ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง),ภูมิปัญญา,พิธีกรรม,เชียงใหม่
Author จักรพันธ์ เพียรพนัสสัก
Title ภูมิปัญญาชาวบ้านในพิธีกรรมของชุมชนกะเหรี่ยง
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(เอกสารฉบับเต็ม)
Total Pages 137 Year 2543
Source หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษานอกระบบ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

จากการศึกษาพบว่ามีสาระที่ปรากฏในพิธีกรรม ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะคือ 1. ลักษณะที่เป็นนามธรรม คือเป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิต เรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในชุมชนที่ก่อตั้งมานานกว่าร้อยปีมีการสั่งสมภูมิปัญญา ความเชื่อ แสดงออกมาในรูปพิธีกรรม ซึ่งจะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนถึงตาย เช่น พิธีกรรมที่การเกิด การแต่งงาน และการตาย สาระที่สะท้อนในพิธีกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชนเผ่าปกาเกอะญอ พิธีกรรมเหล่านี้สะท้อนความเชื่อที่ยอมรับต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ มีหน้าที่สั่งสอนให้คนดำรงวิถีชีวิตให้ถูกต้องสอนให้ซื่อสัตย์ สุจริต ในเรื่องการทำมาหากิน การเกษตร ศิลปดนตรีตามวิถีของปกาเกอะญอ (หน้า 85-89) 2. ลักษณะเป็นรูปธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำมาหากิน การเกษตร ศิลปกรรม สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับโลก สิ่งแวดล้อม สัตว์ พืช ธรรมชาติ หรือความสัมพันธ์ของคนในชุมชนกันเอง และระหว่างคนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ แสดงถึงภูมิปัญญาในการเรียนรู้และอยู่ร่วมกับธรรมชาติ แสดงออกมาในเรื่องการเกษตรคือการทำไร่หมุนเวียน อันเป็นวิถีการผลิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ การผลิต การทอผ้า และการทำเครื่องดนตรี (หน้า 89-92) ปกาเกอะญอมีการใช้ภูมิปัญญาแฝงอยู่ในรูปแบบต่างในชีวิตประจำวัน แบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ คือ 1) การใช้ภูมิปัญญาโดยผ่านการตั้งกฎเกณฑ์ที่ตายตัว เช่น ประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมา 2) การใช้ภูมิปัญญาเข้ามาจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การทำไร่หมุนเวียน การทำเหมืองฝาย 3) การมอบหมายหน้าที่ให้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวในชีวิตประจำวัน เช่น การมอบหน้าที่พืชให้เป็นยาสมุนไพร มอบหน้าที่รักษาความทรงจำของคนในชุมชนให้กับเจดีย์ และ 4) การใช้ภูมิปัญญาในทางพิธีกรรม เช่น การไหว้ผีฝาย และผีขุนน้ำ (หน้า 93)

Focus

ศึกษารูปแบบ วิธีการและเนื้อหาสาระในพิธีกรรมของชุมชนกะเหรี่ยง และปัจจัยเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการคงอยู่และการเปลี่ยนแปลงภูมิปัญญาในพิธีกรรมของชุมชนกะเหรี่ยง ที่บ้านขุนแม่รวม หมู่ที่ 1 ตำบลแม่แจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ (หน้า 6)

Theoretical Issues

ภูมิปัญญาในพิธีกรรมเป็นความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ ชีวิต และวัฒนธรรมของชาวปกาเกอะญอ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม พิธีกรรมภูมิปัญญาที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือการแต่งกาย ด้านการบันเทิงแบบดั้งเดิมเริ่มหายไป การใช้ภาษาที่มีการใช้ภาษาไทยมากขึ้น หรือพิธีกรรมการรักษาพยาบาลที่มีการรักษาแผนใหม่เข้ามา ความสัมพันธ์ทางสังคมเปลี่ยนไปใช้เงินเป็นสื่อกลางมากขึ้น ไม่ต้องเป็นบุญคุณกันอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงของพิธีกรรมเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขปัจจัยในชุมชนเช่นการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์ และปัจจัยภายนอกได้แก่การพัฒนา การศึกษาการปกครองและการท่องเที่ยว (หน้า ง-จ)

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยง ปกาเกอะญอ

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

ไม่ได้กล่าวถึงระยะเวลาที่ศึกษาชัดเจน เพียงแต่บอกว่าเข้าไปศึกษาในพื้นที่ปี พ.ศ. 2539 (หน้า 29)

History of the Group and Community

ประมาณร้อยกว่าปีมาแล้ว มีชนเผ่าปกาเกอะญอ 5 ครอบครัวโดยการนำของแส่แซ่ อพยพมาจากแม่ฮ่องสอน มาตั้งหมู่บ้านที่ขุนห้วยแห่งนี้ จนมาถึงปัจจุบัน โดยแส่แซ่เป็นหัวหน้าปกครองและเป็นผู้ทำพิธีกรรม "ฮีโข่" คนแรกหลังจากนั้นก็มีฮีโข่สืบทอดกันมากว่า 5 รุ่น การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในรุ่นที่สี่ คือโป่งกา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านจากทางการด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง สันนิษฐานว่า ได้รับการแต่งตั้งเป็นหมู่บ้านประมาณปี พ.ศ. 2485 ผู้ใหญ่บ้านโป่งกา ซึ่งเป็นคนแรกที่นำชาวบ้านขนเอาหินขึ้นไปบนยอดดอยของหมู่บ้านเพื่อสร้างธาตุหิน (เจดีย์หิน) เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม และถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ห้ามตัดไม้ทำลายป่าหรือล่าสัตว์ ผู้ใหญ่บ้านคนต่อมาคือพ่อลุงจ่อหล่ะ เลิศดำเนิน จึงตั้งชื่อดอยนี้ว่าดอยโป่งกา จนมาถึงปัจจุบัน (หน้า 46-47)

Settlement Pattern

การตั้งถิ่นฐานของปกาเกอะญอกระจัดกระจายอยู่ตามหุบเขา หุบห้วยสายเล็กสายน้อยที่น้ำท่วมไม่ถึง หรือตามเนินเขา และทำการบุกเบิกที่ไร่ สูงขึ้นไปเป็นภูเขาสูงและป่าไม้ (หน้า 56)

Demography

จำนวนประชากรหมู่บ้านขุนแม่รวมมี 728 คน เป็นชาย 361 คน หญิง 367 คน มี 93 ครัวเรือน 115 ครอบครัว (หน้า 43)

Economy

ชาวบ้านขุนแม่รวมส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร แยกออกเป็น ทำนาทั้งหมด 53 ครอบครัวที่ทำนา 1-5 ไร่ มี 37 ครอบครัว หรือร้อยละ 32.18 ทำนา 6-10 ไร่ 16 ครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 13.13 (หน้า 55) ครอบครัวที่ทำไร่ ปลูกพืชอายุสั้น เช่นข้าวโพด มี 115 ครอบครัว เฉลี่ยนครอบครัวละ 5 ไร่ ส่วนครอบครัวที่ทำข้าวไร่ มี 99 ครอบครัว เฉลี่ยนครอบครัวละ 3 ไร่ ครอบครัวที่เลี้ยงสัตว์ เช่น หมู เป็ด ไก่ มีทุกครอบครัว ส่วนสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย มีประมาณ 35 ครอบครัว (หน้า 55) จากข้อมูล กชช.2 ค ปี พ.ศ. 2539 ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 11,120 บาท รายได้เฉลี่ยครอบครัวละ 926.67 บาทต่อเดือน อัตราค่าจ้างในหมู่บ้านวันละ 40 บาท แต่ส่วนใหญ่ใช้วิธีลงแขก เก็บภาษีทั้งหมู่บ้านได้ 764 บาท ต่อปี (หน้า 55) การผลิตของบ้านขุนแม่รวม มีลักษณะปลูกข้าวไร่หมุนเวียนเพื่อการบริโภค รายได้ส่วนมากมาจากการเลี้ยงสัตว์ ปลูกข้าวโพด พริก มะเขือเทศ (หน้า 45) ผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ยต่อไร่จากนาขั้นบันได 180 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวโพด 220 กิโลกรัมต่อไร่ และข้าวไร่ 200 กิโลกรัมต่อไร่ (หน้า 56) ในชุมชนบ้านขุนแม่รวมแบ่งระดับฐานะได้เป็น 3 ระดับ คือ 1. ฐานะดี มีอยู่ประมาณ 5 กลุ่มตระกูล ซึ่งตระกูลเหล่านี้มีเศรษฐกิจดี มีร้านค้า มีรถยนต์ มีไร่นามากกว่าตระกูลอื่น เช่น ผู้ใหญ่บ้าน จะมีอำนาจในการจัดการด้านเศรษฐกิจ การพัฒนา และการจัดการคนในชุมชน 2. ฐานะปานกลาง เป็นครอบครัวที่มีการผลิตตามไร่บนเขาสูงเป็นส่วนมาก และมีอยู่หลายตระกูล ไม่ค่อยมีบทบาทการปกครองระดับหมู่บ้าน 3. ฐานะยากจน เป็นผู้มาจากหมู่บ้านอื่นเข้ามาแต่งงานในหมู่บ้าน ซึ่งมีไม่มากนัก หลายคนไม่ค่อยมีนามสกุล จึงไม่ค่อยมีบทบาทในชุมชน (หน้า 53-54)

Social Organization

สังคมหมู่บ้านขุนแม่รวมมีผู้นำทางสังคมคือ ฮีโข่ ฮี แปลว่าหมู่บ้าน โข่ แปลว่าหัว และผู้อาวุโสในหมู่บ้านเป็นที่ปรึกษาทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในชุมชน เมื่อมีงานจะมีความร่วมมือทั้งหมู่บ้าน ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีผู้ใหญ่บ้านแล้วก็ตาม (หน้า 44) ชาวชุมชนจะมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติอยู่ในระดับสูง โดอยอาศัยเงื่อนไขว่าเป็นผู้อยู่อาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษตระกูลเดียวกัน เดิมบ้านขุนแม่รวมมี 5 กลุ่มตระกูลซึ่งถือว่าเป็นต้นตระกูล และมีบทบาทสำคัญในหมู่บ้าน (หน้า 46)

Political Organization

บ้านขุนแม่รวมมีการปกครองหมู่บ้านเช่นเดียวกับหมู่บ้านทั่วไป คือมีคณะกรรมการหมู่บ้านทำหน้าที่ในการปกครองและพัฒนาหมู่บ้าน โดยผู้ใหญ่บ้าน (พ่อหลวง) จะเป็นประธาน (หน้า 46) คณะกรรมการหมู่บ้านมีหน้าที่ออกกฎระเบียบในชุมชน เช่นการดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ให้ทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น การอนุรักษ์ต้นน้ำและสัตว์ป่า การห้ามปลูกฝิ่น ซื้อขายยาเสพติด ทะเลาะวิวาทและยิงปืนในหมู่บ้านหากฝ่าฝืนจะถูกปรับ (หน้า 51-52) นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานรัฐเข้าไปส่งเสริมชาวบ้านในด้านต่างๆ เช่นโรงเรียน พัฒนากร เกษตรตำบล และสาธารณสุข งานพัฒนาจากรัฐยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เนื่องจากองค์กรของชุมชนไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมต่อทิศทางการพัฒนา เช่น ระบบการศึกษา คนในชุมชนมองว่าเป็นการดึงคนออกไปนอกชุมชนมากขึ้น หรือนักพัฒนากรจะเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านทำโครงการตามนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น จึงไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน รวมถึงระบบสาธารณสุขที่ชาวบ้านยังคงให้ความสำคัญกับการรัษาแบบดั้งเดิมมากกว่า (หน้า 49-50)

Belief System

พิธีกรรมของปกาเกอะญอบ้านขุนแม่รวมแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบคือ 1. พิธีกรรมตามวงจรชีวิต เกี่ยวข้องกับการเกิด จะตัดสายรกของเด็กไปผูกติดกับต้นไม้ในป่าเรียกว่า "เด่อทู" ต้นไม้ที่มีสายรกจะห้ามตัดเด็ดขาด และในวันที่เด็กเกิดทุกคนในหมู่บ้านจะไม่ออกไปทำงาน พิธีกรรมแต่งงาน พิธีกรรมงานศพ (หน้า 60-65) 2. พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการผลิต เช่น พิธีปัดรังควาญ หรือเลี้ยงผี จะทำในช่วงก่อนเริ่มฤดูการผลิต พิธีกรรมขึ้นปีใหม่ จะทำหลังพิธีกรรมเลี้ยงผี มีการผูกข้อมือฮีโข่และเลี้ยงฉลองทุกบ้าน พิธีกรรมไร่หมุนเวียน เป็นการคัดเลือกพื้นที่เพาะปลูกทำไร่หมุนเวียน พิธีกรรมการผลิต (ฉล่าลอดูหละ) มีการเสี่ยงทายเพื่อจัดสรรพื้นที่เพื่อทำการผลิต และพิธีกรรมนวดข้าว (เพาะบือกี่จือ) จะทำก่อนเก็บเกี่ยวจะทำพิธีกินหัวข้าว หรือข้าวใหม่หม้อแรกในรอบปีการผลิต (หน้า 65-71) 3. พิธีกรรมตามโอกาส เช่น พิธีกรรมขึ้นบ้านใหม่ พิธีกรรมบก๊ะ หรือบระ เกี่ยวกับการสังสรรค์รวมญาติฝ่ายหญิง ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับญาติฝ่ายหญิง พิธีกรรมขอขมา จะทำเมื่อมีคนทำผิดประเพณีของหมู่บ้านเพื่อขอโทษต่อผีบ้านผีเรือนและคนในชุมชน พิธีกรรมรักษาพยาบาล ขอขมาขอโทษต่อผีป่า ผีเรือน และพิธีกรรมทำนายและการเสี่ยงทาย มีทั้งการเสี่ยงทายด้วยไข่ไก่และข้าวสาร ใบไม้หรือการสัมผัสด้วยมือ (หน้า 72-80)

Education and Socialization

ไม่ระบุรายละเอียด

Health and Medicine

เมื่อมีคนเจ็บป่วยชาวชุมชนเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของผีป่า อาหารเป็นพิษมาจากพิธีกรรมระดับครอบครัว เครือญาติในหมู่บ้านที่ทำไม่ครบพิธีกรรม หรือมีคนที่ทำผิดผีต่อผีบ้านผีเรือนในเรื่องชู้สาว หรือผู้นำหมู่บ้าน "ฮีโข่" ทำพิธีไม่สมบูรณ์ จะต้องมีการทำพิธีในป่าเพื่อขอขมา แต่ถ้าไม่หายจะทำกรวยดอกไม้ไปหาหมอผีพื้นบ้านมาทำพิธีขอจากผีเรือน หากเป็นฤดูแล้งจะเอาไก่หนึ่งคู่ เหล้า 2 ขวด ดอกไม้ธูปเทียนไปทำพิธีใกล้แม่น้ำ ถ้าเป็นฤดูฝนจะใช้หมู 1 ตัว เมื่อไม่หายจริง ๆ จึงส่งสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาล (หน้า 76) หมอพื้นบ้านของชุมชนจะใช้วิธีรักษาที่หลากหลาย เช่น ใช้ยาสมุนไพร การทำพิธีเลี้ยงผีป่า ผีบ้านผีเรือน ใช้คาถาอาคม การผูกข้อมือเรียกขวัญ การเสี่ยงทาย ทำนายและการนวด (หน้า 77) หมอพื้นบ้านของชุมชนมีวิธีรักษาผู้ป่วยหญิงมีครรภ์คืองดอาหารที่จะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ เช่น สัตว์ที่ถูกยิงด้วยลูกดอกอาบยาพิษ พืชผักที่มียาง สัตว์บางชนิดเช่น ลิง ค่าง บ่าง ชะนี และหมี (หน้า 78)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ผู้หญิงในหมู่บ้านขุนแม่รวมจะเริ่มเรียนรู้การถักทอผ้าตั้งแต่เด็กๆ อายุ 9-10 ขวบ จะเริ่มทำหัตถกรรมในครอบครัว เช่น การทอผ้าฝ้ายพื้นบ้านมาเป็นผ้านุ่ง (หน้า 90) การแต่งกายของเด็กหญิงและสาวโสดจะสวมชุดยาวคล่อมเท้า ทรงกระบอกสีขาว ทอจากผ้าฝ้ายสลับสีทอยก นิยมสะพายย่ามและโพกศรีษะ ส่วนผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว จะสวมเสื้อทรงกระบอกตัวยาว คลุมถึงสะโพกสีดำ ปักชายด้วยลูกเดือย สวมผ้าถุง ลายพันตัว พื้นสีแดงสลับดำ ส่วนเด็กชายและผู้ชายส่วนมากจะใส่เสื้อผ้าสีแดงสลับขาว ทรงรูปตัววี สวมกางเกงสีดำ ปัจจุบันใส่กางเกงสีอะไรก็ได้ (หน้า 45)

Folklore

ปกาเกอะญอมีบทร้องทา ซึ่งแบ่งจากเนื้อหาได้เป็น 5 แบบ คือ 1. ทาต่าวา 2. ทาแต่งงาน 3. ทาบุโฆ่ 4. ทากี่จึ และ 5. ทาลอพลี่ บทร้องของปกาเกอะญอไม่ใช่มีเพียงเพื่อผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังซึมซับอยู่ในวิถีชีวิตของปกาเกอะญออย่างแนบแน่น การถ่ายทอดสั่งสอนคนรุ่นหลัง จะใช้ช่วงการรับประทานอาหารรอบกองไฟ มีบทลำนำถ่ายทอดคำสอน เกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติ นิทานเกี่ยวกับคุณค่าและคุณธรรม พิธีกรรมและการนับต่างๆ (หน้า 58) ส่วนเครื่องดนตรีพื้นบ้านสมัยก่อนมีถึง 9-10 ชิ้น แต่ปัจจุบันเหลือไม่เกิน 5-7 ชิ้น คือ กลอง ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ เขาควายทำมาจากไม้ไผ่ ซึง ส่อเฆ ไม้ไผ่เขาควายยังใช้เป็นสัญญาณเรียกระดมชาวบ้าน (หน้า 84)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

จากการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ของอำเภอแม่แจ่ม ปี พ.ศ. 2538 มีชนเผ่าพื้นเมืองร้อยละ 53.74 เป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ ร้อยละ 40.56 ลั๊วะร้อยละ 2.82 ม้งร้อยละ 2.54 และลีซอร้อยละ 0.34 (หน้า44)

Social Cultural and Identity Change

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรมของหมู่บ้านขุนแม่รวมแบ่งได้เป็นการเปลี่ยนแปลง 2 ลักษณะคือ 1. การเปลี่ยนแปลงจากภายใน เช่นระบบผู้นำอย่างเป็นทางการของรัฐ ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน อาจารย์ใหญ่ ซึ่งเป็นคนในชุมชนแต่นำความคิดของรัฐเข้ามาใช้พัฒนาหมู่บ้านเช่น การตัดถนน การแจกจ่ายสิ่งของจากทางราชการ ทำให้คนกลุ่มนี้มีได้รับการยอมรับและบทบาทในหมู่บ้านมากขึ้น ระบบเครือญาติ มีการเปลี่ยนแปลงจากการแต่งงานข้ามศาสนา หรือการเปลี่ยนศาสนา ทำให้การจัดพิธีกรรมในหมู่บ้านเกิดความหลากหลายมากขึ้น เรื่องระบบการถ่ายทอดการเรียนรู้ในชุมชน จากการเรียนรู้ที่บ้าน จากผู้อาวุโสเป็นการเรียนรู้ในห้องเรียน ทำให้บทเรียนหรือ อื่อทา เริ่มลดความสำคัญลง เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของปกาเกอะญอเริ่มหายไป แต่รับเอาวัฒนธรรมสมัยใหม่เช่นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และวิธีการรักษาพยาบาลที่นิยมการรักษาแผนใหม่มากขึ้น จนถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องพิธีกรรม ความเชื่อที่เดิมแสดงให้เห็นภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติอย่างสอดคล้องและสมดุล เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเช่น การลดขั้นตอนการทำพิธีกรรมไม่ให้ยุ่งยากซับซ้อน (หน้า 93-101) และ 2. การเปลี่ยนแปลงจากภายนอก คือกระบวนการพัฒนาสมัยใหม่ ซึ่งชาวเขาถูกรัฐมองว่าล้าหลัง เป็นสาเหตุของการทำลายธรรมชาติ จนถึงปัญหายาเสพติด เหล่านี้ทำให้เกิดการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปใช้ในชุมชนโดยไม่มองถึงความสอดคล้องกับวิถีความเชื่อ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาดั้งเดิมถูกละเลย ชุมชนเริ่มเข้าสู่การผลิตที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ชีวิตพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น พึ่งพาธรรมชาติน้อยลง ทำให้ความเชื่อที่สัมพันธ์กับธรรมชาติลดน้อยลง นโยบายการศึกษาของรัฐก็มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โรงเรียนจะสอนสิ่งที่อยู่นอกชุมชนมากกว่าจะให้เด็กเรียนรู้เรื่องของตนเองในชุมชน ทำให้ไม่เกิดความภาคภูมิใจต่อชุมชน เด็กๆ เริ่มถูกแยกออกห่างจากชุมชนมากขึ้น การบุกรุกของวัฒนธรรมภายนอกและธุรกิจท่องเที่ยว และพ่อค้าคนกลางที่ดึงชาวบ้านเข้าสู่ระบบตลาดมากขึ้น (หน้า 101-116)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ตารางแสดงจำนวนประชากรแยกตามช่วงอายุ (หน้า 43) Map : แสดงเส้นทางที่เข้าไปศึกษา (หน้า 25) แสดงที่ตั้งเขตตำบล อำเภอแม่แจ่ม (หน้า 26)

Text Analyst ชัยวัฒน์ ไชยจารุวณิช Date of Report 30 มิ.ย 2560
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), ภูมิปัญญา, พิธีกรรม, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง