ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject กะเหรี่ยง,ระบบยุติธรรม,แม่ฮ่องสอน
Author สุรีย์พร เสมอวงค์
Title กะเหรี่ยง : ระบบยุติธรรมของชนกลุ่มน้อย : ศึกษาเฉพาะกรณีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะ ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 153 Year 2530
Source หลักสูตรสังคมศาสตร์มหาบัณฑิต คณะสังคมสังเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Abstract

การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์ระบบยุติธรรมของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในอดีตนั้นสังคมของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะเป็นแบบสังคมดั้งเดิม ผู้นำหมู่บ้านประกอบด้วยหัวหน้าหมู่บ้าน และผู้อาวุโสของหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ผู้อาวุโสจะคอยให้คำปรึกษา หัวหน้าหมู่บ้านโดยมากจะเป็นหมอผีประจำหมู่บ้านด้วย เป็นผู้นำทางพิธีกรรมต่าง ๆ กะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะมีความเชื่อเกี่ยวกับผี พฤติกรรมต่าง ๆ จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ผียอมรับได้ ความเชื่อเหล่านี้เป็นปทัสฐานของสังคมที่กำหนดพฤติกรรม เมื่อกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะได้มีการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาในหมู่บ้าน ทั้งทางด้านการศึกษา ศาสนา เศรษฐกิจ การปกครอง การคมนาคม ทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับผีลดน้อยลง และรัฐบาลไทยได้เข้าไปปกครอง มีการแต่งตั้งผู้นำหมู่บ้านจากราชการไทย กะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะต้องทำตามกฎหมายไทย ทำให้ระบบยุติธรรมของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะมีการผสมผสานระหว่างระบบยุติธรรมตามกฎหมายไทยและระบบยุติธรรมของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะเอง

Focus

ศึกษาระบบยุติธรร (Justice System) ของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะ ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยศึกษากระบวนการยุติธรรม การดำเนินงาน วิธีปฏิบัติ องค์กรที่ดำเนินงานและบทบาทของผู้นำหมู่บ้านและผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของระบบยุติธรรมดังกล่าว (หน้า 60) โดย เก็บรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร การสำรวจภาคสนาม โดยการสัมภาษณ์และการสังเตประกอบกัน ใช้ interview guide เป็นเครื่องมือประกอบการสัมภาษณ์โดยสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ข้อมูลที่ได้นำเสนอในรูปเชิงพรรณนาวิเคราะห์

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ศึกษาชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงสะกอ (S' Kaw Karen) เป็นชาวเขาที่อยู่ในตระกูลธิเบต-พม่า บ้านแม่เหาะ ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะ 5 กลุ่ม คือ ผู้นำหมู่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน ผู้กระทำผิด ผู้เสียหาย และชาวเขาทั่ว ๆ ไป เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง

Language and Linguistic Affiliations

ภาษากะเหรี่ยงสะกอ ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาในตระกูลมอญ - เขมร โดยเฉพาะภาษามอญ นอกจากนี้ส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาไทยภาคเหนือได้ (หน้า 76)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

นักมานุษยวิทยาสันนิษฐานว่าถิ่นเดิมของกะเหรี่ยงอยู่ในดินแดนด้านตะวันออกของธิเบต พ.ศ. 207 อพยพหนีลงมาตามลำแม่น้ำแยงซี เพราะถูกษัตริย์ราชวงศ์จิ๋นรุกราน และได้ถ่อยร่นลงมาตามลำน้ำโขงเพราะเกิดปะทะกับชาติไทย ต่อมาได้กระจัดกระจายอยู่ในประเทศพม่าและไทย กะเหรี่ยงมีการอพยพเข้ามาประเทศไทย 2 ครั้งสำคัญ ในปี พ.ศ. 2318 สมัยพระเจ้าอลองพญาทำสงครามกับพวกมอญ และในปี พ.ศ. 2428 เมื่ออังกฤษยึดพม่าเหนือได้ กะเหรี่ยงบางกลุ่มไม่ยอมอ่อนน้อมต่ออังกฤษจึงอพยพเข้ามาในประเทศไทย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่ากะเหรี่ยงอพยพเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา อาศัยอยู่บริเวณภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา ฯลฯ ตลอดถึงภาคกลางและภาคตะวันตก (หน้า 19-23) บ้านแม่เหาะตั้งมาประมาณ 120 ปี แต่เดิมบ้านเรือนส่วนใหญ่อยู่ห่างจากที่ตั้งปัจจุบันออกไปประมาณ 200-300 เมตร มีประมาณ 20-30 หลังคาเรือน ที่ตั้งบ้านแม่เหาะปัจจุบันเคยเป็นพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน กะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาอยู่ที่บ้านแม่เหาะ มาจาก 2 แหล่ง คือ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับหลบภัยอันตรายจากสงครามและเพื่อจากบ้านแม่สวรรค์น้อย ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านแม่เหาะประมาณ 3-4 กิโลเมตร เพื่อหาที่ทำการเพาะปลูกใหม่ ในปี พ.ศ. 2507 กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ ได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดแม่ฮ่องสอนขึ้นที่บ้านแม่เหาะ ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 ได้จัดตั้งบ้านแม่เหาะเป็นหมู่บ้านสาธิต การตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งเพื่อให้ชาวเขาอยู่เป็นหลักแหล่ง (หน้า 62-63)

Settlement Pattern

บ้านของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะแตกต่างกันออกไปตามฐานะของครอบครัว โดยได้รับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมของคนไทยพื้นราบ บ้านแบบคนไทยทั่ว ๆ ไปมีประมาณ 3-4 หลัง บ้านแบบกะเหรี่ยงดั้งเดิมประมาณ 10-15 หลังคาเรือน นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นบ้านที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างบ้านของคนไทยกับบ้านกะเหรี่ยง ลักษณะของบ้านโดยทั่วไปเป็นบ้านยกพื้นสูงจากพื้นดินประมาณ 1.5 เมตร หลังคามุงด้วยสังกะสี ใบตองตึง หรือใบจาก ภายในบ้านจะแยกออกเป็นห้องแบบง่าย ๆ เป็นห้องนอนสำหรับบิดามารดา บุตรชาย บุตรสาว ห้องครัวบางบ้านจะแยกออกต่างหาก บางบ้านจะอยู่ร่วมกัน มีเตาไฟสำหรับหุงข้าว ให้แสงสว่างและความอบอุ่น ยุ้งข้าวจะแยกออกต่างหาก ใต้ถุนบ้านจะเป็นที่อยู่ของสัตว์เลี้ยง ลักษณะของหมู่บ้าน ได้รับการจัดระเบียบชุมชน โดยศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา เป็นหมู่บ้านสาธิต ลักษณะบ้านเรือนปลูกสร้างเป็นแนวขนานกัน หันด้านหน้าบ้านเข้าหากัน ถ้ามีการปลูกบ้านเพิ่มจะสร้างขยายไปทางทิศเหนือของหมู่บ้าน ถ้าบุตรสาวแต่งงานไปแล้วจะสร้างบ้านเรือนใหม่ออกไปทางด้านหลังบ้านของบิดามารดา ช่วงกลางของหมู่บ้านจะมีสิ่งก่อสร้างสาธารณประโยชน์คือ ศาลาประชาคม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ธนาคารข้าวของหมู่บ้าน บ่อพักน้ำ (หน้า 66-67)

Demography

มีประชากรจำนวน 55 หลังคาเรือน 67 ครอบครัว เป็นชาย 78 คน หญิง 81 คน เด็กชาย 58 คน เด็กหญิง 44 คน รวมทั้งสิ้น 259 คน มีการอพยพย้ายถิ่นและมีการอพยพเข้า (หน้า 88)

Economy

ผู้วิจัยได้นำเสนอลักษณะทางเศรษฐกิจของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะตามประเด็นดังนี้ (หน้า 76-77) - การถือครองที่ดิน จะสืบทอดกันต่อๆ มาตามสายบรรพบุรุษ ส่วนมากจะเป็นพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ บางครอบครัวถือครองพื้นที่จำนวนน้อย บางครอบครัวครอบครองพื้นที่มีจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับลักษณะการประกอบอาชีพและแรงงานของครอบครัว กะเหรี่ยงนิยมทำไร่แบบหมุนเวียน ประมาณ 5-7 ปี จะกลับมาทำไร่ที่พื้นที่เดิมอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าเป็นพื้นที่นาดำจะทำที่เดิมทุกปี - อาชีพ ส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก คือข้าวนาดำ ข้าวไร่ กะหล่ำปลี นอกจากนั้นมีอาชีพค้าขาย รับจ้าง หาของป่า ทอผ้า เลี้ยงสัตว์ การประกอบอาชีพเพื่อบริโภคและอุปโภคในครอบครัว มีบางครอบครัวนำไปจำหน่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงิน - รายได้ รายได้ที่สำคัญของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะ คือผลผลิตของข้าวนาดำ ข้าวไร่ กะหล่ำปลี ค้าขาย รับจ้าง หาของป่า ทอผ้า เลี้ยงสัตว์ตามลำดับ การปลูกข้าวนั้นปลูกเพื่อเลี้ยงครอบครัวเป็นหลัก เมื่อผลผลิตเหลือก็นำออกจำหน่าย - แรงงาน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานภายในครอบครัว ผู้ชายมักจะทำงานที่ต้องใช้กำลัง ลักษณะงานของผู้หญิงคือการทำงานบ้าน สำหรับแรงงานด้วยการเกษตรจะใช้แรงงานทั้งหมดในครอบครัว กะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะนิยมการทำงานแบบร่วมมือกัน เหมือนการลงแขกของคนไทยพื้นราบ ทั้งการปลูกข้าว การสร้างบ้านเรือน

Social Organization

ครัวเรือนของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) ประกอบด้วย บิดา มารดาและบุตร เท่านั้น ขนาดของครอบครัวประมาณ 4-5 คนต่อหนึ่งครอบครัว มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติอย่างแน่นแฟ้น กะเหรี่ยงถือว่าบุตรสาวคือทรัพย์สินสมบัติอย่างหนึ่งของตน แต่บุตรชายไม่ใช่ เพราะเมื่อแต่งงานไปแล้ว จะแยกครอบครัวไปอยู่กับครอบครัวของฝ่ายหญิง (หน้า 68)

Political Organization

ระบบการปกครองสังคมบ้านแม่เหาะในอดีตเป็นลักษณะสังคมดั้งเดิม การจัดระบบต่าง ๆ มีความสมบูรณ์ภายในสังคมของตนเอง ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อเกี่ยวกับผี โดยเชื่อว่าผีสามารถรับรู้พฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ได้ ผีสามารถให้คุณให้โทษได้ การแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ต้องอยู่ในกรอบความเชื่อเกี่ยวกับผี ก่อนที่รัฐบาลไทยจะเข้าไปจัดการปกครอง สังคมของบ้านแม่เหาะแต่เดิม มีการปกครองกันเองระหว่างสมาชิกภายในหมู่บ้าน มีผู้นำหมู่บ้านประกอบด้วยหัวหน้าบ้าน ผู้อาวุโสของหมู่บ้าน ทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณาเรื่องต่าง ๆ ในหมู่บ้าน แต่ละคนมีหน้าที่และบทบาทดังนี้ - หัวหน้าหมู่บ้านหรือ ฮีโซ่ ต้องเป็นชายและมีอาวุโส มีความซื่อสัตย์ในการทำพิธีกรรม โดยตำแหน่งนี้สืบทอดกันทางสายเลือดฝ่ายบิดา หัวหน้าหมู่บ้านจะทำหน้าที่หมอผีด้วย โดยทำหน้าที่ผู้นำทางพิธีกรรม เป็นผู้พิทักษ์รักษาจารีตประเพณี ตักเตือน กำหนดบทลงโทษ เป็นผู้ตัดสินใจว่าพฤติกรรมใดที่สมาชิกควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ - ผู้อาวุโสของหมู่บ้าน คือผู้เฒ่าผู้แก่ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือด้านต่าง ๆ ให้แก่หัวหน้าหมู่บ้านแต่ไม่มีบทบาทในการตัดสินใจ - หัวหน้าครัวเรือนในบางกรณีอาจมีสิทธิในการอภิปรายออกความคิดเห็น แต่ไม่มีบทบาทในการตัดสิน ลักษณะการปกครองนี้ทรงอำนาจอยู่ภายในหมู่บ้านเท่านั้น ไม่มีอิทธิพลไปสู่หมู่บ้านอื่น ๆ ผู้นำหมู่บ้านที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเหล่านี้ เป็นบุคคลที่กะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะให้ความเคารพนับถือ เป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันรัฐบาลไทยได้เข้าไปดำเนินการปกครองชาวเขาโดยตรง มีการแต่งตั้งผู้นำหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยคณะกรรมการหมู่บ้านแบ่งเป็น ฝ่ายพัฒนาหมู่บ้าน ฝ่ายการเกษตร ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายกิจการพิเศษ ระบบความยุติธรรมแบบดั้งเดิม ประกอบด้วย 1. การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในหมู่บ้าน ทุกคนมีหน้าที่สอดส่องดูแล หากมีการกระทำผิดเกิดขึ้น ผู้เสียหายหรือสมาชิกของหมู่บ้านจะไปฟ้องร้องหรือบอกกล่าวหัวหน้าหมู่บ้าน 2. ระเบียบกฎเกณฑ์ของหมู่บ้าน การละเมิดปทัสฐานของสังคมกะเหรี่ยง เช่น ห้ามชายหนุ่มหญิงสาวได้เสียกันก่อนการแต่งงาน นิยมครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียว ห้ามบุคคลภายนอกขึ้นบ้าน ในขณะที่กำลังทำพิธีเลี้ยงผี 3. การกระทำผิด ผู้เสียหายจะเป็นฝ่ายกล่าวหาผู้กระทำผิด ถ้าไม่มีผู้เสียหายหัวหน้าหมู่บ้านหรือกะเหรี่ยงในหมู่บ้านจะเป็นผู้กล่าวหาผู้กระทำผิด 4. การดำเนินการ เมื่อมีการกระทำผิด จะมีวิธีการดำเนินการตามลักษณะการกระทำผิด แบ่งเป็น 2 ลักษณะ 4.1 การกระทำผิดภายในหมู่บ้าน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทไม่ร้ายแรง เช่น การทะเลาะวิวาท จะว่ากล่าวตักเตือนและไกล่เกลี่ย การลักเล็กขโมยน้อย จะว่ากล่าวตักเตือนและปรับเป็นสิ่งของ เรื่องชู้สาวจะว่ากล่าวตักเตือนและประกอบพิธีขอขมาผี ประเภทร้ายแรง เช่น การลักขโมยโค กระบือ หัวหน้าหมู่บ้านและผู้อาวุโสเป็นผู้ร่วมกันพิจารณาตัดสิน มีการเรียกประชุมกะเหรี่ยงทุกคนในหมู่บ้าน เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นว่าควรจะดำเนินการอย่างไร ผู้นำหมู่บ้านจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินเด็ดขาด การลงโทษผู้กระทำผิดขึ้นอยู่กับมติของผู้นำหมู่บ้านเท่านั้น ลักษณะโทษสำหรับผู้ทำผิดร้ายแรงจะต้องถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านเพียงกรณีเดียวเท่านั้น 4.2 การกระทำผิดระหว่างหมู่บ้าน กรณีที่กะเหรี่ยงหมู่บ้านอื่นมากระทำผิดภายในหมู่บ้านแม่เหาะ ผู้นำหมู่บ้านแม่เหาะจะนัดหมายผู้นำหมู่บ้านผู้กระทำผิดหรือผู้เสียหายมาร่วมในการพิจารณาตัดสิน ในกรณีกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะไปกระทำผิดในหมู่บ้านอื่น หรือตกเป็นผู้เสียหายจะเรียกผู้นำหมู่บ้านแม่เหาะไปร่วมพิจารณาตัดสินเช่นเดียวกัน ระบบยุติธรรมในปัจจุบันของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะ 1. การรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน มีบุคคลฝ่ายต่าง ๆ ร่วมมือกัน คือ กะเหรี่ยงทุกคนภายในหมู่บ้าน กะเหรี่ยงที่ผ่านการอบรมตามโครงการหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง จะเป็นกลุ่มที่มีหน้าที่โดยตรง ในเวลากลางคืนจะมีการจัดเวรยามกัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นผู้คอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของหมู่บ้านทั่วๆ ไป เกี่ยวกับการกระทำผิดตามกฎหมายไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ดำเนินการอย่างเป็นทางการ 2. ระเบียบกฎเกณฑ์ของหมู่บ้าน ระเบียบกฎเกณฑ์ของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะมีทั้งระเบียบกฎเกณฑ์ดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บ้านพื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับผี และมีระเบียบกฎเกณฑ์ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้หมู่บ้านเกิดความสงบเรียบร้อยและสามัคคีกัน การตั้งระเบียบกฎเกณฑ์เพิ่มนี้เป็นการตกลงกันในที่ประชุมของหมู่บ้าน ในชิ้นนี้ไม่ได้ระบุว่าระเบียบกฎเกณฑ์อะไรบ้าง โดยมีการประชุมกันทุกวันที่ 5 ของเดือน 3. การกระทำผิด การกระทำผิดได้เพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะการลักขโมยเล็กๆ น้อยๆ ชู้สาว ความผิดเหล่านี้จะแก้ไขโดยระบบยุติธรรมของชาวบ้านแม่เหาะเอง แต่ถ้าเป็นความผิดร้ายแรง ตามกฎหมายไทย เช่นการลักขโมยสิ่งของที่มีค่ามากและการสูบฝิ่นจะต้องแก้ไขด้วยระบบยุติธรรมอย่างเป็นทางการตามกฎหมายไทย การกระทำผิดบางประเภทก็จะใช้ควบคู่กันระหว่างระบบยุติธรรมของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหะเองและกฎหมายไทย เช่น การลักขโมยสิ่งของ 4. การดำเนินการ เมื่อมีการกระทำผิดจะมีการดำเนินการ 2 ลักษณะ คือ 4.1 การทำความผิดภายในหมู่บ้านแบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทไม่ร้ายแรง เช่น การทะเลาะวิวาท การลักเล็กขโมยน้อย การเล่นไพ่ ผู้นำหมู่บ้านที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ คณะกรรมการหมู่บ้านและผู้นำหมู่บ้านที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจะเป็นผู้พิจารณา การกระทำผิดประเภทร้ายแรงซึ่งภายในหมู่บ้านสามารถจัดการได้ เช่น การทะเลาะวิวาทขั้นรุนแรง การลักขโมยทรัพย์สิ่งของที่มีมูลค่ามาก ผู้นำหมู่บ้านจะเรียกประชุมกะเหรี่ยงทั้งหมู่บ้านเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น จากนั้นผู้นำหมู่บ้านที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและผู้นำหมู่บ้านที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจะร่วมกันพิจารณาอีกครั้งซึ่งเป็นมติสุดท้าย การลงโทษจะปรับเป็นเงิน หรือสิ่งของ การกระทำผิดประเภทร้ายแรงที่ภายในหมู่บ้านไม่สามารถจัดการได้ เช่น การสูบฝิ่น จะผ่านเข้าสู่ระบบยุติธรรมของกฎหมายไทย 4.2 การกระทำผิดระหว่างหมู่บ้าน แบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทไม่ร้ายแรง ผู้นำหมู่บ้านทั้ง 2 หมู่บ้านจะเป็นผู้พิจารณาตัดสิน ประเภทร้ายแรง ผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินการตามกฎหมายไทย ความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบยุติธรรมของชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงบ้านแม่เหาะและเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะ ความคิดเห็นจาก ผู้นำหมู่บ้านและผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน มองว่ามีการกระทำผิดมากขึ้นโดยเฉพาะการลักขโมย เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะ ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่ากะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะไม่ค่อยกระทำผิด มีบ้างเล็กน้อย เช่น การลักขโมย การทะเลาะวิวาท การเล่นการพนัน (หน้า 77-102)

Belief System

ความเชื่อของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะ ในปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ - นับถือผี เชื่อว่ามีผีสิงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง มีผีบ้าน ผีเรือน ผีไร่ ผีนา ผีน้ำ ผีดอย ผีเฝ้าทาง ผีเหล่านี้จะให้คุณให้โทษอยู่ที่การประพฤติตน มีผู้นับถือศาสนาพุทธและผี 34.54 เปอร์เซ็นต์ (หน้า 69) - ศาสนาคริสต์ มีมิชชันนารีชาวต่างประเทศเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในหมู่บ้านทำให้กะเหรี่ยงบางส่วนเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ทั้งนิกายโปแตสแตนท์และนิกายคอทอลิก มีโบสถ์ของทั้ง 2 นิกาย นับถือศาสนาคริสต์คิดเป็น 54.55 เปอร์เซ็นต์ - การนับถือศาสนาพุทธนั้นได้รับอิทธิพลมาจากหน่วยงานของรัฐบาลที่เข้าไปดำเนินการให้การพัฒนาและสงเคราะห์ในด้านต่าง ๆ มีการจัดตั้งอาศรมพระธรรมจาริกบ้านแม่เหาะขึ้น กะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะนับถือศาสนาพุทธและผีควบคู่กัน มีผู้นับถือศาสนาพุทธ 10.91 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ กะเหรี่ยงยังมีประเพณีต่าง ๆ คือ ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีกินข้าวบ้านใหม่ ประเพณีเกี้ยวสาว ประเพณีแต่งงาน ประเพณีงานศพ ประเพณีการเลี้ยงผี มี 3 กรณี คือ การเลี้ยงผีช่วงขึ้นปีใหม่ การเลี้ยงผีเมื่อปลูกพืชผลต่าง ๆ การเลี้ยงผีเมื่อเกิดการเจ็บป่วย นอกจากประเพณีแล้วกะเหรี่ยงยังมีค่านิยม การอยู่อย่างผัวเดียวเมียเดียว ไม่ประพฤติผิดลูกเมียผู้อื่น การเลี้ยงดูบิดามารดาเมื่อแก่เฒ่า เพราะเชื่อว่าวิญญาณของบรรพบุรุษ คือ ผีบ้านผีเรือน ที่คอยคุ้มครองดูแลบุตรหลานให้อยู่อย่างสงบสุข การลักขโมยถือเป็นความผิด ไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่ผีย่อมรู้และสามารถลงโทษได้ เรื่องชู้สาว ห้ามชายหนุ่มหญิงสาวได้เสียกันก่อนการแต่งงาน ถ้าละเมิดต้องประกอบพิธีเลี้ยงผี เพื่อขอขมา (หน้า 69- 75)

Education and Socialization

ชาวบ้านแม่เหาะได้รับการศึกษามากขึ้น เนื่องจากมีโรงเรียนสังวาลย์วิทยาตั้งอยู่ในบริเวณหมู่บ้าน เด็กบางคนในหมู่บ้านได้รับการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่อำเภอแม่สะเรียง (หน้า 89)

Health and Medicine

กะเหรี่ยงเชื่อว่าการเจ็บป่วยเกิดจากผีทำ การรักษาจะมีหมอผีซึ่งส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เป็นผู้ทำพิธีเสี่ยงทายเพื่อประกอบพิธีเลี้ยงผี โดยนำ กระดูกไก่ ข้าวสาร ใบไม้ ไข่ไก่ เป็นอุปกรณ์ประกอบพิธีเสี่ยงทาย เมื่อเสี่ยงทายว่าไปทำการลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะต้องทำพิธีเลี้ยงผี เพื่อขอขมา ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการเกี่ยวกับการรักษา เมื่อเกิดการเจ็บป่วย กะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะที่นับถือศาสนาคริสต์จะไปรักษาที่สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอหรือโรงพยาบาลคริสเตียนประจำเขตอำเภอแม่สะเรียง ถ้าไม่หายครอบครัวและชาวบ้านจะร่วมกันสวดมนต์เพื่ออ้อนวอนพระเจ้าให้ช่วย กะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาพุทธจะไปรักษาที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาล ผู้ที่นับถือทั้งผีและพุทธจะไปรักษาที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลก่อนแล้วมาทำพิธีเสี่ยงทายเลี้ยงผี แต่บางรายจะทำพิธีเสี่ยงทายเลี้ยงผีก่อนแล้วค่อยไปโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย (หน้า 69-70)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

แต่เดิม การแต่งกายของกะเหรี่ยง ผู้ชายนิยมสวมกางเกงขายาวจีนสีดำหรือขาว เสื้อแขนสั้น สีแดงยกดอกพู่เป็นตอนๆ เสื้อยาวแค่ครึ่งขา บางคนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแล้วทับด้วยเสื้อชุดสีแดง บางคนสวมเสื้อชุดสีดำ ทุกคนต้องมีเสื้อชุดสีแดงเตรียมไว้เพื่อสวมในงานพิธีกรรม โพกศีรษะด้วยผ้าแพรสีชมพูหรือสีต่าง ๆ ยกเว้นสีดำ นิยมตัดผมสั้นแบบผู้ชายไทยทั่วไป ผู้หญิง ผู้หญิงที่เป็นสาวจะสวมชุดกระโปรงสีขาวทรงกระบอกคล้ายถุงกระสอบ ยาวไปถึงข้อเท้า บางคนทอเป็นเส้นสีแดงเล็ก ๆ รอบสะโพกและกลางขา มีแขนสั้น ตรงคอผ่าเป็นรูปตัววี ผมไว้มวยข้างหลังพันด้วยเส้นด้ายถักสีแดงหลายรอบ หรือโพกด้วยผ้าสีขาวสั้น ๆ เจาะรูหูใส่ต่างหูกลมและห้อยปุยเส้นด้านย้อมสีต่าง ๆ เป็นพู่ลงมา รอบคอพันด้วยเส้นด้ายหรือสร้อยลูกเดือนหิน ลูกปัด เด็กหญิงแต่งกายเช่นเดียวกับหญิงสาว ชุดสีขาวถือว่าเป็นชุดของสาวพรหมจารี หญิงที่แต่งงานแล้ว สวมเสื้อสั้นลงมาแค่ใต้เอว ใช้สีดำเป็นพื้น ตรงครึ่งกลางอกปักด้วยเส้นด้ายกับลูกเดือยหินสีขาว เป็นรูปตารางหมากรุกเป็นจุด ๆ สีขาว เป็นเครื่องหมายแสดงว่าแต่งงานแล้ว สวมผ้าถุงเป็นลายทั่ว ๆ ไป (หน้า 23-24) ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไป บางกลุ่มนิยมแต่งกายแบบคนไทยพื้นราบ บางกลุ่มแต่งกายผสมผสานกันระหว่างการแต่งกายแบบกะเหรี่ยงเผ่าสะกอกับการแต่งกายแบบไทยพื้นราบ (หน้า 65-66)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

สรุปได้ว่า เอกลักษณ์ของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะ ได้แก่ 1. ความเชื่อ กะเหรี่ยงบ้านแม่เหะมีความนับถือผี พุทธ คริสต์ โดยผู้ที่นับถือผีและพุทธจะยกคงประกอบพิธีกรรมการเลี้ยงผีอยู่ ส่วนผู้นับถือคริสต์แม้ไม่ได้ประกอบพิธีกรรมแต่จะไปร่วมประกอบพิธีกรรมด้วย 2. ประเพณีพิธีกรรมกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะมีการประกอบพิธีกรรมโดยตั้งอยู่บนความเชื่อเกี่ยวกับผีที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีกินข้าวบ้านใหม่ ประเพณีเกี้ยวสาว ประเพณีแต่งงาน ประเพณีงานศพ ประเพณีการเลี้ยงผี มี 3 กรณี คือ การเลี้ยงผีช่วงขึ้นปีใหม่ การเลี้ยงผีเมื่อปลูกพืชผลต่างๆ การเลี้ยงผีเมื่อเกิดการเจ็บป่วย 3. ระบบความยุติธรรมของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะ มีการจัดระบบภายในหมู่บ้านมีผู้นำหมู่บ้านประกอบด้วย หัวหน้าหมู่บ้าน และผู้อาวุโสของหมู่บ้าน ร่วมกันพิจารณาตัดสินเรื่องต่าง ๆ ซึ่งเรื่องที่ถือว่าเป็นความผิดนั้นเป็นเรื่องที่ตั้งอยู่บนความเชื่อเกี่ยวกับผี การกระทำที่ทำให้ผีไม่พอใจ แต่เมื่อรัฐบาลไทยได้เข้าไปจัดการปกครองทำให้ระบบยุติธรรมของกะเหรี่ยงเปลี่ยนไป เช่น การกำหนดความผิดใหม่ ๆ ที่กะเหรี่ยงดั้งเดิมมองว่าไม่ใช่การทำผิด เช่น การสูบฝิ่น และการตัดสินคดีต่าง ๆ จะมีเจ้าหน้าที่ที่รัฐบาลไทยแต่งตั้งเข้าไปร่วมด้วย ความผิดบางอย่างก็ตัดสินตามกฎหมายไทย

Social Cultural and Identity Change

สังคมและอัตลักษณ์ของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองของไทยในแต่ละยุคสมัย ในอดีตนั้น การประพฤติตนของกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะตั้งอยู่ในกรอบแห่งปทัสฐานของสังคมที่เชื่อเกี่ยวกับผี จะประพฤติในสิ่งที่ไม่ทำให้ผีลงโทษ ต่อมาในปี พ.ศ.2505 มีการสร้างถนนสายเชียงใหม่ - แม่ฮ่องสอน ห่างจากหมู่บ้าน 500 เมตร ทำให้มีการติดต่อระหว่างกะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะกับพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น ทำให้หมู่บ้านแม่เหาะเป็นศูนย์กลางของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ในบริเวณแถบนี้ หลังจากนั้นมีหน่วยงานของรัฐเข้าไปดำเนินการ คือ กรมการปกครอง กรมอนามัย กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดแม่ฮ่องสอน กองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ มีการเผยแพร่ศาสนาคริสต์และพุทธเข้าไป ทำให้กะเหรี่ยงส่วนหนึ่งหันไปนับถือศาสนาคริสต์แทนการนับถือผี ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น ผู้ที่หันมานับถือศาสนาคริสต์เมื่อเกิดการเจ็บป่วยจะไปรักษาแพทย์แผนปัจจุบันที่สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาล ผู้ที่นับถือพุทธและผีควบคู่กันจะประกอบพิธีเลี้ยงผีและไปรักษาที่สถานีอนามัยควบคู่กันไป แม้ว่าจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นแต่กะเหรี่ยงบ้านแม่เหาะก็ยังไม่ตัดขาดจากการนับถือผี มีการไปเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับผีอยู่ ( หน้า 105-111)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

แผนผังบ้านแม่เหาะและแผนภูมิ กิจกรรมของกะเหรี่ยงในรอบปี โครงสร้างผู้นำหมู่บ้านแบบดั้งเดิม โครงสร้างผู้นำหมู่บ้านในปัจจุบัน ระบบยุติธรรมแบบดั้งเดิมประเภทไม่ร้ายแรง ระบบยุติธรรมแบบดั้งเดิมประเภทร้ายแรง ระบบยุติธรรมแบบดั้งเดิมเมื่อมีการกระทำผิดระหว่างหมู่บ้าน ระบบความยุติธรรมปัจจุบันประเภทไม่ร้ายแรงที่ภายในหมู่บ้านจัดการได้ ระบบยุติธรรมปัจจุบันประเภทร้ายแรงที่ภายในหมู่บ้านจัดการได้ ระบบยุติธรรมในปัจจุบันประเภทร้ายแรงที่หมู่บ้านไม่สามารถจัดการได้

Text Analyst พัชรลดา จุลเพชร Date of Report 01 พ.ค. 2556
TAG กะเหรี่ยง, ระบบยุติธรรม, แม่ฮ่องสอน, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง