ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ม้ง,เศรษฐกิจ,สังคม,ความเชื่อ,เวียงจันทน์,ประเทศลาว
Author Ovesen, Jan
Title A Minority Enters The Nation State : A Case Study of a Hmong Community in Vientiane Province, Laos
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 95 Year 1995
Source Cultural Anthropology No. 14 , Department of Cultrual Anthropology, Uppsala University, Stockholm.
Abstract

ม้งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในมณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ม้งหลายกลุ่มได้อพยพลงใต้ ด้วยปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ปัจจุบันม้งกลายเป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่บนพื้นที่สูง ทางภาคเหนือของไทย ภาคเหนือของลาว และภาคเหนือของเวียดนาม งานวิจัยชิ้นนี้ได้เสนอข้อมูลชาติพันธุ์วรรณาของกลุ่มม้ง 2 หมู่บ้าน คือ Ban Vanghau และ Ban Phoukhaokhouay ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ราบสูง "Phoukhaokhouay" ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบสูงนี้อพยพมาจากพื้นที่อำเภอต่างๆ ในจังหวัดเวียงจันทร์ โดยม้งเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 เป็นต้นมา และได้เปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตจากการทำไร่หมุนเวียนมาเป็นการทำนาดำเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อระบบเศษรษฐกิจ และสังคมของชุมชน โดยปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรัฐควรรับรู้เพื่อวางแผนการพัฒนาเนื่องจากจะมีการจัดสร้างโครงการเขื่อนและโรงไฟฟ้า ผู้เขียนได้แสดงแนวความคิดเห็นของต่อรัฐบาลในการเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่อาจจะเกิดต่อชุมชน รวมถึงวางแผนการพัฒนาต่อไปในอนาคต

Focus

เน้นการศึกษาชุมชนม้งในเวียงจันทน์ ประเทศลาว ในเชิงสังคมและเศรษฐกิจเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพิจารณาผลกระทบของโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าที่จะมีผลต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนม้งในบริเวณ Nam Muang

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ม้ง หมู่บ้าน Ban Vanghua และ Ban Phoukhaokhouay อำเภอ Thoulakhom จังหวัดเวียงจันทน์ ประเทศลาว (หน้า 7)

Language and Linguistic Affiliations

ม้งพูดภาษาในกลุ่ม Miao-Yao ซึ่งป็นภาษาในกลุ่มตระกูล Sino - Tibetan มีลักษณะทางภาษาศาสตร์ แตกต่างไปจากภาษาของ ไท/ลาว, ชาวเวียดนาม, กลุ่มมอญ-เขมร ดั้งเดิม ของลาว และ กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ (พูดภาษาในกลุ่ม ทิเบต-พม่า) ซึ่งอาศัยอยู่บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือของลาว และภาคเหนือของประเทศไทย (หน้า 9)

Study Period (Data Collection)

ค.ศ. 1995

History of the Group and Community

จากหลักฐานบันทึกไว้โดยชาวจีนเมื่อประมาณ 2500 ปีก่อนคริสตกาลว่า กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง เป็นกลุ่มคนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บนภูเขาทางตอนใต้ของจีน ม้งเริ่มอพยพยออกจากถิ่นอาศัยดั้งเดิมในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองกับกลุ่มชาวฮั่นซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจีน ในช่วงเวลาไม่ถึง 50 ปีที่ผ่านมาม้งได้อพยพกระจายตัวตามพื้นที่ภูเขาในดินแดนทางภาคเหนือของเวียดนาม ภาคเหนือของลาว และภาคเหนือของประเทศไทย (หน้า 9) ม้งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1. Green Hmong (Hmong Njua, Hmong Ntsaub) ต่อมาเรียก Blue Hmong หรือ Blue Meo ในงานเขียนภาษาอังกฤษ 2. White Hmong (Hmong Doh, Hmoob Dawb) คำเรียกชื่อเหล่านี้มาจากสีเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมที่ผู้หญิงสวมใส่ สำเนียงการพูดของทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยแต่ม้งทั้งสองกลุ่มก็สามารถเข้าใจกันได้ง่าย แต่กลุ่ม ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่ทางสังคมมากนัก สิ่งที่สำคัญกว่าคือโคตรตระกูล โดยม้งในลาว และประเทศไทย แบ่งออกได้เป็น 18 โคตรตระกูล (หน้า 9-10)

Settlement Pattern

ที่ Ban Phoukhaokhouay ประชากรส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวในพื้นที่ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ส่วนใหญ่อพยพเข้ามาอยู่ใหม่ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1991 เป็นต้นมา และในช่วงระยะเวลาที่ผู้วิจัยทำการศึกษามีการสร้างบ้านใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายหลัง (หน้า 7-8) Ban Vanghua เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่ 1 มีจำนวนประชากร 40 ครัวเรือน บางส่วนตั้งถิ่นฐานห่างจากบ้าน Ban Phoukhaokhouay ประมาณ 3 กิโลเมตร แต่ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ"Gnang" ส่วนที่ 2 มีประชากร 120 ครัวเรือน โดยตั้งอยู่สุดถนนห่างจากส่วนที่ 1 ประมาณ 1.5 กิโลเมตร (หน้า 7-8) โครงสร้างบ้านของม้ง (tsev) เป็นรูปสี่เหลี่ยมประมาณ 6x10 เมตร ขนาดของบ้านขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกภายในครัวเรือน บ้านจะสร้างติดพื้นและมีเสาต่อขึ้นไปรับหลังคา ผนังบ้านทำด้วยไม้ฟาก หรือไม้สัก หลังคามุงด้วยไม้ไผ่ แผ่นไม้ หรือ ใบไม้ ประตูหลักของบ้านจะอยู่ที่ผนังบ้านที่ยาวที่สุด และมีประตูด้านข้าง ภายในบ้านด้านผนังตรงข้ามประตูหลังจะเป็นที่วางแท่นบูชาสำหรับผีบรรพบุรุษ การสร้างบ้านใช้แรงงานชาย 3-4 คน ใช้เวลาประมาณ 12-14 วัน และเมื่อมีการอพยพจะขนย้ายชิ้นส่วนของบ้านไปด้วยโดยจะขนไปมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับระยะทางที่ต้องอพยพ (หน้า 40-42) นอกจากบ้านแบบดั้งเดิมของม้ง ยังมีบ้านแบบคนไทย ซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน Ban Vanghua ส่วนที่ 2 เป็นบ้านของครูใหญ่ในโรงเรียน และบ้านของมิชชันนารีชาวคริสต์ (หน้า 42)

Demography

ประชากรม้งมากที่สุดอยู่ในทางตอนใต้ของประเทศจีน ประมาณ 3 ล้านคน ทางเหนือของเวียดนามมีประชากรม้งประมาณ 350,000 คน ทางภาคเหนือของประเทศไทยมีประชากรม้งประมาณ 100,000 คน สำหรับในประเทศลาวมีจำนวนประชากร ม้ง ประมาณ 230,000 คน คิดเป็น 5% ของประชากรทั้งหมดของลาว (หน้า 9) หมู่บ้าน Ban Phoukhaokhouay และ Ban Vanghua เป็นหมู่บ้านม้งมีประชากรทั้งหมด 1,543 คน โดย Ban Phoukhaokhouay มีจำนวน 52 ครัวเรือน มีจำนวนประชากร 363 คน และ Ban Vanghua มีจำนวน 162 ครัวเรือน มีจำนวนประชากร 1,180 คน ประกอบด้วย 8 โคตรตระกูล คือ Yang, Moua, Lee, Vue, Lor, Shong, Her Vang และ ลาวลุ่ม 1 ครัวเรือน ซึ่งเกิดจากผู้ชายลาวลุ่มแต่งงานกับผู้หญิงม้ง ประกอบด้วยกลุ่มคนอายุ 0-14 ปี 55.6% 15-44ปี 33% 45-59 ปี 7.7% และ 60 ปีขึ้นไป 3.8% จำนวนประชากรระหว่างเพศชายและหญิงอยู่ในระดับใกล้เคียงกันไม่แตกต่างมากนัก (หน้า 7, 33-34) การอพยพของม้งเข้ามาในพื้นที่ราบสูง Phoukhaokhouay เริ่มต้นในช่วงปี ค.ศ. 1950 หรือก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ในช่วงสงครามได้มีการอพยพออกในพื้นที่บางส่วน แต่ใน ปี ค.ศ. 1970 ม้งได้อพยพกลับเข้ามาอีกครั้ง (หน้า 35) ในหมู่บ้าน Ban Vanghua มีกลุ่มคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่เดิมก่อนปี ค.ศ. 1985 ประมาณ 88 ครัวเรือน ส่วนใหญ่อพยพมาจาก อำเภอ Muang Pheung และ อำเภอ Muang Phonhong ในจังหวัดเวียงจันทร์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของที่ราบสูง Phoukhaokhouay และมีบางส่วนที่อพยพมาจากเมืองเชียงของ และเมือง Bolikhamxai สำหรับกลุ่มที่อพยพเข้ามาภายหลังปี 1985 ส่วนใหญ่มาจากอำเภอ Muang Hom ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของที่ราบสูง Phoukhaokhouay (หน้า 35) สำหรับในหมู่บ้าน Phoukhaokhouay ส่วนใหญ่ (38 ครัวเรือน) อพยพมาจาก อำเภอ Muang Hom ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของที่ราบสูง Phoukhaokhouay (หน้า 35-36) การอพยพข้ามอำเภอเป็นเรื่องปกติถ้าครัวเรือนต้องการย้ายจะต้องแจ้งให้กับหัวหน้าหมู่บ้านทราบและขอใบแจ้งย้ายและเมื่อไปถึงหมู่บ้านใหม่จะต้องรายงานตัวกับหัวหน้าหมู่บ้านใหม่เช่นกัน ขั้นตอนการย้ายค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลาหลายเดือน แต่สำหรับม้งพวกเขายังคงอพยพโยกย้ายในรูปแบบดั้งเดิมที่เคยปฎิบัติกัน โดยอพยพไปที่ใหม่ที่มีเครือญาติคอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลือและจะรายงานตัวกับหัวหน้าหมู่บ้านเมื่อไปถึงแล้ว ทางอำเภอไม่สามารถควบคุมการอพยพของม้งได้มากนัก (หน้า 37-38)

Economy

ม้งในพื้นที่สูง Phoukhaokhouay ดำรงชีวิตด้วยการปลูกข้าวเป็นหลักซึ่งแตกต่างจากม้งในพื้นที่อื่นที่จะปลูกฝิ่นเป็นหลัก ข้าวที่ใช้ปลูกเป็นข้าวเหนียวพันธุ์ต่างๆ หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็จะปล่อยพื้นที่ไว้ หรือปลูกพืชอื่นๆ เช่น ข้าวโพด หรือมันสับปะหลัง ข้าวโพดจะปลูกในพื้นที่ประมาณ 1 ปี สำหรับมันสำปะหลังใช้เวลานานกว่าประมาณ 5 ปี (การปลูกผัก ส่วนใหญ่พืชที่ปลูกจะเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยเริ่มปลูกได้ไม่นานมานี้ เช่น มะละกอ กล้วย กะหล่ำปลี ผักใบเขียว และสับปะรด เป็นต้น - หน้า 63) การใช้พื้นที่สำหรับการเพาะปลูกจะมีการเตรียมพื้นที่ โดยส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่เคยมีการเพาะปลูกแล้วและปล่อยทิ้งไว้มากกว่าการถางป่าใหม่เนื่องจากไม่มีพื้นที่ป่าเหลืออยู่มากนักและการถางป่าจะใช้เวลาในการเตรียมพื้นที่นานกว่า พื้นที่ที่เคยเพาะปลูกเหล่านี้หลังจากปล่อยทิ้งไว้จะมีหญ้า (Imperata Cylindrica) ขึ้นปกคลุมอยู่ซึ่งจะช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยจะปล่อยพื้นที่ไว้ประมาณ 3-6 ปี ในช่วงเวลานี้จะมีการเผาพื้นที่ 2-3 ครั้งแต่ไม่ใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกเพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ การปรับพื้นที่จะทำในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่ถ้าเป็นการถางป่าจะเริ่มก่อนในช่วงเดือนมกราคม งานการถางป่านี้เป็นหน้าที่ที่ของผู้ชายโดยเฉพาะ หลังจากตัดต้นไม้แล้วจะปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2-3 อาทิตย์และทำการเผา และหว่านเมล็ดพืชเพาะปลูกต่อไป ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนจะกำจัดวัชพืช และเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคมเป็นต้นไป เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จจะขนย้ายผลผลิตมายังหมู่บ้าน การขนย้ายบางครั้งใช้เวลานานเนื่องจากไร่และบ้านอยู่ห่างกันและมีการใช้ม้าเพื่อช่วยในการบรรทุกแต่โดยส่วนใหญ่ยังใช้แรงงานคน (หน้า 52-53) การทำนาดำ : ม้งในพื้นที่ราบสูง Phoukhaokhouay เริ่มทำนาดำตั้งแต่กลางปี ค.ศ.1980 ปัจจุบันการทำนาดำเป็นอาชีพหลัก โดยการเพาะปลูกจะเริ่มต้นในช่วงเดือนพฤษภาคม เมื่อฝนตกจนดินชุ่มจะทำการไถ คราดโดยใช้วัวและควาย และนำต้นกล้า อายุ 1 เดือนมาดำ จะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน (หน้า 54) ม้งในสองหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนมาทำนาดำ เนื่องจากขาดแคลนพื้นที่ในการทำไร่หมุนเวียน ลักษณะนี้แตกต่างไปจากการรับรู้ของคนทั่วไปที่มักจะมีความคิดว่าม้งมีรูปแบบวิถีชีวิตโดยการทำไร่หมุนเวียนและอพยพไปตามพื้นที่สูง แต่ไม่ได้เป็นไปในรูปแบบนี้อีกต่อไป เนื่องจากม้งรับรู้ว่าการทำไร่หมุนเวียนใช้แรงงานมากกว่าและใช้เวลานานกว่าการทำนาดำ และการทำไร่หมุนเวียนให้ผลดีเฉพาะในช่วงปีแรกของการเพาะปลูก การอพยพโยกย้ายไม่ได้มีปัจจัยมาจากการเพาะปลูกแต่เป็นเหตุผลทางการจัดการสังคมและวัฒนธรรมแบบม้ง แต่ถ้าหากให้ม้งเลือกได้พวกเขาต้องการอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่ใกล้ชิดกับเครือญาติและทำนาดำมากกว่าอพยพ และพวกเขาก็รับรู้ว่าการทำนาดำจะต้องเรียนรู้การปรับปรุงดิน ระบบชลประทาน และการทำร่องน้ำ รวมถึงการใช้ควายเป็นแรงงานในการไถนา (หน้า 55-56) ที่ดิน : หมู่บ้าน Ban Vanghua มีพื้นที่สำหรับการทำนาดำ 148.32 ha พื้นที่ทำไร่หมุนเวียน 24.92 ha หมู่บ้าน Phoukhaokhouay มีพื้นที่สำหรับการทำนาดำ 22.2 ha พื้นที่สำหรับทำไร่หมุนเวียน 13.96 ha รวมทั้งสองหมู่บ้านมีพื้นที่สำหรับทำนาดำประมาณ 170 ha และทำไร่หมุนเวียน ประมาณ 39 ha ผลผลิตข้าวนาดำได้ประมาณ 2.5 ตัน/hectare ผลผลิตไร่หมุนเวียนได้ประมาณ 1.37 ตัน/hectare การเลี้ยงสัตว์ : บางพื้นที่ในทั้งสองหมู่บ้านเลี้ยงสัตว์หลายชนิด เช่น วัว ควาย ม้า หมู เป็ด ไก่ ห่าน และ หมา - วัวเป็นสัตว์ที่มีความหมายสำคัญสำหรับม้ง เนื่องจากวัวมีนัยแสดงถึงความร่ำรวยและเป็นสัตว์ที่ใช้เซ่นไหว้ในพิธีกรรมสำคัญ แม้ว่าวัวจะมีความสำคัญแต่ก็มีการขายวัว แม้ว่าจะไม่ยินดีขายนักเพื่อซื้อที่ดิน หรือซื้อข้าวสำหรับครัวเรือน ควายพบว่ามีการเลี้ยงม้าในพื้นที่เช่นกัน และควายค่อนข้างมีหน้าที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจในการใช้แรงงานและการขายเพื่อหารายได้ แต่ไม่มีความสำคัญมากนักในด้านของพิธีกรรม - ม้าเป็นสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อใช้เป็นพาหนะและม้ายังเป็นตัวแทนของการแสดงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของม้งที่สัมพันธ์กับการทำไร่หมุนเวียนและการทำไร่ฝิ่น โดยจะมีการใช้ม้าในการบรรทุกผลผลิตเหล่านี้ แต่ปัจจุบันนี้เริ่มมีความสำคัญน้อยลง - หมู ไก่ เป็นอาหารในครัวเรือนและใช้ในการเซ่นไหว้ในพิธีกรรมเช่นกัน (หน้า 59-60) การล่าสัตว์ : เนื่องจากพื้นที่ป่าเหลือน้อยจะไม่มีสัตว์ป่าให้ล่ามากนักแต่ยังคงมีการล่าบ้าง เช่น ล่ากวาง หมูป่า และลิง (หน้า 61) การหาของป่า : การหาของป่าเป็นรายได้ที่สำคัญของม้ง โดยจะหาผลไม้ป่า ไม้กฤษณา ยาสมุนไพร และ ดอกหญ้าสำหรับทำไม้กวาด การใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากป่าของม้งนั้นไม่ได้ให้ความสนใจในการอนุรักษ์ป่ามากนัก เช่น ในการหาผลไม้ป่า (mak kham peap) เมื่อพบว่าต้นไม้ชนิดนี้สูงใหญ่ปีนเก็บไม่สะดวก พวกเขาจึงตัดสินใจตัดต้นไม้และเก็บผล โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงในปีต่อไปจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อีกหรือไม่ สำหรับการเก็บไม้กฤษณานั้นค่อนข้างจะได้ราคาดี คือ 20,000-40,000 กีบ ต่อกิโลกรัม และในการเก็บยาสมุนไพรจะเป็นภูมิปัญญาในกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะผู้หญิงสูงอายุ และเมื่อเก็บได้จะนำไปขายในเมือง 3-4 ครั้งต่อปี แต่และครั้งได้เงินประมาณ 100,000 กีบ สำหรับการทำไม้กวาดจากดอกหญ้า (Imperata Cylindrica) ไม้กวาด 1 ด้ามขายได้ประมาณ 70-100 กีบ (หน้า 63-64) แหล่งที่มารายได้ : รายได้จากการหาของป่าคิดเป็น 40.5 % ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นรายได้หลักของม้งในพื้นที่ราบสูงแห่งนี้ รายได้รองลงมาคือการขายสัตว์เลี้ยง วัว ควาย และผักผลไม้ นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีรายได้จากการรับจ้างแรงงานโดยค่าแรงงาน 1,000 กีบ/วัน รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของหมู่บ้าน Ban Vanghua ประมาณ 208,000 กีบ/ครัวเรือน รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของหมู่บ้าน Ban Phoukhaokhouay ประมาณ 167,000 กีบ/ครัวเรือน (หน้า 64-65) การแบ่งแยกงาน : ในสังคมม้งมีการแบ่งแยกงาน ตามเพศ และวัย เช่น ผู้ชายจะทำงาน ตัดไม้ ถางป่า ล่าสัตว์ และประกอบพิธีกรรม ผู้หญิง ทำอาหาร ดูแลสัตว์เลี้ยง ซักเสื้อผ้า ตำข้าว และดูแลเด็ก แต่มีงานที่ทั้งชายและหญิงทำร่วมกัน เช่น งานในไร่ การหว่านเมล็ดพืช เก็บเกี่ยวผลผลิต การขนย้ายผลผลิต เป็นต้น และสำหรับ เด็ก ๆ จะ คอยช่วยเหลือในการทำงาน เช่น ดูแลน้อง เลี้ยงควาย เป็นต้น (หน้า 74-75)

Social Organization

ระบบเครือญาติ โดยเฉพาะโคตรตระกูล (Clan) ฝ่ายบิดาเป็นโครงสร้างทางสังคมพื้นฐานของม้ง และระบบโคตรตระกูลนี้มีความสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจแบบทำไร่หมุนเวียน และการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน โดยม้งส่วนใหญ่นิยมอพยพไปยังพื้นที่ที่มีเครือญาติของตนอาศัยอยู่เพื่อขอความช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน (หน้า 19-20) โคตรตระกูล (Xeem) ของม้งในพื้นที่ที่ผู้เขียนศึกษา มีทั้งหมด 8 โคตรตระกูล มีความสำคัญในการจัดระเบียบทางสังคมของม้ง เช่นในการแต่งงานไม่สามารถแต่งงานกับคนในโคตรตระกูลเดียวกันได้ และ เด็กเมื่อเกิดจะอยู่ในโคตรตระกูลของบิดา ความ ขัดแย้งภายในโคตรตระกูลเชื่อว่าเป็นอันตรายร้ายแรงในสังคมแต่ไม่พบเห็นบ่อยนัก สำหรับความขัดแย้งกับโคตรตระกูลอื่น ๆ พบเห็นได้เสมอ โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้อาวุโสของแต่ละโคตรตระกูล และในแต่ละโคตรตระกูลจะมีข้อห้ามพิเศษเฉพาะ ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวกับการห้ามกินบางอย่าง เช่น หัวใจไก่ หรือ สัตว์อื่น ๆ ไม่กินของเปรี้ยว ไม่ฆ่าควาย ฯลฯ การจดจำข้อห้ามเหล่านี้จะเล่าผ่านเรื่องเล่าและตำนาน (หน้า 20) การแต่งงาน : ผู้ชายม้งจะแต่งงานในช่วงอายุ 18-20 ปี ผู้หญิงจะแต่งงานในช่วงอายุ 16-17 ปี และสามารถมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานได้ และหากตั้งครรถ์ การแต่งงานจะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น การจัดพิธีแต่งงานจะจัดเตรียมโดยพ่อของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ในกลุ่มม้งนิยมการแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้อง เช่น แต่งงานกับลูกพี่สาวหรือน้องสาวของพ่อ และ แต่งงานกับลูกของพี่ชายหรือน้องชายแม่ และพบการหนีตามกันไปถ้าหากหนุ่มสาวต้องการแต่งงานกันและครอบครัวไม่อนุญาต ภายหลังจากที่หนีตามกันไปจะต้องกลับมาขอขมา และฝ่ายชายจะจ่ายค่าขอขมาเป็นเหรียญเงิน หลังจากนั้นก็จะมีการตกลงเกี่ยวกับพิธีแต่งงานขึ้น การหนีตามกันไปไม่พบบ่อยนักในลาว การแต่งงานแบบปกติฝ่ายชายจะส่งเพื่อนไปพูดคุยกับพ่อของผู้หญิงที่ตนรัก และให้เหรียญเงินเป็นค่าสินสอด ภายหลังที่พ่อฝ่ายหญิงรับเหรียญเงิน ก็จะมีการต่อรองในเรื่องการแต่งงานเกิดขึ้น การจัดงานขึ้นอยู่กับฐานะของทั้งสองครอบครัว การจ่ายค่าสินสอดเป็นเสมือนค่าทดแทนแรงงานครอบครัวฝ่ายหญิง ในช่วงระยะเวลาก่อนการแต่งงานผู้หญิงจะต้องไปอยู่บ้านฝ่ายชายเป็นเวลา 3 วัน เพื่อเป็นการนำผู้หญิงเข้ากับโคตรตระกูลใหม่ โดยจะมีการจัดพิธีกรรมเพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าผีบรรพบุรุษยอมรับเข้าตระกูล เรียกพิธีนี้ว่า "Hu Pling" ภายหลังจากการแต่งงาน ผู้หญิงม้งจะไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายชายและเปลี่ยนไปอยู่ในโคตรตระกูลของสามี สังคมม้งยอมรับให้ผู้ชายมีภรรยาหลายคนได้ แต่ไม่ค่อยพบเห็นมากนัก และจะต้องได้รับความยินยอมจากภรรยาคนที่ 1 และในประเพณีดั้งเดิมนั้น ผู้ชายม้งจะมีภรรยาคนต่อไปได้ก็ต่อเมื่อภรรยาคนแรกเป็นหมันหรือมีแต่ลูกสาวไม่มีลูกชาย อย่างไรก็ตาม ในช่วงของกลุ่มคนที่เกิดในปี ค.ศ. 1940-1950 พบว่าผู้ชายม้งมีภรรยาหลายคนเนื่องจากผู้ชายออกไปรบในสงคราม (หน้า 20-22) ตระกูล (Kwv tii) เป็นกลุ่มย่อยในโคตรตระกูล โดยนับกลุ่มคนที่สืบสายเลือดจากบรรพบุรุษเดียวกัน กลุ่มคนที่อยู่ในตระกูลเดียวกันจะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยเฉพาะเมื่อต้องอพยพโยกย้าย โดยม้งจะรู้สึกมีความสุข หากได้อยู่ร่วมกันในหมู่เครือญาติ เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทำให้เกิดความรู้สึกร่วมกันอันเกิดมาจากการนับถือผีบรรพบุรุษเดียวกัน (หน้า 22-23) ครัวเรือน (Tsev) เป็นหน่วยสังคมพื้นฐานของสังคมม้ง ครัวเรือนจะประกอบด้วย สามี ภรรยาและลูก ๆ บางครั้งจะมีแม่สามี (แม่ม่าย) หรือ แม่ม่ายและลูก ๆ ของน้องชาย อยู่รวมกัน แต่แม่ภรรยาไม่สามารถอยู่ร่วมครัวเรือนเดียวกันได้ เนื่องจากอยู่กันคนละโคตรตระกูลและอาจจะทำให้ผีบรรพบุรุษไม่พอใจได้ หัวหน้าครัวเรือนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายแต่งงานแล้วและมีอาวุโสที่สุด โดยหัวหน้าครัวเรือนจะเป็นผู้ดูแลครอบครัวและตัดสินในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงการอพยพ (หน้า 23-24) บทบาทของเพศในสังคมม้ง : ความสัมพันธ์ระหว่างเพศในสังคมม้งอยู่ภายใต้บริบทของวัฒนธรรมแบบเอเชียที่ตำแหน่งของผู้หญิง อยู่ภายใต้การปกครองของชาย (Cooper: 1983: 175) และแนวความคิดเกี่ยวกับผู้ชายมีอำนาจสูงสุด "Ideology of male supremacy" จากการวิจัยของผู้เขียนพบว่าความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาม้งเป็นไปอย่างราบรื่นและอยู่กันด้วยดี ส่วนใหญ่สามีและภรรยาเดินไปด้วยกันหรือกลับจากไร่ด้วยกัน กินข้าวพร้อมกันถ้าหากไม่มีแขกมาที่บ้าน ในขณะที่แนวความคิดผู้ชายจะต้องเดินนำหน้าผู้หญิง และถ้าหากมีของต้องแบกหามผู้หญิงจะต้องเป็นคนทำ ในความคิดเห็นของผู้เขียนไม่ได้เป็นไปตามแนวคิดนี้มากนักเนื่องจากผู้ชายยังคงต้องทำงานหนักในการถางป่า และผู้หญิงทำอาหาร ตำข้าว แต่บทบาทของผู้หญิงจะไม่แสดง ออกมากในที่สาธารณะและเมื่อแต่งงานความเป็นอิสระก็จะหมดลง และจากการสืบโคตรตระกูลฝ่ายบิดาทำให้ผู้หญิงม้งย้ายจากโคตรตระกูลเดิมมาเป็นสมาชิกของโคตรตระกูลฝ่ายสามีเป็นเสมือนเงื่อนไขที่แสดงการเข้ามาเป็นแรงงานให้กับครอบครัวของสามีโดยที่ครอบครัวของสามีจ่ายค่าสินสอดทดแทนแรงงานของครอบครัวเดิมของภรรยา อย่างไรก็ตาม สถานภาพของผู้หญิงในสังคมม้งในพื้นที่ราบสูง Phoukhaokhouay ถือว่าค่อนข้างดีกว่าม้งในที่อื่นๆ เนื่องจากม้งที่นี่ทำนา ในพื้นที่ราบสูงทำให้สถานภาพความแตกต่างระหว่างชายและหญิงไม่แตกต่างกันมากในขณะที่ม้งในพื้นที่อื่นๆ ทำไร่หมุนเวียนและปลูกฝิ่น ซึ่งในการปลูกฝิ่นจะเป็นกิจกรรมที่แบ่งแยกสถานะอย่างชัดเจนระหว่างชายและหญิงในการเป็นนายจ้าง (สามี) และลูกจ้าง (ภรรยา) (หน้า 74-75)

Political Organization

เนื่องจากระบบเศรษฐกิจและสังคมของม้งอยู่บนพื้นฐานของครัวเรือนและโคตรตระกูล เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แนวคิดเกี่ยวกับการเป็นหมู่บ้านของม้งแตกต่างจากคนลาว ซึ่งม้งจะไม่ยึดติดกับหมู่บ้าน แต่จะเน้นความสัมพันธ์ภายในโคตรตระกูล เห็นได้จากชื่อหมู่บ้านจะไม่มีในภาษาม้งมีเฉพาะในภาษาลาว แต่อย่างไรก็ตาม หมู่บ้านม้งก็มีผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับการยอมรับจากอำเภอ ผู้นำหมู่บ้านได้รับเลือกจากการออกเสียงของจากหัวหน้าครัวเรือนทุกหลัง และในแต่ละหมู่บ้านอาจจะแยกย่อยออกไปเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งประกอบด้วย 10-20 ครัวเรือนต่อกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีผู้นำของตนและรายงานให้กับหัวหน้าหมู่บ้านรับรู้ นอกจากผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านที่เกิดจากการจัดระเบียบการปกครองของรัฐบาลลาวแล้ว ยังมีผู้อาวุโสของกลุ่มย่อยภายในหมู่บ้านเป็นผู้ดูแลและจัดการหมู่บ้านร่วมกับผู้นำไม่ให้เกิดความขัดแย้งภายในหมู่บ้านขึ้น ซึ่งปัญหาความขัดแย้งที่พบส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการจัดการที่ดินสำหรับทำไร่และการปศุสัตว์ (หน้า 25)

Belief System

ม้งในลาวส่วนใหญ่ ประมาณ 80% ยังคงนับถือศาสนาและความเชื่อแบบดั้งเดิม ซึ่งแตกต่างไปจากประชากรลาวส่วนใหญ่ของประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ และมีม้งบางส่วนที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ ความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับ ผี (The Spirits) : ผีหรือเทพเจ้าของม้งแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทแต่ที่สำคัญคือ ผีประจำครัวเรือน ผีและเทพเจ้าเกี่ยวกับการรักษาโรค ผีและเทพเจ้าในธรรมชาติ วิญญาณเข้าทรง และผีบรรพบุรุษ - ผีประจำครัวเรือน (dab qhuas) จะช่วยปกป้องสมาชิกในครัวเรือนและนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ครัวเรือน ในบ้านของม้งจะมีแท่นบูชาบนผนังด้านตรงข้ามกับประตูหลักของบ้าน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ก็จะมีการเซ่นไหว้ผีด้วยเครื่องเซ่น เช่น หมู ไก่ เป็นต้น - ผีและเทพเจ้าเกี่ยวกับการรักษาโรค (dab tshuaj) หมอม้งเมื่อทำการรักษาคนไข้จะใช้ยาสมุนไพรและเรียกผีให้มาช่วยเหลือในการรักษา โดยผีหรือเทพเจ้าเกี่ยวกับการรักษาโรคนี้จะขับไล่วิญญาณร้ายที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยออกไป - ผีและเทพเจ้าในธรรมชาติ (dab qus) จะอยู่อาศัยในป่าและในไร่นา ส่วนใหญ่ผีและเทพเจ้าเหล่านี้ไม่ใช่วิญญาณชั่วร้ายแต่หากมนุษย์ทำอะไรผิดอาจจะทำให้ขวัญในร่างกายของมนุษย์หายไป จะต้องมีการทำพิธีกรรม เรียกว่า "Hu Pling" เพื่อทำพิธีเรียกขวัญกลับเข้าร่าง พิธีกรรมนี้ส่วนใหญ่จะทำให้กับคนที่เจ็บป่วย เด็กเกิดใหม่ได้ประมาณ 3 วัน และกับเจ้าสาวที่แต่งงานใหม่ในวันที่ 3 หลังจากงานแต่งงาน - วิญญาณเข้าทรง การเข้าทรงติดต่อกับผีและเทพเจ้าในกรณีที่เกิดการเจ็บป่วย และกระทำพิธี "Hu Pling" แล้วแต่ยังไม่ได้ผล จะเชิญหมอผี (txiv neeb) มาทำพิธีกรรมเมื่อคนป่วยหายเป็นปกติหรืออาการดีขึ้นหมอผีจะได้รับของขวัญเป็นการตอบแทน - ผีบรรพบุรุษ เป็นสิ่งสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ของญาติฝ่ายพ่อเข้าไว้ด้วยกันโดยที่ไม่ได้หยุด หรือหายไปเมื่อตายลงแต่ยังคงต่อเนื่องไปจนกระทั่งเมื่อพวกเขาตายไปแล้ว และมีการเลือกพื้นที่สำหรับฝังศพบรรพบุรุษ ซึ่งอาจจะเป็นพื้นที่ที่ผู้ตายเลือกไว้ก่อนตายหรือหากไม่ได้เลือกไว้ลูกชายจะเป็นคนเลือกพื้นที่ให้ แต่จะต้องแน่ใจว่าจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้สมาชิกอาวุโสในสังคมม้งจึงเป็นผู้ที่อยู่ในสถานภาพสูงเนื่องจากเป็นผู้รู้และเป็นผู้นำในการทำพิธีกรรมต่างๆ เกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ (หน้า 26-31) การนับถือศาสนาคริสต์ : การนับถือศาสนาคริสต์ของม้งในพื้นที่ราบสูง "Phoukhaokhouay" ส่วนใหญ่จะอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดี โดยมีผู้นับถือศาสนาคริสต์ทั้งหมด 54 ครัวเรือน โดยส่วนใหญ่ (26 ครัวเรือนจากทั้งหมด) อาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนที่ 2 ของหมู่บ้าน Ban Vanghau และมีโบสถ์ตั้งอยู่ที่นี้ กลุ่มผู้สูงอายุมักจะไม่พอใจที่ลูกหลานเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์เนื่อง จากมีความเห็นว่า พวกเขาไม่สนใจในการทำพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อชีวิตหลังความตาย ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์จะไม่สามารถเข้าร่วมพิธีกรรมแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะพิธีศพ (หน้า 79-80)

Education and Socialization

หมู่บ้าน Ban Vanghua มีโรงเรียนประจำหมู่บ้าน โดยแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นอาคาร 2 หลังอยู่ถัดจากหมู่บ้านไม่ไกลนัก เป็นอาคารชั้นเรียนของนักเรียนประถม 1-2 และ ส่วนที่ 2 อยู่ห่างจากหมู่บ้านไปทางทิศตะวันออก 1 กิโลเมตร เป็นอาคารชั้นเรียนของนักเรียนประถม 3-5 มีอาจารย์สอน 6 คน ชั้นประถม 1 มีนักเรียน 108 คน ประถม 2 มีนักเรียน 48 คน ประถม 3 มี นักเรียน 37 คน ประถม 4 มีนักเรียน 32 คน ประถม 5 มีนักเรียน 28 คน รวมทั้งหมด 253 คน เป็นผู้หญิง 102 คน คิดเป็น 40.3% ของนักเรียนทั้งหมด เด็กนักเรียนในชั้นประถม 1 มีมากที่สุดและลดลงในแต่ละชั้น โดยชั้นประถม 5 มีจำนวนนักเรียนน้อยที่สุด สาเหตุที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนเนื่องจากต้องอยู่บ้านช่วยดูแลน้อง และที่บ้าน Phoukhaokhouay นักเรียนต้องเดินทางมายังโรงเรียนที่บ้าน Ban Vanghua ระยะทางจึงเป็นอุปสรรคอีกประการหนึ่งในการมาโรงเรียนของเด็ก (หน้า 48)

Health and Medicine

หมอม้งทำการรักษาคนไข้ โดยใช้ยาสมุนไพรและเรียกผีให้มาช่วยเหลือในการรักษา โดยผีหรือเทพเจ้าเกี่ยวกับการรักษาโรคนี้จะขับไล่วิญญาณร้ายที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยออกไป (หน้า 79-80)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ม้งบนพื้นที่ราบสูง Phoukhaokhouay ไม่ได้แต่งกายตามแบบประเพณีดั้งเดิมมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุที่ยังคงแต่งกายแบบดั้งเดิม สำหรับผู้หญิงอายุ 40 ปีลงมา นิยมแต่งกายเหมือนคนลาว (หน้า 48-49, ภาพการแต่งกายหน้า 49)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ม้งรู้จักกันในชื่อ "Meo" หรือ "Miao" ในงานเขียนของชาวตะวันตก สำหรับม้ง คำเหล่านี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าถูกดูถูกและไม่ให้ความเคารพ คำนี้ยังคงใช้อยู่ในบางพื้นที่ในประเทศไทย แต่ไม่ใช้ในลาว (หน้า 9-10)

Social Cultural and Identity Change

การเปลี่ยนแปลงจากการทำไร่หมุนเวียนมาเป็นการทำนาดำของม้งในพื้นที่ราบสูง "Phoukhaokhouay" ไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทางการเกษตรกรรมเท่านั้น แต่มีผลถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคม จากการรับรู้ของม้งว่าการทำนาดำได้ผลดีส่งผลให้มีการตั้งถิ่นฐานถาวรเกิดขี้น การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานลดน้อยลง กระบวนการนี้เกิดขึ้นจากการยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มใจ เมื่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลง เป็นการตั้งถิ่นฐานถาวรและเป็นเจ้าของที่ดิน มีผลกระทบในการสืบทอดมรดก เนื่องจากม้งไม่มีระบบการสืบทอดมรดกที่ชัดเจน แต่ประยุกต์เอาระบบเดิมมาใช้ คือ เมื่อลูกชายคนโตแต่งงานจะได้รับส่วนแบ่งที่ดินบางส่วนและแยกออกไปสร้างบ้านเรือนของตนเอง ส่วนลูกชายคนสุดท้องจะอยู่กับบิดามารดาและรับที่ดินและมรดกส่วนใหญ่ไป ทำให้เกิดความกดดันในกลุ่มพี่น้อง และจากปัจจัยที่ที่ดินกลายเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้พื้นที่ป่าลดน้อยลง แหล่งรายได้จากการหาของป่าลดลงและรวมถึงการลดลงของการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ในแบบดั้งเดิมด้วยเช่นกัน (หน้า 76-77)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

โครงการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้า ( The Hydropower Catchment ) จะสร้างขึ้นในพื้นที่ราบสูง "Phoukhaokhouay" อำเภอ Thoulakhom จังหวัดเวียงจันทร์ ประเทศลาว โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองเวียงจันทร์ประมาณ 70 กิโลเมตร ไปตามถนนสาย 10 ถึง บ้าน Ban Napheng จากที่นี้ใช้ ถนน 150 ขึ้นไปสู่พื้นที่ที่ราบสูง "Phoukhaokhouay" พื้นที่ราบปกติของพื้นที่ราบสูงแห่งนี้จะอยู่ที่ระดับ 200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สำหรับพื้นที่ราบสูง "Phoukhaokhouay" อยู่ที่ระดับ 750 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ภูเขาบนพื้นที่ราบสูงอยู่ที่ดับ 900 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ส่วนยอดภูเขาสูง 1,600 เมตรขึ้นไป เหนือระดับน้ำทะเล (หน้า 5-6) โครงการสร้างเขื่อนนี้จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชากรบนพื้นที่สูง "Phoukhaokhouay" ซึ่งผู้เขียนมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ 1. ประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สร้างเขื่อนจะได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ และกลุ่มชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านไม่เชื่อถือในข้อตกลงและการทำสัญญากับรัฐบาล ด้วยเหตุนี้จึงควรมีการจัดการและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ 2. ม้งมีระบบการจัดการอยู่บนพื้นฐานาของระบบเครือญาติซึ่งแตกต่างจากชาวลาวประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วยเหตุนี้จะแสดงให้เห็นการอพยพในอนาคต ซึ่งอาจจะมีกลุ่มม้งในพื้นที่อื่น ๆ ต้องการเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี้และอัตราการเกิดของประชากร ในพื้นที่แห่งนี้สูงกว่าอัตราการเกิดของประเทศ รัฐบาลจึงควรคิดถึงปัจจัยของการเติบโตของประชากร และการอพยพ เพื่อวางแผนงานพัฒนาพื้นที่ต่อไปในอนาคต 3. การทำไร่หมุนเวียนแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นการทำลายสภาพแวดล้อมในพื้นที่ราบสูง "Phoukhaokhouay" แต่ม้งได้เปลี่ยนมาเป็นการทำนาดำในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จึงควรให้ความสนในในการพัฒนาการทำเกษตรกรรมไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ราบแต่รวมถึงในพื้นที่ราบสูงเช่นกัน 4. พื้นที่นาดำที่ต้องขายเพื่อจัดสร้างโครงการเขื่อนและโรงไฟฟ้า ควรจะให้ราคาที่ดินอย่างน้อย 300,000 กีบ/hectare 5. ควรมีสิ่งทดแทนอื่น ๆ นอกจากการจ่ายเงินทดแทนเช่น การจัดสรรพื้นที่ใหม่สำหรับทำกิน 6. ควรประสานงานกับหัวหน้าหมู่บ้านและได้ชาวบ้านรับรู้ถึงโครงการการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ 7. การย้ายบ้านอันเป็นผลเนื่องจากโครงการการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าควรให้ค่ารื้อถอน 50,000 กีบ/หลัง 8. รายได้จากการหาของป่าของม้งลดน้อยลงเนื่องจากพื้นที่ป่าน้อยลง จึงควรมีการพัฒนาและให้ความรู้ในการปลูกพืชต่าง ๆ และการเลี้ยงสัตว์ และรัฐควรให้ความช่วยเหลือสนับสนุนในเรื่องเงินทุน 9. ในช่วงที่ผู้เขียนศึกษามีแนวคิดเกี่ยวกับจุดจบของโลกในปี ค.ศ. 2000 ของกลุ่มคนที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นปีที่ตรงกับการสร้างเขื่อน อาจจะทำให้เกิดความเชื่อมโยงในเรื่องของน้ำท่วมและการอพยพ และอันตรายจากการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าเข้ากับแนวคิดนี้ จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะต้องมีการจ่ายค่าชดเชยในการเสียที่ดินและบ้านเรือนและการหาที่ดินใหม่ให้กับกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเพื่อพวกเขาจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและไม่เกิดปัญหากับโครงการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้า (หน้า 83-87)

Google Map

Map/Illustration

สารบัญแผนที่และรูปภาพ (หน้า iv)

Text Analyst ชัชฎาวรรณ แก้วทะพยา Date of Report 30 ต.ค. 2555
TAG ม้ง, เศรษฐกิจ, สังคม, ความเชื่อ, เวียงจันทน์, ประเทศลาว, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง