ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ม้ง,การเรียนรู้,ผู้หญิง,อัตลักษณ์,ความขัดแย้ง,เชียงใหม่
Author Pilar, Tracy
Title Contradictions in Learning how to be Thai: A Case Study of a Young Hmong Woman.
Document Type บทความ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 21 Year 2003
Source Hmong Studies Journal 2003, Volume 4,
Abstract

งานวิจัยชิ้นนี้มาจากการออกภาคสนามเป็นเวลา 3 เดือนในหมู่บ้านม้ง ทางภาคเหนือของประเทศไทย ในช่วงปี ค.ศ. 1998 วิกฤติการณ์ในขณะนั้น เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลไทยกับหมู่บ้าน "กา" (Ga) หัวหน้าครูอนุบาลม้งมีบทบาทสำคัญในวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น และเมื่อผู้วิจัยออกจากหมู่บ้านปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข แต่ผู้วิจัยมีความเชื่อว่าการวิเคราะห์สถานการณ์ขึ้นอยู่กับบทบาทของ "กา" (Ga) ในวิกฤติการณ์นี้แสดงให้เห็นทิศทางของการศึกษาได้สร้างอัตลักษณ์ใหม่ของบุคคลในสังคม และถูกตีความในรูปแบบที่คลุมเครือและขัดแย้งกัน ผู้วิจัยเสนอว่า จากกรณีของ "กา" (Ga) อาจจะไม่ได้เป็นการประสบความสำเร็จสูงสุดของการเปลี่ยนผ่าน แต่สิ่งที่นักวิจัยเชื่อคือ ประสบการณ์ของ "กา" (Ga) แสดงแนวโน้มเกี่ยวกับการศึกษา ประวัติศาสตร์ และการเมือง อาจจะส่งผลกระทบต่อการผลิตและการแพร่กระจายความหมายทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นส่วนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน นอกเหนือไปกว่านั้น การเปลี่ยนอัตลักษณ์ของสมาชิกในกลุ่มอาจจะสร้างความแตกต่างของตำแหน่งในสังคมของพวกเขาและความหมายทางวัฒนธรรมโดยรอบ สร้างความเป็นไปได้สำหรับการสร้างความขัดแย้งในสังคมและวัฒนธรรมและมีความเป็นไปได้ที่วัฒนธรรมจะถูกสร้างใหม่ "Reproduced" ภายหลังการเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคเหนือของประเทศไทยและข้อโต้แย้งในการผลิตแนวคิดใหม่ทางสังคม "Social Reproduction Theory" ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการพิจารณาในสาขาวิชามานุษยวิทยาและโดยเฉพาะ มานุษยวิทยาการศึกษา "Educational Anthropology" งานวิจัยชิ้นนี้จะเสนอวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมการวิเคราะห์ (หน้า 1)

Focus

ศึกษาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านอัตลักษณ์ของผู้หญิงม้ง ในกรณีของ "กา" (Ga) หญิงม้งที่ได้รับโอกาสศึกษาในระดับสูงและกลับมาทำงานเป็น ครูอนุบาลในหมู่บ้าน (หน้า 1)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ใน อ. เมือง จ. เชียงใหม่

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาม้งและภาษาไทย (หน้า 4)

Study Period (Data Collection)

ค.ศ. 1998

History of the Group and Community

ม้ง มีถิ่นอาศัยดั้งเดิมในตอนใต้ของจีน และเริ่มอพยพลงใต้ในช่วงปลายศตวรรษ 1700 เพื่อหาที่ดินใหม่ ม้งจำนวนมากอพยพลงใต้บางส่วนลงมาถึงทางภาคเหนือของประเทศไทย เช่น เชียงใหม่ (หน้า 1-2)

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

ไม่มีข้อมูล

Economy

ม้งเพาะปลูกพืชเพื่อการยังชีพ แต่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่เพิ่มมากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ทำให้ม้งเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะไม่สามารถทำการเพาะปลูกในที่ดินได้อีก พวกเขาขยายระบบเศรษฐกิจด้วยการศึกษา โดยผู้คนในหมู่บ้านจะอยู่ทำงานในไร่ถ้าระบบเศรษฐกิจดี เมื่อระบบเศรษฐกิจไม่ดีก็จะไปโรงเรียนเพื่อก้าวไปสู่อาชีพที่ดีกว่า โดยที่เด็กผู้ชายสามารถเข้ารับการศึกษาผ่านการบวชเป็นเณร อาจจะมีเงินเหลือสำหรับเด็กผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นเพื่อใช้ในการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน (หน้า 3-4)

Social Organization

ครัวเรือนเป็นสถาบันสังคมและเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับม้ง ผู้หญิงทำงานส่วนใหญ่ในครัวเรือนแต่ต้องอิงอยู่กับพ่อหรือญาติอาวุโสชาย ในการนับสายสัมพันธ์กับผีบรรพบุรุษ เมื่อแต่งงานผู้หญิงม้งจะย้ายไปอยู่กับครอบครัวของสามีและนับถือผีบรรพบุรุษของฝ่ายสามี (หน้า 2-3)

Political Organization

ในระยะเวลาอันยาวนานของการอพยพ กลุ่มชาติพันธุ์ม้งถูกมองจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ว่าเป็นคนต่างด้าว ได้นำไปสู่การรวมกลุ่มกันของม้งกลายเป็นหมู่บ้านปิดและให้ผู้อาวุโสเป็นผู้นำหมู่บ้าน (หน้า 2) เนื่องจากประเทศไทยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของประเทศตะวันตกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เนื่องจากพระมหากษัตริย์ไทยทรงจัดระเบียบการปกครองใหม่โดยรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เพื่อการสร้างความเป็นชาติที่มีอารยธรรม ทันสมัย กลุ่มชนที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงได้ขึ้นต่ออาณาจักรล้านนาซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของไทย และด้วยเหตุที่ประวัติศาสตร์ของชาติไทยได้ถูกสร้างใหม่ได้รวมกลุ่มชาติพันธุ์ม้งเข้าไว้ และได้ถูกบันทึกไว้ในรัฐไทย (หน้า 3) การต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามอินโดจีน พื้นที่ที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น ม้งก่อนหน้านี้ตัดสินใจเป็นคนต่างด้าวและผู้มาจากภายนอกซึ่งอยู่ตามชายแดนไทย ได้ถูกรัฐบาลไทยใช้เป็นกันชนทางเหนือกับคอมมิวนิสต์ทำให้ม้งตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลม และจากการร่วมมือป้องกันปราบปรามคอมมิวนิสต์ ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ม้งได้ตั้งถิ่นฐานในไทยและมีโครงการต่างๆ ตามพระราขดำริเข้ามาในหมู่บ้าน (หน้า 3)

Belief System

ม้งนับถือผีบรรพบุรุษ โดยเป็นการถือผีทางฝ่ายผู้ชาย(หน้า 2-3)

Education and Socialization

สำหรับม้งแนวคิดการไปโรงเรียนของเด็กคือการพัฒนาภาษาไทย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการหางานในตลาดไทย และได้สร้างความหนักใจในกลุ่มผู้อาวุโสเกี่ยวกับทำอย่างไรกลุ่มเด็กๆ ม้งจะเรียนรู้วัฒนธรรมม้งและผู้หญิงยังคงอยู่ในหมู่บ้านและแต่งงาน ในอดีตความรู้ของม้งอยู่กับ ที่ดิน ที่พวกเขาอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับ เทพเจ้า อำนาจเหนือธรรมชาติ จิตวิญณาณต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของผู้ชายม้ง และการเรียนรู้งานบ้านเป็นสิ่งสำคัญของผู้หญิง การออกไปอยู่ไกลหมู่บ้านทำให้กลุ่มคนหนุ่มสาวห่างไกลจากสภาพแวดล้อมที่เขาจะเรียนรู้และจากญาติพี่น้องและพ่อแม่ (หน้า 4) ในการควบคุมม้งภายใต้วิถีชีวิตแบบไทย รัฐบาลไทยได้สร้างโรงเรียนบนพื้นที่สูง ความพยายามที่จะให้ความรู้กับม้งเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตแต่รัฐเองก็มีความพยายามที่จะทำให้ม้งดำรงประเพณีดั้งเดิมเอาไว้ เนื่องด้วยหมู่บ้านม้งมีชื่อเสียงในฐานะของสถานที่ท่องเที่ยว (หน้า 4-5) โรงเรียนตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านเก่า ห่างจากหมู่บ้านใหม่ประมาณ 3 ไมล์ ถนนเป็นทางลูกรัง ปกตินักเรียนจะเดินไปหรือบางครั้งถ้ามีคนขับรถปิคอัพผ่านมาสำหรับไปตลาดในเชียงใหม่ก็จะรับขึ้นรถไปด้วย นักเรียนถูกขัดเกลาทางสังคมให้เข้าสู่วัฒนธรรมไทยและพูดภาษาไทย ทุกวันจะมีการเคารพเพลงชาติไทย สวดมนต์ และการแสดงความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการเมือง-เศรษฐกิจของโลกและของไทยสมัยใหม่ (Keyes 1991) (หน้า 5-6) "กา" (Ga) อยู่ในกลุ่มผู้หญิงม้งส่วนน้อยที่ได้รับการศึกษาหลังจากจบชั้นประถมศึกษา และในช่วงที่ผู้วิจัยออกภาคสนามเธอได้รับปริญญาตรีสาขาธุรกิจ เธอทำงานเป็นหัวหน้าครูอนุบาลในหมู่บ้าน ความรู้ของเธอมาจากหลากหลายที่ ส่วนใหญ่มาจากการปฎิสัมพันธ์และประสบการณ์การเข้าไปอยู่ในสังคมไทย ความรู้ทำให้เธอปฎิเสธประเพณีดั้งเดิมที่ผู้หญิงจะต้องแต่งงานมีครอบครัวและทำให้เธอถูกวิจารณ์โดยพวกผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ในความคิดของเธอ การศึกษาทำให้เธอเข้าใจตัวเองและช่วยเปิดโอกาสให้เธอประสบความสำเร็จทางด้านการงานและฐานะทางเศรษฐกิจ และสามารถดูแลมารดาซึ่งเป็นภรรยาคนที่สองของพ่อและไม่มีลูกชายที่จะสืบทอดผีบรรพบุรุษ "กา" (Ga) เชื่อว่าการศึกษาเป็นทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลง หักล้าง อคติที่กลุ่มคนไทยหลายคนมีต่อม้งได้ (หน้า 12)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

นักเรียนจะต้องใส่เครื่องแบบโรงเรียน อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจนักเรียนอาจใส่เสื่อผ้าม้งหรือใส่ผสมกัน โดยปกติอาจารย์ไม่ต้องการให้นักเรียนแต่งเครื่องแต่งกายอื่นแต่ก็ยังอนุญาต และสีสันของเครื่องแต่งกายม้งดึงดูดนักท่องเที่ยวบางครั้งพวกเขาได้ขนมและเงินจากนักท่องเที่ยว (หน้า 5)

Folklore

ตำนานที่เล่าขานกันและได้ยินอยู่บ่อยๆ ในหมู่บ้านม้ง คือ กษัตริย์ของม้งถูกแย่งบัลลังก์โดยญาติอายุน้อยกว่า และเขาได้กลายเป็นจักรพรรดิจีนและนำสงครามเข้ามาสู่พี่น้องม้ง ม้งจึงเปรียบเสมือนพี่ชายที่แก่กว่าแต่จีนเป็นผู้ยิ่งใหญ่และมีอำนาจปราบปรามม้ง ทำให้ม้งต้องอพยพลงใต้ สู่เวียดนาม ลาว พม่า และไทย จากคำบอกเล่ากล่าวถึงเหตุผลของการอพยพว่า "เนื่องจากเราเป็นกลุ่มชนเล็กๆ ไม่มีอำนาจ" (หน้า 2)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

รัฐบาลไทยมองม้งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุม และเป็นกลุ่มที่ต้องปรับปรุงด้านแรงงาน สำหรับม้งมองรัฐบาลไทยว่าเป็นกลุ่มฉ้อโกงและลำเอียงไม่ยุติธรรม (หน้า 10-11) แต่สำหรับม้งที่ได้รับการศึกษาระดับ สูง เช่น Ga อาจจะประสบปัญหาในเรื่องอัตลักษณ์ ที่ซับซ้อนขึ้น อย่างเช่นเมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในเรื่องเงินระหว่าง อาจารย์คนไทยที่เข้ามาสอนทอผ้ากับม้งในหมู่บ้าน ซี่งเป็นพ่อแม่ของเด็กผู้หญิงม้งที่มาเรียนทอผ้า (ดูหัวข้อ Other Issue) Ga ซึ่งมีความสามารถในการพูดภาษาไทยได้กลายเป็นคนกลางในการที่จะแก้ไขความขัดแย้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จและ Ga เองก็รู้สึกสับสนไม่รู้จะเข้าข้างใคร จากที่เธอผ่านระบบการศึกษาของไทยในระดับสูง เธอมีประสบการณ์ในการปฏิสัมพันธ์กับคนไทยมาก ทำให้เธอมีอัตลักษณ์ที่หลากหลาย เช่น เธอเป็นผู้หญิงม้งที่ไม่เหมือนดังผู้หญิงม้งอื่นๆ

Social Cultural and Identity Change

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการรับการศึกษาแบบใหม่การไปโรงเรียนของเด็กๆ คือการพัฒนาภาษาไทยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการหางานในตลาดไทย และได้สร้างความหนักใจในกลุ่มผู้อาวุโสเกี่ยวกับทำอย่างไรกลุ่มเด็กๆ ม้งจะเรียนรู้วัฒนธรรมม้งและผู้หญิงยังคงอยู่ในหมู่บ้านและแต่งงาน ในอดีตความรู้ของม้งอยู่กับ ที่ดิน ที่พวกเขาอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับ เทพเจ้า อำนาจเหนือธรรมชาติ จิตวิญณาณต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของผู้ชายม้ง และการเรียนรู้งานบ้านเป็นสิ่งสำคัญของผู้หญิง การออกไปอยู่ไกลหมู่บ้านทำให้กลุ่มคนหนุ่มสาวห่างไกลจากสภาพแวดล้อมที่เขาจะเรียนรู้และจากญาติพี่น้องและพ่อแม่ (หน้า 4)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

สถานการณ์ความขัดแย้ง : ในช่วงหน้าร้อนปี ค.ศ. 1998 กระทรวงศึกษาสนับสนุนการจ้างงาน สำหรับหญิงม้งทางภาคเหนือ ในด้านการทอผ้าของผู้หญิงอายุน้อยกว่า 18 ปี 8 ชม/วัน เป็นเวลา 40 วัน รับเงิน 50 บาท/วัน ในการต่อรองเปลี่ยนแปลงเป็น 4 ชั่วโมง/วัน และผู้หญิงอายุมากกว่า 18 ปีเข้ารับการอบรมได้และได้เงิน 30 บาท/วัน ภายหลังการสอนได้ 2 สัปดาห์ มีม้งได้ยินอาจารย์คุยกับหัวหน้าที่เชียงใหม่ทางโทรศัพท์ไม่มีปัญหาที่จะลดการให้เงินจาก 30 บาท เป็น 20 บาท เนื่องจากผู้หญิงม้งโง่และไม่รู้ความแตกต่างของเงิน เมื่อข้อความนี้แพร่กระจายในหมู่บ้าน พ่อของผู้หญิงม้งเหล่านี้โกรธและสงสัยว่าทำไมยังไม่ได้รับเงิน พ่อแม่ของผู้หญิงบางคนบ่นกับ กา "Ga" หญิงสาวม้งผู้เป็นหัวหน้าครูโรงเรียนอนุบาลซึ่งสามารถพูดไทยได้ และเป็นคนกลางในการติดต่อระหว่างอาจารย์และหมู่บ้าน (หน้า 8-9) "กา" (Ga) ซึ่งนับถืออาจารย์ไม่เชื่อว่าอาจาย์พูดเรื่องผู้หญิงม้งโง่ และพยายามเป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจ แต่สถานการณ์เลวร้ายจนหยุดการเรียนการสอน และ "กา" (Ga) ได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้าโครงการที่เชียงใหม่เพื่อให้นำผู้ใหญ่บ้านไปพบปะที่เชียงใหม่ แต่ "กา" (Ga) รู้สึกลำบากใจเนื่องจากเธอเป็นเพียงหญิงสาวอายุน้อยไม่มีตำแหน่งหน้าที่ที่จะให้ผู้ใหญ่บ้านทำตามได้ ในที่สุดการพบปะเกิดขึ้นในหมู่บ้าน และพยายามอธิบายว่าการลดเงินเกี่ยวข้องกับต้นทุนของวัตถุดิบและการให้สิทธิผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 18 ปีได้รับการอบรม การเจรจายุติที่ไม่มีการลดเงินแต่ม้งยังรู้สึกว่าสิ่งเหล่านนี้เป็นเพียงการปลอบใจและไม่ใช่เงินที่พวกเขาต้องการแต่เป็นการยอมรับและคำขอโทษ ผู้ใหญ่บ้านต้องการพบเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เชียงใหม่ที่ดูแลเรื่องบอกเล่าเรื่องราว แต่เจ้าหน้าที่จังหวัดไม่ยอมพบ ในที่สุดรัฐบาลยุติโครงการ ผู้ใหญ่บ้านขอให้ "กา" (Ga) เขียนจดหมายร้องเรียนกับรัฐบาล เกี่ยวกับการจัดการ การโกงกิน และผู้หญิงม้งต้องได้รับเงินตามจำนวนที่พวกเขาสัญญาไว้ "กา" (Ga) รู้สึกสับสนกับวิกฤติการณ์นี้และไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร แต่ในที่สุดเธอปฎิเสธที่จะสนับสนุนทั้งอาจารย์และหมู่บ้าน การศึกษาและโรงเรียนมีส่วนช่วยเปิดพื้นที่ให้ "กา" (Ga) และนำเธอไปอยู่ในตำแหน่งที่เท่าเทียมมากขึ้น เธอมองเห็นว่าการศึกษานำเธอไปสู่พื้นที่ใหม่ในสังคมและยอมให้เธอออกจากเครื่องกีดกันจากสภาพทางเพศ "Gender" ในสังคมม้ง เธอสามารถดำรงชีวิตโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับผู้ชายและสามารถดูแลครอบครัวของฝ่ายมารดาในเรื่องทางเศรษฐกิจได้ (หน้า 5-19)

Google Map

Map/Illustration

ไม่มี

Text Analyst ชัชฎาวรรณ แก้วทะพยา Date of Report 19 มี.ค 2558
TAG ม้ง, การเรียนรู้, ผู้หญิง, อัตลักษณ์, ความขัดแย้ง, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง