ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มุสลิม,ผู้หญิง,ผดุงครรภ์,อนามัย,ระนอง,ภาคใต้
Author ขวัญชัย เกิดบางบอน
Title ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำรงอยู่ของผดุงครรภ์โบราณชาวมุสลิมในงานอนามัยแม่และเด็ก : กรณีศึกษาหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จังหวัดระนอง
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ไทยมุสลิม, Language and Linguistic Affiliations ไม่ระบุ
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 201 Year 2542
Source หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
Abstract

ศึกษาบทบาทผดุงครรภ์โบราณหรือหมอตำแย ที่มีบทบาทอย่างมากในการทำคลอดแก่สตรีมุสลิมในชุมชน บ้านดงกุ้ง หมู่ 1-2 ต.ดอนตูม อ.ดอนบุรี จ.ระนอง ซึ่งมีมุสลิมอาศัยอยู่กว่าร้อยละ 95 ว่าเหตุใดสตรีวัยเจริญพันธุ์มุสลิมจึงมีความเชื่อถือการทำคลอด และการดูแลหลังคลอดของผดุงครรภ์โบราณมากกว่าไปทำคลอดที่โรงพยาบาล แม้ว่าจะมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยกว่า และเหตุใดจึงมีความนิยมไปทำคลอดกับผดุงครรภ์โบราณสูงถึงกว่าร้อยละ 80 ขณะที่บ้านเมืองเจริญมากขึ้น แต่ก็ไม่ทำให้ความเชื่อถือดังกล่าวเสื่อมคลายลง

Focus

ศึกษาบทบาทของผดุงครรภ์โบราณและการให้บริการในการดูแลสุขภาพหญิงมีครรภ์ และการดูแลหลังคลอด เพื่อเข้าใจสภาวการณ์การดำรงอยู่ของผดุงครรภ์โบราณในชุมชนมุสลิม และศึกษาแนวทางในการพัฒนางานอนามัยแม่และเด็กให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี (หน้า 4, 5, 20, 21, 23, 24)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

มุสลิม บ้านดงกุ้ง หมู่ 1 และ หมู่ 2 ต.ดอนตูม อ.ดอนบุรี จ.ระนอง ซึ่งแต่เดิมบรรพบุรุษอพยพมาจาก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เมื่อประมาณ 100 ปี ที่แล้ว (หน้า 19,26,27)

Language and Linguistic Affiliations

ชาวบ้านดงกุ้ง พูดภาษาถิ่นใต้ สำเนียงระนองเวลาติดต่อกับคนนอกพื้นที่ ก็จะพูดภาษาถิ่นใต้ ซึ่งถ้าหากไม่คุ้นเคยกับภาษานี้ก็จะทำให้เกิดปัญหาด้านการสื่อสารส่วนภาษาเขียน สำหรับภาษาเขียนจะเขียนได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอาหรับ เพราะเรียนที่โรงเรียนบ้านดงกุ้ง กับโรงเรียนสอนศาสนา (หน้า 19, 44,118)

Study Period (Data Collection)

พฤศจิกายน 2540 - กุมภาพันธ์ 2541 (หน้า 19,20,24,102,176)

History of the Group and Community

มุสลิมบ้านดงกุ้ง กลุ่มแรกได้อพยพมาจาก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เมื่อ 100 ปีที่แล้ว เนื่องจาก ใน สมัย ร. 5 พระองค์ทรงมีพระราชดำริ ให้สร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ไฟฟ้า โทรเลข รถไฟ ทั่วประเทศ ดังนั้น ทางการจึงเกณฑ์แรงงานชาวบ้าน ใน อ.ถลาง มาทำเสาทรงสี่เหลี่ยม ชาวบ้านที่ไม่เคยทำ หรือทำไม่ชำนาญ ก็จะถูกลงโทษ ฉะนั้นคนที่ทำไม่เป็นจึงหลบหนี เพราะกลัวถูกทำโทษ จึงหนีมาที่ บ้านดงกุ้ง ต.ดอนตูม อ.ดอนบุรี จ.ระนอง ที่ตั้งหมู่บ้านในปัจจุบัน ในระยะแรกมี ชาวบ้านมาอยู่ 7- 8 ครัวเรือน กระทั่งต่อมามีชาวบ้านจาก อ.ถลาง จ. ภูเก็ต ย้ายมาเพิ่มเติม และมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งได้แต่งงานกับคนในหมู่บ้านใกล้เคียง จึงทำให้ประชากรในหมู่บ้านเพิ่มขึ้นตามลำดับ (หน้า 26,27,71)

Settlement Pattern

แต่เดิมจะสร้างบ้านแบบมีใต้ถุนสูงกว่าพื้นดิน เพื่อป้องกันสัตว์ป่ามาทำร้าย ฝาบ้านกั้นด้วยไม้ขัดแตะหลังคามุงจาก สร้างบ้านด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ทุกวันนี้การสร้างบ้านจะใช้วัสดุที่ถาวร บ้านใต้ถุนสูง มุงกระเบื้อง หรือสังกะสี กั้นฝาบ้าน และทำพื้นบ้านด้วยไม้ ต่อมาเมื่อการคมนาคมสะดวก ก็จะสร้างบ้านแบบในเมือง คือเป็นบ้านชั้นเดียว ติดพื้นดิน มุงกระเบื้องหรือสร้างเป็นตึกแถว ตัวบ้านจะมี 1 ห้องนอน หน้าบ้านเป็นนอกชานเพื่อนั่งพักผ่อนหรือรับแขก หลังบ้านจะเป็นห้องครัว และมีนอกชานจากครัว เพื่อเป็นที่ล้างจาน บ้านที่ใต้ถุนสูงจะทำพื้นห้องครัวสูงเท่ากับพื้นห้องแต่ในกรณีบ้านที่สร้างติดกับพื้นดินจะสร้างห้องครัวสูงกว่าพื้นดิน ราว 1 เมตร กั้นด้วยไม้กระดานหรือไม้ขัดแตะพื้นห้องครัวจะกั้นด้วยไม้ไผ่ผ่าซีก ใต้ถุนครัวใช้เป็นที่เลี้ยงไก่เมื่อมีเศษอาหารเหลือก็จะหย่อนลงตามช่องไม้ให้ไก่กิน เมื่อจะคลอดลูกก็จะใช้ห้องครัวเป็นห้องทำคลอดและเป็นที่อยู่ไฟ และอาบน้ำ เพราะทำความสะอาดง่าย เวลาล้างคราบเลือดก็ปล่อยน้ำไหลลงใต้ถุนตามร่องไม้ (หน้า 35,36,72)

Demography

ชุมชนที่ศึกษาเขต บ้านดงกุ้ง ต.ดอนตูม หมู่ 1 กับ หมู่ 2 มีบ้านเรือน 183 หลังคาเรือน มีประชากรทั้งหมด 929 คน เพศชาย 455 คน และ เพศหญิง 474 คน แต่ละครอบครัวจะมีลูกเฉลี่ย ครอบครัวละ 5 คน ส่วนผู้ให้ข้อมูลที่เป็นกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ผู้อาวุโส เจ้าที่และอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน หญิงตั้งครรภ์ระหว่างทำวิจัย 14 คน หญิงหลังคลอดที่คลอดกับผดุงครรภ์โบราณ 22 คน คลอดที่โรงพยาบาล 10 คน รวม 32 คน ผดุงครรภ์โบราณมุสลิมในพื้นที่ 1 คน (หน้า 20, 27,39,40,41,102,176)

Economy

การผลิต ชาวบ้านทำอาชีพประมงเป็นหลัก เพาะปลูกเป็นรายได้เสริม และเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่นไก่ ไว้กินในครัวเรือน นอกจากนี้ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิง จะรับจ้างแกะเนื้อปู เมื่อก่อนปลาในทะเลมีมาก ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 7-8 พันบาทต่อเดือน ทุกวันนี้ปลาในทะเลมีน้อย ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 4-5 พันบาท รายได้ของชาวบ้านจะมีมากช่วงหน้าผลไม้ บางครั้งจะได้สูงประมาณ 2-3 หมื่นบาทต่อเดือน แต่ถ้าอยู่นอกฤดูหรือจับปลาได้น้อย ก็จะมีรายได้ไม่มาก ประมาณ 1,000 กว่าบาท อาชีพประมง เป็นอาชีพดั้งเดิมและเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านดงกุ้ง ผู้ชาย จะไปวางอวนปลาในตอนเช้า แล้วจะนำปลามาให้ผู้หญิงไปขายที่ร้านอาหารอุทยาน หรือพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อไปส่งในอำเภอเมืองระนอง ส่วนช่วงบ่าย 3 ก็จะวางอวนปู ใน 1 เดือน จะวางอวนได้ 15 วัน เพราะต้องดูที่ระดับน้ำ และข้างขึ้น ข้างแรม ถ้าปลาในพื้นที่มีน้อย ก็จะไปหาปลาที่อื่น เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ เขต จ.พังงา บางรายก็จะลักลอบเข้าไปน่านน้ำพม่า แต่จะมีไม่ค่อยมาก เพราะเสี่ยงต่อการถูกจับกุม รับจ้างแกะเนื้อปู ส่วนมากผู้หญิงจะทำ พ่อค้าคนกลางจะนำปูมาให้แกะ จ้างกิโลกรัมละ 20 บาท แต่ถ้าเป็นปูของตนเอง แกะเอง ก็จะขายได้กิโลกรัมละ 120 บาท แต่ละวันชาวบ้านจะแกะได้เฉลี่ยคนละ 3 ถึง 4 กิโลกรัม ทำกะปิ ในหน้าแล้งจะไปดักอวนจับตัวเคย มากินในบ้าน ถ้าเหลือก็จะเอาไปขาย ราคาประมาณ 35-50 บาท เพาะปลูก ชาวบ้านจะปลูกพืชและผลไม้ที่ภูเขาใกล้หมู่บ้าน เช่น ปลูกทุเรียน สะตอ มะม่วงหิมพานต์ เมื่อถึงช่วงเก็บผลผลิต พ่อค้าคนกลางจะมารับซื้อ นอกจากนี้ ชาวบ้านจะปลูกข้าวไว้กิน แต่เดี๋ยวนี้ปลูกน้อย เพราะคนมาอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ที่ปลูกมีไม่มากเหมือนในอดีต การทำงานจะผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนช่วยกันทำงาน รายได้จากให้เช่าที่ นักธุรกิจจะมาเช่าที่ทำนากุ้ง ทำให้ชาวบ้านที่ให้เช้าที่ มีรายได้เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงไก่ ชาวบ้านดงกุ้งส่วนมาก จะเลี้ยงไก่ไว้ใต้ถุนครัวเอาไว้กินในครัวเรือน เพราะว่ามุสลิมต้องกินเนื้อไก่ที่มุสลิมด้วยกันฆ่าเท่านั้น จะไม่กินเนื้อไก่ที่ชาวพุทธเป็นคนเชือด ฐานะเศรษฐกิจ ชาวบ้านมีทั้งคนร่ำรวย และรายได้ระดับปานกลาง ชาวบ้านส่วนมากจะมีเรือ ใช้ในครัวเรือน เช่น เรือพาย หรือเรือหางยาว เพราะแต่ก่อนจะเดินทางด้วยทางน้ำ หนทางไม่ดี กระทั่งปัจจุบันชาวบ้านบางคนที่ร่ำรวยก็จะมีรถยนต์ แต่มีน้อย ชาวบ้านจะเช่ารถเวลาไปโรงพยาบาล ราคาขึ้นอยู่กับระยะทาง เช่น ถ้าไปโรงพยาบาลอำเภอดอนบุรี จะคิดเงิน 200 -300บาท/ครั้ง หากไปในเมืองระนองจะคิดราคา 500 - 600บาทต่อครั้ง ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะซื้อมอเตอร์ไซด์ใช้เกือบทุกบ้าน ทีวี ก็จะมีเกือบทุกบ้านเช่นกัน ถ้าไม่มีก็จะไปดูกับเพื่อนบ้าน มีวิทยุเอาไว้ฟังข่าวทั่วไป และข่าวอุตุนิยมวิทยา เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพประมง ส่วนโทรศัพท์ไม่ค่อยมีใช้ ถ้าจะโทรจะไปโทรศัพท์ไปที่บ้านพักตากอากาศของเอกชนที่ดงกุ้งวิลเลจ คิดค่าบริการ นาทีละ 15 บาท (หน้า 32-38,44,105-107,126,176)

Social Organization

ลักษณะครอบครัว ส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวแบบขยาย แต่มีแนวโน้มจะเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ คนในชุมชนมีความผูกพันกับศาสนาอิสลาม ให้ความเคารพเชื่อฟังและกตัญญู ต่อพ่อแม่ เช่น ในการเลือกคู่ครอง พ่อแม่อาจเลือกให้ แต่จะไม่บังคับให้แต่งงานหากไม่สมัครใจ และส่วนใหญ่แต่งงานเมื่ออายุยังน้อย ในครอบครัวยังถือว่าผู้ชายเป็นผู้นำครอบครัวเพราะดูแลความเป็นอยู่ของคนในครอบครัว เป็นเรี่ยวแรงช่วยทำงาน เช่น ทำงานประมงและเพาะปลูก ถ้ามีลูกชาย พ่อแม่จะคาดหวังว่า ถ้าโตขึ้นก็อยากให้ลูกเป็นผู้นำทางศาสนา เช่น เป็น โต๊ะครู สอนศาสนา โต๊ะละไบ เป็นผู้ที่มีความรู้ทางศาสนาอิสลาม สามารถสอนคนอื่นและประกอบพิธีทางศาสนาได้ หรือเป็นโต๊ะอิหม่าม ส่วนลูกสาวก็จะสอนให้ช่วยงานบ้าน ทำกับข้าว ประพฤติตัวตามหลักศาสนา ดูแลพ่อ แม่ ยามแก่ชรา มุสลิมบ้านดงกุ้ง สังคมยังเป็นแบบสังคมปิด โดยมากจะยอมรับเฉพาะคนที่เป็นมุสลิมด้วยกันเท่านั้น ไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า เมื่อก่อนถ้าคนแปลกหน้ามาที่บ้าน พ่อแม่ ก็จะบอกลูกสาวให้ไปหลบหลังบ้าน ไม่ให้แขกแปลกหน้าเห็นลูกสาว ซึ่งการปฏิบัติแบบนี้ยังทำกันอยู่ แต่ในบางครอบครัวก็เริ่มผ่อนปรนความเคร่งครัดดังกล่าว เพราะสภาพสังคมได้เปลี่ยนไปจากเดิม อย่างไรก็ดี คนในชุมชนบ้านดงกุ้งมีความสามัคคีกัน เพราะส่วนใหญ่จะเป็นญาติพี่น้องกัน เวลาทำงานก็จะผลัดเปลี่ยนมาช่วยกันทำงาน การแต่งงาน มุสลิมบ้านดงกุ้ง จะแต่งงานเมื่ออายุยังน้อย ประมาณ 15-20 ปี ส่วนใหญ่พ่อแม่จะเป็นคนเลือกคู่ครองให้แต่จะไม่บังคับถ้าลูกไม่ต้องการแต่งงานจริงๆ สาเหตุที่พ่อแม่ให้ลูกแต่งงานเมื่ออายุไม่มาก เพราะมีความเชื่อทางศาสนาที่ว่า ถ้าลูกโตแล้วปล่อยให้ลูกมีความต้องการทางเพศ โดยไม่หาคู่ให้ก็จะเกิดความรู้สึกว่าตนเองบกพร่อง ยิ่งถ้าเพื่อนบ้านหาคู่ให้ลูก แต่ลูกของตนไม่ได้แต่งงานก็จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ถ้าคนในชุมชนแต่งงานกับคนต่างศาสนา ต้องยอมมานับถือศาสนาอิสลาม จึงจะได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน แต่ถ้าหญิงไปนับถือศาสนาตามคู่ครองที่เป็นคนต่างศาสนา ก็จะไม่ได้รับการเหลียวแลจากมุสลิมที่อยู่ในชุมชนเดิมของตน การแต่งงาน เมื่อทำพิธีเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายชายจะไปอยู่บ้านฝ่ายหญิงในระยะแรกและช่วยทำงานในครอบครัว กระทั่งมีลูกคนแรกก็จะแยกมาสร้างบ้าน อยู่ใกล้ๆ บ้านพ่อแม่ฝ่ายหญิง ตามหลักศาสนาจะอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้ถึง 4 คน และต้องให้ความยุติธรรมดูแลอย่างเสมอภาคกัน สำหรับในสังคมบ้านดงกุ้ง ยังยึดถือครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียวเพราะถ้ามีภรรยามากกว่า 1 คน สามีจะต้องมีศักยภาพในการดูแลภรรยาได้อย่างเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ดี ในชุมชนมีเพียงคนส่วนน้อย 4-5 ครอบครัว ที่มีภรรยามากกว่า 1 คน (หน้า 40-42, 44,47, 103, 104, 107, 108, 117, 161, 165, 166, 179)

Political Organization

การปกครอง มี 2 แบบ คือ การปกครองที่เป็นทางการกับการปกครองไม่เป็นทางการ สำหรับการปกครองอย่างเป็นทางการ ได้แก่ การปกครองหมู่บ้าน มี ผู้ใหญ่บ้าน ดูแล และการบริหารงานในท้องที่ ดูแลโดย องค์การบริหารส่วนตำบล การปกครองอย่างไม่เป็นทางการเป็นการดำเนินการของกลุ่มผู้นำศาสนา เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในชุมชนดงกุ้งนับถือศาสนาอิสลามโต๊ะอิหม่ามเป็นผู้นำสูงสุดในหมู่บ้าน เป็นผู้นำประกอบพิธีทางศาสนาดูแลคุ้มครองและตัดสินคดีความในหมู่บ้าน คอเต็บทำหน้าที่เทศนาและปราศัยในวันศุกร์เมื่อมีการละหมาดให้คำแนะนำและอบรมความรู้ทางศาสนาแก่ชาวบ้านบิหลั่นมีหน้าที่ประกาศให้ชาวบ้านมาละหมาดและกรรมการ 12 คน มีหน้าที่ดูแลเรื่องราวต่างๆ ในหมู่บ้านและดูแลพิธีทางศาสนาให้ถูกหลักคำสอน (หน้า 39, 40)

Belief System

คนในชุมชนนับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 95 และมีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์บ้าง เช่น การรักษาแบบพื้นบ้าน การดูดวง ในหมู่บ้านมีมัสยิด 2 แห่ง คือ มัสยิด หมู่ 1 และ มัสยิด หมู่ 2 ใครอยู่หมู่ไหนก็จะไปทำพิธีที่หมู่นั้น ในวันศุกร์ ผู้ชายที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไปจะมาละหมาดที่มัสยิด สำหรับคนที่นับถือศาสนาอิสลาม จะต้องปฏิบัติ 5 อย่าง หรือ เรียกว่า อัรกานุลอิสลาม ได้แก่ 1) ปฏิญาณว่า "อัชฮะดุ อัลลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ วะอัชฮะดุอันนะมุฮัมมะดัรเราะ ซูลุลลอฮ์ " หมายถึง "ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์ และข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า แท้จริงท่านนบีมุฮัมหมัด เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์" 2) ทำละหมาด ซึ่งเรียกว่า "มาหยัง" มาจากภาษามลายู ว่า "ซัมบะห์ยัง" ก่อนทำละหมาดต้องชำระร่างกายให้สะอาด หันไปทางกะอ์บะฮ์ อาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า กลางมัสยิดหะรอม นครมักะฮ์ การละหมาดจะทำ 5 เวลา ได้แก่ ซุบฮิ ชาวบ้านเรียก ซุโบห์เวลาเช้าจนถึงดวงอาทิตย์ขึ้น,ซุฮ์ริ(ดุโฮด) เวลาบ่ายถึงเวลา 15.30 น.อัศริ (อาซาด) หลังเวลา 15.30 น. ถึงดวงอาทิตย์ตกดิน มัฆริบ (มักหริบ) หลังดวงอาทิตย์ตกดิน ถึงช่วงหมดแสงดวงอาทิตย์บนฟ้า อิชาร์ (อีฉ้า) เริ่มหลังหมดแสงดวงอาทิตย์บนฟ้าถึงเที่ยงคืน ผู้ชายเริ่มทำละหมาดเมื่ออายุ 15 ปี คือเริ่มมีอสุจิ ส่วนผู้หญิงเริ่มจากมีประจำเดือน ซึ่งถือว่าบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ ส่วนหญิงเป็นประจำเดือนหรือมีเลือดหลังคลอดลูก แท้งลูกถือว่าร่างกายไม่สะอาด และคนวิกลจริต ได้รับการยกเว้นไม่ต้องละหมาด 3) จ่ายทรัพย์ตามศาสนบัญญัติ (จ่ายซะกาต) คือมุสลิมที่ มีทรัพย์สิน เงิน ทอง สัตว์เลี้ยง พืชผลทางการเกษตร เมื่อครบตามจำนวนที่ศาสนากำหนด ต้องบริจาคตามศาสนาบัญญัติไว้ เช่น มีทองหนัก 5.66 บาท ต้องบริจาคร้อยละ 2.5 หรือหากเก็บสะสมเงินได้เท่ากับทองหนัก 5.66 บาท ต้องบริจาคเท่ากัน ข้าวเปลือก 70 ถัง หากเพาะปลูก โดยไม่ใช้งบประมาณในการใช้น้ำ บริจาคร้อยละ 10 แต่ถ้าใช้งบประมาณใช้น้ำ ต้องบริจาคร้อยละ 5 สำหรับคนที่มีสิทธิ์รับของบริจาค ได้แก่ คนจน คนอนาถา เจ้าหน้าที่เก็บรวมซะกาต คนที่เริ่มเข้านับถือศาสนาอิสลาม ไถ่ทาส คนที่เป็นหนี้จากการทำกิจการที่สุจริต คนเดินทางที่ไม่มีค่าโดยสาร ช่วยเหลือสาธารณประโยชน์ เช่น ช่วยคนเดือดร้อนจากน้ำท่วม 4) ถือศิลอดในเดือนเราะมะฎอน ไม่กินอาหารไม่ดื่มหรือมีเพศสัมพันธ์ อดกลั้นต่อกิเลส และความอ่อนแอต่างๆ ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้น จะกินได้เมื่อดวงตะวันตกดิน 5) ประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย คนที่เคยไปแสวงบุญ ถ้ากลับมา หากเป็นผู้ชาย ชาวบ้านจะเรียกนำหน้าชื่อว่า ฮัจญี ถ้าเป็นหญิงจะเรียก ฮัจญะฮ์ นำหน้าชื่อ ส่วนพิธีกรรมในรอบปีแบ่งออกเป็นประเพณีพิธีกรรมของชุมชน ได้แก่ 1) ประเพณีการถือศีลอด มุสลิมจะถือศีลอดในเดือน 9 ตามปฏิทินอิสลาม เป็นเวลา 1 เดือน เมื่อมีผู้เห็นดวงจันทร์ สำนักจุฬาราชมนตรีจะประกาศให้ทราบ มุสลิมก็จะถือศีลอดทั่วประเทศ คนที่ไม่ต้องถือศีลอด ได้แก่ คนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ หญิงมีครรภ์ มีเลือดหลังคลอด หรือแท้งลูก หญิงมีประจำเดือน คนวิกลจริต คนแก่ หรือคนมีโรคประจำตัว สำหรับคนที่มีประจำเดือน จะถือศีลหลังประจำเดินหมด หญิงมีครรภ์ คนป่วย ผู้สูงอายุ จะให้อาหาร 2 มื้อต่อวันกับคนยากจน แต่ถ้าหากหญิงมีครรภ์ถือศีลอดจะได้บุญมาก หากคนที่มีครรภ์จะถือศีลอด ถ้าลูกในท้องอายุ 4 เดือนแรก ก็ถือศีลอดได้ เพราะอยู่ในช่วงไม่อันตราย แต่ถ้าอายุลูกในท้อง 7 เดือนขึ้นไป ให้ถือศีลอดให้น้อยลง การกินอาหารทดแทน จะกินหลังตะวันตกดิน 2-3 มื้อ ก็จะทำให้ลูกที่คลอดมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่ดี 2) การออกบวชเล็ก (ฮารีรายอปอซอ) ชาวดงกุ้ง เรียก "ออกบวชนุ้ย" จะออกบวชเมื่อหมดวันถือศีลอด พิธีจะเริ่ม 8.00 น.ในวันที่ 1 เดือนเชาวาล (เดือน10 ตามปฏิทินอิสลาม) สำนักจุฬาราชมนตรีจะประกาศให้ทราบชาวบ้านจะไปละหมาดที่มัสยิด นำอาหารไปกินด้วยกัน จากนั้นก็จะแยกย้ายกันไปบำเพ็ญประโยชน์ ผู้ชายจะไปทำความสะอาดกุโบร์ (สุสาน) สวดมนต์ให้บรรพบุรุษ 3) การออกบวชใหญ่ (ฮารีรายออัฏฮา) จัดพร้อมกับพิธีฮัจย์ที่นครเมกกะ ซาอุดิอาระเบีย มุสลิมจะจัดพร้อมกันทั่วโลก ชาวบ้านจะมาที่มิสยิดทำพิธี 8 โมงเช้า เมื่อละหมาดเสร็จ ก็จะรับประทานอาหารด้วยกัน 4) วันเมาลิด ชาวบ้านเรียก "เมาลู๊ด" วันคล้ายวันเกิดท่านนบีมุฮัมหมัดศาสดาของศาสนาอิสลาม ชาวบ้านจะไปมัสยิดและนำอาหารไปรับประทานด้วยกัน ในพิธีจะอ่านประวัติของศาสดามุฮัมหมัด ตั้งแต่กำเนิดกระทั่งเสียชีวิต พิธีกรรมเฉพาะบุคคล ได้แก่ 1. พิธีเข้าสุหนัด เด็กชายอายุแรกเกิด ถึง 15 ปี จะต้องขลิบปลายอวัยวะเพศ แต่ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะขลิบระหว่างอายุ 9-10 ปี ที่คลินิกมุสลิม ต.ตะโก อ.ดำเนิน 2) พิธีอาบน้ำเดือน 7 พิธีจะทำในวันเพ็ญ 15 ค่ำ ให้แก่หญิงมีครรภ์ครั้งแรก เมื่อตั้งครรภ์ ครบ 7 เดือน ในช่วงค่ำครอบครัวฝ่ายหญิงจะเชิญโต๊ะอิหม่าม และเพื่อนบ้านมาร่วมพิธี ขอพรจากอัลลอฮ์ ให้ลูกในท้องคลอดอย่างปลอดภัย และมีสุขภาพแข็งแรง สามีของหญิงตั้งครรภ์จะตักน้ำใส่อ่าง นำมาวางกลางบ้านแล้วใส่ใบเฉียงพร้า (คล้ายใบโกสนมีสีเขียว) ใบหมากผู้ ใบเงินใบทอง โต๊ะอิหม่ามกับผู้ชายที่รู้หลักศาสนาก็จะทำพิธีสวดขอพร เมื่อจบพิธีเจ้าภาพก็จะเลี้ยงอาหารโต๊ะอิหม่ามและแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน รุ่งเช้าหญิงมีครรภ์กับสามีจะมานั่งที่บันไดบ้าน เพื่อให้พ่อแม่และญาติ รดมือด้วยน้ำที่ผ่านการสวดในพิธีเมื่อคืนนี้ จากนั้นจะใช้ใบไม้ในอ่างจุ่มน้ำ พรมน้ำศีรษะสามี ภรรยาที่ตั้งครรภ์ เพื่อความเป็นศิริมงคล (หน้า 4, 25, 35, 45-51, 73, 74, 123-125, 127, 164) ความเชื่อเรื่องการมีครรภ์และการคลอด ในอดีตถือว่า การคลอดเป็นอันตรายทั้งแม่และลูก ในช่วงที่ตั้งครรภ์จะใช้ตะกรุด และผ้ายันต์ รวมทั้งคาถามาแช่น้ำอาบ ป้องกันผีจะมาทำร้ายโดยมีข้อห้ามปฏิบัติ เช่น ห้ามโกหก ตกปลา ล่าสัตว์ ห้ามไปงานศพ ห้ามอาบน้ำในบ่อ แม่น้ำ ลำคลอง ฯลฯ เมื่อใกล้คลอดจะดื่ม น้ำมนต์ เพื่อทำให้คลอดปลอดภัย ในช่วงตั้งครรภ์ให้ปฏิบัติตามหลักศาสนา เพราะจะทำให้คลอดปลอดภัย ทำให้ลูกที่คลอดอยู่ในหลักศาสนาห้ามบอกว่าจะทำคลอดกับใคร เพราะถ้าผิดคำพูดจะทำให้คลอดไม่ออก คนที่เป็นญาติกับหมอตำแย ถ้าไม่คลอดกับหมอตำแย หมอตำแยตายายจะมาทักทำให้คลอดไม่ออกและทำให้เจ็บป่วย เมื่อท้อง 9 เดือน ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับสามีเพราะจะทำให้คลอดก่อนกำหนด ห้ามนั่งขวางประตูและกลืนเมล็ดผลไม้เพราะจะทำให้คลอดลำบาก ไม่ให้กินกล้วยเพราะถ้าได้ลูกแฝดจะคลอดลำบาก เมื่อใกล้คลอดห้ามเย็บหมอน หรือที่นอนเพราะเชื่อว่าปากมดลูกจะปิดทำให้คลอดไม่ออก ไม่ให้อาบน้ำเย็นในตอนกลางคืน เพราะจะทำให้เป็นตะคริว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำคลอดเท่านั้น จึงจะเข้าไปดู หมอทำคลอดได้ เพราะเชื่อว่า การที่ชายอื่นที่ไม่ใช่สามีของตน เห็น อวัยวะเพศนั้นผิดหลักศาสนา คนที่จะคลอดจะได้รับสิทธิพิเศษ หากจะกินอาหารที่ขัดหลักศาสนา เช่นหมู หรือเหล้า เพราะเชื่อว่าเป็นความต้องการของพระผู้เป็นเจ้า และลูกที่เกิดมาไม่ว่า จะเป็นชาย หรือหญิงก็ต้องพอใจ เพราะถือว่าองค์อัลลอฮ์ ประทานให้มาเกิด การคลอดเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง เพื่อคลอดลูกออกมา เพื่อเผยแพร่ศาสนาอิสลาม (หน้า 1, 80,85,109,110,113,114,118) การฝังรกเด็ก เชื่อว่าเด็กกับรกเป็นของคู่กันถ้ารกแห้งเด็กก็แห้ง และจะไม่ท้องอืดการนำรกไปฝังจะใส่เกลือ 2-3 ห่อ เวลานำไปฝังจะฝังทิศไหนก็ได้ ยกเว้นมีทิศต้องห้าม หรือ "ยามอุบากอง" อาทิตย์ห้ามพายัพ จันทร์ห้ามบูรพา อังคารห้ามอีสาน พุธห้ามอุดร พฤหัสบดี ห้ามทิศใต้ ศุกร์ห้ามประจิม เสาร์ห้าม อาคเนย์ หรดี (หน้า 88,89) พิธีอะซาน พิธีนี้จะทำเพื่อรับเด็กแรกเกิด เข้านับถือศาสนาอิสลาม พิธีนี้ศาสนา ไม่บังคับจะทำหรือไม่ทำก็ได้แล้วแต่ความสมัครใจ เมื่อเด็กเกิด หมอตำแยจะตัดรกแล้วอาบน้ำให้เด็ก วางเด็กตรงที่ทำละหมาดหันหน้าไปทางประเทศซาอุดิอาระเบีย คนกล่าวนำอะซานจะเป็นผู้ชาย พ่อ ลุง หรือ น้าผู้ชาย จะไม่ให้ผู้หญิงกล่าวนำเพราะการที่ผู้หญิงตะโกนเสียงดัง ตามหลักศาสนาถือว่า ไม่สุภาพ การกล่าวอะซานก็เพื่อต้อนรับเด็กเข้าศาสนาอิสลาม เป็นมุสลิม (หน้า 89) พิธีครอบครูเพื่อเป็นผดุงครรภ์โบราณ (หมอตำแย) คนที่จะมาเป็นหมอตำแย โดยมากจะเป็นผู้หญิงในตระกูลเดียวกันเอง เช่น แม่ถ่ายทอดให้ลูก คนที่จะมาเป็นหมอตำแยจะต้องผ่านพิธีครอบครู เพื่อเข้ามาเป็นศิษย์เรียนรู้วิชา และคาถาการทำคลอด คนที่จะเข้าพิธีมอบตัวเป็นศิษย์ จะต้องมอบของแก่ครูหมอ ได้แก่ ไก่ย่างและเครื่องใน คลุกขมิ้นผ่าครึ่ง ข้าวเหนียวมูนขาว เหลือง ข้าวตอก อย่างละถ้วย น้ำ 1 ขัน ใบเฉียงพร้า (สีเขียวเหมือนใบโกสน) ใบพลู หมาก ครูหมอเมื่อรับของก็จะกล่าวตอบรับเป็นศิษย์และให้ศีลให้พร หลังจากเป็นศิษย์ ครูก็จะสอนวิธีทำคลอดและคาถา เมื่อสภาพร่างกายของตนไม่ไหว ก็จะมอบหน้าที่ให้ศิษย์เป็นผู้ทำหน้าที่ทำคลอดแทนในวาระต่อไป สำหรับหมอตำแยบางคนถ้าเป็นคนที่เล่นของ ก็จะมีข้อห้าม เช่น ห้ามรอดราวผ้า เวลาสวมผ้าถุงให้สวมจากด้านล่างขึ้นด้านบน ห้ามสวมจากทางศีรษะเพราะของจะเสื่อม แต่หมอตำแยที่ไม่เล่นก็จะไม่มีข้อห้าม (หน้า 78,79)

Education and Socialization

ชาวบ้านดงกุ้ง ได้รับการศึกษาสายสามัญที่โรงเรียนบ้านดงกุ้ง และความรู้ทางศาสนาที่โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม (ปอเนาะ) ที่หมู่ 1 กับหมู่ 2 สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับมัธยม หากมีเวลาก็จะเรียน การศึกษานอกโรงเรียน ที่เปิดสอน จนถึง ม.6 ในวันเสาร์ อาทิตย์ ที่โรงเรียนดงกุ้ง และเปิดสอบที่โรงเรียนบ้านป่า อ.ดอนบุรี สำหรับความเป็นมาของโรงเรียนบ้านดงกุ้งนั้น เปิดสอนครั้งแรก เมื่อ พ. ศ. 2479 ในระดับชั้น ป.1 - ป.4 ต่อมาปี พ.ศ. 2519 เปิดสอนถึงระดับชั้น ป.6 กระทั่งใน พ.ศ. 2535 ปิดสอนจนถึงชั้น ม.3 ในอดีตเด็กในหมู่บ้านเมื่อเรียนจบ ชั้น ป.6 แล้วมักจะออกมาช่วยงานที่บ้าน ไม่ได้เรียนต่อ แต่ทุกวันนี้ เศรษฐกิจและการคมนาคมดีขึ้น เมื่อเรียนจบชั้น ม.3 เด็กนักเรียนในหมู่บ้านก็ได้เรียนหนังสือในชั้น ม.ปลาย และวิทยาลัยเทคนิค ในงานวิจัยระบุว่า คนในพื้นที่โดยทั่วไปจะจบชั้นประถมศึกษาตอนต้น ส่วนหญิงมีครรภ์ส่วนใหญ่จะจบชั้นประถมตอนปลาย ส่วนโรงเรียนสอนศาสนา โต๊ะครูจะสอนในวันเสาร์ กับวันอาทิตย์ ตั้งแต่ ป.2- ป.6 (นับชั้นแบบโรงเรียนศาสนาอิสลาม) เด็กที่จะเรียนจะเปิดรับ ตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป เมื่อเรียนจบหากจะเรียนศาสนาเพิ่มอีก จะไปเรียนที่ปอเนาะ ใน ต.ดอนตาล อ.สันคีรี จ.ระนอง สำหรับคนที่ร่ำรวยก็จะส่งลูกไปเรียนที่ปอเนาะ ใน จ.ยะลา ปัตตานี และกระบี่ คนที่จบการศึกษาจะกลับมาสอนศาสนาให้กับเด็กในหมู่บ้าน (หน้า 38, 39, 104,105)

Health and Medicine

ข้อมูลสุขภาพ 1. อัตราการเกิด มีอัตราการเกิดค่อนข้างสูง ถึงมีแนวโน้มว่าจะมีอัตราการเกิดลดลง คือ ปี พ.ศ. 2536 มีอัตราการเกิด 42.5 ต่อประชากรพันคน ต่อมาปี พ.ศ. 2540 มีอัตราการเกิดลดลง คิดเป็น 30.1 ต่อประชากรพันคน แต่อัตราการเกิดของ จ.ระนอง มีอัตราการเกิดเพียง 15.4 ต่อประชากรพันคน 2. อัตราการตายของทารก เมื่อปี พ.ศ. 2538 มีเด็กแรกเกิด เสียชีวิต 1 คน โดยมีอัตราตายปริกำเนิด 34.5 ต่อเด็กเกิดทั้งหมด 1 พันคน ส่วนอัตราตายปริกำเนิดของ จ.ระนอง อยู่ที่ 49.6 คน 3. อัตราคุมกำเนิด ศาสนาอนุโลม ให้คุมกำเนิดแบบชั่วคราว การใช้ยาคุมกำเนิด การฉีดยา สำหรับการคุมกำเนิดถ้าหากหมอบอกว่า หากมีครรภ์จะเป็นอันตรายกับแม่เด็ก เช่น ตกเลือดหลังคลอด รกค้าง ทั้งนี้มุสลิมเชื่อว่า การทำหมัน ห้ามไม่ให้ลูกเกิดนั้นเป็นบาป ในหมู่บ้านมีหญิงวัยเจริญพันธุ์แต่งงานแล้ว จำนวน 173 ราย มีคนคุมกำเนิด จำนวน 124 ราย คิดเป็นร้อยละ 72 4. อัตราการป่วย (ม.ค.40-ม.ค.41) พบมากที่สุดคือโรคหวัด เฉลี่ยเดือนละ 44 ราย ในเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2540 พบ 90 ราย อายุน้อยกว่า 10 ปี ประมาณร้อยละ 50 โรคกระเพาะอักเสบ พบเฉลี่ยเดือนละ 18 ราย จะพบมากในช่วงถือศีลอด โรคผิวหนัง เช่นเกลื้อน พบเดือนละประมาณ 16 ราย เพราะออกทะเลหาปลาเป็นระยะเวลานานๆ โรคปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ พบเฉลี่ยเดือนละ 14 ราย โรคต่อมทอนซิลอักเสบ พบเฉลี่ยเดือนละ 13 ราย ส่วนโรคอื่นๆ ที่พบได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคหอบ โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โรคตกขาว (หน้า 51- 57,153 ,161) ผดุงครรภ์โบราณ (หมอตำแย) สถานีอนามัยบ้านดงกุ้ง ระบุว่าเมื่อ พ.ศ. 2540 ชาวบ้านนิยมคลอดกับผดุงครรภ์โบราณร้อยละ 82.1 ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมาก เนื่องจากชาวบ้านเชื่อถือประสบการณ์อีกทั้งยังได้รับการอบรมวิธีการทำคลอดที่สะอาดและปลอดภัยแก่แม่และเด็ก จากเจ้าหน้าที่อนามัย คนที่เป็นหมอตำแยจะได้รับการถ่ายทอดจากคนในตระกูลเรียนคาถาและวิชาทำคลอด คาถาบางส่วนผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธกับอิสลาม เนื่องจากบรรพบุรุษของหมอตำแย เคยนับถือศาสนาพุทธ กระทั่งเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามในภายหลัง เช่น ตัวอย่างคาถาทำน้ำมนต์ทำให้คลอดง่าย และคาถาเหยียบสม หรือ เหยียบนวดหญิงหลังคลอด และคาถาวันออกไฟ คนที่จะมาเป็นหมอตำแยจะต้องทำพิธีครอบครู เพื่อมอบตัวเป็นศิษย์ และศิษย์จะต้องเตรียมสิ่งของเพื่อมอบให้ครูหมอ การทำคลอดของหมอตำแยจะไม่เรียกค่าทำคลอด แล้วแต่น้ำใจว่าใครจะให้เท่าใดโดยมากจะให้ประมาณ 300-400 บาท แต่ทุกคนจะเสียคราดเป็นค่าทำเนียมให้หมอตำแย หลังจากออกไฟได้แก่ ไก่ 1 ตัว มะพร้าว 1 ลูก ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม ชาวบ้านนิยมให้หมอตำแยทำคลอดให้เพราะสะดวก หมอตำแยมาทำคลอดให้ที่บ้านและทำอย่างมิดชิด ทำให้ผู้คลอดไม่เขินอาย แต่ถ้าหากเด็กคลอดท่าขวางครรภ์แฝดคลอดผิดปกติหรือตกเลือดรักษาไม่ได้ คนคลอดอายุน้อยกว่า 17 ปี เชิงกรานยังไม่เจริญเต็มที่ หมอตำแยก็จะแนะนำให้ไปที่โรงพยาบาล ในอำเภอดอนบุรีหรือโรงพยาบาลในตัวเมืองระนอง จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2541 ระบุว่า ผดุงครรภ์โบราณทั่วประเทศ มีราว 8,700 คน ลดลงกว่าครึ่งซึ่งใน พ.ศ. 2526 มีผดุงครรภ์โบราณ จำนวนมากถึง 16,200 คน ส่วนรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าประชาชนนิยมคลอดลูกกับ ผดุงครรภ์โบราณลดลง จาก จำนวนร้อยละ 60 เมื่อ ปี พ.ศ.2530 เหลือร้อยละ 9.5 ใน ปี พ.ศ. 2540 (หน้า 2-4,19,24,32,61,68,69,72,73,76,-78, 84 (ตัวอย่างคาถา 88, 90, 92) 94, 97-99-101,111,113, 122, 129, 134, 143,145,146,149,150,153-156 ,160, 163, 164 , 166-170,172,174 , 175 ,178-183) การรักษาและสถานที่รักษา มี 2 แบบ คือการรักษาแผนปัจจุบัน 1. ร้านขายยาประจำหมู่บ้าน ขายทั้งยาแผนปัจจุบัน และแผนโบราณ 2. โรงพยาบาลจังหวัด ชาวบ้านจะไปรักษา ในระยะเริ่มแรกของการมาตั้งหมู่บ้านและรักษาเมื่อป่วยหนัก 3. สถานีอนามัยดอนบุรี ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2504 ชาวบ้านจะไปรักษาที่นี่ตอนที่ยังไม่สร้างสถานีอนามัยที่บ้านดงกุ้ง เวลาไปจะต้องพายเรือไปใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ภายหลังได้รับยกฐานะเป็นโรงพยาบาลดอนบุรี มีหมอ 1 คน พยาบาล 7 คน มีเตียงคนป่วย 10 เตียง 4. สถานีอนามัยดงกุ้ง ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2526 มีเจ้าหน้าที่ 1 คน ชาวบ้านจะไปรักษาโรค และฉีดวัคซีน แต่จะไม่ไปคลอดลูก เพราะไม่มั่นใจในการรักษา คิดว่า เจ้าหน้าที่เพิ่งจบใหม่ มีประสบการณ์ไม่มาก จึงไปให้หมอตำแยทำคลอดให้มากกว่า ปัจจุบัน สถานีอนามัยบ้านดงกุ้ง มีเจ้าหน้าที่ 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน และจะมี อสม.ในหมู่บ้าน คอยช่วยเหลือ ให้ชาวบ้านมาหยอดวัคซีน และมาทำคลอดที่อนามัย 5. คลินิกหมอ อนามัยบ้านดอนตูม อยู่ห่างจากหมู่บ้าน 13 กิโลเมตร ผู้ป่วยนิยมไปรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ โรคบิด โรคมาลาเรีย และโรคกระเพาะ 6. คลินิกอนามัยมุสลิม บริการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย ตั้งอยู่ที่ ต.ตะโก อ.ดำเนิน เด็กมุสลิมอายุแรกเกิด ถึง 15 ปี จะขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ แต่ส่วนใหญ่เด็กที่มาขลิบจะมีอายุ 9-10 ปี คลินิกนี้ทำการเข้าสุหนัด กว่า 30 ปี คิดค่าบริการคนละ 200 บาท เมื่อขลิบแล้วหมอจะเย็บแผล เมื่อครบ 7 วัน เด็กชายที่มาขลิบจะไปตัดไหมที่สถานีอนามัยดงกุ้ง 7. คลินิกในเมืองระนอง มีอยู่ 4-5 แห่ง ชาวดงกุ้งจะไปรักษา ถ้ารักษาที่อนามัยไม่หาย ชาวบ้านชอบไปใช้บริการที่คลินิก เพราะบริการรวดเร็ว ถึงแม้ว่าค่ารักษาจะแพงกว่า ชาวบ้านบางรายหากเคยทำคลอดกับหมอตำแยแล้วเกิดปัญหา ก็จะมาฝากครรภ์ที่คลินิก หมอจะคิดค่าฝากครรภ์ 3 พันบาทและจะไปทำคลอดให้ที่โรงพยาบาล คลินิกในเมือง รักษาโรคต่างๆ แล้วแต่คนจะชอบไปรักษา ส่วนมากจะเข้าคลินิกที่มีการรักษาเฉพาะด้าน เช่นโรคเกี่ยวกับนรีเวช การรักษาพื้นบ้าน 1. หมอสมุนไพร ในหมู่บ้านผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องนี้ ได้แก่ ผดุงครรภ์โบราณที่นอกจากทำคลอดแล้วยังมีความรู่เรื่องสมุนไพรที่รักษาโรคดีซ่าน เอ็นจม โรคนิ่ว โรคทับระดู ร้อนใน ส่วนหมอสมุนไพรผู้ชายอีกคนที่อยู่ หมู่บ้านใกล้เคียง จะเชี่ยวชาญ โรคปวดเข่า ปวดข้อเรื้อรัง โรคเริม โรคงูสวัด โรคริดสีดวงทวาร สำหรับยาสมุนไพรบำรุงเลือด จะไปซื้อกับหมอสมุนไพรที่บ้านดอยตูม ยานี้ปรุงจากสมุนไพร 21 ชนิด ปั้นเป็นยาลูกกลอน ขายถุงละ 25 บาท 2. หมอไสยศาสตร์ รักษาคนถูกผีเข้า ร่ายคาถารักษาคนที่มีลูกยาก นอกจากนี้ก็จะสะเดาะเคราะห์ และทำเสน่ห์ 3. หมอพื้นบ้าน รักษาคนไข้กระดูกหัก ใส่เฝือกไม้ไผ่ (หน้า 50, 57- 69,71,74,75,106,117,129-135,141,142,177) อาหารหญิงตั้งครรภ์ แม่ และ เด็กหลังคลอด หญิงมีครรภ์ จะไม่กินข้าวตัง(ข้าวติดหม้อ) เพราะถ้าเด็กโตขึ้น จะดื้อไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ถ้าดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน จะทำให้ลูกผิวดี คลอดง่าย ไม่มีไขติดตามลำตัว สำหรับหญิงหลังคลอด หมอตำแยจะแนะนำให้หญิงหลังคลอดให้ลูกดื่มนมแม่ เพราะจะทำให้แม่กับลูกรักกัน มีความกตัญญูและสุขภาพแข็งแรง ส่วนแม่เด็กหมอตำแยจะแนะนำให้ทานอาหารเผ็ดๆ ใส่พริกเยอะๆ เช่น แกงเคี่ยวพริกไก่ เพราะเนื้อไก่จะบำรุงน้ำนม และทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว น้ำคาวปลาแห้งเร็ว และช่วยขับเลือดเสีย ดื่มน้ำร้อนต้มพริกไทย จะทำให้น้ำนมไหลสะดวก ห้ามกินอาหารแสลงมีลักษณะเย็น เช่น ปลาไม่มีเกล็ด ปลาดุก ปลาไหล จะทำให้เลือดตีขึ้น มดลูกไม่เข้าอู่ง่าย น้ำแข็ง ผักชี ทำให้เลือดตีขึ้น แตงโม ข้าวเหนียวทำให้มดลูกพอง ปลามง ชื่อไม่ดี (มง หมายถึง ตาย) ไข่ไก่ และผักเหรียง ทำให้ กรามจะแข็ง อ้าปากไม่ได้ ผักหัวแส้ ทำให้ปวดหัว ชะอม ทำให้เป็นลม (หน้า 96,115,116,139) การอยู่ไฟ หลังคลอด หมอตำแยจะอาบน้ำ ที่ต้มใส่ใบยอ กับใบหนาด และนวดด้วยใบหนาด และเหยียบสม หรือเหยียบนวดที่หลัง แขน ขา และอวัยวะส่วนต่างๆ ให้แก่ผู้คลอด เพื่อขับเลือด และน้ำคาวปลา และให้ร่างกายกลับมาเหมือนเดิม ระหว่างนวดจะท่องคาถาไปด้วย เมื่อนวดเสร็จก็จะอยู่ไฟ การอยู่ไฟ จะนำแคร่ไม้ไผ่ แล้วจะวางแผ่นสังกะสีบนแคร่ นำไม้สน หรือต้นกล้วยมากั้นเป็นกรอบสี่เหลี่ยม แล้วนำดินมากอง บนดินจะนำหิน 3 ก้อน วางเป็นก้อนเส้า ฟืนจะไม้ยาง และไม้แสม แต่จะไม่ใช้ไม้ ที่นกนอน เนื่องจากว่าจะทำให้เลือดตีขึ้น หมอตำแย จะร่ายคาถาที่แคร่ เพื่อบอกกล่าวให้บรรพบุรุษ ปกปักรักษาหญิงหลังคลอด จากนั้น จะนำน้ำเย็นราดก้อนเส้า เพื่อไม่ให้ร้อนแล้วห่อด้วยผ้า มาประคบที่ท้องน้อยของหญิงหลังคลอด เพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น เมื่อก้อนเส้าเย็นแล้ว ก็จะเปลี่ยนก้อนใหม่มาประคบต่อ การประคบจะประคบประมาณ 1 อาทิตย์ ส่วนในวันที่ 2-3 จะเหยียบสมอีกครั้ง และจะอาบน้ำให้ครบ 5 หม้อ หรือ 5 ครั้ง จากนั้น หญิงหลังคลอดจะอาบน้ำอุ่นเอง จนถึงวันออกไฟ การอยู่ไฟจะอยู่จนมดลูกเข้าอู่ ถ้ามดลูกยังไม่เข้าอู่จะเลื่อนวันออกไฟออกไปอีก ในวันออกไฟ จะออกในวันคี่ ทำพิธี และทำพิธีนำเด็กขึ้นเปล เชิญหมอตำแย มาทำพิธีวันออกไฟ แล้วจะท่องคาถา นำก้อนเส้าวางไว้บนที่สูง 44 คน โดยจะไม่ให้ใครแตะต้อง ก้อนเส้า จากนั้นจึงจะให้คนมายืมก้อนเส้าไปอยู่ไฟต่อไป พิธีนำเด็กขึ้นเปล หมอตำแยจะโกนผมไฟให้เด็ก แล้วเจิ้มแป้ง ผสมขมิ้น ที่บริเวณ หน้าผาก ลำคอ ศอก ข้อมือ ข้อเท้า อย่างละจุด แล้วจะนำใบหนาดเผาไฟ บดละเอียด ผสมน้ำมันมะพร้าว โปะที่กระหม่อมของเด็กเพื่อป้องกันไม่ให้ลมเข้า เพราะเด็กคลอดใหม่กระหม่อมยังปิดไม่สนิท แล้วจะแต่งเสื้อผ้าชุดใหม่ นำ สิ่งของ เช่น ไก่ย่างคลุกขมิ้น ข้าวเหนียวมูนขาว เหลือง ข้าวตอก อย่างละ 1 ถ้วย น้ำ 1 ขัน ใบพลู 2-3 ใบ หมาก 2-3 เกล็ด กำยาน มาทำพิธีถวายครูหมู โดยจะวางไว้ตรงหน้าเปล ในวันนี้จะเชิญ โต๊ะอิหม่าม โต๊ะครู และโต๊ะละไบ มาเป็นประธาน อ่านคัมภีร์อัลกุรอ่าน เพื่อความเป็นศิริมงคล แก่เด็กที่เกิด ส่วนเจ้าภาพจะทำอาหารเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมพิธี (หน้า 89-94,114,115) การกวาดซางให้เด็กแรกเกิด โดยมากจะใช้ยาตราใบโพธิ์ ซื้อที่ร้านในอำเภอ นำยาผสมกับมะนาวกับเกลือ ใช้นิ้วป้ายยาล้วงคอเด็กเพื่อไม่ให้เป็นฝ้าขาว ไม่เป็นเม็ดในลำคอ ทำให้เด็กดูดนมดี และแข็งแรงไม่เจ็บป่วย (หน้า 97)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกาย ผู้หญิงมุสลิม จะแต่งตัวมิดชิด คลุมผ้าที่ศีรษะ สวมใส่เสื้อแขนยาว นุ่งผ้าถุงยาวถึงข้อเท้า ผู้ชายสวมโสร่ง สวมหมวกสีขาว (หน้า 107,161)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

มุสลิมมีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลซึ่งส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา โดยภาพรวมมุสลิมจะมีความเป็นตนเองสูง คบเฉพาะคนที่นับถือศาสนาอิสลามด้วยกัน หากเป็นคนที่นับถือศาสนาอื่นมุสลิมจะมีท่าทีไม่เป็นมิตร ไม่ให้เกียรติ โดยมองจากเสื้อผ้าที่แต่งตัวไม่เหมือนกัน หรือหากผู้หญิงมุสลิมไปแต่งงานกับคนต่างศาสนา แล้วเปลี่ยนไปนับถือศาสนาตามคู่ครอง ก็จะถูกรังเกียจจากคนในชุมชนมุสลิม ไม่มีใครอยากคบหา ส่วนการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ซึ่งนับถือศาสนาพุทธกว่าร้อยละ 95 ขาดความเข้าใจหลักศาสนาอิสลามและจารีตประเพณี เช่นการตัดรก มุสลิมต้องการนำรก ไปฝังที่บ้าน แต่บางครั้งเจ้าหน้าที่ไม่ได้ถามแล้วนำไปทิ้งถังขยะ จึงทำให้เจ้าหน้าที่กับผู้มาทำคลอดมีปากเสียงกันอีกทั้งยังมีความเชื่อว่ามุสลิมไม่ค่อยใส่ใจต่อสุขภาพหรือไม่ค่อยดูแลความสะอาดร่างกาย เมื่อมุสลิมมารักษาที่โรงพยาบาลก็มักเกิดอคติบางอย่าง เช่นหาว่าแต่งตัวไม่สะอาดก็ไม่อยากรักษา หรือบางครั้งชาวบ้านเห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยสุภาพพูดไม่ค่อยให้เกียรติเวลามารักษาหรือมาทำคลอด อีกทั้ง มุสลิมเคร่งคัดศาสนาจึงมีความรู้สึกว่าไม่ควรเปิดเผยอวัยวะร่างกายให้คนอื่นเห็น สำหรับการทำคลอดกับหมอตำแยหมอตำแยจะให้ใส่ผ้าถุงนอนชันเข่า ทำให้ผู้ทำคลอดไม่อายขณะที่คลอดที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่จะให้ถอดผ้าถุงออกทั้งหมด จึงทำให้คนที่ไปทำคลอด ขาดความมั่นใจ บางครั้งก็ทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ ดังนั้นชาวบ้านจึงไม่ค่อยอยากจะไปใช้บริการที่โรงพยาบาล หรือจำเป็นจริงๆ ถึงจะไปการทำคลอดจะไปทำคลอดกับหมอตำแยมากกว่าไปที่โรงพยาบาล (หน้า 59, 60,117, 118, 33,150,152,161 -163 , 169-173,184,185)

Social Cultural and Identity Change

ไม่มีข้อมูล

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ตาราง อัตราการเกิด,ตาย ของชุมชนดงกุ้ง ในรอบ 5 ปี (หน้า 51,52) การคุมกำเนิด (หน้า 55) หญิงมีครรภ์และหลังคลอดจำแนกตามอายุ,อายุสมรส,การศึกษา,รายได้ของครอบครัว,ลักษณะครอบครัว,วันถือศิลอด,การมีหลักประกันสุขภาพ, จำนวนวันอยู่ไฟ,ที่มีคนใกล้ชิดผ่านการคลอดบุตร กับผดุงครรภ์โบราณ (หน้า 103,104, 105, 106, 108,124,128,138) หญิงหลังคลอด จำแนกตามการใช้ยารักษาหลังคลอด, ประสบการณ์คลอดบุตร, คลอดกับโรงพยาบาล จำแนกตามความเสี่ยงในการคลอด (หน้า 141,145,157) เปรียบเทียบการทำคลอดแผนปัจจุบันกับแผนโบราณ (หน้า 172) แผนที่ ชุมชนที่ศึกษา (หน้า 28)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 07 พ.ค. 2556
TAG มุสลิม, ผู้หญิง, ผดุงครรภ์, อนามัย, ระนอง, ภาคใต้, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง