ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง),การจัดการทรัพยากร,รัฐ,เชียงราย
Author ศิริชัย พันธุ์เจริญ
Title การปรับตัวของปกากะญอในการจัดการทรัพยากรตามแบบประเพณีภายใต้บริบทกฎหมายของรัฐ
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(เอกสารฉบับเต็ม)
Total Pages 92 Year 2546
Source หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

การศึกษาวิจัยนี้มุ่งจะค้นหาคำตอบให้กับกระบวนการปรับตัวในการจัดการทรัพยากรตามแบบประเพณีภายใต้บริบทกฎหมายของรัฐที่มีความเกี่ยวพันกับระบบกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิในการใช้ทรัพยากรของชุมชน โดยมีกรอบแนวคิดในการศึกษาและวิเคราะห์ 2 ประการ คือ แนวความคิดในการควบคุมและจัดการทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่น และแนวคิดเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และสิทธิ ผลการศึกษาพบว่า สภาพสังคมจารีตประเพณีและความเชื่อของเผ่าพันธุ์เป็นกลไกขับเคลื่อนวิถีปฏิบัติจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีก รุ่นหนึ่งสืบทอดต่อกันมา สิ่งเหล่านี้เป็นบรรทัดฐานในการควบคุมสังคมของชุมชนให้ดำเนินไปอย่างปกติสุข ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ในส่วนของอำนาจรัฐที่พยายามผลักดันสอดแทรกเข้าสู่ชุมชน ชุมชนปกากะญอตอบสนองโดยปรับตัวภายในชุมชน ทั้งทางด้านโครงสร้างชุมชนและพลวัตทางวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และการจัดการอย่างยั่งยืนที่เป็นแนวเดียวกับนโยบายของรัฐ สำหรับระบบกรรมสิทธิ์และสิทธิพบว่า มาตรฐานทางกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันเป็นเพียงการเน้นกรรมสิทธิ์ของรัฐและกรรมสิทธิ์ของเอกชนตามระบบทุนและกระแสโลก มาตรการกฎหมายดังกล่าวทำให้สิทธิของชุมชนที่ถือปฏิบัติสืบทอดมายาวนานถูกลิดรอน ก่อให้เกิดความขัดแย้งและการเผชิญหน้ากัน (หน้า ง-จ)

Focus

มุ่งค้นหาคำตอบให้กับกระบวนการปรับตัวของปกากะญอในการจัดการทรัพยากรตามแบบประเพณี ภายใต้บริบทกฎหมายของรัฐที่มีความเกี่ยวพันกับระบบกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในการใช้ทรัพยากรของชุมชน

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มชาติพันธุ์ที่ศึกษาในงานวิจัยชิ้นนี้คือ กลุ่มปกากะญอ บ้านห้วยหินลาดใน ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

น่าจะเป็นช่วง พ.ศ. 2544 - 2545

History of the Group and Community

คำว่า "ปกากะญอ" เป็นภาษากะเหรี่ยงสะกอ แปลว่า "คนที่เรียบง่าย" หรือหมายถึง คนที่อิสระเหนือขุนเขา มีชีวิตอยู่กับป่า พึ่งพาธรรมชาติหลายชั่วอายุคน มีวิถีแห่งตน สงบไม่เบียดเบียน โอบอ้อมอารี ไม่เคยรุกรานใคร มีข้อสันนิษฐานต่างๆ ที่กล่าวถึงความเป็นมาของปกากะญอ เช่น บางคนเชื่อว่า ปกากะญอมาจากประเทศจีนช่วง 1,600 - 1,700 ก่อนคริตสศตวรรษ อยู่ในตะวันออกกลางและถูกรุกรานจนต้องถอยร่นไปอยู่ประเทศจีนและตั้งรกรากอยู่ ในปี 733 ก่อน คริตสศตวรรษ ถูกรุกรานอีกจึงถอยลงมาแม่น้ำแยงซีเกียง ในปี พ.ศ. 207 ถูกรุกรานอีกจึงถอยร่นลงมาที่โยนกในราวๆ พ.ศ. 1335 แต่ยังมีข้อสันนิษฐานอีกอย่างว่าปกากะญออาจจะอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณนี้มาก่อนเขมรและโยนก คือ ช่วง พ.ศ. 1835-1935 แถบที่ราบลุ่มแม่น้ำสาละวิน แต่มาอยู่หลังละว้าเพราะมักจะพบสุสานและเครื่องถ้วยชามละว้าอยู่ทั่วไป คนไทยเชื่อว่า ปกากะญอเข้ามาอยู่ในไทยหลายช่วงด้วยกัน ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของปกากะญอได้เริ่มขึ้นในภูมิภาคนี้ตั้งแต่พื้นที่ระหว่างไทยกับพม่ายังไม่ได้แบ่งออกเป็นพรมแดนที่ชัดเจน และขณะนั้นยังเรียกอาณาบริเวณนี้ว่า "ล้านนา" เมื่อราว 600-700 ปีมาแล้ว เมืองสำคัญในหลายเมืองแถบนี้ได้ถูกสร้าง ขึ้นและใช้ชื่อเป็นภาษาปกากะญอ เช่น เมือง "เกอะแม" ที่เพี้ยนมาเป็น "กิแม" แปลว่าเมืองแม่หม้าย ตลอดจน นิทาน กาพย์ กลอน ต่างๆ ได้พรรณาถึงชื่อเมืองและบุคคลสำคัญอยู่เสมอ นั่นคือกลุ่มดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มาก่อน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง ได้อพยพเข้ามาประมาณ 200 กว่าปีมานี้ (หน้า 36)

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

ประชากรในหมู่บ้านห้วยหินลาดในมีจำนวน 20 หลังคาเรือน โดยแยกเป็นชาย 46 คน เป็นหญิง 56 คน รวม 102 คน ส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยง นับถือศาสนาพุทธผสมความเชื่อเรื่องผี ประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ (หน้า 43)

Economy

ชุมชนเผ่าปกากะญอบ้านห้วยหินลาดในมีอาชีพหลักคือการทำสวนชาซึ่งปลูกบริเวณริมลำธาร เป็นชาพื้นเมืองและชาพันธุ์ไต้หวัน ปลูกตามธรรมชาติโดยปลูกผสมผสานกับป่าอย่างกลมกลืน ทุกครัวเรือนจะมีสวนชา การเก็บชาจะเก็บในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม ให้ผู้รับซื้อที่ตำบลแม่ขะจาน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย อาชีพรองลงมาคือการทำนา นาดำ นาข้าวไร่ โดยจะทำนาดำแบบชาวพื้นราบและการทำข้าวไร่ ในหมู่บ้านจะมีพื้นที่ใช้ทำนา 58 ไร่ การทำนาในหมู่บ้านจะมีจำนวน 4 ครัวเรือน ประมาณครัวเรือนละ 5-10 ไร่ เป็นพื้นที่เดียวกัน ทำร่วมกัน ครอบครัวอื่นๆ ปลูกข้าวไร่ มีพื้นที่ใช้ทำไร่ 85 ไร่ และนิยมปลูกข้าวที่เป็นพันธุ์เฉพาะของตน พื้นที่ในหมู่บ้านจะไม่ปลูกข้าวโพด แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรส่วนใหญ่อาศัยน้ำจากธรรมชาติ น้ำฝน และลำห้วยหินลาด ส่วนแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคได้จากบ่อน้ำบาดาลสาธารณะจำนวน 2 บ่อ และน้ำจากลำห้วยหินลาดที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านยังมีรายได้เสริมจากการเก็บหาของป่า เช่น การเก็บหน่อไม้ หวาย หมากขม เห็ดต่าง ๆ ชาวบ้านจะมีรายได้จากการ เก็บหน่อไม้ขายเฉลี่ย 15,000 บาท/ปี/ครัวเรือน ทุกหลังคาเรือนใช้ไม้ฟืนในการหุงต้ม ในหมู่บ้านมีสัตว์เลี้ยง ได้แก่ วัว หมู เป็ด และไก่ โดยหมู่บ้านมีวัวจำนวน 20 ตัว ส่วนหมูเลี้ยงกันทุกครัวเรือนจำนวน 3-4 ตัว/ครัวเรือน ส่วนเป็ดและไก่เลี้ยงกันจำนวน 20 ตัวขึ้นไป โดยเลี้ยงไว้ไม่นิยมขาย มีร้านค้าจำนวน 1 แห่ง เป็นร้านค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นลักษณะร้านค้ารายย่อย หมู่บ้านมีเครื่องปั่นไฟจำนวน 1 เครื่อง สำหรับปั่นไฟในงานประเพณีของชุมชน (หน้า 45)

Social Organization

ความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน สมาชิกทุกคนจะมีความสัมพันธ์อันดี เคารพนับถือซึ่งกันและกันตามอาวุโส สนับสนุนร่วมมือ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ครอบครัวของชุมชนปกากะญอบ้านห้วยหินลาดในมีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) กล่าวคือ ในหลังคาเรือนหนึ่งๆ จะประกอบด้วยบิดา มารดาและบุตร ตามจารีตประเพณีฝ่ายชายเมื่อแต่งงานแล้วจะต้องย้ายไปอยู่ที่บ้านของฝ่ายภรรยา ความเป็นใหญ่ในครัวเรือนจึงเป็นครอบครัวที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ (Matrilineal) เป็นระบบเครือญาติที่สืบสายเลือดทางฝ่ายมารดา (หน้า 48)

Political Organization

สังคมจารีตประเพณีมีการเคารพนับถือผู้อาวุโสทั้งชายและหญิง ถือกันว่า คนเฒ่า คนแก่ เป็นผู้รอบรู้กฎเกณฑ์ของวัฒนธรรมเป็นอย่างดี ดูแลชุมชนให้อยู่อย่างเป็นระเบียบตามจารีตประเพณี โดยมีผู้นำตามประเพณี ฮีโข่ หัวหน้าของหมู่บ้านในการประกอบพิธีกรรมความเชื่อถือสืบทอดมาแต่โบราณ ชุมชนปกากะญอบ้านห้วยหินลาดได้ยกฐานะเป็นหมู่บ้านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 มีโครงสร้างการปกครองที่กำหนดโดยรัฐ มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำทางชุมชน บทบาทหน้าที่ของผู้นำชุมชนปกากะญอในฐานะตัวแทนของภาครัฐนำนโยบายด้านการพัฒนาต่างๆ ของภาครัฐมาบริหารการปกครองหมู่บ้าน และทั้งดูแลรับผิดชอบสุขทุกข์ของลูกบ้านในฐานะตัวแทนของประชาชน คือ ผู้เสียสละงานทุกๆ ด้าน การช่วยเหลืองานส่วนรวม และที่สำคัญได้สร้างบรรทัดฐานบทบาทของผู้นำที่มีความมุ่งมั่นและเข้มแข็งในการดูแลรักษาป่า รูปแบบการปกครองของชุมชนปกากะญอบ้านห้วยหินลาดในมีการจัดองค์กรในการบริหารงานในหมู่บ้าน แบ่งออกเป็น 4 ฝ่าย ได้แก่ (1) ฝ่ายการศึกษา (2) ฝ่ายการปกครอง (3) ฝ่ายสวัสดิการ (4) ฝ่ายพัฒนา (หน้า 48-49)

Belief System

จารีตประเพณีของปกากะญอมีประเพณีและความเชื่อบางอย่างที่เป็นส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติ ได้ผ่านขบวนการปรับปรุงเพื่อให้เกิดการผสมผสานระหว่างมนุษย์กับป่าเพื่อที่จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข การจะเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่แต่ละครั้งจำเป็นต้องประกอบพิธีการขอใช้พื้นที่จากเจ้าของพื้นที่ โดยจะใช้เครื่องเซ่นไหว้ ประกอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทุกครั้ง และตั้งแต่การเพาะปลูกเป็นต้นไปจนถึงการเก็บเกี่ยว จะมีพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ตลอด (หน้า 57)

Education and Socialization

บ้านห้วยหินลาดในมีโรงเรียน 1 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านห้วยหินลาดใน โดยได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2530 โดยในอดีตมีเด็กนักเรียนบ้านห้วยไม้เดือ บ้านผาเมียง และบ้านหินลาดนอกมาใช้บริการ เป็นโรงเรียนบ้านกลุ่มวนาเทวี สำนัก งานการประถมศึกษาอำเภอเวียงป่าเป้า เป็นโรงเรียนการศึกษาเพิ่งพัฒนาของหมู่บ้านในเขตชนบท (กศ.พช.) พ.ศ. 2539 ปัจจุบันมีแต่เด็กนักเรียนของบ้านห้วยหินลาดในใช้บริการเพียงหมู่บ้านเดียว โดยมีครูจำนวน 1 คน และมีนักเรียน 18 คน (หน้า 44)

Health and Medicine

ปกากะญอบ้านห้วยหินลาดในจะเดินทางไปฉีดวัคซีนที่สถานีอนามัยตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เด็กที่คลอดส่วนใหญ่จะคลอดในหมู่บ้าน หากเด็กที่คลอดยากก็จะส่งโรงพยาบาลประจำอำเภอ เมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อยก็รักษาโดยใช้ ยาสมุนไพรที่เก็บได้จากป่า และไปรับบริการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุข เมื่อเจ็บป่วยรุนแรงส่วนมากจะไปรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลของรัฐ (หน้า 46)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

ช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าไปพัฒนาวิถีชุมชน คนอยู่กับป่ามากขึ้น นโยบายและแผนงานถูกวางแผนมาจากข้างนอก ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน ถนนสายพร้าว-เวียงป่าเป้าที่ตัดผ่านทางเข้าหมู่บ้านทางทิศเหนือคือตัวแทนกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงที่รุกเข้ามาท้าทาย ชุมชนปกากะญอที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบ เรียบง่าย พึ่งตนเองและธำรงเอกลักษณ์ทางประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ที่อยู่อาศัยที่เป็นแบบบ้านถาวรเข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของชุมชน ทำให้ไม่มีการโยกย้ายหมู่บ้าน ได้มีการรวมตัว ของชุมชนเพื่อหาทิศทางที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชนเผ่าให้สอดคล้องกับการพัฒนาแบบใหม่ที่เข้าไปใน ชุมชน (หน้า 47)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

งานวิจัยระบุว่าก่อนปี พ.ศ. 2517 การดูแลรักษาป่ามีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องวิญญาณผีเจ้าป่าจ้าวเขา ถ้าคนรักษาป่า ป่าก็จะช่วยรักษาคน การต่อต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก โดยนำข้อปฏิบัติ ข้อห้ามตามความเชื่อ มาเป็น ตัวกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชุมชมปกากะญอปฏิบัติสืบต่อกันมา มีการห้ามตัดต้นไม้ประเภทต่อไปนี้ 1. ต้นไม้ที่ถูกเลือกเป็นที่แขวนสายสะดือเด็กเกิดใหม่แต่ละคน 2. ต้นไทรขนาดใหญ่เพราะเชื่อว่ามีเทพสิงสถิตอยู่ 3. ต้นไม้ที่ใช้แบกหามคนตาย 4. ต้นไม้ที่ขึ้นเป็นคู่ใกล้ชิดกัน 5. ต้นไม้ที่ส่วนปลายโน้มติดกับอีกต้นหนึ่ง 6. ไม้ต้นผึ้งที่มีรังผึ้งเกาะอยู่ 7. ต้นไม้ที่มีเถาวัลย์พันเกี่ยว 8. ต้นไม้ที่ขึ้นบนจอมปลวก (หน้า 52) ไร่หมุนเวียนปกากะญอห้วยหินลาดในกับการรักษาสมดุลของธรรมชาติ การทำไร่หมุนเวียนของชุมชนนี้ปรับตัวตามสภาพธรรมชาติและเงื่อนไขภายในชุมชน ปัจจุบันระบบการทำไร่ได้ลดระยะเวลาการหมุนแต่ละรอบลงเหลือประมาณ 5-7 ปี โดยที่ใน 1 รอบระยะเวลา 7 ปี พื้นที่ทำการผลิตในปีนั้น คนปะกากญอเรียกว่า "คึร์" และพื้นที่ปล่อยพักไว้หรือที่เรียกว่า "ไร่ซาก" (ไร่เหล่า) คนปกากะญอจะเรียกว่า "ฉกี่" โดยจะเรียกชื่อตามลักษณะธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละพื้นที่ และลักษณะพื้นที่จะให้คุณค่าและให้ประโยชน์ต่อคน ต่อสัตว์และต่อการรักษาสมดุลทางธรรมชาติของระบบนิเวศบนพื้นที่สูง ลักษณะของป่าบริเวณบ้านห้วยหินลาดในเป็นป่าดงดิบชื้นและป่าผลัดใบ ป่าดิบชื้นชาวบ้านจะเรียกว่า "กะเนอหมื่อ" เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านอนุรักษ์ไว้ มีกฎระเบียบและความเชื่อห้ามตัดต้นไม้และห้ามล่าสัตว์โดยเด็ดขาด ส่วนป่าผลัดใบเป็นป่าเบญจพรรณชื้นชาวบ้านจะเรียกว่า "กระเหน่อเพอ" เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ยังชีพ คือหาอาหารและไม้ใช้สอยบางชนิด ทั้งนี้ชาวบ้านจะไม่ทำไร่ในป่าดิบชื้นเพราะนอกจากจะเป็นแหล่งต้นน้ำและป่าความเชื่อที่ต้องอนุรักษ์ไว้แล้ว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีไม้ใหญ่มาก ไม่สามารถถางด้วยมีดไร่ได้ และดินก็มีความชื้นมากเกินไป จะทำให้ข้าวอวบและมีลำต้นสูงเพราะต้องการแสงแดด แต่เมล็ดข้าวจะลีบเล็กเพราะต้นและใบงอกงาม (หน้า 53-56) ประเพณี - ความเชื่อ จารีตประเพณีของปกากะญอมีประเพณีและความเชื่อบางอย่างเป็นส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านกระบวนการปรับปรุงผสมผสานระหว่างมนุษย์กับป่าเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เชื่อและจารีตประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่ทำกินของพวกเขายังเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ การจะเข้าไปใช้ประโยชน์จากพื้นที่จำเป็นต้องประกอบพิธีขอใช้พื้นที่จากเจ้าของพื้นที่ โดยจะใช้เครื่องเซ่นไหว้ประกอบทุกครั้ง และตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงเก็บเกี่ยวก็มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ตลอด ป่าช้าจะเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เพราะไม่มีใครกล้าเข้าไปทำอะไร เนื่องจากเชื่อว่าถ้าใครเข้าไปทำลายป่า ครอบครัวจะอยู่ไม่เป็นสุข ในป่า "เดปอ" มีความเชื่อว่าถ้าปกากะญอคลอดลูกออกมาจะเอาสายสะดือไปผูกติดกับต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งที่มีผลกินได้หรือสัตว์กินได้และห้ามใครตัดต้นไม้ต้นนั้นเด็ดขาด และป่าเจ้าที่เป็นป่าที่สำคัญที่สุดของชาวบ้านห้วยหินลาดใน เป็นป่าเจ้าที่เจ้าทางของหมู่บ้านโดยทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้านนี้จะรู้และไม่เข้าไปตัดต้นไม้ หากใครฝ่าฝืนก็จะถูกปรับเป็นไก่ 1 คู่ และบุคคลนั้นจะไม่มีใครคบหาสมาคมด้วย และยังมีความเชื่อที่ว่าป่าต้นน้ำจริงๆ จะไม่มีการทำไร่ เพราะถ้าน้ำแห้งผีสางนางไม้จะลงโทษให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ความเชื่อนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ป่าได้อีกทางหนึ่ง ชาวบ้านเชื่อว่าป่าช้า (ปกา โล พะโดะ) เป็นศูนย์กลางระหว่างมนุษย์กับเทพ เชื่อว่าต้นไทรเป็นเจ้าที่หลัก มีการนำข้าวของไปไว้ใกล้ๆ ต้นไทรเพื่อมอบให้แก่วิญญาณ ขณะที่ศพจะถูกเผาเป็นเถ้าถ่านในป่าช้า (ตาสว่าโข่) ความสำคัญของป่าช้าคือ เป็นจุดระหว่างวิญญาณกับเทพ วิญญาณของผู้ตายจะมาเกิดที่ป่าช้า ดังนั้น ป่าช้าจึงไม่เคลื่อนย้ายไปไหนแม้จะย้ายหมู่บ้าน สภาพป่าจึงสมบูรณ์ นับว่าเป็นพื้นที่ป่าที่สามารถรักษาแหล่งน้ำและรักษาแหล่งสัตว์ป่าไว้ได้ โดยยึดแนวความคิดต่อความเชื่อเรื่องวัฒนธรรม (หน้า 57)

Google Map

Map/Illustration

ตาราง : แสดงตัวเลขเกี่ยวกับชาวเขาในประเทศ (หน้า 34), แสดงจำนวนประชากรแยกตามเพศและอายุ (หน้า 44), แสดงจำนวนนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยหินลาดใน (หน้า 44), แสดงจำนวนยานพาหนะของชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน (หน้า 46) แผนที่ : แผนที่มาตราส่วน 1: 50,000 แสดงจุดที่ตั้งหมู่บ้านห้วยหินลาดใน (หน้า 40), แผนที่สังเขปแสดงเขตการปกครองอำเภอเวียงป่าเป้า (หน้า 41), แผนที่สังเขปแสดงหมู่บ้านห้วยหินลาดใน (หน้า 42) แผนภูมิ : แสดงลักษณะไร่หมุนเวียนแต่ละช่วงปี (หน้า 56), แสดงมาตรการและแนวทางแก้ไขที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ (หน้า 66)

Text Analyst สิทธิพร จรดล Date of Report 30 มิ.ย 2560
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), การจัดการทรัพยากร, รัฐ, เชียงราย, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง