ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง),โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู (กะเหรี่ยง),หัตถกรรมทอผ้า,ส่งเสริมการผลิต,การตลาด,ลำพูน
Author มาลี ศรีศฤงคาร
Title การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยงานหัตถกรรมชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง : ศึกษากรณีทอผ้า ณ หมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูน
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู กะเหรี่ยง, ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Total Pages 116 Year 2530
Source สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

จากปัญหาของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มคือ ปัญหาความยากจน มีรายได้ครัวเรือนต่ำ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพได้ตระหนักและเล็งเห็นปัญหานี้จึงหาแนวทางที่จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้สูงขึ้นภายในกรอบวิถีการดำรงชีวิตของเขาที่เป็นอยู่ สถาบันฯ จึงใช้งานผลิตภัณฑ์ทอผ้าด้วยมือที่เรียกว่า "ผ้าซิ่นเปลือกไม้" ซึ่งสถาบันฯ ได้ช่วยเหลือในด้านวัตถุดิบและการตลาด วัตถุประสงค์หลักของการศึกษานี้เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของสินค้าหัตถกรรมดังกล่าวในการยกระดับรายได้ครัวเรือนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงหมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม โดยเน้นปัญหาการผลิต การตลาด และผลตอบแทนของชาวเขาผู้ผลิต ผลการศึกษาพบว่าในระยะแรกของการส่งเสริมการผลิต ชาวเขาผู้ผลิตได้ผลตอบแทนอยู่ในระดับสูง ต่อมาเมื่อสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพถอนตัวไป ความต้องการผลิตภัณฑ์ก็ลดต่ำลงไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับกำลังการผลิตที่สามารถ ผลิตได้ ทำให้รายได้ครัวเรือนต่อเดือนของชาวเขาจากการทอผ้าลดลงด้วย สาเหตุของการลดลงในความต้องการซื้อเพราะว่า ขาดผู้ทำหน้าที่การตลาดและส่งเสริมการตลาด ปัญหาคุณภาพสินค้าตกต่ำ ปัญหาการออกแบบไม่ตรงกับรสนิยมผู้บริโภค รวมทั้งปัญหาการแข่งขันจากสินค้าคู่แข่งขัน โครงสร้างอุตสาหกรรมทอผ้าของหมู่บ้านไม่สอดคล้องกับหลักการผลิตในเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้โครงสร้างการกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตเป็นผู้เสียเปรียบ ราคาส่วนใหญ่จะถูกกำหนดโดยพ่อค้าคนกลางในเมือง การแก้ปัญหาที่เป็นข้อเสนอแนะทางนโยบายเพื่อช่วยเหลือชาวเขาจึงควรที่จะจูงใจให้การสนับสนุนองค์การเอกชนที่มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ในการผลิต การตลาด และการจัดการทางด้านนี้เข้ามาลงทุนผลิตผ้าทอกะเหรี่ยงโดยอาศัยแรงงานจากชาวเขาในหมู่บ้าน

Focus

มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ของสินค้าหัตถกรรมด้านการทอผ้า ในการยกระดับรายได้ครัวเรือนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงหมู่บ้านพระบาทต้ม โดยเน้นปัญหาการผลิต การตลาด และผลตอบแทนของชาวเขาผู้ผลิต

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยงเป็นชาวเขาที่อยู่ในตระกูลภาษาจีน-ธิเบต เช่น เดียวกับเผ่ามูเซอ ลีซอ และอีก้อ กะเหรี่ยงยังไม่เคยมีการรวมตัวกัน เป็นชาติกะเหรี่ยงเลย นักภาษาศาสตร์ได้แบ่งกะเหรี่ยงออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กะเหรี่ยงสะกอ, กะเหรี่ยงโปว์, กะเหรี่ยงคะยา, และกะเหรี่ยงตองสู, (หน้า 121-122) สำหรับกะเหรี่ยงในงานวิจัยชิ้นนี้คือ กะเหรี่ยงโปว์และสะกอที่อยู่ในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน (หน้า 42)

Language and Linguistic Affiliations

กะเหรี่ยงเป็นชาวเขาที่อยู่ในตระกูลภาษาจีน-ธิเบต (หน้า 121) จากการสำรวจของศูนย์วิจัยชาวเขาเมื่อปี พ.ศ. 2522 เกี่ยวกับความสามารถในการใช้ภาษาไทย ของชาวเขาในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มนี้พบว่า ชาวเขาในหมู่บ้านทั้งหมดที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป จำนวน 2,433 คน จะสามารถพูดภาษาไทยได้ 889 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 36.54 ผู้ชายพูดภาษาไทยได้ร้อยละ 56.23 ในกลุ่มของผู้ชาย และผู้หญิงพูดภาษาไทยได้ร้อยละ 16.50 ในกลุ่มผู้หญิง ในหมู่บ้านมีผู้อ่านและเขียนภาษาไทยได้ร้อยละ 7.17 ของประชากรทั้งหมด ส่วนภาษากะเหรี่ยงมีผู้อ่านออกเขียนได้ร้อยละ 5.71 และจากการสำรวจจำนวนผู้ไม่รู้หนังสือของจังหวัดลำพูนเฉพาะผู้เรียนไม่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และมีอายุ 14 ปีขึ้นไป เมื่อเดือนกรกฎาคม 2526 พบว่าในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มมีจำนวนผู้ไม่รู้หนังสือคือ อ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้เลยอยู่จำนวน 491 คน คิดเป็นร้อยละ 15.98 ของประชากรทั้งหมด (หน้า 47)

Study Period (Data Collection)

ใช้ข้อมูลในปี พ.ศ. 2527-2528 เป็นพื้นฐานในการศึกษา (หน้า 18)

History of the Group and Community

กะเหรี่ยงในประเทศไทย เคยอาศัยอยู่ในบริเวณต้นน้ำสาละวิน ประเทศพม่า และได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของไทย แถบจังหวัดชายแดนไทย - พม่า การอพยพในระยะแรกเป็นการอพยพตามธรรมชาติ แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 24 จึงเป็นการอพยพมากันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากกะเหรี่ยงเกิดความขัดแย้งทางการเมืองกับรัฐบาลพม่า อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานว่ากะเหรี่ยงได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานอย่างน้อย 250 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ต่อมาได้กระจายอยู่ทั่วไปถึง 25 จังหวัด ที่จังหวัดเชียงใหม่มีมากที่สุด ในปัจจุบันกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาในช่วงแรกๆ มีการผสมกลมกลืนทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับคนไทยพื้นราบเกือบทั้งหมดแล้ว ส่วนกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาในระยะ 50 ปีมานี้ ยังคงลักษณะสังคมเผ่าของตนอยู่ตามเดิม (หน้า 121) สำหรับชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในจังหวัดลำพูนนั้น เป็นกะเหรี่ยงที่ตั้งรกรากอยู่ในจังหวัดลำพูนมานานกว่า 100 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม หมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ เป็นหมู่บ้านตั้งใหม่เมื่อปี พ.ศ.2514 กะเหรี่ยงที่อยู่ในหมู่บ้านนี้เป็นกลุ่มที่อพยพมาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดตาก (หน้า 28)

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงสะกอและกะเหรี่ยงโปว์โดยกะเหรี่ยงสะกอมีมากที่สุดคือประมาณร้อยละ 75 ของประชากรทั้งหมด (หน้า 42) อย่างไรก็ตาม หมู่บ้านพระบาทห้วยต้มมีประชากรทั้งหมด 653 ครัวเรือน 3,470 คน ประกอบด้วยประชากรกลุ่มอายุ 0-6 ปี วัยก่อนเรียน 696 คน กลุ่มอายุ 7-14 ปี วัยเรียนภาคบังคับ 533 คน กลุ่มอายุ 15-59 ปี วัยแรงงาน 2,051 คน และกลุ่มที่มากกว่า 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นคนวัยนอกการทำงาน 190 คน ในจำนวนประชากรกลุ่มต่างๆ นี้ ประชากรกลุ่มวัยแรงงานเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุด มีถึงร้อยละ 59.10 ของจำนวนประชากรทั้งหมด (หน้า 9)

Economy

ก่อนปี พ.ศ. 2528 ชาวเขาในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ส่วนอาชีพรองที่ทำรายได้เป็นตัวเงินสูงสุด คือ อาชีพรับจ้างและการประกอบอุตสาหกรรมในครัวเรือน ภายหลังเมื่อราชการได้สั่งปิดป่าในปี พ.ศ.2528 ห้ามเข้าไปทำกินในเขตป่าสงวนและเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิง และทำให้กะเหรี่ยงมีพื้นที่ทำกินและรายได้จากการเกษตรลดน้อยลง กะเหรี่ยงจึงหันไปทำงานรับจ้างทั้งในและนอกหมู่บ้านมากขึ้นซึ่งต่อมาอาชีพรับจ้างนี้จะสร้างรายได้ให้กับกะเหรี่ยงมากถึงร้อยละ 42.12 ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายได้จากภาคเกษตรกรรมมีเพียงร้อยละ 18.98 ของรายได้ทั้งหมดเท่านั้น (ตัวเลขในปี พ.ศ. 2528) อย่างไรก็ตาม งานรับจ้างประเภทต่างๆ ที่กะเหรี่ยงทำในหมู่บ้านของตน ได้แก่ งานรับจ้างสกัดศิลาแลง ทอผ้า ปลูกป่า ขุดดิน ฟันไร่ และทำงานในวัด ส่วนงานรับจ้างที่ทำนอกหมู่บ้าน ได้แก่ เป็นแรงงานทุกประเภทที่มีผู้จ้างโดยคิดอัตราค่าแรงวันละ 25-30 บาท ค้าขาย ตั้งร้านซ่อมจักรยาน ทำประมง และขับรถโดยสาร

Social Organization

ลักษณะทางสังคม : โดยทั่วไปแล้วกะเหรี่ยงจะตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกันหมู่บ้านละ 5 จนถึง 100 หลังคาเรือนขึ้นไป ระบบครอบครัวของกะเหรี่ยงเป็นลักษณะครอบครัวเดี่ยวมีการนับถือบรรพบุรุษสายมารดา แต่ละหมู่บ้านจะมีหมอผีเป็นผู้นำทางสังคมในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ และจะเป็นผู้ที่ชาวบ้านให้ความเคารพเชื่อถือมากเสมือนเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน (หน้า 122) ส่วนหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มนั้นมีลักษณะเป็นสังคมเปิด มีวัดเป็นศูนย์กลางและมีอิทธิพลในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในหมู่บ้าน เป็นสังคมที่มีการติดต่อกับสังคมภายนอกยอมรับการพัฒนาต่างๆ ของหน่วยงานที่เข้าไปในหมู่บ้าน แต่ขณะเดียวกันก็มีพระเป็นผู้มีบทบาทนำในกิจกรรมต่างๆ ในการพัฒนาคำสั่งสอนแนะนำต่างๆ ของครูบาวงศ์ ซึ่งยังเป็นที่ยึดถือปฏิบัติกันมาตลอดจนถึงปัจจุบัน (หน้า 45)

Political Organization

หมู่บ้านพระบาทห้วยต้มเป็นหมู่บ้านที่ขึ้นกับการปกครองของทางราชการ เป็นหมู่ที่ 8 ของตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน สังคมการปกครองของหมู่บ้านนี้ใช้หลักศาสนาและหลักการปกครองของทางราชการควบคู่กันไป มีผู้ใหญ่บ้าน 1 คน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีก 2 คนที่ได้รับการเลือกตั้งจากราษฎรในหมู่บ้านให้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นตัวแทนของทางราชการและชุมชนซึ่งมีการจัดตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา มีหัวหน้าหน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาประจำหน่วยพระบาทห้วยต้มเป็นเลขานุการของคณะกรรมการ ในทางศาสนาได้มีการแต่งตั้งบุคคลผู้อาวุโสของแต่ละกลุ่มตามภูมิลำเนาเดิมที่อพยพมาให้เป็นผู้นำของแต่ละกลุ่ม ซึ่งมีทั้งหมด 7 กลุ่ม ชาวบ้านเรียกผู้นำเหล่านี้ว่า "อาจารย์" ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นมัคทายกวัด อบรบสั่งสอนชาวบ้าน และคอยสอดส่องดูแลไม่ให้มีผู้กระทำผิดกฎของหมู่บ้านซึ่งกำหนดโดยหลักคำสอนทางศาสนาและกฎหมายบ้านเมือง (หน้า 44)

Belief System

ประชากรทั้งหมดในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มนับถือศาสนาพุทธและมีความนับถือเลื่อมใสในคำสั่งสอนของครูบาวงศ์อย่างมาก มีการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเคร่งครัด โดยถือเอาวันพระเป็นวันหยุดงาน เพื่อไปทำบุญฟังเทศน์ที่วัด ยังมีพิธีกรรมการนับถือผีอยู่บ้างแต่เป็นการผสมผสานวิธีการของชาวพื้นเมืองเข้ากับของชาวเขาเดิม ส่วนผู้นำในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาชาวบ้านเรียกว่า "อาจารย์" อย่างไรก็ตาม ภายในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มจะไม่มีการอนุญาตให้นำเอามหรสพจากภายนอกเข้าไปแสดง ไม่มีการจำหน่ายสุราหรือดื่มสุรา และแทบจะไม่มีการลักเล็กขโมยน้อยเลย แต่ถ้ามีก็มักจะเป็นการไปเที่ยวภายนอกหมู่บ้าน ซึ่งคนที่ไปก็จะถูกตำหนิติเตียนจากผู้อาวุโสหรืออาจารย์ (หน้า 45) ความเชื่อหรือศาสนาของกะเหรี่ยงมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบใหญ่ๆ คือ การนับถือผีและวิญญาณ การนับถือพุทธและการนับถือคริสต์ แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ยังคงนับถือผี (Animism) กะเหรี่ยงมีประเพณีเกี่ยวข้องกับการทำพิธีกรรมเลี้ยงผีที่เป็นบ่อเกิดของคุณธรรมและค่านิยมหลายประการในสังคมกะเหรี่ยง เช่น การเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า วิญญาณบรรพบุรุษคือ ผีบ้านผีเรือนจะคอยคุ้มครองให้ความสุข การลักเล็กขโมยน้อยเป็นความผิด ถึงแม้คนจะไม่เห็นแต่ผีและวิญญาณจะเห็นและลงโทษ เป็นต้น (หน้า 122-123) ประเพณีที่สำคัญก็คือประเพณีขึ้นปีใหม่ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งจะเป็นเดือนที่เริ่มต้นของฤดูกาลการเพาะปลูก พิธีการฉลองคือ การนำเหล้าและเนื้อไก่ไปบวงสรวงต่อผีและวิญญาณ จากนั้นก็มีการดื่มเหล้าและผูกข้อมือด้วยด้ายดิบให้คำอวยพรต่อกัน (หน้า 123)

Education and Socialization

ในปัจจุบันหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มมีโรงเรียน 4 โรง ได้แก่ โรงเรียนที่อยู่ในสังกัดของสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ, โรงเรียนอนุบาลก่อนวัยเรียนของหน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาประจำหมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม, โรงเรียนผู้ใหญ่ของการ ศึกษานอกโรงเรียน และโรงเรียนสอนภาษากะเหรี่ยงและภาษาไทยของเอกชน

Health and Medicine

มีหน่วยงานการบริการอนามัยและสาธารณสุขของทางราชการอยู่ 3 หน่วยงาน คือ หน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาประจำหมู่บ้าน ที่ทำการอนามัย ตำบลนาทราย ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และสุขภาพของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หน้า 48-49)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การทอผ้าในพระบาทห้วยต้มซึ่งเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงสะกอและกะเหรี่ยงโปว์นั้น วัฒนธรรมต่างๆ ของลวดลายบนผ้าทอหรือเครื่องนุ่งห่มที่ใช้ปะปนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนมากยังคงสังเกตได้และแยกออกว่าเป็นกะเหรี่ยงกลุ่มใดและอพยพมาจากภูมิลำเนาใด ทุกหลังคาเรือนของชาวเขาในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มจะมีการทอผ้าเพื่อใช้เองโดยแม่บ้านจะเป็นผู้ทอเตรียมไว้ให้กับสมาชิกในครอบครัว อย่างน้อยจะเป็นเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ปีละ 1 ชุด และสำหรับผ้าทอชาวเขาที่มีการทอเพื่อจำหน่ายอย่างเป็นล่ำเป็นสันนั้นเป็นผ้าทอลายน้ำไหล (Ikat) ที่เรียกว่าผ้าซิ่นเปลือกไม้ ซึ่งเป็นการนำส่วนหนึ่งของลวดลายผ้าถุงของสตรีที่แต่งงานแล้วของกะเหรี่ยงมาขยายเป็นลายน้ำไหลทั้งผืน เป็นที่น่าสังเกตว่าชาวเขาไม่ได้นำผ้าชนิดนี้มาใช้ตัดเย็บเป็นของใช้หรือทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม เป็นการทอเพื่อจำหน่ายอย่างเดียวเท่านั้น ผ้าทอและผลิตภัณฑ์ผ้าทอกะเหรี่ยงจากหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มที่ผลิตป้อนสู่ตลาดจะเป็นสินค้าผ้าซิ่นลายน้ำไหลหรือผ้าซิ่นเปลือกไม้ (หน้า 56) กะเหรี่ยงไม่มีการเต้นรำใดๆ เหมือนชาวเขาเผ่าอื่น เช่น เผ่าอีก้อ มูเซอ และลีซอ แต่จะมีการ "ซอ" รอบกองไฟในพิธีศพโดยมีการร้องเพลงชี้ทางให้แก่วิญญาณผู้ตาย สำหรับเครื่องดนตรีมีพิณ 6 สาย ที่ใช้ดีดประกอบเพลงเล่านิทานหรือเพลงเกี้ยวสาวที่ปัจจุบันกำลังจะเสื่อมหายไปและเพลงไทยลูกทุ่งกำลังเป็นที่นิยมแทน (หน้า 123)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

ทางราชการได้สั่งปิดป่า ห้ามชาวเขาเข้าทำกินในบริเวณป่าสงวนและเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ทำให้พื้นที่ทำกินของชาวบ้านพระบาทห้วยต้มลดลงจากที่เคยบุกเบิกทำไร่ในเขตอุทยานนี้เฉลี่ยถึงครอบครัวละ 6 ไร่ สำหรับพื้นที่ดินทำกินที่โครงการหลวงพัฒนาที่ดินได้จัดสรรให้บริเวณรอบหมู่บ้านเฉลี่ยครอบครัวละ 3 ไร่ ปรากฎว่าผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอต่อการบริโภค ชาวบ้านจึงต้องหางานรับจ้างต่างๆ ทั้งในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้านมากขึ้นและเป็นที่มาของแหล่งรายได้สูงสุด (หน้า 49-50)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

แผนที่หมู่บ้านแสดงพื้นที่การศึกษา (ไม่ระบุเลขที่หน้า) ภาพเครื่องทอผ้าแบบกะเหรี่ยง (ไม่ระบุเลขที่หน้า)

Text Analyst สิทธิพร จรดล Date of Report 05 ก.ย. 2555
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), โพล่ง โผล่ง โพล่ว ซู (กะเหรี่ยง), หัตถกรรมทอผ้า, ส่งเสริมการผลิต, การตลาด, ลำพูน, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง