัชกาลที่ 3 มีการกวาดต้อนไทยมุสลิมมาเป็นเชลยแถบชานเมืองกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง สมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนมาปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ทรงยุบหัวเมืองเหลือเพียง 4 หัวเมือง คือ ปัตตานี ยะลา สายบุรี และระแงะ ปี พ.ศ. 2476 มณฑลปัตตานีถูกแบ่งออกเป็น 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นโยบายการผสมกลมกลืนไทยมุสลิมเข้มข้นและครอบคลุมกว่าในอดีต การเผยแพร่ลัทธิชาตินิยม การกำหนดรัฐนิยมให้คนไทยปฏิบัติตาม มีการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติและการประกาศใช้วีรธรรมแห่งชาติ 14 ข้อ ภายหลังการปฏิวัติ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีนโยบายที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของไทยมุสลิมในจังหวัดภาคใต้ ด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคมวิทยาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มุ่งเน้นลดความแตกต่างในด้านการนับถือศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม นโยบายเปลี่ยนมุสลิมให้กลายเป็นไทยพุทธของจอมพล ป.พิบูลสงครามส่งผลกระทบต่อความรู้สึกให้ไทยมุสลิมในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดความแปลกแยกและผิดหวังต่อการปกครอง จนมีความคิดที่จะแยกตัวออกไป มีการจัดตั้งขบวนการทั้งภายในและภายนอก อีกทั้งยังร้องเรียนต่อไปยังสหประชาชาติเพื่อให้เข้าแทรกแซง กล่าวโดยสรุปคือ การที่มุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน และเคยมีอิสระในการปกครองในฐานะประเทศราช ส่งผลให้มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในแง่ที่ไม่ได้อพยพเข้ามาในประเทศไทย แต่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นมาแต่อดีตแล้ว ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงด้านนโยบายบีบบังคับเพื่อผสมกลมกลืนด้านชาติพันธุ์ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ต้องการเปลี่ยนคนมาเลย์มุสลิมให้กลายเป็นไทยพุทธ ตลอดจนความขัดแย้งระหว่างคนไทยมุสลิมกับเจ้าหน้าที่รัฐและไทยพุทธทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะมีปัจจัยกระตุ้นหลายอย่าง กลายเป็นความผิดพลาดด้านนโยบายและการปราบปรามของรัฐบาล (หน้า 16-19)

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

ศึกษาไทยมุสลิมในจังหวัดปัตตานี ซึ่งมีจำนวนประชากร 498,847 คน (คิดเป็นร้อยละ 80.68 ของประชากรทั้งหมดในจังหวัดปัตตานี) ประชากรเป็นไทยมุสลิมในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอเมือง อำเภอยะหริ่ง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จำนวน 400 คน ใช้การสุ่มตัวอย่าง 100 ตัวอย่างต่อ 1 อำเภอ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุ 18-35 ปี การศึกษาต่ำกว่าปริยญาตรี มีระดับการศึกษาทางศาสนาเทียบเท่าชั้นมัธยมขึ้นไป เป็นคนปัตตานีโดยกำเนิด อาศัยอยู่ในปัตตานีเป็นเวลา 26-70 ปี มีอาชีพเป็นเกษตรกรหรือรับจ้างทั่วไป มีรายได้ระหว่าง 100-6,500 บาท เป็นโสด (หน้า 144)

Economy

ไม่มีข้อมูล

Social Organization

ไม่มีข้อมูล

Political Organization

ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลภายในบริบทและบรรยากาศทางการเมือง ไม่เอื้อให้มีการยอมรับในสิทธิและเสรีภาพของกันและกันอย่างเต็มที่ ทั้งยังเต็มไปด้วยความรู้สึกขาดขันติธรรมระหว่างกลุ่มชนที่มีความแตกต่างกัน ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงที่ยากจะหาข้อยุติได้ ผู้ปกครองมักมองว่าเป็นปัญหาการแบ่งแยกดินแดน เนื่องจากมุสลิมไม่มีความรู้สึกเป็นคนไทยแสดงท่าทีไม่เป็นมิตร ส่วนมุสลิมในพื้นที่ มักมองว่า รัฐบาลไม่จริงใจ มีอคติ กีดกันและพยายามลบล้างวัฒนธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐรังเกียจ กลั่นแกล้ง รังแก สร้างสถานการณ์ ความขัดแย้งอันเนื่องมาจากความแตกต่างดังกล่าวนำไปสู่ความคิดที่ต้องการจะแยกตัวเป็นอิสระและอาจมีการพัวพันกันระหว่างเจ้าหน้าที่บางกลุ่มกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล หรือกลุ่มขบวนการโจรก่อการร้าย (หน้า 18-19) จากงานศึกษาเอกสารพบว่า เงื่อนไขทางการเมืองนำไปสู่ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเงื่อนไขที่กระทบความรู้สึกไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูที่แตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาและประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2500-2516 เป็นต้นมา รัฐได้ใช้นโยบายบูรณาการ ควบคุม อุปถัมภ์ค้ำจุนสถาบันและผู้นำทางศาสนา ในขณะที่ไทยมุสลิมบางกลุ่มต่อต้านขัดแย้ง จนนำไปสู่ขบวนการต่อสู้ทางการเมือง เหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่า นโยบายบูรณาการไม่ประสบผลสำเร็จ (หน้า 45, 47- 48) อย่างไรก็ดี จากผลการศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมในจังหวัดปัตตานี พบว่ามีความยึดมั่นผูกพันในศาสนาอิสลามสูงพอสมควร แต่ความยึดมั่นผูกพันในศาสนาก็มิได้มีความสัมพันธ์กับความแปลกแยกทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ศาสนาอิสลามก็มิได้เป็นศาสนาที่ทำให้ผู้นับถือเกิดความแตกต่างจนแตกแยกกับมนุษย์หรือระบบใด อย่างไรก็ดี ระบบนั้นต้องไม่ส่งผลในรูปของการกดขี่ข่มเหง กีดกัน ครอบงำแบบเบ็ดเสร็จ เพราะโดยปกติ วิถีชีวิตไทยมุสลิมที่ผูกพันอยู่กับศาสนาอิสลามก็ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความแปลกแยกทางการเมือง (หน้า 146-147, 150, 155) สำหรับตัวแปรเรื่องเพศและระดับการศึกษาศาสนานั้น แม้สังคมมุสลิมในภาคใต้จะให้คุณค่าและโอกาสทางสังคมกับเพศชายมากกว่า แต่ก็ไม่อาจสรุปได้ชัดเจนว่าเพศเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความยึดมั่น เพราะถูกกำหนดโดยบทบาทที่แตกต่างกัน ส่วนระดับการศึกษาด้านศาสนานั้น เป็นข้อบังคับของมุสลิมทุกคน ที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจด้านศาสนาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะทำให้การยึดมั่นผูกพันต่อศาสนามั่นคงยิ่งขึ้น และจะทำให้เกิดความกระตือรือร้นและมุ่งมั่นที่จะรับใช้อิสลามมากขึ้น (หน้า 147 - 148) ในหมู่มุสลิม เพศชายมีแนวโน้มการยึดมั่นผูกพันในศาสนา และมีแนวโน้มในการปฏิบัติมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากการไปละหมาดที่มัสยิด กำหนดให้เน้นหนักที่เพศชายมากกว่าเพศหญิง ซึ่งมักจะถูกกำหนดให้ละหมาดที่บ้าน และหากเพศหญิงจะเดินทางไปละหมาดจะต้องมีผู้ปกครองและญาติที่ไม่สามารถแต่งงานกันได้ไปด้วย นอกจากนี้ เพศหญิงยังต้องดูแลจัดการภาระทางบ้าน รวมทั้งต้องดูแลบุตรหลาน บางส่วนก็อาจไม่ทราบถึงความสำคัญของวันสำคัญทางศาสนา หรือหลีกเลี่ยงการปะปนกันระหว่างชายหญิง เพศชายมีแนวโน้มในการปฏิบัติศาสนกิจเป็นประจำ เพราะเป็นหัวหน้าครอบครัวและเป็นผู้นำในเรื่องต่าง ๆ ส่วนเพศหญิงปฏิบัติศาสนกิจเป็นครั้งคราวและไม่สามารถปฏิบัติได้ขณะมีประจำเดือน กลุ่มที่สมรสแล้วมีแนวโน้มจะยึดมั่นผูกพันทางศาสนาสูงกว่ากลุ่มคนโสด เพราะนอกจากคาดหวังผลแล้ว อาจคาดหวังให้เป็นแบบอย่างแก่คนในครอบครัวในการปฏิบัติศาสนกิจด้วย ผู้ที่มีอายุมากกว่ามีแนวโน้มในการปฏิบัติมากกว่า อาจเพราะอายุ ที่เหลือสั้นกว่า หรือต้องการใกล้ชิดกับพระองค์ อาจหวังในบุญที่จะได้รับในปรโลก นักศึกษายังปฏิบัติน้อย เพราะยังไม่มีอาชีพที่ชัดเจน และยังไม่ได้เป็นผู้หารายได้ด้วยตนเอง ผู้ที่มีรายได้มากมีแนวโน้มในการปฏิบัติมากกว่า เพราะการมีครอบครัวเป็นประสบการณ์ ที่ช่วยให้เข้าใจถึงความลำบากของผู้อื่นมากขึ้น (หน้า 61, 63, 65 - 66, 68-70) ผลการวิจัยเรื่องความแปลกแยกทางการเมือง พบว่ามุสลิมในจังหวัดปัตตานีไม่ได้มีความแปลกแยกมากมายนัก และมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการเมืองเช่นเดียวกับคนไทยในพื้นที่อื่น ๆ อาชีพ ระดับการศึกษา และสถานภาพสมรสเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บุคคลมีความแปลกแยกทางการเมือง นักศึกษามีความแปลกแยกทางการเมืองมากที่สุด เนื่องมาจากการตระหนักถึงปัญหาบนพื้นฐานของความรู้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่คนรุ่นใหม่มีความกระตือรือร้นทางการเมืองเพิ่มขึ้น ตัวแปรเรื่องระบบการศึกษาทำให้คนได้เรียนรู้และเข้าใจระบบการเมือง รวมถึงสามารถเปรียบเทียบข้อเด่นข้อด้อยของระบบ ส่วนข้าราชการมีระดับความแปลกแยกทางการเมืองน้อยที่สุด (หน้า 150)

Belief System

อิสลาม มาจาก "อัสละมะ" มีความหมายว่าการนอบน้อมมอบตนต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียวคือ อัลลอฮ ส่วนคำว่า "มุสลิม" ใช้เรียกผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม หมายถึง ผู้ที่นอบน้อมมอบตนต่อพระผู้เป็นเจ้าเพื่อความสันติ ความหมายตายตัวคือ ศาสนาแห่งสันติภาพและความปรารถนาดี ความเป็นมิตรต่อทุกคนและไม่เป็นศัตรูต่อผู้ใด รากฐานของอิสลามมาจาก คัมภีร์อัลกุรอานที่ได้รับการเปิดเผยแก่ศาสดามูฮ้มหมัด เป็นผู้อธิบายคำสอนด้วยตัวเองโดยอาศัยคำพูด การกระทำและการเห็นด้วย ข้อรวบรวมสิ่งต่าง ๆ นี้เรียก "อัลหะดีษ" เป็นตัวกำหนดและอธิบายหน้าที่ของมุสลิม (หน้า 32-33) ศาสนาอิสลามมีคำเรียกอันบ่งถึง การศรัทธายึดมั่นถือมั่นชนิดที่ผู้ศรัทธาไม่มีทางเกิดความสงสัยใด ๆ ว่า "อากีดะฮ์" ความยึดมั่นผูกพันในศาสนาอิสลามจึงหมายถึง การศรัทธาอย่างแน่วแน่ต่ออัลลอฮ รวมถึงการยอมแสดงความจำนนโดยสมบูรณ์ทั้งในคำบัญชา การตัดสิน การเชื่อฟังและการปฏิบัติตาม สำหรับมุสลิมนั้นไม่สามารถตัดสินว่าอะไรผิดอะไรถูกตามความต้องการของหัวใจตนเอง หรือตามที่สติปัญญาของตนเองแนะนำ จากการยอมรับของสังคม ตามคำสั่งใครเพื่อเอาใจใคร หรือแม้แต่ตามที่บรรพบุรุษ ครอบครัวเคยปฏิบัติ อิสลามคือศาสนาของการกระทำ ความคิด และการพูดจาที่ถูกต้องซึ่งเกิดจากความรักในพระผู้เป็นเจ้า ความยึดมั่นผูกพันในศาสนาอิสลามวางอยู่บนหลักการดังนี้ 1. หลักศรัทธา 6 ประการ คือ ศรัทธาต่อพระเจ้า ศรัทธาต่อเทวทูต ศรัทธาต่อผู้นำสาร ศรัทธาต่อคัมภีร์ของอัลลอฮ ศรัทธาต่อวันอวสานโลก ศรัทธาต่อกำหนดสภาวการณ์ 2. หลักการอิสลาม คือ หลักปฏิบัติหรือบทบัญญัติที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติตามมี 5 ประการคือ การปฏิญาณตน การละหมาด การถือศีลอด ซะกาด การทำฮัจญ์ (หน้า 30-32) วันสำคัญ ศาสนาอิสลามมีวันสำคัญ 2 วัน คือ วันอีดิลฟิตรี (วันอีดเล็ก) ตรงกับวันที่ 1 เดือนเซาวาล (เดือนที่ 10 ของปีอิสลาม) ตามปฏิทินจันทรคติ และ วันอีดิลอัฏฮา (วันอีดใหญ่) ตรงกับวันที่ 10 เดือนซุลหิจญะฮ์ (เดือนที่ 12 ปีอิสลาม) การละหมาดในวันทั้งสองได้รับการบัญญัติในปีแรกแห่งฮิจญเราะฮ์ศักราช ความมุ่งหมายของการละหมาดคือ การแสวงหาความใกล้ขิดต่ออัลลอฮ การละหมาดซุนนะฮ์มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความบกพร่องของละหมาด 5 เวลาที่บังคับสำหรับมุสลิม ส่วนใหญ่ไปละหมาดร่วมกันที่มัสยิดเดือนรอมฎอน และในโอกาสสำคัญทางศาสนาเป็นประจำ เช่น วันอีดิลฟิตรี ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (หน้า 62, 63, 65) การกล่าววาจา "บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรรอหีม" ก่อนลงมือทำกิจการงานใด แสดงให้เห็นว่า มุสลิมทั้งหลายรำลึกถึงพระเจ้าตลอดเวลา การรำลึกหมายถึง สิ่งที่แสดงออกมาโดยลิ้นและจิตใจ เช่น การกล่าวให้ความบริสุทธิ์ต่ออัลลอฮ การขจัดมลทิน การสรรเสริญ การสดุดี รวมถึงการกล่าวที่บ่งถึงความสมบูรณ์ หรือลักษณะแห่งความสูงส่งและสวยงามต่อพระองค์ สื่อถึงการทำตามแบบอย่างของ นบีมูฮัมหมัดด้วยความ ยำเกรงและศรัทธา การที่มุสลิมเริ่มกิจการงานด้วยคำกล่าวเพื่อความเป็นสิริมงคลในการงาน และหวังถึงผลบุญที่จะได้รับ (หน้า 66-67) การบริจาคสิ่งของ ในการบริจาคสิ่งของหรือทรัพย์สินเงินทอง ให้แก่การประกอบกิจกรรมทางศาสนาหรือบริจาคแก่มัสยิด ศาสนาเรียกร้องเชิญชวนโดยใช้คำพูด สำนวนจูงใจและเร้าใจเพื่อสร้างความมั่นใจสบายใจแก่ผู้บริจาค อันนำไปสู่ความเสียสละบ่งให้เห็นถึงความดี อัลลอฮตรัสว่า "พวกเจ้าจะไม่ได้คุณธรรมเลย จนกว่าจะบริจาคสิ่งที่พวกเจ้าชอบ และสิ่งใดที่พวกเจ้าบริจาคไป แท้จริงอัลลอฮทรงรู้ในสิ่งนั้นดี" ปราชญ์มุสลิม วางเงื่อนไขในการบริจาคทรัพย์สินไว้ว่า ผู้บริจาคต้องเป็นคนแข็งแรง มีอาชีพ อดทน ไม่มีหนี้ ไม่มีภาระต้องใช้จ่ายทรัพย์สินให้ใคร กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่บริจาคสิ่งของหรือทรัพย์สินเงินทองให้แก่การประกอบกิจกรรมทางศาสนา หรือบริจาคแก่มัสยิดเป็นประจำข้าราชการมีแนวโน้มในการปฏิบัติมากกว่าอาชีพอื่น เพราะสอดคล้องกับภาระหน้าที่ในการให้บริการประชาชน รวมถึงโอกาสที่เอื้ออำนวยกว่า (หน้า 69-70)

Education and Socialization

ในแง่ของการแสวงหาวิชาความรู้ มุสลิมทุกคนถือว่าเป็นหน้าที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความรู้ ความเข้าใจด้านศาสนาอย่างลึกซึ้ง นบีมูฮัมหมัดได้ให้ความสำคัญต่อการอบรมสั่งสอนให้การศึกษาแก่บรรดามุสลิม และไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านพ้นไป ผู้ที่เป็นเชลยศึกหากมีความสามารถและมีความรู้ทางด้านการเขียนก็จะได้รับการปล่อยตัวไป หากสามารถสอนให้มุสลิม 10 คนรู้จักการเขียนได้ วิชาความรู้ที่มุสลิมจำเป็นต้องศึกษานั้นได้แก่ ความรู้ที่มีความจำเป็นในเรื่องการปฏิบัติศาสนกิจตามคำสอนของอิสลาม หรือในเรื่องของการดำเนินชีวิตทางโลก อาจจำแนกได้ดังนี้ 1. ความรู้เกี่ยวกับอะกีดะฮ์ (ความเชื่อ) อย่างถูกต้องปลอดจากความเชื่องมงาย 2. ความรู้ที่ทำให้การประกอบอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮเป็นไปอย่างถูกต้อง 3. ความรู้ที่นำมาสู่การขัดเกลาจิตใจและอบรมบ่มนิสัย 4. ความรู้ที่กระชับพฤติกรรมของมุสลิมให้มั่นคงต่อตัวเอง ครอบครัวและผู้คนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง หรือผู้ถูกปกครอง เป็นมุสลิมหรือผู้อื่นได้รู้จักสิ่งที่เป็นเรื่องต้องห้าม หน้าที่จำเป็น อนุมัติและสิ่งที่ควร-ไม่ควร (หน้า 148-149) ในส่วนของภาครัฐ รัฐพยายามใช้กลไกด้านการศึกษาเป็นเครื่องมือในการบูรณาการไทยมุสลิมให้ถือเป็นกลุ่มหนึ่งในสังคมไทย (หน้า 44) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่า มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามหลักศาสนามากกว่ากลุ่มที่มีการศึกษาระดับต่ำอาจเนื่องมาจากมีความรู้มากกว่าทำให้ตระหนักในการปฏิบัติตามข้อกำหนดมากกว่าผู้ที่มีการศึกษาสูงทั้งสายสามัญและสายศาสนา หรือคนที่ศึกษามานานกว่าจึงมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติมากกว่า (หน้า 61, 63)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

อาจกล่าวได้ว่า มุสลิมมีอัตลักษณ์เฉพาะทางสังคมและวัฒนธรรม ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาอิสลามที่ยึดมั่นจนก่อให้เกิดท่าทีแยกตัวจากคนต่างวัฒนธรรม เกิดเป็น "สังคมปิด" ที่เอื้อให้แยกตัวเป็นชุมชนอิสระทางการเมือง ดังนั้น ยิ่งรัฐพยายามใช้นโยบายมุ่งเน้นเพื่อลดความแตกต่างด้านการนับถือศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม โดยใช้วิธีผสมกลมกลืนด้านชาติพันธุ์ (เพียงเพราะเห็นว่าเป็นวิธีที่นุ่มนวลและน่าจะได้ผลมากที่สุด) มากเท่าใด กลับยิ่งเป็นการก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกแยก ผิดหวัง เพราะมองคนละด้าน มุสลิมในพื้นที่มองว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐพยายามลบล้างวัฒนธรรม ไม่จริงใจ อคติ กีดกัน กลั่นแกล้ง สร้างสถานการณ์ ไทยพุทธมีความรังเกียจดูถูกไทยมุสลิม ความขัดแย้งอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความรู้สึกนึกคิด มีส่วนอย่างมากที่จะทำให้ไทยมุสลิมและไทยพุทธเกิดความชัดแย้งกัน และสถานการณ์อาจรุนแรงขึ้น หากมีการยึดถือเอกลักษณ์ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกับไทยพุทธ (หน้า 18-19)

Social Cultural and Identity Change

ไม่มีข้อมูล

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ไม่มี

Text Analyst เสาวนีย์ ศรีทับทิม Date of Report 30 มิ.ย 2560
TAG ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, มุสลิม, มลายู, การเมือง, ความแปลกแยก, ปัตตานี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง