ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู (กะเหรี่ยง),ศาสนาคริสต์,การแสดง,เพชรบุรี
Author บุษบา รอดอ้น
Title การแสดงของกะเหรี่ยงคริสต์บ้านป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี พ.ศ.2545
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 365 Year 2545
Source หลักสูตรปริญญามหาบัญฑิต สาขาวิชานาฏยศิลป์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปมีผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของกะเหรี่ยง โดยเฉพาะการติดต่อกับสังคมภายนอก ทำให้กะเหรี่ยงกำลังถูกกลืนไปกับวัฒนธรรมและความเจริญดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อศิลปะการรำของกะเหรี่ยงที่กระทำสืบต่อกันมายาวนาน ดังนั้นผู้วิจัยจึงตระหนักในคุณค่า เห็นความสำคัญและสนใจที่จะศึกษาถึงการรำของกะเหรี่ยง โดยวิเคราะห์ลักษณะท่าทางการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายว่ามีรูปแบบและท่าทางอย่างไร (หน้า 2-4) จากการศึกษาเรื่องการรำของกะเหรี่ยง ทำให้ผู้วิจัยทราบว่าท่ารำในแต่ละชุดสามารถจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะท่ารำที่เลียนแบบมาจากธรรมชาติ ได้แก่ 1) กิริยาของคน และลักษณะท่าทางที่เลียนแบบมาจากวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน การแต่งกาย ลักษณะนิสัย ตลอดจนความเชื่อต่างๆ ดังจะเห็นได้จาก การรำตงเป็นกิจกรรมการพบปะสังสรรค์ รำกระทบไม้ไผ่แสดงถึงการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว รำตำข้าวแสดงถึงวิถีชีวิตด้วยการเหยียบครกกระเดื่องและการใช้มือช้อนข้าวในครก ตลอดจนการแสดงเพลงกล่อมลูกแสดงถึงการครองชีวิตคู่ของกะเหรี่ยง 2) ลักษณะท่าพื้นฐานในการรำ ได้แก่ การแบมือ เท้าสะเอว การก้าวเท้า การแตะเท้า การยกเท้า (หน้า 315) อย่างไรก็ดี ปัจจุบันไม่ปรากฏการแสดงเพลงกล่อมลูกแล้ว จึงขาดการถ่ายทอดลำดับขั้นตอนในการแสดง ผลการศึกษาเป็นเพียงการอนุมานข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ จึงไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าการแสดงเพลงกล่อมลูกนั้นใช้ท่าอะไรบ้าง ดังนั้นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาน่าจะเป็นประโยชน์หากจะมีผู้ทำการฟื้นฟูการแสดงเพลงกล่อมลูกขึ้น (หน้า 295)

Focus

ศึกษาความเป็นมา ลักษณะเฉพาะของท่ารำและองค์ประกอบในการรำทั้ง 4 ชุด ได้แก่ รำตง รำกระทบไม้ไผ่ รำตำข้าว และการแสดงเพลงกล่อมลูกของกลุ่มกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาคริสต์ ในหมู่บ้านป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี ในปี พ.ศ. 2544-2545 ว่ามีบทบาทและรูปแบบอย่างไร (หน้า 4-5)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาคริสต์ในหมู่บ้านป่าเด็ง ตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

Language and Linguistic Affiliations

กะเหรี่ยงในหมู่บ้านป่าเด็งใช้ภาษากะเหรี่ยงในชีวิตประจำวัน ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน-ธิเบต (Sino-Tibetan Language Family) (ดังแผนภูมิแสดงตระกูลภาษาจีน-ธิเบตและกลุ่มภาษากะเหรี่ยง หน้า 36-37) ไม่มีพยัญชนะสะกด โดยมีลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากภาษาในสาขาธิเบต คือ จะมีการเรียงลำดับคำในประโยคเป็นประธาน-กริยา-กรรม แต่ภาษาในสาขาธิเบตจะมีการเรียงลำดับคำในประโยคเป็นประธาน-กรรม-กริยา ส่วนลักษณะเด่นของภาษากะเหรี่ยงที่แตกต่างจากภาษาไทย ได้แก่ โครงสร้างพยางค์ เสียงพยัญชนะ สระบางเสียง และเสียงวรรณยุกต์ เช่น คำในหมวดที่อยู่อาศัย (หน้า 37) นอกจากนี้ภาษากะเหรี่ยงบางคำยังนำมาจากภาษากะเหรี่ยงทางภาคเหนือ เช่น คำในหมวดการนับ หมวดคุณสมบัติ หมวดเครื่องใช้ หมวดสัตว์ หมวดพืช หมวดกริยา หมวดอวัยวะ และหมวดเครือญาติ (หน้า 37-39)

Study Period (Data Collection)

ระหว่างเดือนธันวาคม 2544 ถึง เดือนธันวาคม 2545 รวมระยะเวลาประมาณ 1 ปี

History of the Group and Community

กะเหรี่ยงในประเทศไทยอพยพมาจากประเทศพม่า เข้ามาอยู่ในจังหวัดเพชรบุรีบริเวณลุ่มน้ำภาชีประมาณ 200 ปีมาแล้ว โดยมีสาเหตุมาจากการหนีสงครามและปัญหาความยากลำบากในการประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม สันนิษฐานว่าเดิมทีกะเหรี่ยงเพชรบุรีอาศัยอยู่ในประเทศพม่าที่บ้านเมกะวะ เมืองม่อระแหม่ง และคงจะอพยพเข้ามาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นคราวสงครามระหว่างไทยกับพม่า โดยเข้ามาทางห้วยซองกะเลียหรือพุงท่อง เขตอำเภอวังกะ (อำเภอสังขละบุรีในปัจจุบัน) จังหวัดกาญจนบุรี ภายหลังได้มีการอพยพตามกันเข้ามาอีก แล้วแยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตามหุบเขาและแม่น้ำลำธารในเขตหมู่บ้านป่าเด็ง ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี หลักฐานด้านประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงกะเหรี่ยงปรากฏเมื่อ พ.ศ.2430 หลังสงครามระหว่างอังกฤษกับพม่าครั้งที่ 2 โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินของพวกกะเหรี่ยงด้วย นอกจากนี้ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังได้เสด็จประพาสป่ากะเหรี่ยงต้นแม่น้ำเพชรบุรีในปี พ.ศ.2476 (หน้า 9-13)

Settlement Pattern

กะเหรี่ยงมีลักษณะการตั้งถิ่นฐานกึ่งถาวร ส่วนมากมักอยู่อาศัยในป่าใกล้บริเวณเทือกเขาสูง ตามสันเขา ป่าเขา และที่ราบหุบเขา มีลำธารไหลผ่าน ลักษณะบ้านเรือนเป็นบ้านที่ปลูกสร้างกันอย่างง่ายๆ ใช้ไม้เนื้อแข็งเป็นโครงบ้าน และใช้ไม้ไผ่ซึ่งสับและตีแผ่เป็นฟากมาทำเป็นพื้นบ้าน และฝาบ้าน หลังคามุงด้วยหญ้าคาแห้งเย็บเป็นตับ สร้างบ้านแบบยกพื้น มีเพียงห้องเดียวและเป็นห้องอเนกประสงค์ ได้แก่ ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องอาหาร เป็นต้น (หน้า 14, 306)

Demography

จากการสำรวจข้อมูลฝ่ายทะเบียนราษฎร์ของอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ในปี พ.ศ.2544-2545 พบว่าจำนวนประชากรในหมู่บ้านป่าเด็งมีทั้งหมด 4,186 คน จำแนกออกเป็น 10 หมู่บ้าน ดังตารางแสดงจำนวนประชากรในตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี (หน้า 24) ซึ่งสามารถจำแนกตามการตั้งถิ่นฐานและเชื้อชาติดังนี้ หมู่ที่ 4, 5, 6 และ 7 เป็นกะเหรี่ยง 2,010 คน หมู่ที่ 1, 2, 3, 8, 9 และ 10 เป็นคนไทยจำนวน 2,176 คน โดยในหมู่บ้านป่าเด็งมีกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ทั้งหมด 214 ครัวเรือน เป็นชาย 1,012 คน หญิง 998 คน (หน้า 24-25)

Economy

อาชีพหลักของกะเหรี่ยงคือ การปลูกข้าวในนาดำแบบขั้นบันไดและในไร่ข้าวแบบไร่หมุนเวียน นอกจากนี้ยังมีการทำสวนผักและผลไม้ โดยจะเก็บไว้บริโภคส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งจะนำไปขาย อาชีพรองคือ การหาของป่า ล่าสัตว์ และรับจ้างทั่วไป แต่ปัจจุบันอาชีพหลักได้เปลี่ยนมาเป็นการทำเกษตรกรรมแบบยังชีพคือ ทำสวนผลไม้และเลี้ยงสัตว์ (หน้า 30, 32) อาหารหลักของกะเหรี่ยงคือข้าวจ้าว โดยฝ่ายชายจะมีหน้าที่ตำข้าว ส่วนฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ดูแลหุงหาอาหาร กับข้าวประจำวัน ได้แก่ น้ำพริกที่มีรสจัดและผักต้มต่างๆ กะเหรี่ยงไม่นิยมทานผักดิบ ในอดีตใช้หม้อดินและฟืนในการประกอบอาหาร ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นหม้ออลูมิเนียม ใช้เตาอังโล่และถ่านแทน เมื่อสังคมมีการเปิดรับวัฒนธรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ จากสังคมเมือง ประกอบกับได้รับความรู้ด้านสุขอนามัยมากขึ้น ทำให้มีรูปแบบในการทำอาหารที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ยำ ผัด ทอด โดยมีเนื้อหมูเป็นส่วนประกอบร่วมกับผัก นอกจากนี้ยังรู้จักวิธีการถนอมอาหาร (หน้า 28-29)

Social Organization

ลักษณะครอบครัวของกะเหรี่ยงเป็นครอบครัวเดี่ยว (Nucleus Family) แบบผัวเดียวเมียเดียว แต่ก็ยังปรากฏรูปแบบครอบครัวขยายอยู่ด้วย ฝ่ายภรรยาจะเป็นผู้มีสิทธิ์ในบ้าน ทำหน้าที่ดูแลลูก รวมถึงมีอำนาจในการตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆ ผู้ชายจะเป็นฝ่ายออกไปทำมาหากินนอกบ้าน ส่วนลูกสาวคนสุดท้องมีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ไปตลอดชีวิต และผู้อาวุโสในหมู่บ้านจะได้รับการเคารพยกย่องอย่างสูงในการตัดสินปัญหาต่างๆ ในครอบครัว (หน้า 14-15)

Political Organization

สังคมกะเหรี่ยงมีการรวมตัวกันเป็นหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีหัวหน้าที่เป็นผู้ชาย โดยมีการสืบทอดตำแหน่งจากบิดาไปสู่ลูกชายหรือน้องชาย เป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ และเป็นผู้สร้างทัศนคติของกะเหรี่ยงทุกคน นอกจากนี้ยังมีผู้อาวุโสชายของหมู่บ้านทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ให้ความคิดเห็น รวมถึงข้อแนะนำต่างๆ กับชาวบ้านและหัวหน้าหมู่บ้าน อย่างไรก็ดีปัจจุบันสังคมกะเหรี่ยงยังมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในส่วนท้องถิ่น โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากคนในหมู่บ้านให้ทำหน้าที่ติดต่อกับทางราชการ (หน้า 16)

Belief System

กะเหรี่ยงในตำบลป่าเด็งมีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษควบคู่ไปกับการนับถือศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ จึงมีประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งผู้วิจัยได้แบ่งประเภทของพิธีกรรมของกะเหรี่ยงออกเป็น 2 ประเภท (หน้า 308) คือ 1) พิธีกรรมที่ทำเป็นประเพณีในรอบ 1 ปี ได้แก่ ประเพณีของกะเหรี่ยงในการพบปะสังสรรค์หลังฤดู เก็บเกี่ยวระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน งานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของกะเหรี่ยงในเดือนธันวาคม เช่น การรำตง รำกระทบไม้ไผ่ และรำตำข้าว เป็นต้น 2) พิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิต ได้แก่ ประเพณีการเกิด กะเหรี่ยงมีความเชื่อว่าเมื่อแรกเกิดขวัญของเด็กยังไม่มาอยู่ในร่างกาย จึงต้องทำพิธีเรียกขวัญ เพราะฉะนั้นเมื่อมารดาคลอดบุตรและตัดสายสะดือแล้ว สามีจึงต้องห่อสายสะดือแล้วนำไปแขวนไว้ที่กิ่งไม้ในป่าใกล้หมู่บ้าน เมื่อใดที่สายสะดือแห้งนั่นหมายความว่าขวัญได้มาอยู่กับตัวเด็กแล้ว จึงจะมีพิธีผูกข้อมือและตั้งชื่อให้เด็ก (หน้า 44) ประเพณีการแต่งงาน เนื่องจากกะเหรี่ยงมีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ จึงมีข้อห้ามมิให้มีการแต่งงานในผีสายมารดาเดียวกัน เพราะอาจส่งผลร้ายตามมา โดยในวันแต่งงานจะต้องมีการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ เรียกว่า พิธีเตอะ มึง เซีย เพื่อให้ผีมารดาของภรรยาทราบถึงการแต่งงาน และจะต้องนำสินสอดไปตั้งไว้ที่หิ้งบรรพบุรุษ (หน้า 14, 45-46) ประเพณีการตาย กะเหรี่ยงจะฝังศพผู้ตายในป่าโดยหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าถ้ามีผู้เสียชีวิตในวันแรมจะต้องฝังศพเลยไม่เก็บศพไว้ ถ้าหากเสียชีวิตนอกหมู่บ้านและยังไม่ข้ามคืนก็จะนำศพเข้ามาทำพิธีในบ้าน แต่ถ้าเสียชีวิตข้ามคืนแล้วจะไม่นำเข้าบ้านเพราะถือว่าไม่ใช่ผีของบ้านแล้ว (หน้า 47) นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการเกษตรกรรมว่า ที่รวงข้าวมีเทพเจ้า(หญิง)องค์หนึ่งสถิตอยู่ โดยในการหยอดข้าวไร่หนึ่งๆ กะเหรี่ยงมักจะหยอดเมล็ดพันธุ์ไม้ดอก และพันธุ์ข้าวลงไปในดินแปลงเดียวกัน เนื่องจากเมื่อเวลาข้าวออกรวงครั้งแรกถ้าได้เห็นดอกไม้ต่างๆ แล้วจะรู้สึกชื่นใจ (หน้า 30) รวมถึงความเชื่อและข้อห้ามเกี่ยวกับอาหาร คือ ผู้หญิงจะไม่กินเนื้อวัว เนื้อควาย เพราะเชื่อว่าจะทำให้เลือดลมไม่ดี และมีพยาธิมาก บางคนกินค่าง ลิง ชะนี เพราะเชื่อว่าเลือดค่างสดๆ จะทำให้มีกำลัง เด็กกะเหรี่ยงจะไม่กินแมลงทับ เพราะเชื่อว่าจะทำให้หนังตายื่นลงมาปิดตา และเชื่อว่าการกินของป่า และการล่าสัตว์มากๆ นั้นอาจทำให้เจ้าของสัตว์ในป่ามาทำร้ายได้ (หน้า 28)

Education and Socialization

ผู้วิจัยได้กล่าวถึงการสืบทอดการรำตง การรำกระทบไม้ไผ่ และการรำตำข้าว ของกะเหรี่ยงหมู่บ้านป่าเด็งไว้ 2 ประเด็น คือ 1) การสืบทอดจากบรรพบุรุษที่เคยเป็นผู้แสดงมาก่อน โดยยังคงสืบทอดท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์เอาไว้ เช่น การรำตง ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของท่าการเหวี่ยงมือ และการสะบัดมือ เป็นต้น 2) การสืบทอดจากกลุ่มนักแสดงด้วยกัน อันเนื่องมาจากชุมชนหรือกลุ่มองค์กรต่างๆ ต้องการให้มีการอนุรักษ์การรำตง การรำกระทบไม้ไผ่ และการรำตำข้าวไว้ โดยการถ่ายทอดสู่สาธารณชน (หน้า 89, 119, 147)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ประเด็นสำคัญ คือ ผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบและลักษณะท่ารำของการแสดงรำตง รำกระทบไม้ไผ่ รำตำข้าว และการแสดงเพลงกล่อมลูก โดยพบว่ารำตงหรือรำจิ๊ดาวเป็นการรำอวยพรที่มีเนื้อร้องโต้ตอบกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในวัยหนุ่มสาว นิยมแสดงในงานสังสรรค์ งานรื่นเริง ใช้จำนวนผู้แสดงประมาณ 8-16 คนขึ้นไป ท่ารำมี 12 กระบวนท่า ประกอบด้วยท่าย่อย 38 ท่า มีทิศทางการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าและด้านข้าง ลักษณะเด่นของการรำตงคือ การใช้มือในหลายลักษณะ เช่น แบมือ กำมือ สะบัดมือ และตบมือ อย่างรวดเร็วและพร้อมเพรียงกัน โดยพบว่าการก้าวเท้าไปด้านหน้า การตีไหล่ในกระบวนท่ารำ การตบมือเมื่อต้องการจะเปลี่ยนท่ารำนั้น ทำให้การรำดูว่องไวสัมพันธ์กลมกลืนกับดนตรี (หน้า 167-223, 308-311) รำกระทบไม้ไผ่หรือจิ๊วะ ใช้ผู้แสดงชาย หญิงจำนวน 8 คน ผู้กระทบไม้ไผ่ จำนวน 12 คน และไม้ไผ่จำนวน 14 ลำ นิยมรำในงานรื่นเริงต่างๆ และหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ประกอบด้วยท่ารำที่มีการใช้ศีรษะ 3 ลักษณะ คือ ศีรษะตั้งตรง ศีรษะเอียงไปด้านข้าง ศีรษะก้มตามลำตัว มีการใช้ลำตัว 4 ลักษณะ คือ ลำตัวตั้งตรง ลำตัวเอนไปด้านข้าง ลำตัวโน้มไปด้านหน้า และการหมุนตัว มีการใช้มือและแขน 2 ลักษณะ คือ การใช้มือระดับศีรษะ การใช้มือระดับลำตัวด้านข้าง มีการใช้เท้า 7 ลักษณะ คือ ยืนตรง ยกเท้าแตะ การก้าวหน้า การย่ำเท้า การใช้เท้าก้าวหน้า การก้าวกระโดด และก้าวกระโดดยกเท้า มีทิศทางการเคลื่อนไหวไปด้านหน้า และสลับตำแหน่งกันระหว่างผู้แสดงแต่ละคนเป็นวงกลม ลักษณะเด่นของท่ารำกระทบไม้ไผ่คือ การใช้ลำตัวโน้มไปด้านหน้า เพื่อเป็นการถ่ายน้ำหนักตัวในการก้าวเท้ากระโดด เพื่อข้ามเท้าในไม้ไผ่ที่กระทบกันในจังหวะห่างและจังหวะชิด นอกจากนี้การกระโดดสปริงตัวขึ้น โดยที่ก้าวเท้าข้างหนึ่งออกไป เมื่อก้าวเท้าอีกข้างหนึ่งต่อไป เป็นการแสดงถึงความว่องไวในการเคลื่อนไหวของผู้แสดง (หน้า 224-259, 311-313) รำตำข้าวหรือรำจิ๊กริ มีผู้แสดงชาย หญิงจำนวน 6 คน มีอุปกรณ์คือไม้ไผ่จำนวน 3 ลำ เพลงที่ใช้ขับร้องเป็นเพลงจังหวะเร็วที่เรียกว่า จิ๊กริ โดยคำร้องและเนื้อเพลงเป็นการเปรียบเทียบตำนานความรักระหว่างหนุ่มสาว นิยมแสดงในงานประเพณีของหมู่บ้าน งานขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ งานขอบคุณเจ้าป่า เจ้าเขา และงานรื่นเริงต่างๆ มีทิศทางการเคลื่อนไหวไปด้านหน้าเป็นวงกลมและเคลื่อนที่ถอยหลัง พบว่ามีการใช้ศีรษะ 3 ลักษณะ คือ การใช้ศีรษะตั้งตรง ศีรษะเอียงตามลำตัว และศีรษะไปตามลำตัว มีการใช้ลำตัว 2 ลักษณะ คือ ลำตัวตั้งตรงและโน้มตัวไปด้านหน้า มีการใช้มือ 4 ลักษณะ คือ การเท้าสะเอว การงอฝ่ามือ การตบมือ และการจับมือ มีลักษณะเด่นคือ การใช้เท้าก้าวแตะซึ่งมีลักษณะการเลียนแบบการเหยียบครกตำข้าว และการก้มตัวโดยใช้มือช้อนข้าวในครกอย่างรวดเร็ว สื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตของกะเหรี่ยง (หน้า 136, 260-285, 283-284, 313-314) การแสดงเพลงกล่อมลูกหรือทั่วมิโพล จะใช้ผู้แสดงชายและหญิงอย่างละ 1 คน กับตุ๊กตาผ้า ซึ่งจากการอนุมานลักษณะท่าทางต่างๆ ของผู้วิจัย ได้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นท่าทางการแสดงความรักของพ่อแม่ต่อลูก ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้ชมเกิดจินตนาการและให้มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ดังนั้นลักษณะท่าทางที่แสดงออกมาจึงไม่มีแบบแผนตายตัว (หน้า 285-395, 314)กรรมวิธีในการทำเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบในการแสดง เช่น กลองหรือเคอะ ซึ่งเป็นกลอง 2 ด้าน ทำจากไม้เนื้อแข็งหุ้มด้วยหนัง ใช้เชือกไนล่อนรัดรอบกลองทั้งด้านบนและด้านล่าง การขึงหนังนิยมขึงตึงด้วยหนังวัวที่ผ่านการแช่น้ำเกลือ และการตำเพื่อให้หนังบางจนได้ที่ (หน้า 76-77, 99, 131) นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเอกลักษณ์ด้านการแต่งกายของกะเหรี่ยงที่จะทอและตัดเย็บเสื้อผ้าใส่กันเอง โดยนำผ้าแต่ละชิ้นที่ทอได้มาเย็บประกอบกันเป็นตัว จะไม่มีการตัดโค้งเว้ารอบคอหรือแขนแต่อย่างใด ผู้ชายจะสวมเสื้อทรงกระสอบสีแดง ยาวคลุมสะโพก นุ่งโสร่งซึ่งทอด้วยฝ้ายพื้นสีขาวหรือสีแดง มีผ้าโพกศีรษะประดับลวดลายปักสีแดง และสะพายถุงย่ามสีแดง เนื่องจากกะเหรี่ยงถือว่าสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชายที่แสดงถึงความอดทนแข็งแรง ส่วนการแต่งกายของผู้หญิงจะมีความแตกต่างกันระหว่างผู้หญิงที่แต่งงานแล้วกับผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน โดยผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานจะสวมชุดทอมือทรงกระสอบสีขาว ยาวกรอมเท้า คาดผ้าที่ศีรษะทิ้งชายลงมาด้านหน้า เรียกว่า เช้ว้า ส่วนผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะสวมเสื้อยาวระดับสะโพก คอเป็นรูปตัววี แขนในตัว เรียกว่า เช้ชู ที่หน้าอกปักลวดลายด้วยด้ายสีแดง และมีพู่สีแดงห้อยยาวลงมา นุ่งผ้าซิ่นปล้องสีดำ ปักลวดลายด้วยด้ายสีสด (หน้า 18-23, 58-75, 91-98, 120-130, 149-154)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ถึงแม้จะมีการนำกีตาร์เข้ามาบรรเลงในเพลงรำตำข้าว แต่ผู้แสดงก็มิได้ให้ความสำคัญกับเพลงที่ใช้บรรเลงเท่าใดนัก เนื่องจากผู้แสดงจะจดจำเนื้อร้องของเพลง และจังหวะกระทบไม้เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นดนตรีที่นำมาประกอบจึงเป็นเพียงสีสันที่เข้ามาปรุงแต่งการแสดงให้น่าดูและเร้าใจมากยิ่งขึ้นเท่านั้น (หน้า 138) รวมถึงการประยุกต์การแต่งกายของผู้แสดงรำตำข้าวก็ไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมการแต่งกายที่สืบทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษบิดเบือนไป เพราะเมื่อมีงานในวันสำคัญต่างๆ ภายในหมู่บ้าน กะเหรี่ยงก็ยังคงอนุรักษ์ประเพณีการแต่งกายของตนไว้ (หน้า 127)

Social Cultural and Identity Change

ปัจจุบันการแต่งกายของกะเหรี่ยงมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เนื่องจากมีการติดต่อสัมพันธ์กับคนไทยในพื้นราบมากขึ้น กะเหรี่ยงจึงหันมานิยมซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปสวมใส่แทนการทอ เช่น เสื้อยืดหลากสี เสื้อเชิ้ตแขนยาว เป็นต้น เนื่องจากขั้นตอนในการทอค่อนข้างจะซับซ้อนและต้องใช้เวลา รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ในการทอผ้ายังมีราคาแพง (หน้า 94) นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอีกประการหนึ่งอันเนื่องมาจากในปี พ.ศ.2539 ได้มีผู้เสนอความคิดที่จะฟื้นฟูวัฒนธรรมของกะเหรี่ยง โดยการนำรำตง และรำตำข้าวออกเผยแพร่ในงานประเพณีต่างๆ ของจังหวัด และในช่วงเวลานั้นกะเหรี่ยงก็ไม่นิยมทอผ้าไว้ใช้เองแล้ว โดยหันมารับจ้างแทน จึงทำให้การแต่งกายในการแสดงของกะเหรี่ยงเปลี่ยนแปลงเป็นแบบชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในภาคเหนือ (หน้า 70, 123) ผลกระทบจากปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้โอกาสในการแสดงรำตำข้าวเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเป็นการนำมาแสดงในงานต่าง ๆ ของหมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัดใกล้เคียง เช่น งานอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง งานเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานประเพณีสงกรานต์ รวมถึงงานต้อนรับแขกที่เข้ามาศึกษาศิลปวัฒนธรรมกะเหรี่ยงในหมู่บ้าน (หน้า 138) นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำเครื่องดนตรีสากล(กีตาร์) เข้ามาประกอบในการแสดง โดยนำมาเล่นผสมผสานกับเครื่องดนตรีพื้นบ้าน(กลอง) ทั้งนี้เนื่องจากในปีเดียวกันนี้เองได้มีผู้สนใจไปเรียนดนตรีสากลนอกหมู่บ้านแล้วนำกีตาร์เข้ามาในหมู่บ้าน ตั้งแต่นั้นมาจึงมีการนำกีตาร์เข้ามาประกอบในการรำ (หน้า 132)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ผู้วิจัยได้ใช้แผนที่ ตาราง แผนผัง และภาพประกอบในงานวิจัย เช่น แผนผังแสดงตำแหน่งของผู้แสดงรำตง รำกระทบไม้ไผ่ รำตำข้าว และการแสดงเพลงกล่อมลูก (หน้า 87, 103, 141, 157) ภาพแสดงการแต่งกายของกะเหรี่ยง (หน้า 19-22) ภาพแสดงท่ารำตง (หน้า 170-218) ภาพแสดงท่ารำกระทบไม้ไผ่ (หน้า 226-253) ภาพแสดงท่ารำตำข้าว (หน้า 263-280) ภาพแสดงท่าทางประกอบเพลงกล่อมลูก (หน้า 286-294)

Text Analyst ดวงใจ พิชิตณรงค์ชัย Date of Report 05 ก.ย. 2555
TAG โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู (กะเหรี่ยง), ศาสนาคริสต์, การแสดง, เพชรบุรี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง