ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู (กะเหรี่ยง),สตรี,ภาวะเจริญพันธุ์,ราชบุรี
Author เทวี สวรรยาธิปัติ
Title แบบแผนชีวิตชุมชนที่มีผลกระทบต่อภาวะเจริญพันธุ์ของสตรีกะเหรี่ยงที่กิ่งอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 258 Year 2525
Source หลักสูตรปริญญาสังคมวิทยามหาบัณฑิต ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา (สาขาวิชาประชากรศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

ศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติเกี่ยวกับการมีลูกของสตรีกะเหรี่ยง โดยในการวิจัยได้ศึกษาด้านเศรษฐกิจ ความเชื่อ อัตราการเกิด การรอดชีวิตของลูกของกลุ่มตัวอย่างการศึกษาของหัวหน้าครอบครัวและภรรยา โดยแยกตามระดับการศึกษา ฐานะความเป็นอยู่ อาชีพ เป็นต้น ว่ามีความคิดเห็นต่อการวางแผนครอบครัว และการมีลูก รวมทั้งทัศนคติ เรื่องการแต่งงาน และการดำเนินชีวิตโดยไม่แต่งงาน

Focus

ศึกษาลักษณะการดำเนินชีวิตในชุมชนที่อาจจะส่งผลกระทบต่อ ภาวะการเจริญพันธุ์ของสตรี (หน้า ก)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยงซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณเขตชายแดนทางทิศตะวันตกของประเทศไทย ตั้งแต่ จ.แม่ฮ่องสอน กระทั่งถึง จ.ประจวบคีรีขันธุ์ แบ่ง เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กะเหรี่ยงที่อยู่บนที่สูง เรียกว่า "ยางดอย" บางครั้งเรียก "ยางแดง" "กะยอ" ซัว หรือ กะหร่าง อาศัยอยู่บนที่สูงราว 400-900 เมตร ในเขตภาคเหนือ กลุ่มที่อยู่พื้นราบบริเวณหุบเขา เรียก "ยางน้ำ" บางครั้งเรียก "ยางขาว" โปว์, พล็อง,สะกอ อยู่บริเวณภาคกลางทิศตะวันตกของประเทศ อย่างไรก็ดีเผ่ากะเหรี่ยง สามารถแบ่งเป็นเผ่าย่อยต่างๆ ดังนี้ เผ่าสะกอ, โปว์ (ปะโวหรือตะเลง), ตองสู (พะโอ) บเว(คยา) (หน้า 15,16, 22, 23) กะเหรี่ยงที่อยู่ในพื้นที่ศึกษาเรียกตัวเองว่า "ปู้" สันนิษฐานว่าเป็นกะเหรี่ยงโปว์ หรือกะเหรี่ยงตะเลง (หน้า 23)

Language and Linguistic Affiliations

พูดภาษากะเหรี่ยงแต่ไม่มีภาษาเขียน เด็กที่เข้าโรงเรียนแล้วจะอ่านเขียนภาษาไทยได้ (หน้า 73)

Study Period (Data Collection)

มีนาคม - พฤษภาคม 2521 (หน้า ก)

History of the Group and Community

เมื่อก่อนกะเหรี่ยงอยู่ที่ เมืองม่อระแหม่ง สหภาพพม่า ต่อมาได้อพยพมาอยู่บริเวณต้นน้ำสาขาแม่น้ำแควน้อย และแควใหญ่ ที่ห้วยช่องกะเลีย เขตกิ่ง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ต่อมาอีกกลุ่มก็ย้ายมาอยู่ที่ จ.ราชบุรี สร้างบ้านเรือนอยู่ที่หนองกะเหรี่ยง (หนองนกกะเรียน) อ.จอมบึง ภายหลังเกิดความแห้งแล้ง กะเหรี่ยงบางส่วนจึงย้ายไปอยู่ จ.เพชรบุรี อีกส่วนย้ายไปทางทิศตะวันตก ไปอยู่บริเวณลำภาชี สำหรับกลุ่มที่อยู่ กิ่ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ได้ย้ายมาจากเขต จ.กาญจนบุรี เป็นเวลากว่า 190 ปี แล้ว เดิมที่ กิ่ง อ.สวนผึ้ง ขึ้นกับ อ.จอมบึง ปี พ.ศ. 2517 กระทรวงมหาดไทย ได้ยกให้เป็น กิ่งอำเภอ ประกอบด้วย ต.สวนผึ้ง ต.ป่าหวาย และ ต.บ้านบึง (หน้า 24,25,26)

Settlement Pattern

บ้านสร้างยกพื้นใต้ถุนสูง สร้างด้วยไม้ไผ่เป็นส่วนใหญ่ เสาบ้านเป็นไม้เนื้อแข็ง หลังคาบ้านมุงด้วยหญ้าคา หรือใบพลวงแห้ง หลังคาทรงสูงคลุมทั้งบ้าน ฝาบ้านกั้นด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ บ้านบางหลังจะไม่กั้นฝาโดยจะปล่อยเอาไว้แบบโล่งๆ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยในบ้าน จะสร้างห้องเอาไว้ประมาณ 1-2 ห้อง และมีระเบียงบ้าน ใช้ตากของ หรือเป็นที่รับแขกที่มาเยี่ยม นั่งพักผ่อน ทอผ้า ห้องในบ้านจะใช้เก็บของเป็นห้องนอนเป็นที่นั่งเล่น บางหลังจะทำห้องครัวไว้ในบ้าน ยุ้งข้าวจะสร้าง ไม่ไกลจากบ้านมากนัก บางครั้งก็จะสร้างอยู่ติดกับตัวบ้าน ทุกวันนี้การสร้างบ้านเปลี่ยนเป็นมาใช้ วัสดุถาวร อาทิ ไม้เนื้อแข็ง หลังคามุงด้วยสังกะสี และกระเบื้อง (หน้า 47,48,49)

Demography

ประชากรกะเหรี่ยงใน 14 หมู่บ้าน เขต ต.สวนผึ้ง กับ บ้านบึง มีจำนวน 358 ครัวเรือน (หน้า ก 16,17) ผู้หญิงที่แต่งงานเมื่ออายุยังน้อย จะมีโอกาสมีลูกได้นาน และมีลูกมากขึ้น เมื่อคลอด ลูกจะมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าผู้หญิงอายุมาก จากการวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่แต่งงานอายุต่ำกว่า 18 ปี มีจำนวนลูกเกิดแล้วรอดมากที่สุด 46.8 และจะลดน้อยลงเรื่อยๆ อายุ 18-19 ปี จำนวนลูกเกิดรอด 45.6 คน อายุ 20-21 ปี จำนวนลูกเกิดรอด 4.40 คน อายุ 22-24 ปี จำนวนลูกเกิดรอด 3.33 คน อายุ 25-29 ปี จำนวนลูกเกิดรอด 2.77 คน ผู้หญิงอายุมากกว่า 30 ปี จำนวนลูกเกิดรอด 1.92 คน การแต่งงาน ถ้าผู้หญิงอายุน้อยกว่า 18 ปี แต่งงานระยะเวลา 0-9 ปี จำนวนลูกเกิดรอด 2.0 คน ถ้าระยะเวลาการแต่งงานมากขึ้น จำนวนลูกที่รอดชีวิตก็จะมากขึ้น เช่น เวลาการแต่งงาน 10-19 ปี ลูกรอดเฉลี่ย 5 คน ถ้าแต่งงาน 20-29 ปี ลูกเกิดรอดเฉลี่ย 7.6 คน ถ้าผู้หญิงอายุ 40-45 ปี แต่งงานมานาน 30 ปี จำนวนลูกเกิดรอด 7.8 คน (หน้า 142-144, 208, 209) ภาวะเจริญพันธุ์ จำนวนหญิงตั้งครรภ์เฉลี่ย 5.4 ครั้ง ลูกเกิดรอดเฉลี่ย 4.8 คน ลูกมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันเฉลี่ย 3.6 คน อัตราลูกตายเฉลี่ย 2.9 คน ความต้องการที่อยากมีลูกจำนวน 4. 2 คน (หน้า 82,116) การวางแผนครอบครัว ผู้หญิงมีความคิดเห็นเรื่องวางแผนครอบครัวมากกว่าผู้ชาย เฉลี่ย 62. 2% ส่วนผู้ชายเห็นด้วย 55.1% เพราะเหตุผลด้านเศรษฐกิจ รองลงมาคือปัญหาทางสุขภาพ การวางแผนครอบครัว ส่วนหนึ่งจะไม่ได้รับความร่วมมือ เพราะความเข้าใจผิด เช่นการคุมกำเนิด โดยใส่ขดพลาสติกในโพรงมดลูก (I.U.D) เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็ง ซึ่งวิธีนี้ได้เลิกใช้แล้วในปัจจุบัน หรือความเข้าใจผิดที่ว่า กินยาคุมกำเนิดแล้วจะทำให้ปวดหัว สุขภาพอ่อนแอ หากคุมกำเนิดถ้าอายุมากจะทำให้ไม่มีแรงทำงาน (หน้า 84,164,165,212)

Economy

การผลิต มีระบบสังคมเป็นแบบเศรษฐกิจยังชีพ (Subsistence Economy) ครอบครัว เป็นทั้งแหล่งผลิต และบริโภค เมื่อมีรายได้จะนำมาซื้อของบริโภคมากกว่า ซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เป็นกลุ่มที่ทำไร่หมุนเวียนกว่า 200 ปี ทำการเกษตรแบบเรียบง่าย เครื่องมือการเกษตรบางอย่างจะทำขึ้นเอง การทำไร่ลงทุนไม่มาก เป็นการเกษตรที่ใช้เครื่องมือไม่ทันสมัย พืชที่ปลูก เช่น ข้าว พริก ข้าวโพด ละหุ่ง ฟักแฟง ฝ้าย คิดเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชที่สำคัญ ได้ดังนี้ อ้อย 108,174 ไร่ มันสำปะหลัง 33,167 ไร่ ข้าวโพด 7,179 ไร่ ทำนา 630 ไร่ ถั่วเขียว 90 ไร่ เมื่อเทียบอัตราร้อยละของการประกอบอาชีพ สามารถแยกได้ดังนี้ ทำเกษตรกรรมร้อยละ 72 ปลูกข้าวกับพืชไร่ร้อยละ 69 ทำนาร้อยละ 18 ทำไร่ร้อยละ 4 ทำสวนร้อยละ 0.6 สำหรับตารางทำการเกษตรทั้งปีมีดังนี้ เดือนกุมภาพันธ์ถางไร่เตรียมเพาะปลูก เดือนมีนาคม จะไปรับจ้างเพราะมีเวลาว่าง เช่น ขุดมันสำปะหลัง ตัดอ้อย เดือนเมษายน เผาไร่ ประกอบพิธีด้านการเกษตร ทำรั้วกั้นพื้นที่เพาะปลูก เดือนพฤษภาคม เริ่มเพาะปลูกเดือนกรกฎาคม ถึง สิงหาคม เริ่มหยอดข้าวไร่ และทำพิธีหยอดข้าวเพื่อความเป็นสิริมงคล เดือนตุลาคม กำจัดวัชพืชในไร่นา เดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม นวดข้าว นอกจากนี้ ยังเลี้ยงสัตว์ ไว้กินในบ้าน เช่นไก่ หมู รับจ้างในเหมืองแร่ ล่าสัตว์และเก็บของป่า ได้แก่ สมุนไพร หวาย และ น้ำผึ้ง โดยมากจะหาในเดือน 5 และ เดือน 9 ฐานะเศรษฐกิจ กะเหรี่ยงส่วนใหญ่จะยากจน มีรายได้เฉลี่ย 5 พัน ถึง 1 หมื่นบาทต่อปี รายได้ต่ำสุด 500 บาท ต่อปี สูงสุดปีละ 6 หมื่นบาท ต่อปี (หน้า 6,46,62-70,77134,139) การแลกเปลี่ยน กะเหรี่ยงจะไปจับจ่ายซื้อของ และนำสินค้ามาขายที่ตลาดนัดบ้านบ่อที่เปิดทุกวันพฤหัสบดี ซื้ออาหารเพื่อเก็บเอาไว้กินนานๆ และเป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีในหมู่บ้าน เช่น ประเภทอาหารแห้ง ปลาน้ำจืด อาหารทะเล (หน้า 71) เศรษฐกิจกับภาวะเจริญพันธุ์ ผู้หญิงที่สามีทำอาชีพเกษตรกรรม และอาชีพใช้แรงงาน จะมีภาวะเจริญพันธุ์สูง คนที่มีรายได้น้อย มักจะมีลูกมากกว่าคนที่มีรายได้มาก ในอาชีพที่สามีทำอาชีพขนส่ง จะมีภาวะเจริญพันธุ์ต่ำที่สุด สำหรับอัตราการรอดของลูก ผู้หญิงที่ทำอาชีพ เกษตรกรรม จะมีอัตราการรอดของลูกมากที่สุด ทั้งนี้จากการวิจัยระบุว่า กะเหรี่ยงชอบมีลูกมาก เพราะต้องการใช้แรงงานในครอบครัว สามีภรรยาที่มีรายได้สูง จะมีภาวะการเจริญพันธุ์ต่ำกว่าสามีภรรยาที่มีรายได้น้อย คู่สมรสที่รายได้สูง จะมีจำนวนลูกเกิดรอด 3.9 คน คู่สมรสที่มีรายได้น้อย จะมีจำนวนลูกเกิดรอดเฉลี่ย 4.2 คน (หน้า 116-123,132,134)

Social Organization

เป็นสังคมแบบเกษตรกรรม (Agarian Society) จัดอยู่ในกลุ่มที่อยู่เป็นหลักแหล่งถาวร สร้างบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ไม่สูงมาก อยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีความใกล้ชิดกันในหมู่บ้านจนรู้สึกว่า ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยคนกลุ่มอื่น ดังนั้นกะเหรี่ยงยังตั้งบ้านเรือนอยู่เฉพาะกลุ่มตน ยึดถือในประเพณีและค่านิยม แนวความคิดประจำเผ่าไม่ต้องการให้คนเชื้อชาติอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย ลักษณะสังคมเป็นแบบเกษตรกรรมจึงต้องการมีลูกมาก เพื่อมาช่วยงานในครอบครัว ดังนั้น กะเหรี่ยงส่วนใหญ่จึงไม่นิยมการวางแผนครอบครัว ระบบครอบครัวเป็นแบบครอบครัวเดี่ยวร้อยละ 72.5 และครอบครัวขยายร้อยละ 27. 5 ถ้าแต่งงานแล้วผู้ชายจะมาอยู่บ้านผู้หญิงประมาณ 1-2 ปี ก่อนที่จะแยกไปสร้างครอบครัวของตนเอง ผู้หญิงแต่งงานอายุเฉลี่ย 18.1 ปี อายุน้อยที่สุด 13 ปี สูงที่สุด 30 ปี ส่วนผู้ชายอายุเฉลี่ยเมื่อแต่งงาน 19.3 ปี อายุต่ำสุด 14 ปี สูงสุด 38 ปี ในครอบครัวที่เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ จะดูแลสุขภาพแม่ และลูกได้ไม่ดี เท่ากับครอบครัว ขนาดเล็ก (หน้า 1,2,4,14,43,78,81,150,153,161,169,177,206,210,211,216) การแต่งงานจะเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว การเลือกคู่ครองจะมาจากความรักชอบพอกัน คิดเป็นร้อยละ 97.4 ที่เหลือพ่อแม่จะหาคู่ครองให้ ผู้หญิงจะชอบคนที่ขยันทำงาน พิธีจัดงานแต่งงานจะไม่ใช้เงินมาก เพราะผู้ชายต้องไปอยู่บ้านผู้หญิง และทำงานช่วยครอบครัวฝ่ายหญิง งานแต่งส่วนใหญ่จะชอบจัดพิธี เดือนยี่ เดือนสี่ เดือนหกและเดือนสิบสอง ไม่นิยมแต่งในเดือนสาม เดือนห้า เพราะเชื่อว่าจะทำให้เจ็บไข้ไม่สบาย ทำมาหากินไม่เจริญ การจัดงานโดยมากจะจัดในเวลากลางคืนเพราะประหยัดไม่ต้องเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน เจ้าบ่าวและญาติจะแห่ขบวนไปบ้านเจ้าสาว โดยจะเตรียมสิ่งของ เครื่องใช้ส่วนตัวไปด้วยไปถึงก็จะเหยียบข้อไม้ไผ่ที่วางตรงทางขึ้นบ้านจนพัง ญาติฝ่ายหญิงก็จะมากั้นทางเจ้าบ่าว ฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะจ่ายเหล้าเป็นของตอบแทน ส่วนฝ่ายหญิงก็จะเตรียมหมาก และบุหรี่ใช้ให้ฝ่ายเจ้าบ่าวเช่นกัน สำหรับการจัดเลี้ยงจะจัดเพียงเล็กน้อย ทำพิธีผูกข้อไม้ข้อมือ กรณีที่แต่งงานในช่วงเช้า เมื่อจัดพิธีเรียบร้อยแล้ว เจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็จะมากินข้าวด้วยกัน โดยจะป้อนข้าวซึ่งกันและกัน หรือเรียกว่า กินร่วมข้าว (อังเก้อหมี่) จากนั้นจะส่งเจ้าบ่าวแก่เจ้าสาว เพราะถือว่าเจ้าบ่าวเป็นของฝ่ายหญิง และต้องนับถือผีบรรพบุรุษของฝ่ายหญิง ฉะนั้น ก่อนที่จะลงมาจากบ้าน จะต้องจัดขันธ์ห้า นำเทียน 5 เล่ม ดอกไม้ 5 ดอก และ เงิน 5 บาท ไหว้ลาผีบรรพบุรุษของตนก่อนลงจากบ้านมาบ้านเจ้าสาว ในสังคมกะเหรี่ยงจะไม่ค่อยมีผู้หญิงที่ไม่แต่งงาน เพราะเห็นว่า การอยู่โดยไม่แต่งงานเป็นเรื่องที่ไม่ดี หรือมองการได้เสียกับผู้ชายก่อนการแต่งงานเป็นเรื่องเสียหาย เพราะจะทำให้ลำบากในการอยู่ในสังคม ผู้ชายจะไม่เหลียวแล และต้องอยู่เป็นสาวทึนทึกไปตลอดชีวิต ส่วนการหย่านั้นจะไม่ค่อยมี เพราะกะเหรี่ยงจะมั่นคงในชีวิตครอบครัว (หน้า 8-12, 55-57,81,193,194,196,198, 202,215)

Political Organization

กะเหรี่ยงส่วนใหญ่ที่อาศัย ในเขต กิ่ง อ.สวนผึ้ง มีสัญชาติไทย ยกเว้นคนที่เดินทางมาใหม่ โดยเข้ามาทำงานเหมืองแร่ ซึ่งฝ่ายปกครองได้ทำบัตรประจำตัวผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า จำนวน 300 คน และมีนโยบายผลักดันผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ออกนอกประเทศปีละประมาณ 700 คน ในระบบปกครองกะเหรี่ยงดั้งเดิม จะมีพ่อบ้านทำหน้าที่เป็นหัวหน้าปกครอง กระทั่งสมัย รัชกาลที่5 ได้พระราชทานให้หัวหน้ากะเหรี่ยงเป็นหลวงพิทักษ์คีรีมาส ซึ่งมีผู้สืบตำแหน่งต่อมา 2 คน จนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทางการจึงแต่งตั้งกำนัน ทำหน้าที่ปกครองดูแล ต.สวนผึ้ง แบบเกษียณอายุราชการเมื่ออายุครบ 60 ปี ปัจจุบันมีการปกครองแบบการเลือกตั้งเหมือนในท้องถิ่นอื่นๆ ของประเทศ (หน้า 61,62)

Belief System

จากกลุ่มตัวอย่าง 309 คน พบว่า ร้อยละ 97.7 ของหัวหน้าของครัวเรือนนับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.3 นับถือคริสต์ ส่วนภรรยา นับถือพุทธร้อยละ 94. 8 นับถือคริสต์ร้อยละ 2.6 แต่ละหมู่บ้านจะมีวัด และสำนักสงฆ์ ส่วนชาวบ้านที่นับถือศาสนาคริสต์ จะมีมิชชันนารี จาก จ.เชียงรายมาเผยแพร่ แต่ยังมีคนนับถือไม่มากนักเพราะอยู่ในช่วงบุกเบิก อย่างไรก็ตาม กะเหรี่ยงยังมีความเชื่อเรื่องผี เมื่อเจ็บป่วย หรือฝนแล้งก็จะทำพิธีไหว้ผี และมีพิธีป้องกันผีมาทำร้าย โดยทำไม้ไผ่ขัดเฉลวทาด้วยเลือดไก่ แล้วเสียบขนนกให้ผีมากิน จะได้ไม่ไปทำอันตรายคนในครอบครัว หรือหากไม่มีลูกก็จะไปบนเจ้าที่ขอให้มีลูก หรือกะเหรี่ยงเชื่อว่ามีการปล่อยผี ปล่อยคุณ ซึ่งเป็นเรื่องไสยศาสตร์ เช่น กรณี การย่องสาว เมื่อได้เสียกันแล้วผู้ชายไม่ยอมแต่งงานด้วยก็จะถูกปล่อยคุณ ปล่อยโทษ ซึ่งอาจทำให้ถึงตายได้ (หน้า 49-51,79, 185,189, 190,193, 203, 214) นอกจากนี้ยังเชื่อโชคลาง เช่น หากมีแขกมาเยี่ยมบ้าน และมีบันไดพาดขึ้นตัวบ้าน คนที่เหยียบขั้นบันไดขึ้นบ้านพัง เจ้าของบ้านถือว่าเป็นลางดี แขกนำเอาโชคลาภมาให้ เจ้าของบ้านจะผูกข้อไม้ข้อมือด้วยด้ายสายสิญจน์สีขาว เลี้ยงอาหาร และให้เงินอีก 6 บาท แต่ถ้าเป็นตอนกลับ ถ้าแขกเหยียบบันไดบ้านพัง เจ้าของบ้านจะปรับเงิน 6 บาท เพราะเชื่อว่านำโรคร้ายมาให้ (หน้า 48-49,184) ประเพณีกินข้าวห่อ (สารทขนมจ้าง) งานนี้จะจัดช่วงกลางเดือน 9 ของทุกปี เพื่อเรียกขวัญ และ เชิญผีบรรพบุรุษมาคุ้มครองดูแลคนในครอบครัวของตน ในงานจะนำข้าวเหนียวมาห่อทรงปลายแหลม แล้วก็จะผูกข้าวห่อเป็นพวง ตกพวงละ 32-50 ห่อ ในพิธีจะนำ ดอกไม้ตูม กล้วย 1 หวี อ้อย 7 ชิ้น มาประกอบพิธีด้วย จากนั้นก็จะนำเครื่องประดับส่วนตัว อาทิ สร้อย กำไล และด้ายสีแดง เท่ากับจำนวนสมาชิกครอบครัว กับเทียนอีก 1 เล่ม นำไปปักไว้บนยอดข้าวห่อ มาตั้งไว้ที่หน้าประตู เวลา 1-2 ทุ่ม ก็จะมาชุมนุมกันทำพิธีเรียกขวัญ โดยจะเรียกชื่อตามอันดับอาวุโส จากนั้นก็จะมาทำพิธี ที่ประตูห้องนอน เด็กๆ จะช่วยกันเคาะข้าวของให้มีเสียงดัง คนหนุ่มจะยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อเรียกขวัญให้กลับมาจากป่าเขา รุ่งขึ้นอีกวันจะทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง เวลาประมาณ ตีห้าครึ่ง คนในบ้านจะมารวมกันทุกคนพร้อมกับด้ายสี กล้วย ดอกไม้ อ้อย สร้อยขวัญ และข้าวห่อ 7 ห่อ เมื่อเรียกขวัญเสร็จ จะนำสิ่งของเหล่านี้ จุ่มน้ำ 3 รอบ แล้วนำของวางบนศีรษะ คนที่ถูกเรียกขวัญจะนำของที่เข้าทำพิธีไปวางไว้เหนือที่นอน สวมสร้อยขวัญ และนำดอกไม้ทัดหู จนครบทุกคน เมื่อคนหมู่บ้านอื่นมาที่หมู่บ้าน ชาวบ้านจะนำข้าวห่อ จิ้มน้ำผึ้ง คลุกมะพร้าว และน้ำตาลปี๊บ นำมารวมกันที่ปะรำกลางบ้าน หนุ่มสาวจะป้อนข้าวห่อแก่กัน และร้องร้องเพลงอย่างสนุกสนาน (หน้า 59, 60) งานศพ - กะเหรี่ยงจะเก็บศพเอาไว้ไม่นานโดยมาจะเก็บศพคนตาย เอาไว้ประมาณ 18 ชั่วโมง ส่วนคนที่มีญาติอยู่ไกล ก็จะเก็บศพไว้ประมาณ 2 วันก็จะฝัง เด็กอายุไม่ถึง 1 ปี ถ้าตาย จะใช้เสื่อลำแพนห่อศพ แล้วนำไปฝังที่ป่าช้า หันหัวไปทางทิศตะวันตก พร้อมกับของเครื่องใช้ โดยไม่จัดพิธี ในงานจะร้องเพลงส่งวิญญาณ แต่ทุกวันนี้จะนิมนต์พระมาสวด เพราะไม่มีใครร้องเพลงสวดวิญญาณได้ เนื่องจากว่าการร้องเพลงสวดศพในงานอื่น ถือว่าไม่เป็นมงคล (หน้า 57-58)

Education and Socialization

ส่วนมากไม่ได้เรียนหนังสือ หรือ เรียนจบการเรียนภาคบังคับ และไม่ค่อยได้เรียนต่อในระดับที่สูงๆ หัวหน้าครอบครัว ไม่ได้เรียนหนังสือร้อยละ 57.3 เรียนจบชั้นประถมร้อยละ 37.2 เรียนสูงกว่าชั้นประถมร้อยละ 5.5 สำหรับเพศหญิงมีคนที่ไม่เคยเรียนหนังสือร้อยละ 74.1 เรียนจบชั้นประถมร้อยละ 22.3 เมื่อเทียบจำนวนคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ชายกับหญิง เพศชายไม่ได้เรียนร้อยละ 57. 3 เพศหญิงร้อยละ 74. 1 การขาดการศึกษา ทำให้เกิดความยากจน เพราะมีลูกมาก ทั้งนี้ กะเหรี่ยงต้องการมีลูกจำนวนมากๆ เพราะต้องการแรงงาน มาช่วยงานในครอบครัว และเป็นที่พึ่งยามแก่ชรา ความรู้จะมีผลต่อการคุมกำเนิด เพราะคนที่มีความรู้สูงจะมีความรู้สึกที่ดีต่อการคุมกำเนิดดีกว่าคนที่เรียนน้อย ในครอบครัวที่สามีเรียนหนังสือสูงโอกาสการเกิดรอดของลูก จะมากกว่าคนที่เรียนหนังสือไม่มาก ส่วนผู้หญิงที่มีการศึกษาสูง จะมีภาวะการเจริญพันธุ์ต่ำ ส่วนผู้หญิงที่เรียนน้อยภาวะเจริญพันธุ์จะสูง (หน้า 2, 5, 45, 73, 79, 153, 154, 179, 180, 182, 214)

Health and Medicine

คนส่วนใหญ่อายุสั้น เพราะระบบการแพทย์อนามัยตลอดจนระบบสุขาภิบาลสาธารณสุข มีไม่เพียงพอกับความต้องการของคนในพื้นที่ ในกิ่งอำเภอมีสถานีอนามัย ชั้น 2 จำนวน 3 แห่ง และสถานีผดุงครรภ์ 2 แห่ง ผู้หญิงเสี่ยงกับการตั้งครรภ์ ใน 2 ตำบล กะเหรี่ยงมีส้วมซึมใช้ในครอบครัว 58 ครอบครัว หรือร้อยละ 18.8 นอกจากนี้ ชาวบ้านยังขาดการดูแลเรื่องสุขภาพ เช่นยังดื่มและอาบน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงทำให้เกิดโรคทางเดินระบบย่อยอาหาร ที่อยู่อาศัยไม่สะอาดจึงเป็นต้นเหตุ ให้เกิดโรคกลากเกลื้อน ในกลุ่มเด็กๆ จะเป็นโรคขาดสารอาหาร ในพื้นที่ยังเป็นแหล่งของโรคไข้จับสั่น มาลาเรีย ความช่วยเหลือจากรัฐ ทางการได้อบบรมหมออาสาประจำหมู่บ้าน ผู้สื่อข่าวสาธารณสุขกับหมู่บ้านต่างๆ และส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปช่วยตรวจสุขภาพแก่ชาวบ้าน ปีละ 3 ครั้ง (หน้า 2, 45, 46, 62, 147, 164, 188, 217) การรักษาแบบพื้นบ้าน ป้องกันการเป็นไข้ เอาตัวอ้น ซึ่งเป็นสัตว์อยู่ในรูเหมือนตุ่น มาทำอาหาร ไปเซ่นไหว้ผีที่โคนไม้ใหญ่ เมื่อเซ่นไหว้เรียบร้อยแล้ว ก็จะนำอาหารนั้นมากิน ปวดหัว ปวดหลัง เป็นไข้ ทาด้วยน้ำมันพระ หรือ "เกี๊ยะ ซู" ชาวบ้านใช้บูชาพระ กับข้าวสุก 1 ขัน และเทียน 1 เล่ม ส่วนการรักษาอื่นๆ จะใช้วิธีสะเดาะเคราะห์ ถามหมอผีว่าป่วยเป็นโรคอะไร แล้วจะทำพิธีแก้บน (หน้า 49 - 50) การคลอดลูก และ อยู่ไฟ ผู้หญิงกะเหรี่ยงส่วนมากจะให้หมอตำแยทำคลอดให้ ช่วงตั้งครรภ์ห้ามกินเนื้อ หมูป่า กระทิง เม่น กวางเขาอ่อน เพราะจะทำให้แท้ง และห้ามกินลิง งู ตะพาบ เพราะจะทำให้เด็กพิการ การอยู่ไฟถ้าเป็นลูกคนแรก จะอยู่ไฟ 15 วัน ถ้าเป็นลูกคนที่ 2 จะอยู่ไฟ 7 วัน ขณะอยู่ไฟ จะกินอาหารเช่น ปลาย่าง ไก่ย่าง แต่ไม่ให้กินเนื้อหมูป่า เม่น และกระทิง เพราะกลัวว่ากินแล้วจะทำให้เด็กท้องเสีย การเลี้ยงลูก แม่จะให้ลูกกินนม จนลูกอายุได้ขวบกว่า จึงจะให้หย่านม บางครั้งก็จะให้ลูกดื่มนมต่อไปจนกว่าจะหยุดดื่มเอง เมื่อคลอดลูกแล้ว พ่อเด็กจะนำรกไปทิ้งที่ต้นไม้ใหญ่ในป่า เพราะเชื่อว่า จะทำให้เด็กทำมาหากินง่ายเมื่อโตขึ้น หรือไม่ก็จะนำรกฝังใต้บันได เพราะเชื่อว่าโตขึ้นจะทำให้ทำงานเจริญก้าวหน้าเป็นเจ้าเป็นนาย มีเพื่อนฝูงเยอะ ในวันนี้ห้ามทำงานเพราะเชื่อว่า จะทำให้ผลไม้ร่วงตกจากต้น จากการสัมภาษณ์ ผู้หญิงต้องการคลอดลูกที่บ้านร้อยละ 73.1 ไว้ใจให้หมอตำแยทำคลอดให้ร้อยละ 68.3 กับต้องการไปคลอดโรงพยาบาลร้อยละ 17.8 และส่วนมากจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร้อยละ 93.1 โดยจะให้ลูกหยุดดื่มนมอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี (หน้า 12, 13, 52, 53, 83)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

เครื่องมือทอผ้า ชาวบ้านหมู่บ้านทุ่งแฝก ต.สวนผึ้ง ผู้หญิงจะทอผ้าใช้ในครัวเรือน เครื่องมือทอผ้า ใกล้เคียงกับกี่กระตุก ( แต่ไม่มีเครื่อง) เวลาทำงานจะผูกปลายไว้กับระเบียง อีกข้างต่อด้วยสายหนังมาคล้องที่คอ แล้วใช้ด้ายโยงขนานบริเวณปลายซึ่งติดไม้ ที่ผูกกับระเบียง ด้านปลายอีกด้านติดกับไม้ มีสายต่อจากไม้ มาคล้องคอคนทอผ้าอีกด้านจะเป็นกรี หากผู้ทอยกขึ้นลง ก็จะเป็นช่องว่าง เมื่อทอจะนำด้ายมาขวางแล้วกดกรี ผ้าก็จะแน่น เวลาทอจะไปทอที่ไหนก็ได้เราะเคลื่อนย้ายสะดวก เมื่อทอเรียบร้อยแล้ว จะทอผ้าได้ขนาด กว้าง ยาว ประมาณ 1 ฟุต (หน้า 32) ตอกทอย ทำจากโคนไม้ไผ่ เหลาจนปลายแหลม ยาวประมาณ 1 คืบ กว้าง 1 นิ้ว ใช้ตอกต้นผึ้ง เวลาขึ้นไปตีรังผึ้ง เพื่อเอาน้ำหวาน การขึ้นไปต้องตอกทอย เนื่องจากต้นไม้มีขนาดใหญ่ บางต้นสูง ไม่ต่ำกว่า 60 เมตร การตีผึ้งมักทำในเดือน 5 เพราะเป็นนำผึ้งบริสุทธิ์ไม่เก็บน้ำฝน นอกจากนี้ก็จะตี ในเดือน 9 ปีหนึ่ง นิยมตีผึ้ง ปีละ 2 อครั้ง (หน้า 69, 70) โง คือ กระบุงสะพายทางด้านหลัง สานด้วยไม้ไผ่ สูงประมาณเท่าความสูงของคน มี เชือกทำด้วยผ้าเป็นแผ่น กันที่หน้าผากเวลาคล้อง มีสายเชือกคล้องไหล่เวลาสะพาย (หน้า 70-71)

Folklore

ทอยสะบ้า การเล่นทอยสะบ้า นิยมเล่นในวันสงกรานต์ การเล่นมีทั้งการแข่งขัน ที่แข่งเป็นคู่ระหว่างชายหญิง และเล่นแบบคณะคือชายกับหญิง การเล่น จะปิดไม้เป็นแถว บริเวณตรงหน้าผู้เล่น จากนั้นจะวางลูกสะบ้า วางพิงหลัก ให้ห่างกันประมาณ 1 คืบ หลักห่างจากคนเล่น ประมาณ 3 วาเศษ คนเล่นจะทอยลูกสะบ้า ไปชนลูกสะบ้าของตนเองให้ล้ม ถ้าทอยถูกหมด ก็จะเปลี่ยนท่าวางลูกสะบ้าใหม่ ซึ่งจะมีกรรมการคอยดูว่าลูกสะบ้าลูกนั้น เป็นของคนทอยหรือไม่ ท่าที่วางมีดังนี้ ท่าวางข้างหน้า ท่าด้านข้าง และท่าวางด้านหลังของหลัก การทอยจะต้องทอยให้หมด ถ้าทอยล้อมไม่หมดก็จะแพ้ (หน้า 58,59)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

คนไทยกับคนกะเหรี่ยงจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบ ไม่มีเรื่องทะเลาะกัน เพราะว่าคนกะเหรี่ยง รักความสงบ ดังนั้นจึงมักจะมีบ้านของคนไทย สร้างรวมอยู่ในหมู่บ้านของกะเหรี่ยง ยกเว้นในเขตป่าเขา ที่เข้าไปลำบาก การติดต่อมีแนวโน้มว่า จะติดต่อกันมากขึ้นเพราะ มีถนนหนทางที่เดินทางสะดวกสบาย กระเหรี่ยงจะได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากคนไทยบางส่วน เช่น ในหมู่บ้านที่มีคนไทยอยู่ด้วย ก็จะมีการให้สินสอดทองหมั้นแก่ฝ่ายหญิง ซึ่งแต่เดิมจะไม่มีในวัฒนธรรมกะเหรี่ยง เพราะถือว่า ผู้ชายไปอยู่บ้านผู้หญิงก็ต้องช่วยงานบ้าน และงานในไร่นา อย่างไรก็ดี การให้สินสอดจะอยู่ในกลุ่มเจ้าสาวที่มีอายุน้อยเท่านั้น ได้แก่ กลุ่มอายุ 15-39 ปี คิดเป็นร้อยละ 14.5 แต่ถ้าอายุ 40 ปีขึ้นไป จะไม่เรียกค่าสินสอด ส่วนการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น ๆ ได้แก่ การปลูกพืชเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อให้พอเพียงกับภาวะเศรษฐกิจ (หน้า 48, 73, 81, 134)

Social Cultural and Identity Change

การที่คนไทยอพยพเข้าไปอยู่ ร่วมกับหมู่บ้านของกะเหรี่ยง ทำให้ประเพณีบางอย่างของกะเหรี่ยงต้องเปลี่ยนแปลง และยุติในที่สุด คือ ประเพณีการย่องสาว ที่เลิกมาประมาณ 10 ปี เพราะคนจากถิ่นอื่นจะทำด้วยความคึกคะนอง ขาดความรับผิดชอบ ไม่มีความจริงใจ จึงทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ตลอดจนการลักสิ่งของ การคมนาคมที่สะดวกสบาย ทำให้ความเป็นอยู่เปลี่ยนไป เช่น กะเหรี่ยงบ้านบึง แต่ก่อนชาวบ้านเวลาเดินทาง จะเดินลุยห้วย กระทั่งมีถนน ที่สะดวก ความเป็นอยู่ของกะเหรี่ยงก็ใกล้เคียงกับคนไทยมากขึ้น ชาวบ้านพูดไทยได้ รวมทั้งมีการแต่งงานกับคนไทยมากกว่าแต่ก่อน (หน้า 40, 54, 177, 178, 198, 202)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ตาราง ครัวเรือนแต่ละหมู่บ้าน (หน้า 85) อาชีพหัวหน้าครัวเรือน และภรรยา (หน้า 87) ครัวเรือนเกษตรกรจำแนกตามชนิดของการเกษตร (หน้า 88) จำนวนหัวหน้าครัวเรือนที่ปลูกข้าวกับความเพียงพอของข้าวที่กิน (หน้า 89) จำนวนที่ดินถือครองและใช้ประกอบการเกษตร (หน้า 90) หัวหน้าครัวเรือน จำแนกตามฐานะเศรษฐกิจ (หน้า 91) รายได้ ครัวเรือนต่อปี (หน้า 92) ครัวเรือนประเภทบุคคลที่อาศัย (หน้า 93) ประเภทครัวเรือน ,ที่อยู่อาศัย ภายหลังการสมรสของสตรี ระยะแรก (หน้า 94) ระดับการศึกษาหัวหน้าครัวเรือน และภรรยา (หน้า 95) การนับถือศาสนา ของหัวหน้าครัวเรือน และภรรยา (หน้า 96) ความเชื่อไสยศาสตร์ ของหัวหน้าครัวเรือน (97) ก ลุ่มอายุของหัวหน้าครัวเรือน (98) อายุเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือน และสตรี (98) สตรีจำแนกตามหมวดอายุ (หน้า 99) สถานภาพการสมรส จำแนกตามอายุ (100-101) อายุแรกสมรส โดยเฉลี่ย ของหัวหน้าครัวเรือน และสตรี (101) ทัศนคติการเลือกคู่ครองของสตรีกะเหรี่ยง และการให้สินสอดจำแนกตามอายุ (102) จำนวนครั้งของการสมรส ของสตรีกะเหรี่ยง จำแนกตามอายุ (103) ทัศนคติของสตรีกะเหรี่ยง เรื่องการหย่า (หน้า 103) จำนวนครั้งการตั้งครรภ์จำนวนบุตรคลอดมีชีวิต และบุตรที่มีชีวิตอยู่ต่อมารดา 1 คน โดยเฉลี่ยแยกตามอายุ (104) จำนวนการตายของบุตร,บุตรที่มีชีวิต และจำนวนบุตรที่คิดว่าเหมาะสม ต่อมารดาแต่ละคน (105) อัตราส่วนร้อยของการคลอดล่าสุด ของสตรีที่เคยสมรส แยกตามอายุ และสถานที่ต้องการคลอด,แยกตามอายุ และผู้ทำคลอด (106 107,108) สตรีที่เลี้ยงทารก และเวลาให้นม (109) ทัศนคติของหัวหน้าครัวเรือน,สตรี,เหตุผล ที่สตรียอมรับและไม่ยอมรับ วิธีวางแผนครอบครัว (110,111,112 ) การวางแผนครอบครัวที่สตรีรู้จักด้วยตนเอง (หน้า 113) อัตราส่วนร้อยของสตรี แยกตามวิธีป้องกันการปฏิสนธิที่รู้จัก,ที่กำลังใช้ (114,115 ) จำนวนบุตรเกิดรอด เฉลี่ยต่อมารดา 1 คนแยกตามอาชีพสามี และอายุสตรี,แยกตามอาชีพและอายุภรรยา (119,122) การถือครองที่ดิน อายุสตรี และบุตรเกิดรอด ,อายุสตรี และบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ (124,125) ขนาดที่ดิน จำแนกตามอายุของสตรีและบุตรเกิดรอด (128,129) ความเพียงพอของที่ดินเพาะปลุก แยกตามอายุ และบุตรเกิดรอด (131) จำนวนบุตรที่เหมาะต่อสตรีวัยเจริญพันธุ์ แยกตามที่ดิน ความเพียงพอของที่ดิน อายุสตรี (หน้า 133) จำนวนบุตรเกิดรอด เฉลี่ยต่อมารดา 1 คน แยกตามรายได้ของครอบครัว และอายุสตรี, ฐานะของครอบครัว,อายุแรกสมรส และ อายุสตรี (135,136,140,145) จำนวนการตั้งครรภ์ จำนวนบุตรเกิดรอด ต่อมารดา 1 คน แยกตามเวลาสมรสและอายุสตรี , จำนวนการตายของทารกและอายุสตรี (148,149,151,152) สตรีที่ต้องการมีบุตรและไม่ต้องการมีบุตรเพิ่ม แยกตามอายุจำนวนบุตรที่มีชีวิตอยู่ (155) วิธีป้องกันการปฏิสนธิที่สตรีรู้ แยกตามอายุ และบุตรที่เกิดรอด (157) จำนวนบุตรเกิดรอด เฉลี่ยต่อมารดา 1 คน แยกตามทัศนคติการวางแผนครอบครัว และอายุสตรี (หน้า 159) ทัศนคติของสามีต่อการวางแผนครอบครัว แยกตามอายุสตรี และบุตรเกิดรอด (160) เหตุผลของสตรีที่ไม่ยอมรับ และ ยอมรับวิธีป้องกันการปฏิสนธิ แยกตามอายุ จำนวนบุตรที่เกิดรอด (162-163,167-168) วิธีป้องกันการปฏิสนธิที่กำลังทำ แยกตามอายุสตรีและบุตรที่รอด (172-173) ผู้กำลังใช้ และ ไม่ใช้วิธีป้องกันการปฏิสนธิ แยกอายุ และ จำนวนบุตรที่คิดว่าเหมาะสม (176) จำนวนบุตรเกิดรอดเฉลี่ย ต่อ สตรี1 คน แยกตามอายุ และ ระดับการศึกษาของสามี,การศึกษาและอายุสตรี (181,183) ความเชื่อเรื่องเหตุทุกข์ร้อน แยกตามอายุหัวหน้าครัวเรือน และบุตรเกิดรอด (186,187) วิธีแก้ไขความทุกข์ แยกตามอายุหัวหน้าครัวเรือนและบุตรเกิดรอด (หน้า 191,192) ทัศนคติของสตรีที่สมรสแล้ว ที่มีต่อการไม่แต่งงานของหญิงโสด แยกตามอายุและบุตรเกิดรอด (195) ทัศนคติการหย่าร้างของสตรีและบุตรที่เกิดรอด (197) บุตรเกิดรอดต่อสตรี1 คน แยกตามอายุ และทัศนคติการเลือกคู่อันดับที่1 (199,200) ประเพณีในหมู่บ้าน จำแนก อายุสตรี และบุตรเกิดรอด (201) จำนวนครั้งการสมรส แยกตามอายุสตรี และ บุตรเกิดรอด (หน้า 204) แผนที่ จ.ราชบุรี, อ.สวนผึ้ง (หน้า ณ)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 22 ก.ย. 2555
TAG โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู (กะเหรี่ยง), สตรี, ภาวะเจริญพันธุ์, ราชบุรี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง