ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง),ครอบครัว,การแต่งงาน,ชีวิตหลังการสมรส,ตาก
Author วันดี สันติวุฒิเมธี
Title ชีวิตครอบครัวชาวกะเหรี่ยง (สะกอว์) : กรณีศึกษาชาวบ้านซอโอ ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก
Document Type อื่นๆ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 90 Year 2538
Source สำนักงานบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Abstract

เน้นการศึกษาเรื่องชีวิต ครอบครัว สังคม และการแต่งงานของ กะเหรี่ยงสะกอว์ ที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องความสัมพันธ์ด้านเชื้อชาติ และความเชื่อเรื่องการเลือกคู่ครอง ตลอดจนชีวิตหลังการสมรสที่สะท้อนมุมมองเรื่องบทบาท ชาย หญิง ในการดำรงชีวิตคู่ ที่เกี่ยวข้องกับ ความเชื่อ การศึกษา เศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม และจารีตประเพณีท้องถิ่น ว่าใครมีหน้าที่อย่างไรในครอบครัว

Focus

ศึกษาชีวิตครอบครัวกะเหรี่ยงจากครอบครัว ตัวอย่าง 30 ครอบครัว จากทั้งหมด 132 ครอบครัว ในหมู่บ้านซอโอตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ด้วยวิธีการ สุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจงแบบ (Purposive sampling)(หน้า 3)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยงเผ่าสะกอหรือ "ปกากะญอ" ซึ่งมีความหมายว่า คน (หน้า1)

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

ตั้งแต่เดือน กันยายน 2538 ถึงเดือน มีนาคม 2539 เป็นเวลา 7 เดือนโดยอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านซอโอ ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก (หน้า1,4)

History of the Group and Community

หมู่บ้าน ซอโอ ตั้งหมู่บ้าน เมื่อ 70-80 ปี ที่ผ่านมา เมื่อป่ายังอุดมสมบูรณ์ สัตว์ชุกชุม แต่ทุกวันนี้ป่าถูกทำลายจำนวนมาก สภาพหมู่บ้านเป็นที่โล่ง สำหรับทำไร่ ทำนา ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพเพาะปลูก (หน้า 86)

Settlement Pattern

กะเหรี่ยงถือว่าบ้าน เป็นอาณาจักรทางวิญญาณของเมีย ถึงผัวจะเป็นคนปลูกบ้าน แต่เมียคือเจ้าของตัวจริง การปลูกบ้านเรือนชาวบ้านมักจะสร้างบ้าน รวมเป็นกลุ่มเรียงกัน ริมถนนสายหลัก ของหมู่บ้าน บ้าน มี 2 แบบ คือ 1. บ้านแบบเสาสูงยกพื้นใต้ถุนบ้านใช้เลี้ยงสัตว์ เก็บฟืน และ นั่งทำงานหรือนั่งเล่น 2. แบบสร้างคร่อม โดยใช้พื้นดินเป็นพื้น หลังคามุงหญ้า หรือ ใบตองตึง จะกั้นฝาและพื้นบ้านด้วยไม้ไผ่ เสาทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ภายในบ้านจะมีพื้นที่ใช้ประโยชน์อยู่กลางบ้าน โดยจะใช้เป็นที่ ทำกับข้าว นั่งพักผ่อน หรือเป็นที่นอนของลูกชายที่โตเป็นหนุ่ม กลางบ้านจะตั้งเตาไฟไว้หุงหาอาหาร สำหรับบ้านของคนที่ร่ำรวย จะสร้างบ้านด้วยไม้เนื้อแข็ง และ มุงสังกะสี (หน้า 10, 63 ดูรูปหน้า 12, 64, 65)

Demography

หมู่บ้านซอโอ มีกะเหรี่ยง อยู่ประมาณ 800 คน (ข้อมูล จปฐ.1 ปี 2538 ระบุ มี 726 คน ชาย 381 คน หญิง 345 คน) 132 ครอบครัว, กะเหรี่ยง อาศัยอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันตก อาศัยอยู่ใน 2,015 หมู่บ้าน มีประชากร ทั้งหมด 270,803 คน ในจังหวัดตาก มี กะเหรี่ยง 49,818 คน หรือ 18.40 % ของ กะเหรี่ยงในประเทศ อยู่ใน 421 หมู่บ้าน ในอำเภอ ท่าสองยาง อ.แม่ระมาด อ.แม่สอด อ.พบพระ อ.อุ้มผาง ส่วนใน อ.พบพระ อยู่ใน ต.ช่องแคบ และ ต.วาเล่ย์ ชาวเขาในไทยประกอบด้วย เผ่า สะกอ โปว์ คะยา ตองสู ทั้งนี้เผ่าสะกอ มีมากที่สุดในไทย (หน้า 1, 3,13)

Economy

การผลิต ในหมู่บ้านทำอาชีพเกษตรกรรมร้อยละ 65.4 คือปลูกพืช เช่น ข้าวเหนียว ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วลิสง มีรายได้หลักจากอาชีพเกษตรกรรม และทำอาชีพอื่นอีกร้อยละ 8.8 เช่น ค้าขาย รับจ้าง รับราชการ เป็นช่าง เป็นต้น เมื่อก่อนนี้กะเหรี่ยง จะปลูกข้าวแบบหมุนเวียน ปลูกได้หนึ่งปีแล้วจะไปปลูกที่อื่นเมื่อถึงเวลา 5 ปี จึงจะกลับมาปลูกที่เดิมอีกครั้ง แต่ทุกวันนี้ จะเพาะปลูกอยู่ - ข้าว ที่ปลูกเป็นข้าวเม็ดสั้นไม่เหมือนข้าวของคนพื้นราบ เดือนมิถุนายนจะเริ่มปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม ในอดีตจะช่วยกันทำงานในหมู่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้จะจ้างแรงงานและใช้รถไถแทนวัวควายในการไถนา - ข้าวโพด จะปลูกเดือนมิถุนายน โดยจะหยอดเมล็ดพันธุ์ช่วงต้นหน้าฝน หลังจากนั้น 20 วัน ก็จะเริ่มใส่ปุ๋ยครั้งแรก และจะเก็บผลผลิตในเดือนตุลาคม พ่อค้าคนกลางจะไปรับซื้อและเอารถไปสีในไร่ ส่วนเพื่อนบ้าน ก็จะมาช่วยโยนข้าวโพดลงเครื่องโม่เจ้าของไร่ก็จะเลี้ยงข้าวเพื่อตอบแทนน้ำใจ การบริโภค - อาหาร แต่ก่อนกะเหรี่ยงจะกินข้าวใส่โตกไม้ แต่ทุกวันนี้จะนำกับข้าวและข้าวใส่ถ้วยเวลารับประทาน การกินโดยใช้โตกไม้ตรงกลางจะวางผัก น้ำพริก และกับข้าว รอบ ๆ จะเกลี่ยข้าวไว้โดยรอบเวลากิต จะกินพร้อมกันทั้งครอบครัวถ้าแขกมาจะให้กินก่อน (หน้า 46) - เหล้า เป็นสิ่งจำเป็นในการประกอบพิธีกรรม และถือว่าการดื่มเหล้าจะทำให้เกิดความปองดองกัน กะเหรี่ยงเวลาดื่มเหล้า จะไม่ค่อยมีเรื่องกัน เพราะถ้ามีเรื่องจะถูกปรับไหม และสังคมจะรังเกียจ ในอดีตการต้มเหล้าจะเป็นหน้าที่ของผู้หญิง แต่ทุกวันนี้จะใช้เหล้า 35 ดีกรี ทำพิธีเพราะว่ารัฐบาลห้ามต้มเหล้า (หน้า 46) หนี้สิน - ชาวบ้านส่วนมากจะเป็นหนี้สินถึงร้อยละ 84 โดยเป็นหนี้ในวงเงินระหว่าง 2 หมื่นถึง 3 หมื่นบาท เป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งจากกลุ่มตัวอย่าง 42 ครัวเรือนร้อยละ 76 เป็นหนี้พ่อค้าคนกลางและร้อยละ 8 เป็นหนี้ในระบบ โดยกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หนี้สินจะเป็นปีต่อปี หากมีเงินก็จะนำไปใช้เจ้าหนี้ ชาวบ้านจะมีหนี้ในเดือนพฤษภาคม และจะใช้หนี้ช่วงเดือนธันวาคมเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว รายได้ - ชาวบ้านส่วนใหญ่ ทำอาชีพเพาะปลูก มีรายได้ 10,001 - 40,000 บาท (ไม่ได้ระบุ ว่าอัตราเฉลี่ยต่อเดือนหรือต่อปี) (หน้า 86) การใช้จ่ายในครอบครัว - ภรรยาจะเป็นคนควบคุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดในบ้าน หากสามีอยากซื้อสิ่งใดก็จะบอกภรรยาของตน และภรรยาก็จะประพฤติเช่นเดียวกัน โดยจะบอกสามีของตนว่าจะใช้จ่ายเงินซื้อสิ่งใด ดังนั้น จึงทำให้คู่สมรสเกิดความเกรงใจและเคารพความคิดกัน มรดก - พ่อกับแม่จะแบ่งที่ดินทำกินส่วนหนึ่ง ให้ลูกที่แต่งงานมีครอบครัวและจะเหลือไว้อีกจำนวนหนึ่งโดยไม่ยกให้ผู้ใดจนกว่า จะเสียชีวิต แต่ส่วนใหญ่ลูกจะได้ที่ดินเท่ากัน สำหรับการแบ่งทรัพย์สินนั้น ลูกคนสุดท้องจะได้รับมรดกเป็นบ้านที่ พ่อกับแม่ปลูกไว้ ส่วนข้าวของมีค่า หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ลูก ๆ จะได้รับส่วนแบ่งตามสมควร (หน้า 10,13-17,70, ตารางหนี้หน้า 18)

Social Organization

ระบบครอบครัว มี 2 อย่าง คือ 1.ครอบครัวเดี่ยว (Nuclear family) คือ ครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูกที่ยังไม่ได้แต่งงาน ในหมู่บ้านจะมีครอบครัวเดี่ยว 73 ครัวเรือน หรือร้อยละ 86 2. ครอบครัวขยาย (Extened family) คือ หลายครอบครัวอยู่ในบ้านเดียวกัน โดยมีครัวเรือนของพ่อแม่ เป็นครัวเรือนสำคัญในบ้านหลังนั้น ครัวครัวแบบนี้ในหมู่บ้าน มี 7 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 14 ของหมู่บ้าน (หน้า 49) เคารพและเชื่อฟัง พ่อแม่ เช่น การเลือกคู่ ก็ต้องให้พ่อ แม่ เห็นดีด้วย บางคนจะเลือกแต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกให้ เพราะถือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณของพ่อแม่ของตนเอง (หน้า 53, 55) การดูแลพ่อ แม่ - สังคมกะเหรี่ยงลูกทุกคนมีหน้าที่ ดูแลเลี้ยงดูตอบแทนบุญคุณพ่อ แม่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของ ลูกสาว คนสุดท้อง เพราะจะต้องอยู่เลี้ยงดูพ่อแม่ ไปตลอดชีวิต ในสังคมจะถือเรื่องความกตัญญูต่อพ่อแม่ เป็นอย่างมาก หากลูกบ้านใดไม่ดูแลพ่อแม่ให้ดี หรือ ปล่อยปละละเลย ก็จะได้รับคำตำหนิติเตียนจากชาวบ้าน (หน้า 79)

Political Organization

การปกครองในหมู่บ้านจะปกครอง โดยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งในอดีตชาวบ้านจะดูแลกันเองและเลือกผู้อาวุโสในหมู่บ้านที่นับถือมาเป็นผู้นำ การแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านมีขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2510 ในหมู่บ้านแบ่งการดูแลเป็นคุ้มต่างๆ 9 คุ้ม และมีกรรมการหมู่บ้านช่วยกันดูแล และออกกฎข้อบังคับในหมู่บ้านหากมีผู้ทำผิด ก็จะปรับเงิน เช่น การทะเลาะวิวาท การลักทรัพย์ จะปรับ 500 บาท แต่ถ้าเป็นผู้นำปรับ 1,000 บาท เป็นต้น (หน้า 22, 23 )

Belief System

ชาวบ้านนับถือศาสนาพุทธ และ นับถือผี สำนักสงฆ์ธารน้ำผุดสร้างมาได้ 50 ปี ชาวบ้านจะมาร่วมทำบุญที่นี่เมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนา และ มีพระมา จำพรรษาในช่วงเวลาไม่นาน จนกระทั่งปี 2526 พระอาจารย์ประเวศ ฐานะปาโล อายุ 42 ปี ได้มาจำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาส กระทั่งถึงทุกวันนี้ แต่พระรูปนี้พูดกะเหรี่ยงไม่ได้ จึงทำให้มีคนมาทำบุญไม่ค่อยมากเท่าทำพิธีไหว้ผี พิธีกรรมไหว้ผีจะมีผู้ประกอบพิธีที่เรียกว่า จอเตอก้า ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ต้องเป็นคนใจดีชอบทำบุญ หน้าที่นี้ต้องทำไปจนตาย จึงจะเลือกคนใหม่มาแทน หน้าที่หลักคือเป็นผู้นำทำพิธีไหว้ผี เช่น พิธีขอฝนพิธีขอขมาผีถ้ามีเด็กป่วยครั้งละหลายคน เป็นต้น (หน้า 23, รูปสำนักสงฆ์ หน้า 24 รูปหน้า 26) ผีที่นับถือประกอบด้วย - ผีหมู่บ้าน เป็นผีที่ดูแลหมู่บ้าน ชาวบ้านจะทำบุญที่เจดีย์ในวันสงกรานต์หรือวันปีใหม่กะเหรี่ยงและทอผ้าจอเตอก้าผืนใหม่ จำนวน 7 ผืนแทนผืนเก่า - ผีบ้านหรือผีเรือน เป็นผีบรรพบุรุษที่มีหน้าที่ดูแลคุ้มครองคนในครอบครัวให้อยู่อย่างมีความสุข เจ้าของบ้านจะจัดพิธีเลี้ยงผีบ้านทุกปี แต่ทุกวันนี้ชาวบ้านจะหันมาไหว้พระหรือเรียกว่าไหว้พระเจ้าแทนไหว้ผี เพราะเลี้ยงผีสิ้นเปลืองและหากเลี้ยงไม่ดีก็จะทำให้คนในบ้านเดือดร้อน และทำให้มีลูกยากเพราะเลี้ยงอาหารไม่ถูกวิธีผีเรือนจึงไม่พอใจ ดังนั้น ชาวบ้านจึงทำพิธีตัดผีและมาไหว้พระเจ้าแทนไหว้ผีเรือน - ผีนา จะทำพิธีเลี้ยงผี 5 ครั้ง ได้แก่ตอนเริ่มปลูกข้าว เมื่อข้าวเขียว ข้าวออกรวง ตอนเกี่ยวข้าว และหลังจากโม่ข้าว ขั้นตอนทำพิธีชาวบ้านจะเอาไก่มาฆ่าที่นาแล้วจะย่างไฟแล้วก็จะเอาเนื้อและเครื่องใน น้ำและเหล้า ไปเลี้ยงผี สำหรับภาชนะที่ใส่อาหารเลี้ยงผีจะสานด้วยไม้ไผ่ เจ้าของไร่จะใส่อาหารลงไปไม่มาก ผู้ทำพิธีจะนำอาหารที่ไหว้ผีจำนวนไม่มากวางบนหัวเจ้าของนาแล้วผูกมือด้วยฝ้ายก็เสร็จสิ้นพิธี ผีนาจะมีหน้าที่ช่วยทำให้ข้าวเจริญงอกงาม และจะอยู่ประจำที่นา - ผีน้ำ เป็นผีที่อยู่ตามบึง ห้วย หนองน้ำหากผีน้ำไม่พอใจก็จะทำให้คนไม่สบาย เช่น ถ้ามีคนไปเยี่ยวหรือถ่าย กล่าวคำหยาบตรงบริเวณน้ำก็จะทำให้ผีน้ำไม่พอใจและชาวบ้านเชื่อว่าผีน้ำทำให้ป่วย ญาติก็จะทำเครื่องเซ่นไหว้ไปขอขมา จากนั้นก็จะกลับมาผูกข้อมือคนป่วยที่อยู่ที่บ้าน การทำพิธีไหว้จะมีสองแบบคือพิธีเล็กและพิธีใหญ่ พิธีเล็กวิธีปฏิบัติจะให้ผู้ป่วยนั่งที่บันไดบ้าน คนทำพิธีจะเอาชะลอมและกระบุงไปทำพิธีที่แหล่งน้ำแล้วนำมาแต่คนที่ป่วยและจะขอให้หายป่วย ผู้ป่วยก็จะถ่มน้ำลายใส่ชะลอม ต่อไปก็จะนำกระทงสี่เหลี่ยมและกิ่งไม้มาแตะตัวคนป่วย ใช้กิ่งไม้ปัดปัดตัวคนป่วย และให้คนป่วยถ่มน้ำลายลงกระทง จากนั้นก็จะกลับไปทำพิธีเลี้ยงผีที่ศาลที่ทำไว้บริเวณตาน้ำโดยคนที่ไปจะไปเป็นเลขคี่ ขั้นตอนทำพิธี จะแขวนชะลอมที่ศาล วางกระทงใส่แป้งเหล้าและแกลบไว้บนร้าน ส่วนกระทงใส่ข้าวสุก ข้าวเปลือก กล้วย ใบพลู ฝ้าย กระป๋องน้ำ เหล้าและแก้วจะนำมาวางไว้ข้างศาล ผู้ทำพิธีจะเชิญผีมากินอาหาร และจะฆ่าไก่ นำเนื้อสด ๆ และเนื้อที่ต้มไปวางบนศาล ผู้ทำพิธีก็จะสวดมนต์และดื่มเหล้าทุกคนจนหมดขวด ก่อนกลับจะเคาะไม้ไผ่ และนำกลับมาเคาะที่หัวบันไดบ้าน นำข้าวและขาไก่ต้มใส่จาน วางสายสิญจน์แล้วสวดมนต์และเรียกขวัญของคนป่วยมากินเครื่องไหว้ จากนั้นก็จะผูกแขวนคนป่วยด้วยด้าย ปกติแล้วชาวบ้านจะเลี้ยงผีน้ำเป็นประจำทุกปีก่อนวันขึ้นปีใหม่ที่บริเวณห้วยน้ำผุด,ผีถนน จะอยู่ที่บริเวณสามแยกพิธีไหว้จะทำก่อนถึงวันปีใหม่ (หน้า 28, 30, 31, 32, 33) - พิธีผูกข้อมือ - จะทำเมื่อไม่สบาย เป็นไข้หรือมีเคราะห์ การทำพิธีจะให้หมอผีหรือผู้เฒ่าผู้แก่เป็นคนกำหนดวันทำพิธี เครื่องเซ่นจะประกอบด้วย ไก่ตัวผู้และไก่ตัวเมียอย่างละตัว ดอกไม้ หมาก ปูนแดง ฝ้ายสีขาว เหล้าขาว และน้ำ หมอผีจะเตรียมข้าวและดอกไม้ใส่กระทงและเป่าคาถาก่อนที่จะนำไปวางนอกบ้านเพื่อเลี้ยงผี จากนั้นหมอผีจะนำด้ายขาวมาพาดที่ไหล่ขวาของผู้เข้าทำพิธีพาดไปถึงบันไดบ้าน แล้วอมเหล้าแล้วเป่าแล้วจะผูกด้วยด้ายสีดำที่ปลุกเสกคาถาจากหมอผี มามัดที่ข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้าง แล้วจะให้ญาติมาผูกข้อมือด้วยฝ้ายขาว เมื่อผูกมือแล้วจะจัดอาหารไว้เลี้ยงแขก ผู้เข้าทำพิธีจะดื่มเหล้าแก้วแรกและแก้วสุดท้ายจนหมดขวด ก็จบพิธี สำหรับด้ายสีดำจะผูกไว้จนกว่าจะขาดเอง ส่วนด้ายสีขาวจะผูก 3 วันจึงจะแกะออก ส่วนเด็กเกิดได้ 2-3 เดือน หมอผีจะทำพิธีเป่าคาถาป้องกันอันตรายต่างๆ โดยจะผูกด้ายสีดำ ที่คอ เอว ข้อมือ และ ข้อเท้า ทั้ง 2 ข้าง เมื่อทำพิธีเรียบร้อยแล้ว ญาติๆ ก็จะผูกข้อไม้ข้อมือให้เด็ก ด้วยด้ายสีขาว (หน้า 33, 77, 78 ดูรูป หน้า 34-35) ประเพณี - ในรอบหนึ่งปีจะเริ่มทำที่เดือนเมษายนและจบลงในเดือนมีนาคม - วันปีใหม่ - ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนเมษายน และ ตรงกับวันสงกรานต์ ก่อนถึงวันปีใหม่จะทำความสะอาดเครื่องใช้ ในบ้าน ซักผ้าซ่อมแซม บ้านเรือน ผู้หญิงจะมาช่วยกันทอผ้า ต้าดอกก้า จำนวน 7 ผืน ที่บ้านจอเตอก้า และ จะนำผ้าไปเปลี่ยนที่บริเวณรอบเจดีย์ที่อยู่สำนักสงฆ์ประจำหมู่บ้าน ในวันปีใหม่ ชาวบ้านจะทำอาหารไปให้ผู้อาวุโสในหมู่บ้าน และ ไปทำบุญที่สำนักสงฆ์ ในเวลากลางคืน จอเตอก้า และ ชาวบ้าน จะไปเปลี่ยน ผ้าต้าดอกก้าที่บริเวณเจดีย์ เพราะเชื่อว่า การทำบุญในวันพระจันทร์เต็มดวง จะเป็นศิริมงคลกับชีวิต ส่วนในเช้าวันที่ 2 ชาวบ้านจะนำน้ำส้มป่อย ไปรดน้ำดำหัวผู้อาวุโส และขอพรวันปีใหม่ ส่วนลูกหลานก็จะห้ามผู้อาวุโสไม่ให้ไปไหนเพราะลูกหลานจะมาขอพรทั้งวัน (หน้า 36, 37) - บุญต้นไทร เดือนพฤษภาคม จะทำพิธีที่ต้นไทรบริเวณสำนักสงฆ์โดยจะทำบุญตรงกับวันเกิดโดยจะนำธูป 3 ดอก และเทียนไขเท่ากับจำนวนเท่ากับอายุของผู้ทำบุญ โดยจะมัดเทียนกับไม้ 2 อัน แล้วปักที่พื้นดินแล้วปักเทียนรอบต้นไทรจึงจะจุดธูป เพื่อขอขมาเทพารักษ์ ถ้าไปทำไม่ดี เช่น ไปตัดต้นไม้หรือเยี่ยวรดต้นไม้โดยไม่เจตนา (หน้า 37) - วันลอยกระทงหรือพิธีบูชา น้ำ ลม ไฟ เดือนพฤศจิกายน ตรงกับวันลอยกระทง พิธีจะทำ 3 วัน คือวันขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ และ วันแรม 1 ค่ำ ในวันแรกจะทำพิธีที่บ้านจอเตอก้า วัน 15 ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่สองจะเป็นวันลอยกระทงและจอเตอก้า จะนำน้ำส้มป่อย ธูป เทียน ไปไหว้ขอขมาที่บริเวณน้ำผุด วันที่ 3 จอเตอก้า และ ชาวบ้าน จะไปไหว้เจดีย์เมื่อจบพิธีก็จะยกโคมไฟกลับมาบ้าน(หน้า 37, ดูรูปหน้า 38) - ประเพณีกินข้าวใหม่ พิธีนี้จะทำหลังเก็บข้าวเข้ายุ้งจนเสร็จ ชาวบ้าน ทุกหลังจะนำข้าวสารมาทำบุญที่บ้านจอเตอก้าและจะเชิญพระสงฆ์มาทำพิธี จอเตอก้ากับผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะผูกข้อไม้ข้อมือ และ ให้พรแก่ผู้มาร่วมงานให้อยู่อย่างมีความสุข สำหรับเครื่องเซ่นในพิธีได้แก่ ข้าว ไก่ เหล้า น้ำ ฝ้ายสีแดง น้ำเงิน ขาว (หน้า 39) - ประเพณีสะเดาะเคราะห์ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ชาวบ้านจะเตรียมข้าวเหนียว เตาไฟและอุปกรณ์มาทำพิธี ทำขนม "ยาฮุ" ทั้งเค็มและหวาน แบ่งกันทุกบ้านที่ลำห้วยซอโอถ้าได้กินขนมก็ถือว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ (หน้า39, 40) - ทำบุญระหว่างหมู่บ้าน ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนมีนาคม จอเตอก้าจะเป็นผู้บอกชาวบ้านว่าจะพาไปทำบุญที่หมู่บ้านไหน แต่ที่นิยมไปคือหมู่บ้านพระพุทธบาทห้วยต้ม และวัดพระพุทธบาทผาหนาม อ.ลี้ จ.ลำพูน ซึ่งเป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่ศรัทธาในศาสนาและรับประทานอาหารมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์ วันไปทำบุญชาวบ้านจะช่วยกันทำต้าดอกก้า 2 ผืน และช่วยกันบริจาคเงินเพื่อเหมารถไปทำบุญ (หน้า41 ดูรูปหน้า 42) - การแต่งงาน โดยมากจะแต่งในระหว่าง เดือนธันวาคม ถึง เดือนมีนาคม เพราะเป็นช่วงไม่ได้ทำงานในไร่ ถ้าไม่ใช่ช่วงนี้จะแต่งในเดือนคู่ และจะไม่แต่งตรงกับวันศุกร์กับวันจันทร์ เพราะถือว่าเป็นวันอัปมงคล โดยจะไม่จัดงานในวันที่เกิดเรื่องไม่เป็นมงคล เช่น มีคนตาย หรือมีเสือเข้ามาในหมู่บ้าน การกำหนดวันแต่งงาน ผู้อาวุโสในหมู่บ้านจะเป็นผู้กำหนด วันแต่งาน และวันต้มเหล้า แต่ทุกวันนี้เหลือเพียงวันแต่งงาน เพราะการต้มเหล้านั้นผิดกฎหมาย สำหรับขบวนเจ้าบ่าว จะเดินทางมาถึงบ้านเจ้าสาวในช่วงบ่าย เพราะถือว่ามาแต่เช้าไม่ดีเพราะเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ถ้าแต่งงานไปแล้วจะทำให้ทั้งสองฝ่ายอารมณ์ร้อนทะเลาะกัน แต่ถ้าเป็นช่วงบ่าย ดวงอาทิตย์กำลังจะเข้าช่วงเย็น ฝ่ายหญิงกับฝ่ายชายจะใจเย็นเวลาพูดจากัน (หน้า 55, 56, 57 ดูรูป พิธีแต่งงาน หน้า 60, 61, 62) การผิดผี คือการมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแต่งงาน หรือ การแตะต้องตัว หรือ ล่วงเกินหญิงสาว ก็จะถูกปรับเป็นเงินแล้วแต่ฝ่ายหญิงจะเรียก การผิดผีต้องทำพิธีขอขมาผีเรือน เพราะเชื่อว่าจะทำให้พบแต่ความเดือดร้อน อยู่อย่างไม่มีความสุข (หน้า 52, 53) งานศพ - จะให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะถือว่าคนเกิดและตายเพียงหนึ่งครั้ง ใครที่ไปช่วยงานศพบ่อย ๆ ก็เหมือนกับเป็นการสะสมบุญ การจัดงานศพจะจัดตามความสำคัญของคนที่ตาย หากเป็นเด็กอายุไม่ถึง 10 ขวบ ก็จะนำศพไปฝังที่ป่าช้า ทำพิธีอย่างเรียบง่าย ชาวบ้านบางคนถ้าลูกตายในบ้าน ก็จะนิมนต์พระมาสวด ที่บ้าน ถ้าคนที่ตายในวัยหนุ่มสาว ถ้าตายเพราะอุบัติเหตุ หากศพอยู่ในสภาพแหลกเหลวก็จะ นำศพไปฝัง จึงจะกลับมาทำพิธีศพที่บ้าน แต่ถ้าศพยังอยู่ในสภาพดีก็จะทำพิธีอาบน้ำศพให้ก่อน สำหรับคนอาวุโสถ้าตาย ชาวบ้านจะจัดงานอย่างสมเกียรติ และมีการแสดง กะเหรี่ยงกระทบไม้ในงาน การจัดงานจะจัดตามฐานะ ถ้ายากจน จะจัด 1-3 วัน ถ้าร่ำรวยอาจจะจัดงาน 5-7 วัน แต่โดยมากจะจัดงานเป็นจำนวนวัน เป็นเลขคี่ ในพิธีเวลาจะอาบน้ำศพจะเปลี่ยนชุดกะเหรี่ยงให้คนตายสวม แล้วนำไปเผา พร้อมกับของใช้ส่วนตัว แต่ทุกวันนี้บางบ้านก็ไม่ถือ หรือเหลือของใช้ของคนตาย เช่น เสื้อผ้า หรือของใช้อื่นๆ เอาไว้ใช้ก็มี ส่วนโลงศพนั้น จะใช้โรงศพแบบคนพื้นราบ เป็นโลงที่มีฝาปิด ต่างจากโลงสมัยก่อนที่ปล่อยโล่งไม่ปิดฝา ชาวบ้านจะตั้งศพไว้ให้ผู้มาร่วมงาน จุดธูป เทียน เคารพศพ 3 วัน จึงนำศพไปเผา (หน้า 80, 81, 82) ความเชื่อเรื่องอาหาร ห้ามกินกับข้าวที่ทำด้วยเนื้อ เป็ด หอย ชะนี และเต่ากับแขกที่มาเยี่ยมบ้าน เพราะจะทำให้ไม่ได้เจอหน้ากันอีก ห้ามไม่ให้ ลูกเขย กับพ่อตา กินเต่า ตัวเดียวกัน เพราะจะทำให้ไม่ถูกกัน (หน้า 46)

Education and Socialization

ชาวบ้านซอโอ อ่านเขียนหนังสือได้ร้อยละ 33.3 และมีคนอ่านเขียนหนังสือไม่ได้ร้อยละ 65 คนจำนวนร้อยละ 71.6 ไม่เคยเข้าโรงเรียน และมีคนร้อยละ 16.7 ที่จบ ชั้น ป.5 - ป.7 ในกลุ่มหัวหน้าครัวเรือนร้อยละ 88 ไม่เคยเรียนหนังสือ เพราะเมื่อ 30 ปีที่แล้วไม่มีโรงเรียน ซึ่งในตอนนั้น มี ครู ตชด.1-2 คน ที่มาสอนชาวบ้านแต่มีคนเรียนไม่เยอะ โรงเรียนอรุณเมธา โรงเรียนประจำหมู่บ้าน สร้างด้วยเงินบริจาคของ คุณหญิงอรุณเมธาบดี ที่มอบเงินก่อสร้าง ในปี พ.ศ. 2500 และมีครู ตชด.เป็นผู้สอน ครูใหญ่คนแรก คือ นายบุญเลิศ ครองแก้ว โรงเรียนแห่งนี้ โอนให้องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดตากในปี 2523 ในการสอนครั้งแรกมีนักเรียน 55 คน มีนักเรียนชาย 28 คน และนักเรียนหญิง 27 คน ทุกวันนี้สอนถึงชั้น ม.3 มีนักเรียนทั้งหมด 461 คน สำหรับเด็กก่อนวัยเรียนอายุ 3 - 5 ปี จะเข้าเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เปิดสอน เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2539 มีเด็กเรียน 30 คน มีครูพี่เลี้ยง 2 คน (หน้า 18,19, 20, 78, 86 ดูตารางหน้า 21) การสอนทอผ้า- เมื่อลูกเริ่มเป็นสาว หัดทอผ้าโดยเริ่มจาก ทอย่าม และชุดผู้หญิงที่ยังไม่แต่งาน ซึ่งเป็นการทอที่ง่าย จึงจะทอผ้าแบบอื่นที่จะต้องใช้เมื่อแต่งงาน ไม่ว่าจะเป็นชุดที่สวมใส่สำหรับคนที่แต่งานแล้ว ผ้าห่ม และเสื้อเจ้าบ่าว เป็นต้น (หน้า 79)

Health and Medicine

ยาที่ซื้อตามร้านค้าหมู่บ้าน ถ้าเป็นไข้ไม่สบาย ชาวบ้าน จะซื้อ ยาทัมใจ,ยาบวดหาย ที่ร้านค้าในหมู่บ้าน หรือ ร้านนอกหมู่บ้าน มากินรักษาโรค การรักษาที่โรงพยาบาล ถ้าป่วยหนักชาวบ้านจะไปรักษาที่โรงพยาบาลแม่สอด ซึ่งไกลจากหมู่บ้าน 33 กิโลเมตร แต่จะไม่ค่อยรักษาที่โรงพยาบาลพบพระที่อยู่ใกล้กว่า โดยห่างจากหมู่บ้านเพียง 15 กิโลเมตร เพราะชาวบ้านเห็นว่า เครื่องมือแพทย์มีไม่เพียงพอ และเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก โรคมาลาเรีย ในหมู่บ้านซอโอ มียุงก้นป่องจำนวนมาก ที่เป็นยุงที่เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้เป็นโรคมาลาเรีย หากป่วยเป็นมาลาเรีย ก็จะไปรักษาที่ หน่วยมาลาเรีย เขต 13 และสถานีอนามัยซอโอ ที่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ 5 คน ในหมู่บ้านมี อสม.หรืออาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐาน ทั้งหมด 14 คน (หน้า 22) การวางแผนครอบครัว - โดยมากจะเลือกวิธีฉีดยาคุมกำเนิด มากกว่าการกินยาคุมกำเนิด คนในหมู่บ้านจะไปฉีดยาคุมกำเนิดที่ สถานีอนามัยซอโอ แต่ส่วนใหญ่จะไปฉีดที่คลินิกใน อำเภอแม่สอด เพื่อเชื่อว่าฉีดที่อนามัยจะทำให้ ป่วยบ่อย อ่อนเพลีย ไม่สบาย การวางแผนครอบครัวแต่เดิม กะเหรี่ยงเชื่อว่าเป็นบาป เพราะขัดขวางไม่ให้เด็กมาเกิด แต่ต่อมาได้มาเปลี่ยนความคิดเมื่อประมาณ 10 ปี ที่ผ่านมานี้ เพราะสภาพความยากจนและฐานะทางเศรษฐกิจ ส่วนการทำแท้งนั้น กะเหรี่ยงถือว่า ถ้าทำจะบาปมาก หญิงใดทำแท้ง ต้องไปใช้กรรมเมื่อตายไป (หน้า 73) การทำนายเพศลูกที่เกิด - กะเหรี่ยงจะนำความฝันมาตีความหมายว่า จะได้ ลูกสาว หรือ ลูกชาย - หากฝันถึงแตงลูกเล็ก ๆ เรียกว่า แตง ผู้หญิง " ดี-มึ " ก็จะได้ลูกสาว และถ้าฝันถึงแตงผู้ชาย คือ "ดี - ควา" ก็จะได้ลูกชาย - เดาจากสีหน้าท่าทางของหญิงตั้งครรภ์ ถ้าใบหน้าแจ่มใสแต่งตัวสวย จะได้ลูกสาว แต่ถ้าหน้าหมองคล้ำนุ่งเสื้อผ้าธรรมดาไม่สวย ก็จะได้ลูกชาย - แต่ถ้าคลอดลูกคนแรกแล้ว อยากรู้ว่าลูกคนที่สองจะเป็นเพศไหน ก็ให้ดูมือลูก ถ้าลูกนอนหลับกำนิ้วหัวแม่มือไว้ใต้นิ้วอื่น ก็จะได้ลูกสาว แต่ถ้ากำนิ้วอื่นๆ ไว้แล้วโชว์หัวแม่มือ ก็จะได้ลูกชาย (หน้า 73, 74) หญิงตั้งครรภ์ - การดูแลหญิงมีครรภ์ - จะผูกข้อมือหรือสวมเครื่องราง เพื่อขอพรให้คุ้มครอง เพราะกะเหรี่ยงเชื่อว่า ขณะมีครรภ์จะอ่อนแอ สิ่งชั่วร้ายอาจจะมาทำอันตราย ทำให้ไม่สบาย หรือ ทำให้ขวัญอ่อน (หน้า 74) - หลักปฏิบัติเมื่อตั้งครรภ์ - ควรดื่มน้ำมะพร้าว ตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ และควรดื่มไปเรื่อยๆ และดื่มเยอะๆ จนกว่าจะคลอดลูก เพราะเชื่อว่าน้ำมะพร้าว จะไปหล่อเลี้ยงลูกในท้อง และจะช่วยให้คลอดง่าย ควรกินรกสัตว์ เช่น รกวัว รกควาย รกช้าง เพราะจะทำให้คลอดลูกง่าย (หน้า 74) - ข้อห้ามเมื่อตั้งครรภ์ - ห้ามตอก เย็บ หรือปิดสิ่งต่าง ๆ เพราะจะทำให้ คลอดลูกยาก เช่น ตีตะปู เย็บปากหมอน ไม่ให้นั่งหรือยืนที่บันได ไม่ให้ดูจันทรุปราคา หรือ สุริยุปราคา เป็นต้น - ห้ามสามีหรือภรรยา ตัดต้นไทรเพราะเชื่อว่ามีเทพารักษ์ อยู่ในนั้น ถ้าตัดลูกที่เกิดมาจะพิการ แขนขาไม่ครบ และห้ามไปงานศพ เพราะคนตายจะเอาเด็กไปอยู่ด้วย ถ้าได้ยินเรื่องไม่ดีของหญิงมีครรภ์คนอื่น เช่น คลอดลูกตาย หรือคลอดลูกยาก ถ้าตอนนั้นทำงานอยู่ต้องหยุดทำงานแล้วให้คนอื่นไปทำแทน (หน้า 75) - การอยู่ไฟ - หญิงที่เพิ่งคลอดลูก ต้องอยู่ไฟอย่างต่ำ 1 สัปดาห์ ยิ่งอยู่นานยิ่งดี เพราะจะช่วยให้มดลูกอยู่ตัวเร็ว และสุขภาพดี ที่อยู่ไฟต้องลมไม่โกรกเพราะจะทำให้ไม่สบาย เวลาอยู่ไฟจะให้ดื่มน้ำต้มข่า เพื่อขับเลือดที่ค้างในมดลูก ขณะอยู่ไฟจะนำผ้าห่อขี้เถ้า หรือก้อนหิน นวดให้เลือดไหลเวียน และขับเลือดเสีย โดยจะนำห่อผ้าประคบที่บริเวณมดลูก ระหว่างนี้ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันเยอะหรือ กับข้าวที่ทอด ควรกินกับข้าวที่ต้ม และให้กินกับข้าวหลัก ๆ โดยมีข้าว กับเกลือ เตาไฟจะทำขึ้นใหม่ โดยจะนำก้อนหิน 3 ก้อน มาวางใช้เฉพาะอยู่ไฟ ฟืนที่ใช้จะต้องมีควันน้อย เผาเป็นถ่านมีขี้เถ้าน้อย ส่วนใหญ่จะชอบใช้ ไม้มะขาม หรือใช้ไม้ที่กะเหรี่ยงเรียกว่า "โก๊ะ วา ละ" ไม้นี้นอกจากจะทำฟืนแล้ว ยังนำมาต้มให้หญิงมีครรภ์ ดื่มเป็นยาสมุนไพรได้อีกด้วย (หน้า 75, 76)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

เจดีย์ รูปร่างทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐ านล่างกว้างยาว 2 คูณ 2 เมตร ยอดเจดีย์เป็นรูปทรงกลมปลายเรียว รอบ ๆ เจดีย์ จะแขวนต้าดอกก้า ที่ทอจากผ้า และมีไม้ไผ่แผ่นบาง ๆ เชื่อมเป็นทอด ๆ ยาว 5 เมตร ชาวบ้านจะเปลี่ยนผ้าผืนใหม่ทุกวันปีใหม่ของทุกปีเป็นประจำ (หน้า 25 ดูรูปหน้า 27, 28) เสื้อผ้า - เด็กจะสวมเสื้อคลุมยาว "เช ทอ" หมายถึง "ชุดยาว" เด็กชายจะใส่สีแดง เด็กหญิงจะใส่สีขาว หนุ่มสาว ผู้ชายจะสวมเสื้อ "เช โปล้" สีแดงยาวถึงเอว สวมโสร่งสีแดง แต่ ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ จะแต่งตัวตามสมัยนิยม หญิงสาวจะสวมเสื้อคลุมยาว "เชวา" หมายถึง "ชุดขาว" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่า เป็นสาวพรหมจรรย์ ยังไม่แต่งงานมีคู่ครอง คนมีครอบครัว ชายจะสวมเสื้อสีแดง เรียกว่า "เช โปล้" สวมโสร่งสีแดงหรือ "แท ปกา กะญอ" ผู้หญิงจะสวมเสื้อยาวถึงเอว ที่เรียกว่า "เชซู" หมายถึง "เสื้อดำ" นุ่งผ้าถุง (นิ) ชุดแบบนี้หญิงสาวไม่ควรใส่ เพราะถ้าใส่ชาวบ้าน ถือว่าอาจจะไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว สำหรับความเชื่อของกะเหรี่ยง จะห้ามไม่ให้ ผู้เป็นภรรยา ซักเสื้อผ้ารวมกับสามี และห้ามนำเสื้อภรรยาทับเสื้อคู่ครองของตน เพราะถือว่าไม่ให้ความเคารพคู่สมรส และเป็นสิ่งที่ไม่ควรประพฤติ (หน้า 43 รูปหน้า 44, 45, 59, 70) ทรงผม - เมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ พ่อ แม่ จะให้ลูกไว้ทรงผม "ปะ นะ ลี แป" โดยจะโกนผม และเหลือผมไว้เฉพาะด้านหน้า เพราะเชื่อว่าหัวของเด็กยังอ่อน จึงต้องให้มีผมปิด (หน้า 78) เพลง - เพลงกะเหรี่ยงมีหลายประเภท เช่น เพลงกล่อมเด็ก - เพลงของคนหนุ่มสาว หรือ "หม่าทา" เป็นเพลงเกี่ยวกับความรัก ใช้ร้องจีบกันเวลาทำงานในไร่ เพลงที่ร้องในงานมงคล ได้แก่ วันปีใหม่ งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน เพลงที่ใช้ร้องสั่งสอนหนุ่มสาว หรือ "ทา ซะ ปก่า" เพื่อให้รู้จักใช้ชีวิตขยันทำงานและมีอะไรก็ให้ปรึกษาพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่นับถือ - เพลงงานศพ หรือ "ทาปลือ" ร้องเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้ตาย ในอดีตในงานศพกลุ่มคนหนุ่มสาวจะมาร้องเพลงโต้ตอบกัน แต่ทุกวันนี้มีโอกาสเจอกันในงานอื่นมากขึ้น จึงร้องเพลงในงานศพไม่ค่อยได้ - เพลงกะเหรี่ยงเวลาร้อง จะเล่นกับ ตะนา หรือ พิณกะเหรี่ยง ซึ่งมี 6 สาย บางครั้ง อาจมี 12 สาย (หน้า 46, 47, 52, 53, 82 ดูรูป หน้า 84) กะเหรี่ยงกระทบไม้ - ผู้เล่นจะเป็นหนุ่มสาว ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป การเล่นจะเล่นในงานที่มีคนอาวุโสที่คนนับถือในหมู่บ้านเสียชีวิต การเล่นจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะจับไม้กระทบใส่กัน อีกกลุ่มจะกระโดดข้าม ไม้ไผ่ การเล่นมีทั้งการกระโดดด้วยเท้า และใช้หัวโผล่ ขึ้น ลง ระหว่างไม้ไผ่ ที่อีกกลุ่มจับกระทบเข้าออกหากัน (หน้า 81 ดูรูป หน้า 83) เตาไฟ จะอยู่กลางบ้านและจะมีชั้นวางของ 2-3 ชั้นเอาไว้วางของ ชั้นล่างจะเป็นที่เก็บ เครื่องปรุงขับข้าว เช่น พริก กระเทียม หัวหอม ส่วนชั้นบนจะวางเครื่องทำครัว เช่น หม้อ กระทะ จาน ชาม (หน้า 63)

Folklore

ชื่อหมู่บ้าน ซอโอ เพี้ยนเสียง มาจากคำว่า หมู่บ้านบ๊ะ โซะ โอ๊ะ โอ หมายถึง หมู่บ้านเสือร้อง เพราะว่า สภาพแวดล้อมของหมู่บ้าน ในตอนมาตั้งตอนแรก ต้นไม้มีมาก ป่าอุดมสมบูรณ์ดี มีสัตว์ป่าเยอะ ชาวบ้านมักแว่วได้ยิน เสียงเสือคำราม กันบ่อยครั้ง (หน้า 5, 8) คำอุทาน คำด่า - เวลาตกใจ หรือโกรธ ต้องการจะด่าคนอื่นให้เจ็บใจ กะเหรี่ยงจะอุทาน หรือด่าว่า "ซี้ ทอ เดอ" หมายถึง "ตายทั้งกลม" (หน้า 76) เรื่องเจาะหุ - เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว เด็กกะเหรี่ยงจะเจาะหูทั้ง หญิงและชาย เมื่อสายสะดือ ของเด็กขาด เพราะเชื่อถ้าไม่เจาะ หากตายแล้ว ยมบาลจะนำหนอน มากัดหูจนเป็นรู หรือถ้าไม่เจาะหู ผีจะมาเอาไปด้วยกัน และมีความเชื่อว่าเกิดเป็นคนก็น่าจะเจาะหู แต่ทุกวันนี้ความเชื่อนี้ได้ลดลงแล้ว คงเหลือแต่เจาะหูให้เด็กผู้หญิงเท่านั้น (หน้า 77)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ความสัมพันธ์ระหว่าง กะเหรี่ยงกับคนไทย ชาวบ้านซอโอมาร่วมกิจกรรมทางศาสนา ที่วัดน้อยกว่าการทำพิธีไหว้ผีเพราะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง ส่วนหนึ่งมาจากที่เจ้าอาวาสพูดภาษากะเหรี่ยงไม่เป็น จึงทำให้กะเหรี่ยง มาทำบุญกันน้อย ( หน้า 23, 24) กะเหรี่ยงมีทัศนคติที่ไม่ดีกับคนไทยพื้นราบ เช่น กรณีการเลือกคู่ครอง คนที่มีลูกสาวมักไม่อยากให้ลูกแต่งงานกับคนไทยพื้นราบ เพราะคิดว่า คนไทยพื้นราบ เจ้าชู้ ไม่ซื่อสัตย์กับคู่สมรส หลายใจ มีเมียเยอะ ถ้าแต่งงานด้วยก็ต้องมีเรื่องเสียใจในวันข้างหน้า ดังนั้น หากหญิงสาว หรือ หนุ่มกะเหรี่ยง รักชอบพอกับคนไทย หรือ เผ่าอื่น หากพ่อแม่กีดกัน หรือ ไม่เห็นด้วย พวกเขาจะแก้ปัญหาโดยการพากันหนี แล้วกลับมาขอขมา พ่อแม่ ฝ่ายหญิงในภายหลังจึงจะอยู่ด้วยกันต่อไป (หน้า 53, 54, 86)

Social Cultural and Identity Change

ในอดีตชาวบ้านจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนช่วยเหลือกันในการทำงานในแต่ละครัวเรือน ตอนเช้าจะมีคนเป่าเขาควายประจำหมู่บ้านเพื่อเป็นสัญญาณให้คนไปทำนา เมื่อตื่นชาวบ้านก็จะเดินไปทำนาด้วยกันแต่ทุกวันนี้ไม่มีคนเป่าเขาควายให้สัญญาณช่วยเหลือแรงานเช่นในอดีต ทุกวันนี้การทำงานในไร่จะจ้างแรงงาน แต่การช่วยเหลือแรงงานยังเหลืออยู่ เช่น การโยนข้าวโพดเข้าเครื่องโม่ เจ้าของบ้านไม่ได้จ้างแรงงานแต่จะทำกับข้าวเลี้ยงดูเพื่อนบ้านที่มาช่วยงานเป็นการตอบแทน การทำงานเกษตรกรรมไม่ใช้แรงงานของวัวควายเช่นเดิมแต่หันมาใช้รถไถนา และ ต้องเสียเงินค่าจ้างเครื่องโม่ข้าว (หน้า 14, 15, 66) ชาวบ้านหันมาไหว้พระเจ้าหรือไหว้พระแทนไหว้ผีเรือน เพราะการไหว้ผีเรือนทำให้สิ้นเปลืองและถ้าเลี้ยงไม่ดีผีเรือนก็จะโกรธและทำให้คนในบ้านเดือดร้อน ดังนั้น ชาวบ้านซอโอจึงไม่นิยมไหว้ผีเรือน การไหว้พระเจ้าจะเชิญหมอผีมาทำพิธีตัดผีที่บ้านแล้วหันมาไหว้พระเจ้าแทนไหว้ผี (หน้า 28) การแต่งกาย - ชายหนุ่มกะเหรี่ยงชอบแต่งตัวเหมือนคนพื้นราบไม่ชอบสวมเสื้อผ้ากะเหรี่ยง ส่วนหญิงสาวก็จะนุ่งเสื้อยืด กางเกงยีนส์ เสื้อผ้าประจำเผ่า จะเก็บไว้เมื่อมีงานทำบุญ การเปลี่ยนแปลงเรื่องการแต่งตัวจึงไม่เปลี่ยนแปลงมากเท่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงกะเหรี่ยงยังชอบสวมชุดประจำเผ่ากันอยู่ (หน้า 43)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

แผนที่ - อ.พบพระ จ.ตาก (หน้า 6) แผนที่ จ.ตาก (หน้า 7) หมู่บ้านซอโอ (หน้า 11) ตาราง - อัตราส่วนหัวหน้าและสมาชิกในครัวเรือนแยกตามอายุ (หน้า 13) แยกตามอาชีพหลักและตำแหน่งอาชีพ (หน้า 16) แยกตามรายได้ต่อครัวเรือน (หน้า 17) แยกตามวงเงินกู้ และ แหล่งเงินกู้ (หน้า 18) แยกตามระดับการศึกษา (หน้า 20) แยกตามความสามารถในการอ่านเขียน (หน้า 21) แยกตามขนาดครัวเรือน (หน้า 48) บทบาทคู่สมรสก่อนแยกเรือน (หน้า 68) การตัดสินใจในกิจกรรมต่างๆ ของครอบครัวคู่สมรสก่อนแยกเรือน (หน้า 69) หลังแยกเรือน (หน้า 72) บทบาทคู่สมรสหลังแยกเรือน (หน้า 71) แนวคำถามบทบาทของคู่สมรส (ภาคผนวก หน้า 88, 89) รูปภาพ-ห้วยซอโอ (หน้า 9) ลักษณะบ้านเรือนในอดีต, ปัจจุบัน (หน้า 12) โรงเรียนอรุณเมธา (หน้า 19) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กซอโอ (หน้า 20) สำนักสงฆ์ธารน้ำผุด, ชาวบ้านมาทำบุญ (หน้า 24) นายพะละเออ พินิจลิขิต จอเตอก้าคนปัจจุบัน,ชาวบ้านทำบุญหมู่บ้าน (หน้า 26) เจดีย์,เสาไม้ไผ่ แขวนต้าดอกก้า (หน้า 27) หมอผีทำพิธีตัดผี, คู่สมรสที่ยังไม่มีลูกทำพิธีตัดผี และ ไหว้พระเจ้า (หน้า 29) พิธีเลี้ยงผีข้าวเขียว (หน้า 30) ผู้อาวุโสมัดมืออวยพรเจ้าของนา (หน้า 31) บริเวณน้ำผุด (หน้า 32) กระทงเลี้ยงผี, เครื่องเซ่นไหว้ผูกข้อมือ (หน้า 34) หมอผีกำลังทำพิธีปัดรังควาน, ผูกข้อเท้า (หน้า 35) พิธีบูชาน้ำลมไฟ, เกมส์โยนห่วงไม้ไผ่ (หน้า 38) ขนม "ยาฮุ" (หน้า 40) เด็กๆ แบ่งขนม (หน้า41) นำต้าดอกก้าแขวนข้างโบสถ์, รอยพระบาท วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน (หน้า 42) เสื้อเด็กผู้ชาย (เช-โปล์) (หน้า 44) เสื้อเด็กผู้หญิง และสาวโสด (หน้า 44) เสื้อชายหญิงที่แต่งงานแล้ว, หญิงสาวแต่งชุดประจำเผ่าและชายหนุ่มชุดสมัยใหม่ (หน้า 45) ขบวนเจ้าบ่าวนั่งร้องเพลงที่ศาลา, พิธีแต่งงาน (หน้า 60, 62) การผูกข้อมือคู่บ่าวสาวและคู่บ่าวสาวที่หนีไปก่อนแต่งงาน (หน้า 61) บ้านกะเหรี่ยงแบบดั้งเดิม, การตำข้าวด้วยครกกะเดื่อง (หน้า 64) ทรงผม "ปะ นะ ลี แป" (หน้า 78) หญิงสาวทอผ้า (หน้า 80) กะเหรี่ยงกระทบไม้แบบกระโดด, ใช้ศีรษะโผล่ขึ้นลง (หน้า 83) การร้องเพลง,การทำขนมในงานศพ (หน้า 84) บ้านจำลองสร้างไว้ให้วิญญาณ (หน้า 85)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 05 ก.ย. 2555
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), ครอบครัว, การแต่งงาน, ชีวิตหลังการสมรส, ตาก, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง