ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มุสลิม,การปกครอง,จังหวัดชายแดนภาคใต้
Author ปิยนาถ บุนนาค
Title นโยบายการปกครองของรัฐบาลไทยต่อชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้(พ.ศ.2475-2516)
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเนเชี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, หอสมุดแห่งชาติ Total Pages 271 Year 2534
Source โครงการเผยแพร่ผลงานวิจัย ฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

ปัญหาการปกครองมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 - พ.ศ. 2516 มีปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ พลังอำนาจทางประวัติศาสตร์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้มุสลิมเกิดความแปลกแยกกับรัฐบาลไทย ประกอบกับมีกลุ่มบุคคลที่พยายามแทรกแซงโดยอาศัยชาวบ้านเป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกดินแดนและก่อความไม่สงบต่างๆ รัฐบาลแต่ละสมัยก็ได้ตระหนักถึงปัญหาและดำเนินการแก้ปัญหามาโดยตลอด จึงแบ่งนโยบายของรัฐออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะแรกภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองถึงสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามช่วงแรก(พ.ศ.2475-2487) ระยะที่สองสมัยรัฐบาลพลเรือน(พ.ศ.2487-2491) ระยะที่สามสมัยรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามช่วงที่สอง(พ.ศ.2491-2500) ระยะที่สี่ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2500 ถึงวิกฤตการณ์ทางการเมือง พ.ศ.2516 อย่างไรก็ดี ภาพรวมด้านนโยบายของรัฐที่ผ่านมามีลักษณะต้องการผสมผสานกลมกลืนมุสลิมให้มีสำนึกในการเป็นพลเมืองไทย ขณะเดียวกันก็มีลักษณะประนีประนอมและสนับสนุนความเป็นลักษณะเฉพาะในด้านศาสนา สังคม และวัฒนธรรมของประชาคมมุสลิมแบบบูรณาการที่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ถึงกระนั้นก็ดี ปัญหาการปกครองคนไทยมุสลิมก็ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมิได้อยู่ที่นโยบายของรัฐเท่านั้น ยังมีข้าราชการผู้นำนโยบายไปปฏิบัติในพื้นที่ที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินนโยบาย ดังนั้นรัฐจึงควรจัดให้มีการประเมินผลการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ คนไทยมุสลิมยังจะต้องให้ความร่วมมือที่จะประนีประนอมความภักดีทางศาสนาและหน้าที่ในฐานะพลเมืองของประเทศเข้าด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อการปรับปรุงที่มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น (หน้า 228-238)

Focus

ศึกษานโยบายการปกครองของรัฐบาลไทยเกี่ยวกับคนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ในช่วงระหว่างภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ถึง เดือนตุลาคม พ.ศ.2516 ตั้งแต่ขั้นการก่อตัวของปัญหาจนถึงขึ้นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยพิจารณานโยบายที่ดำเนินการผ่านกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (หน้า 16)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

คนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งของปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี พ.ศ. 2516 คนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยกเว้นจังหวัดสตูล ส่วนใหญ่ยังพูดภาษาไทยไม่ได้ บางคนที่พูดภาษาไทยได้ก็ไม่นิยมพูด แต่จะพูดภาษามลายูในชีวิตประจำวัน และใช้ในการเรียนการสอนศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ อาจมีผู้รู้หลายคนรู้ภาษาอาหรับอีกด้วย (หน้า 36-37) ปัญหาด้านภาษาและการศึกษาถือเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสาร ที่นำไปสู่ปัญหาด้านการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวคือในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีข้าราชการที่ไม่ให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านอยู่มาก คอยเอาเปรียบจากความไม่รู้หนังสือของชาวบ้าน ทำให้คนไทยมุสลิมเกิดความรู้สึกว่าพวกเขาถูกกดขี่ข่มเหง และคิดจะแยกดินแดนส่วนนี้ออกไปปกครองเอง บางคนต้องเข้าป่าไปเป็นโจร ข้าราชการบางกลุ่มยังขาดความเข้าใจในวัฒนธรรมของคนไทยมุสลิม โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร ดังนั้นในการติดต่อกันระหว่างชาวบ้านกับทางราชการจึงต้องมีล่ามแปล ทำให้เสียเวลาและไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร บางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดกัน ทำให้ช่องว่างในความเข้าใจกันระหว่างชาวบ้านกับภาครัฐห่างเหินกันยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นช่องทางให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง และสร้างความแตกแยกระหว่างรัฐบาลกับคนไทยมุสลิมมากขึ้น (หน้า 65-69) ต่อมาในสมัยรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามได้ประกาศใช้รัฐนิยมอย่างเป็นทางการ จำนวน 12 ฉบับ โดยฉบับที่เกี่ยวข้องกับภาษาของคนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ รัฐนิยมฉบับที่ 9 ที่กล่าวถึงภาษาและหนังสือกับหน้าที่พลเมืองดี โดยกำหนดให้คนไทยต้องอ่านและเขียนภาษาไทยได้ รวมถึงห้ามไม่ให้พูดภาษามลายูในการติดต่อราชการ ให้พูดภาษาไทย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นชื่อไทย (หน้า 84) ถือเป็นนโยบายที่แข็งกร้าวและไม่ประสบผลสำเร็จ ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องดำเนินการผ่อนปรนนโยบาย ส่วนจังหวัดสตูลแทบจะไม่มีปัญหาดังกล่าว เนื่องจากได้รับอิทธิพลทางการปกครองจากมณฑลนครศรีธรรมราชมาแต่เดิม วัฒนธรรมและภาษาจึงต่างจากสามจังหวัดข้างต้น ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาไทยได้และมีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่มีผู้ให้สัมภาษณ์ว่า เจ้าพระยาธรรมกะมังคะรัตน์บุรี เจ้าเมืองสตูลสมัยก่อนได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านเรียนรู้ภาษาไทย นอกจากเรียนรู้ศาสนาอิสลามแล้ว ชาวบ้านจึงมีความรู้ภาษาไทยดีกว่าชาวบ้านในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส (หน้า 53-54)

Study Period (Data Collection)

ประมาณ 1 ปี โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ระหว่างวันที่ 2-13 พฤษภาคม 2530 (หน้า 251)

History of the Group and Community

พลังอำนาจแห่งประวัติศาสตร์เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งของปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในอดีตหัวเมืองมลายูซึ่งประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาสในปัจจุบันนั้น เป็นเมืองประเทศราชของสุโขทัยและอยุธยามาก่อน โดยมีความสัมพันธ์เป็นแบบเจ้ากับข้า และต้องส่งเครื่องบรรณาการมา 3 ปี/ครั้ง ต่อมา พ.ศ. 2310 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมืองปัตตานีได้ประกาศตนเป็นอิสระ และกองทัพไทยยกทัพไปปราบลงเมื่อ พ.ศ. 2329 ปัตตานีจึงขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราช อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 2334 ได้แบ่งการปกครองให้เมืองกลันตันและไทรบุรีขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช เมืองตรังกานูและปัตตานีขึ้นกับเมืองสงขลา ขณะนั้นปัตตานีได้ถูกแยกออกเป็น 7 หัวเมืองเล็ก ๆ คือ สายบุรี ปัตตานี หนอกจิก ยะลา ยะหริ่ง ระแงะ และรามัน รวมถึงถูกลดฐานะเป็นเมืองตรี และมีเจ้าเมืองซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากรุงเทพฯ และในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้แบ่งเมืองไทรบุรีออกเป็น 4 หัวเมือง คือ ปลิส สตูล ไทรบุรี และกะบังปารู ที่เป็นอิสระต่อกันและขึ้นตรงต่อเมืองนครศรีธรรมราช จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้มีการปฏิรูปการปกครองเป็นแบบศูนย์รวมอำนาจในระบบเทศาภิบาล โดยกระทรวงมหาไทยได้จัดให้รัฐกลันตันและตรังกานูอยู่ในความดูแลของข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต หัวเมืองทั้งเจ็ดอยู่ในความรับผิดชอบของมณฑลนครศรีธรรมราช ส่วนไทรบุรี ปลิส และสตูลให้รวมกันเป็นมณฑลไทรบุรี ทำให้เจ้าเมืองทั้งเจ็ดไม่พอใจ เนื่องจากถูกลิดรอนอำนาจลงอย่างมาก จึงก่อการกบฏขึ้น แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เจ้าผู้ครองเมืองระแงะและปัตตานีจึงถูกเนรเทศ ในปี พ.ศ. 2444 รัฐไทยได้รวมหัวเมืองทั้งเจ็ดเข้าด้วยกัน และได้ออกกฎข้อบังคับสำหรับปกครองบริเวณนี้ โดยมีผู้ช่วยราชการเมือง ปลัดเมือง ยกกระบัตรเมืองมาช่วยพระยาหัวเมืองมลายูในการปกครอง มีผู้พิพากษาตัดสินคดีความตามพระธรรมนูญศาลหัวเมืองร.ศ.114 หัวเมืองดังกล่าวจะต้องถูกเรียกเก็บภาษีจากรัฐ โดยพระยาเมืองมลายูและขุนนางจะได้รับเบี้ยหวัดเป็นการตอบแทน ในปี พ.ศ.2452 รัฐบาลไทยต้องยอมโอนอำนาจอธิปไตยเหนือรัฐไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู ปลิส และเกาะใกล้เคียงให้แก่อังกฤษเพื่อแลกกับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ส่วนสตูลก็ถูกผนวกเข้าในมณฑลภูเก็ตในเวลาต่อมา ต่อมารัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชหัตถเลขาวางหลักรัฐประศาสโนบายสำหรับข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่ในมณฑลปัตตานี มีสาระสำคัญ คือ ให้ยกเลิกหรือแก้ไขระเบียบการหรือวิธีปฏิบัติการที่ทำให้พลเมืองรู้สึกว่าเป็นการเบียดเบียนกดขี่ศาสนาอิสลาม และระเบียบการที่คิดค้นจัดทำขึ้นใหม่ก็ต้องไม่ขัดต่อศาสนาอิสลาม ส่วนข้าราชการที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในมณฑลปัตตานีนั้นต้องซื่อสัตย์ สุจริต เยือกเย็น จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 จึงได้มีการแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ภายใต้การปกครองของกระทรวงมหาดไทย และมีข้าราชการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด (หน้า 22-25, 70-78)

Settlement Pattern

จังหวัดชายแดนภาคใต้มีอาณาเขตส่วนใหญ่ติดต่อกับสหพันธรัฐมาเลเซียและแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ ฝั่งทะเลด้านตะวันออกของแหลมมลายู ประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ส่วนจังหวัดสตูลอยู่ทางฝั่งทะเลด้านตะวันตกของแหลมมลายู นับว่า สถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ยังอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯมาก (หน้า 50)

Demography

บุคคลที่ถูกสัมภาษณ์มีทั้งผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธรวมทั้งสิ้น 79 คน แบ่งเป็นเพศชาย 71 คน เพศหญิง 8 คน มีอายุระหว่าง 35-60 ปี การศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ระดับปริญญาเอก มีทั้งผู้ที่เป็นข้าราชการ ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น นักการเมือง ชาวนา ชาวประมง พ่อค้า และพระภิกษุ ดังตารางแสดงรายละเอียดตำแหน่งหน้าที่การงานของบุคคลดังกล่าว และข้อมูลแสดงจำนวนประชากรของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ตามหลักฐานทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทยเมื่อ 30 ธันวาคม 2516 โดยให้รายละเอียดประชากรในแต่ละจังหวัดจำแนกตามเพศ ศาสนา และความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ (หน้า 253-259, 269)

Economy

เศรษฐกิจเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งของปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากคนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบ 90% ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและทำประมง โดยมีการทำสวนยางเป็นหลัก รองลงมาคือการทำนา และทำสวนผลไม้ ประชากรส่วนใหญ่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงขนาดเล็ก อีกทั้งยังขาดการออมทรัพย์ ฐานะความเป็นอยู่จึงขึ้นกับราคายางเป็นสำคัญ ราวกลาง พ.ศ.2503 คนไทยมุสลิมต้องประสบปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ราคายางตกต่ำ รวมถึงการถูกจำกัดการประมง ประกอบกับค่าครองชีพก็สูงตามไปด้วย ผลที่ตามมา คือปัญหาการว่างงาน ทำให้พวกเขามีความรู้สึกว่ารัฐไม่ได้ส่งเสริมด้านปัจจัยที่เอื้อต่อเศรษฐกิจเท่าที่ควร เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มีผู้ให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า คนมุสลิมส่วนใหญ่ได้รับความบีบคั้นอย่างมากในการที่จะหาให้ได้พอกิน ประกอบกับความล้มเหลวของรัฐบาลในการเพิ่มประสิทธิภาพการเยียวยา และจากความรู้สึกของมุสลิมในทางลบ เนื่องจากได้รับการปฏิบัติจากข้าราชการดุจเป็นพลเมืองชั้นสอง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พวกเขาจะคิดเปรียบเทียบความแตกต่างนี้กับชาวมาเลเซีย (หน้า 55-58)

Social Organization

ไม่มีข้อมูล

Political Organization

สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมความจงรักภักดีและเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกทุกศาสนา มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดและดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่สืบเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งในด้านการประกอบอาชีพ การศึกษา การแพทย์ และการสาธารณสุข รวมถึงการทำนุบำรุงศาสนาและวัฒนธรรมอิสลาม (หน้า 137) สถาบันรัฐสภา ในส่วนการปกครองเกี่ยวกับคนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น รัฐสภามีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบต่อรัฐบาลเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายที่สำคัญระหว่าง พ.ศ.2475-2516 เช่น การสร้างโรงเรียนประจำจังหวัดยะลาทดแทนโรงเรียนเก่าที่ทรุดโทรม/ พ.ร.บ.การใช้กฎหมายอิสลามในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2489/ มติให้ยกเลิก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งกระทำความผิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อ พ.ศ.2491 และ พ.ศ.2493/การร่วมมือกับตำรวจมลายู เจ้าหน้าที่จังหวัดและตำรวจปราบปรามท้องถิ่นเพื่อปราบปรามโจรจีนปักษ์ใต้ที่คุกคามสวัสดิภาพของประชาชนในอำเภอเบตง/รวมถึงการดำเนินการของวิทยุกระจายเสียงภาคมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (หน้า 149-164) นอกจากนี้หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดและดำเนินนโยบายการปกครองคนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังได้แก่ 1) กระทรวงหรือทบวงการเมืองเช่น กระทรวงศึกษาธิการ การทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ 2)จังหวัดและอำเภอ 3) เทศบาลเมือง นครบาล เทศบาลตำบล และสหเทศบาล โดยดำเนินนโยบายในรูปของมติคณะรัฐมนตรี พระราชกฤษฎีกา ประกาศ และโครงการของกระทรวงต่าง ๆ (หน้า 171-172) การดำเนินนโยบายในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลแบ่งได้เป็น 4 ระยะ คือ ระยะแรก ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองถึงสมัยรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามช่วงแรก (พ.ศ.2475-2487) รัฐได้ดำเนินนโยบายในการปกครองประเทศตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร อย่างไรก็ดีได้มีผู้วิจารณ์ผลการดำเนินนโยบายดังกล่าวว่าเป็นนโยบายผสมกลมกลืนทำลายเอกลักษณ์ของมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ (หน้า 80) นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินการสร้างชาติด้วยวัฒนธรรมเพื่อให้คนไทยทุกเชื้อชาติและศาสนามีความสำนึกของความเป็นไทยด้วยการประพฤติปฏิบัติเป็นแบบแผนเดียวกัน ดังข้อกำหนดในรัฐนิยม 3 ฉบับ คือ รัฐนิยมฉบับที่ 3 กำหนดให้ใช้คำว่าไทย แก่คนไทยทุกกลุ่มโดยไม่แบ่งแยก ซึ่งถือเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่าไทยมุสลิมเป็นคนไทยบนผืนแผ่นดินไทย/ รัฐนิยมฉบับที่ 9 การกำหนดให้คนไทยต้องอ่านและเขียนภาษาไทยได้/ รัฐนิยมฉบับที่ 10 กำหนดให้คนไทยต้องแต่งกายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ว่าเป็นสุภาพชน ซึ่งทำให้คนไทยมุสลิมถูกจำกัดเสรีภาพในการปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณี พ.ศ.2484 ได้มีการยกเลิกข้อยกเว้นเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกสำหรับคนไทยมุสลิม โดยให้ใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์แทน นโยบายดังกล่าวยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกจากรัฐไทยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ชาวบ้านไม่ให้ความสนใจต่อการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง ในขณะที่บรรดาผู้นำไทยมุสลิมมุ่งหมายให้นานาชาติบีบบังคับรัฐบาลไทยเรื่องการให้อิสระในการปกครองตนเองแก่มุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ (หน้า 82-84) ระยะที่สอง สมัยรัฐบาลพลเรือน (พ.ศ.2487-2491) ในช่วงนี้ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ นายอดุลย์ ณ สายบุรีได้ยื่นคำร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาณานิคมของอังกฤษขอให้ปลดปล่อยพวกตนให้พ้นจากอำนาจของไทย และความไม่พอใจของมุสลิมยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อไทยต้องประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์เข้าบริหารประเทศจึงได้เปลี่ยนแปลงมาใช้นโยบายผ่อนปรนมากขึ้น ด้วยการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลามพุทธศักราช 2488 โดยแต่งตั้งจุฬาราชมนตรี สถาบันการศึกษาอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เพื่อทำหน้าที่เชื่อมประสานระหว่างประชาคมมุสลิมกับรัฐบาล แต่มีข้อสังเกตว่าพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ได้ใช้คำว่า ประชาชนชาวไทยที่นับถืออิสลามเพื่อเน้นถึงความเป็นคนไทยของมุสลิม (หน้า 91-94, 176-177) นอกจากนี้รัฐยังได้ออกประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้พุทธศักราช 2489 แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็นการก้าวก่ายประชาคมมุสลิม ต่อมา พ.ศ.2490 รัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลามขึ้นเพื่อจัดการทำนุบำรุงและป้องกันกรณีพิพาทเรื่องทรัพย์สินของมัสยิด ถึงกระนั้นก็ดีกลุ่มมุสลิมภายใต้การนำของฮัจยีสุหลงยังได้ยื่นคำร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้รัฐบาลแต่งตั้งผู้นำมุสลิมมาปกครองในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล และกำหนดว่าข้าราชการในพื้นที่ดังกล่าวต้องเป็นมุสลิมร้อยละ 80 ให้ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการและเป็นสื่อการสอนในโรงเรียนระดับประถม รวมถึงให้ใช้กฎหมายอิสลามในศาลกฎหมาย ส่วนภาษีที่เก็บได้ในท้องที่จะต้องใช้เพื่อสวัสดิการของประชาชนในพื้นที่เท่านั้น และให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีอำนาจสูงสุดในการกำหนดตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับอิสลาม (หน้า 96-98) อย่างไรก็ดีเมื่อรัฐได้จับกุมฮัจยีสุหลงและพวกอีก 3 คนแล้ว ได้มีผู้นำไทยมุสลิมกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันตั้งสมาคมชาวมลายูแห่งปัตตานีใหญ่หรือชื่อภาษามลายูว่า Gabongan Malaya Pattani Raya (GAMPAR) ขึ้น โดยมีสำนักงานอยู่ที่กลันตัน ไทรบุรี ปีนัง และสิงคโปร์ ระหว่างนั้นได้มีการเรียกร้องให้รวมสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้ากับสหพันธรัฐมลายาที่เพิ่งสถาปนาขึ้น รัฐบาลจึงแต่งตั้งคนไทยมุสลิมเป็นข้าหลวงพิเศษทำหน้าที่ปรึกษาด้านกิจการศาสนาแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว และส่ง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชไปสอบสวนข้อเท็จจริง รวมถึงปรับปรุงการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (หน้า 100-104) ระยะที่สาม สมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามช่วงที่ 2 (พ.ศ.2491-2500) ได้ดำเนินนโยบายผ่อนปรนต่อมุสลิมโดยการตั้งนายอับดุลลา หวังปูเต๊ะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูลซึ่งเป็นชั้นหลานของรายาแห่งสตูลเข้าร่วมคณะรัฐบาลในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการการทรวงศึกษาธิการ แต่สถานการณ์ยังไม่ทันจะคลี่คลายก็เกิดการจลาจลครั้งใหญ่ในจังหวัดนราธิวาส ในนาม กบฏดูซงญอ (หน้า 104-105) สถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าวยังคงได้รับแรงกระตุ้นจากภายนอก ทั้งสื่อมวลชน และบุคคลบางกลุ่มในมลายา รัฐบาลจึงต้องยอมรับกฎหมายอิสลามในเรื่องการแต่งงานและการสืบมรดก และให้มุสลิมแต่งกายตามประเพณีอิสลามในสถานที่ราชการได้ รวมถึงส่งเสริมการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (หน้า 108) ส่วนคดีฮัจยีสุหลงซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลานานก็ยุติลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2492 โดยศาลยกฟ้องคดีแบ่งแยกดินแดน แต่ตัดสินจำคุก 7 ปี โทษฐานกล่าวร้ายรัฐบาลในเอกสารที่แจกจ่ายไปยังประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ดีฮัจยีสุหลงและพวกอีก 3 คน ได้หายตัวไปอย่างลึกลับในปี พ.ศ.2497 ทำให้ชาวบ้านเกิดความคลาแคลงใจในบุคคลของรัฐบาลมากขึ้น ความรู้สึกแปลกแยกและความต้องการแยกดินแดนของผู้นำไทยมุสลิมยังคงปรากฏให้เห็นต่อมาเป็นครั้งคราว ซึ่งรัฐบาลได้พยายามระงับเหตุการณ์ไม่ให้ลุกลามขยายตัวต่อไป รวมถึงได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมด้านศาสนาและวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2500 พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เดินทางไปประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์มัสยิดกลางที่จังหวัดปัตตานี พร้อมกับเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลฮารีรายอฮัจยี (หน้า 109-110) ระยะที่สี่ ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2500 ถึงวิกฤตการณ์ทางการเมือง พ.ศ.2516 ภายใต้รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้จำแนกกลุ่มผู้แบ่งแยกดินแดนออกเป็น 3 พวก คือ พวกที่หนึ่งต้องการตั้งเป็นสาธารณรัฐปัตตานี พวกที่สองต้องการตั้งเป็นรัฐอิสระ มีรายาปกครอง และพวกที่สามต้องการแยกตัวเองออกเป็นหน่วยบริหารอิสระมีฐานะเป็นเสมือนสหพันธรัฐ กลุ่มดังกล่าวยังได้รวมกันเข้าเป็นแนวร่วมชื่อว่า National Liberation Front of the Pattani Republic (NLFP) ภายใต้การนำของนายอดุลย์ ณ สายบุรี นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ซึ่งเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการต่อสู้กับรัฐบาลมาเลเซียและได้เข้ามาใช้ดินแดนในประเทศไทยเป็นแหล่งลี้ภัย และแหล่งฝึกอาวุธยุทโธปกรณ์ (หน้า 111-116, 62-63) อย่างไรก็ดี ปัญหาการปกครองคนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงพ.ศ.2516 ส่วนหนึ่งเกิดจากการแทรกแซงเพื่อหาผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้าผู้ครองเมืองเก่า หลังจากที่กลุ่มนี้ต้องถูกทอนอำนาจและผลประโยชน์ลงอย่างมากหลังการปฏิรูปการปกครอง จึงมีการรวมตัวกันภายใต้กลุ่ม BLN, BN, BG โดยพยายามดำเนินการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้อำนาจการปกครองแก่พวกตน โดยอ้างว่าไทยมุสลิมไม่ใช่คนไทย แต่เป็นคนมลายู ดินแดนสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นของมลายู และการปกครองของไทยนั้นมีลักษณะที่ทำลายชนชาติมลายูและศาสนาอิสลาม ขบวนการดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากนักการเมือง พรรคการเมืองและประชาชนบางส่วนในรัฐกลันตัน รวมทั้งสื่อมวลชนในมาเลเซียและสิงคโปร์ (หน้า 59-62) ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงร่วมมือกับรัฐบาลมาเลเซียในการปราบปรามกองโจรผู้ก่อการร้ายตามพรมแดน ขณะเดียวกันก็ดำเนินการวางแผนงานในโครงการด้านการศึกษา โดยคำนึงถึงความรู้สึกด้านศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีของคนไทยมุสลิม ทั้งนี้เพื่อให้ราษฎรในท้องถิ่นเกิดความรู้สึกสำนึกในความเป็นไทย ดังจะเห็นได้จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงมหาดไทยวางแนวทางการเรียกชื่อ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการระบุชื่อจังหวัดนั้นๆ เป็นเอกเทศเช่นเดียวกับจังหวัดอื่น โดยให้ใช้ชื่อจังหวัดชายแดนภาคใต้ในความหมายที่รวมถึงจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล และเปลี่ยนชื่อคณะกรรมการประสานราชการ 4 จังหวัดภาคใต้ เป็นคณะกรรมการประสานราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงกำหนดให้วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ เป็นวันหยุดราชการของจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส และสตูล (หน้า 120)

Belief System

ศาสนาเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งของปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากศาสนาอิสลามมีบทบาทต่อความเชื่อและการประพฤติปฏิบัติตนทุกแง่มุมในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า กลุ่มมุสลิมจึงเป็นกลุ่มที่มีศาสนานิยมสูง และถือว่ามาตรฐานที่กำหนดโดยศาสนานั้นมีความเด็ดขาด ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้ ดังนั้นถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของวัฒนธรรมที่มุสลิมถือปฏิบัติก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนเนื้อหาของศาสนาอิสลาม สังคมจึงรู้สึกท้าทายและมักจะต่อต้านเป็นอันดับแรก (หน้า 32-34) นอกจากนี้ มุสลิมยังเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมเป็นประดุจพี่น้อง ดังที่ได้บัญญัติไว้ในพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอ่าน ว่า มุสลิมทุกคนเปรียบเสมือนเรือนร่างเดียวกัน อันนำไปสู่หลักการที่เรียกว่า อุมมาห์ คือความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติในรูปของ รัฐอิสลาม การปฏิบัติต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรมเพื่อสร้างสังคมใหม่ให้มีความเสมอภาคตามอุดมการณ์อิสลามถือว่าเป็นสิ่งที่พึงกระทำ หลักดังกล่าวกลับส่งผลให้มุสลิมมีความสัมพันธ์ไม่ดีนักกับผู้นับถือศาสนาอื่น รวมถึงมีความรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่คนไทย แต่เป็นมลายู (หน้า 32-38) อันก่อให้เกิดลักษณะชุมชนปิด ยากต่อการทำให้เกิดการถ่ายเททางวัฒนธรรม (Cultural Assimilation) ลักษณะเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองการปกครองและการสร้างความเจริญก้าวหน้าในชาติ (หน้า 40)

Education and Socialization

ปัญหาด้านการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญต่อการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง อันส่งผลต่อปัญหาทางการเมืองการปกครองของรัฐ ดังจะเห็นได้จากสภาพการศึกษาของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีผู้รู้หนังสือไม่เกิน 30% จำนวนเด็กที่เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาก็มีเพียง 12.5-13.5% ของประชากรทั้งหมด เนื่องจากประชาชนขาดความสนใจในการศึกษาที่รัฐจัดให้ แต่มีความนิยมที่จะส่งบุตรหลานเข้าเรียนในสถาบันปอเนาะ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลามกล่าวว่ามุสลิมทุกคนจะต้องทำการศึกษาในเรื่องศาสนาจนสามารถที่จะปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างถูกต้อง สังคมมุสลิมจึงยกย่องผู้ที่สำเร็จการศึกษาในวิชาศาสนามาก อีกทั้งผู้ปกครองยังไม่นิยมให้บุตรหลานเรียนภาษาไทย เนื่องจากเกรงว่าหากรู้ภาษาไทยแล้วเด็กจะหันเหไปจากภาษาและวัฒนธรรมเดิมของตน บางคนยังเชื่อว่าถ้าใช้ภาษาไทยแล้วจะถูกกลืนศาสนาและเป็นบาป โดยเข้าใจว่าภาษาไทยเป็นภาษาพุทธศาสนาเช่นเดียวกับที่ภาษามลายูเป็นภาษาของมุสลิม นอกจากนี้บางคนยังมีความไม่พอใจไทยด้วยสำนึกทางประวัติศาสตร์ มีมุสลิมเพียงจำนวนน้อยที่ส่งลูกหลานมาเรียนภาษาไทยเพราะเห็นความจำเป็น ถึงแม้ว่าเด็กๆ จำเป็นจะต้องเข้ารับการศึกษาภาคบังคับจากรัฐก็ตาม แต่เมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็จะใช้เวลาตอนหัวค่ำหัดอ่านคัมภีร์อัล-กุรอ่านหรือหนังสือมลายู (หน้า 41-48) อย่างไรก็ดี สภาพเศรษฐกิจของประชาชนก็เป็นเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้เด็กต้องช่วยผู้ปกครองทำมาหากิน นักเรียนหญิงจำนวนไม่น้อยที่ต้องลาออกจากโรงเรียนก่อนจบชั้นประถมศึกษาเพื่อแต่งงาน ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามแก้ปัญหาด้านการศึกษาโดยการดำเนินนโยบายต่างๆ โดยรัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามช่วงที่ 2 (พ.ศ.2491-2500) ได้ตั้งสถาบันศูนย์อิสลามเพื่อการศึกษาระดับกลางและระดับสูงโดยที่รัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายด้านหอพักให้ และจัดหลักสูตรภาษามลายูให้โรงเรียนชั้นประถม นอกจากนี้ยังให้ความเสมอภาคในการเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนของทหาร ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจโดยมีการประกาศให้สิทธิพิเศษในการศึกษาต่อแก่เยาวชนมุสลิมในประเทศไทย (หน้า 108) ปี พ.ศ.2503 กระทรวงศึกษาธิการได้พัฒนาการศึกษาผู้ใหญ่ และมุ่งที่จะให้มุสลิมพูดภาษาไทยได้โดยไม่ทำลายภาษามลายู ด้วยการเตรียมภาษาไทยก่อนเข้าเรียนประถม 1 ให้ความช่วยเหลือนักเรียนในชั้นเรียนปกติ เปิดการสอนศาสนาอิสลามในโรงเรียน จัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน ปรับปรุงหลักสูตรและหนังสือเรียนให้สอดคล้องกับท้องถิ่น และปรับปรุงโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม (หน้า 139) รัฐบาลสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาการศึกษาในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ 11 โครงการย่อย คือ โครงการสอนภาษาไทยแก่เด็กไทยมุสลิม โครงการปรับปรุงปอเนาะให้แปรสภาพเป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม โครงการปรับปรุงส่งเสริมการศึกษาผู้ใหญ่ โครงการให้ทุนอุดหนุนการศึกษานักเรียนไทยมุสลิม โครงการปรับปรุงสัมมนาโต๊ะครูปอเนาะเพื่อรับพระราชทานเงินรางวัล โครงการวิจัยด้านการจัดการศึกษาทุกระดับ โครงการทดลองสอนเป็นทีม โครงการวิทยุโรงเรียน โครงการนิเทศการศึกษา โครงการตั้งศูนย์วิชาการ โครงการประชุมอบรมสัมมนาครู และโรงเรียนการช่างแบบซีโต้และวิทยาลัยครูยะลา (หน้า 116) รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาการศึกษาในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น โครงการปรับปรุงโรงเรียนประชาบาลให้เป็นโรงเรียนชุมชน โครงการทุนการศึกษาระดับฝึกหัดครูของนักเรียนไทยมุสลิม โครงการจัดการศึกษาผู้ใหญ่ และโครงการจัดตั้งโทรทัศน์สาธารณะ รวมถึงโครงการในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย เช่นโครงการธรรมจาริกอิสลาม โครงการอบรมวิชาภาษามลายู โครงการศึกษาภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของข้าราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแข่งขันอ่านคัมภีร์อัล-กุรอ่านระหว่างประเทศ โครงการจัดส่งนักศึกษาไทยมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้ามหาวิทยาลัยและโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน โครงการส่งเสริมการศึกษาแก่คนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ศึกษาในระดับอาชีวศึกษา และโครงการส่งเสริมไทยมุสลิมเข้ารับราชการ (หน้า 124, 192-198)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

รัฐนิยมฉบับที่ 10 ในสมัยรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เกี่ยวข้องกับการแต่งกายของคนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกำหนดให้คนไทยต้องแต่งกายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ว่าเป็นสุภาพชน เช่น ผู้ชายสวมหมวกใส่เสื้อชั้นนอกคอเปิดหรือปิด สวมกางเกงขายาวแบบสากล สวมรองเท้าหุ้มส้นหรือหุ้มข้อและถุงเท้า ส่วนผู้หญิงต้องสวมหมวก ใส่เสื้อนอกคลุมไหล่ สวมผ้าถุง ใส่รองเท้าส้นหรือหุ้มส้น และถุงเท้า เป็นต้น สำหรับคนไทยมุสลิมได้รับคำสั่งไม่ให้สวมเครื่องแต่งกายแบบมุสลิม (หน้า 83-84)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ผู้วิจัยได้กล่าวถึงการเรียกคนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้ข้อเสนอว่า อาจเรียกเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง (Indigenous ethnic groups) เพราะเป็นชาวพื้นเมืองดั้งเดิมที่อยู่ในแหลมมลายูมาก่อน และยังคงอยู่ที่นี่มิได้อพยพไปไหน หรืออาจเรียกอย่างกว้างๆ ว่าชนกลุ่มน้อย เนื่องจากเป็นกลุ่มชนที่มีเอกลักษณ์ทางเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมร่วมกัน โดยแยกออกไปจากกลุ่มอื่นๆ และอยู่ในลักษณะที่ถูกกีดกันเลือกปฏิบัติ (หน้า 4-6) รัฐนิยมฉบับที่ 3 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ของคนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกล่าวถึงเรื่องการเรียกคนไทย ซึ่งกำหนดให้เลิกการเรียกชาวไทย โดยใช้ชื่อที่ไม่ต้องตามเชื้อชาติและความนิยมของผู้ถูกเรียก แต่ให้ใช้คำว่า ไทย แก่ชาวไทยทั้งมวลโดยไม่แบ่งแยก ทั้งนี้รัฐบาลมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของประเทศ และความกลมเกลียวสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนชาติไทยทั่วทุกภาคของประเทศ (หน้า 83)

Social Cultural and Identity Change

นโยบายรัฐนิยมของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามทั้ง 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (หน้า 83-84) มีลักษณะแข็งกร้าวและเร่งรัดให้คนไทยมุสลิมกลายเป็นไทยโดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขต่างๆ ทั้งทางประวัติศาสตร์ ศาสนา สังคม และวัฒนธรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของมุสลิม คือทำให้พวกเขามีความรู้สึกระแวงและไม่ไว้วางใจรัฐบาลอยู่ตลอดเวลาว่านโยบายและโครงการต่างๆ ของรัฐบาลจะทำลายวัฒนธรรมและวิถีชีวิตตามหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น (หน้า 86) นอกจากนี้ นโยบายของรัฐทั้งสี่ระยะที่ผ่านมาได้รับการยอมรับว่าส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นนโยบายผสมกลมกลืน นักวิชาการบางท่านเรียกว่า เป็นนโยบายประสมประสานหรือนโยบายการสร้างบูรณาการทางการเมืองและการผสมผสานทางวัฒนธรรม ขณะที่ผู้วิจัยมีความเห็นว่าการดำเนินการของรัฐบาลส่วนใหญ่ชี้ว่ารัฐบาลอยากจะผสมผสานกลมกลืนคนไทยมุสลิมให้มีความสำนึกในการเป็นพลเมืองไทย แต่ในขณะเดียวกันก็มีลักษณะประนีประนอมยอมรับสนับสนุนความเป็นลักษณะเฉพาะในด้านศาสนา สังคม และวัฒนธรรมของมุสลิม บางครั้งถ้ามีการเคลื่อนไหวที่จะส่งผลการทบกระเทือนต่อความเป็นปึกแผ่นภายในและเอกภาพของประเทศ รัฐบาลก็จะมีนโยบายปราบปรามและป้องปรามให้เหตุการณ์เข้าสู่ความสงบโดยเร็ว (หน้า 133)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ประเด็นความขัดแย้งกันของประวัติศาสตร์เมืองปัตตานีปรากฏให้เห็นจากทัศนะของนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เขียนประวัติศาสตร์ปัตตานี ซึ่งได้ให้ภาพของประวัติศาสตร์ปัตตานีที่แตกต่างจากนักประวัติศาสตร์ไทย โดยกล่าวถึงปัตตานีในฐานะเมืองท่าศูนย์กลางการค้าในหัวเมืองมลายู และยังแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ของปัตตานีมิใช่ประวัติศาสตร์ของกบฏ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อเอกราช และความปราชัยต่อกองทัพไทยในปี พ.ศ.2329 เป็นการสูญเสียเอกราชของปัตตานี ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวได้ส่งผลให้มีการต่อต้านอำนาจรัฐจากส่วนกลางโดยมีความรู้สึกเป็นคนละพวกกัน เช่นเดียวกับที่นักวิชาการรัฐศาสตร์ท่านหนึ่งได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับทัศนะที่ขัดแย้งกันระหว่างรัฐบาล กับชาวเมืองปัตตานีในเรื่องของประวัติศาสตร์ว่า "...ถ้าเราอ่านประวัติศาสตร์ไทย เราก็จะเห็นประวัติศาสตร์ของการขบถของเจ้าแขก 7 หัวเมือง แต่ถ้าเราอ่านประวัติศาสตร์ของแง่มุมจากคนทางนั้น เราก็จะเห็นว่านี่คือประวัติศาสตร์ของการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเอกราชตลอดมา เป็นประวัติศาสตร์ที่งดงาม สิ่งนี้เรียกว่า discrepancy of perspectives คือ ทัศนะการมองซึ่งขัดกัน..." (หน้า 25-28) ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันนี้นักวิชาการทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาท่านหนึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในประวัติศาสตร์ มีใจความว่า "...ความสำนึกในประวัติศาสตร์ทำให้คนสี่จังหวัดภาคใต้รู้สึกเป็นเจ้าของแผ่นดินมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ถึงแม้ชาติไทยจะมีอิทธิพลเหนือดินแดนนี้มานานแล้ว แต่พวกเขาก็มิได้เป็นผู้อพยพมาจากไหน มีแผ่นดินแม่อยู่ในสี่จังหวัดภาคใต้ก่อนที่ไทยจะแผ่อิทธิพลลงไปในแหลมมลายูด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นความรู้สึกเป็นเจ้าของในแผ่นดินส่วนนี้จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้..." (หน้า 29-30) นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องสื่อมวลชนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากในช่วง พ.ศ.2516 บริการด้านการสื่อสารวิทยุและโทรทัศน์ยังไม่ครอบคลุมทุกท้องที่ในจังหวัดภาคใต้ ประกอบกับประชาชนไม่ค่อยรู้ภาษาไทย จึงทำให้มีการรับข่าวสารจากสื่อของประเทศมาเลเซีย ซึ่งสามารถทำได้มากกว่าและชัดเจนกว่าทางฝ่ายไทย จึงทำให้ขาดความรู้ ความคิดเกี่ยวกับความเป็นพลเมืองไทย รวมถึงไม่อาจทราบความเคลื่อนไหวของทางราชการในทางที่ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงได้ (หน้า 52)

Google Map

Map/Illustration

ผู้วิจัยได้ใช้แผนที่ ตาราง และภาพประกอบในงานวิจัย เช่น แผนที่จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล (หน้า18-21) ตารางแสดงบทบาทของสถาบันรัฐสภาในกระบวนการกำหนดและดำเนินนโยบายการปกครองชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ศ.2475-2516) (หน้า 150-164) ภาพถ่ายวังเก่าของรายาปัตตานี (หน้า 33) การทำยางพาราของมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (หน้า 56) มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี นราธิวาส สตูล และยะลา (หน้า122-123)

Text Analyst ดวงใจ พิชิตณรงค์ชัย Date of Report 17 ต.ค. 2549
TAG มุสลิม, การปกครอง, จังหวัดชายแดนภาคใต้, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง