ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง),เยาวชน,การเปลี่ยนแปลง,วิถีชีวิต,เชียงใหม่
Author อิทธิพล เหมหงษ์
Title การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเยาวชนชาวเขาที่เข้ามาอยู่อาศัยในเมือง
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Total Pages 110 Year 2545
Source หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษานอกระบบ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

การศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเยาวชนชาวเขาที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง ได้ข้อสรุปว่าในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา กระแสวัฒนธรรมความเชื่อจากภายนอกชุมชนเข้ามาในรูปของ รัฐ ศาสนา การคมนาคม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เยาวชนจำนวนมากออกไปทำงานและเรียนข้างนอกชุมชน เยาวชนที่ออกมาอยู่ในเมืองมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบใหม่ ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนไป มีเพื่อนใหม่ กติกาใหม่ ความเชื่อแบบใหม่ ภายใต้การควบคุมดูแลของครู บาทหลวง แทนญาติพี่น้อง หรือผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ได้รับโอกาสการศึกษาสูงขึ้น มีงานทำ มีรายได้ของตัวเอง มีความพยายามพูดภาษาไทยให้คล่อง เรียนรู้มารยาทแบบไทย เพื่อให้หางานทำง่ายได้ขึ้น (หน้า ง-จ)

Focus

ศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และบริบททางสังคมของเยาวชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในเมือง (หน้า 2)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มเยาวชนกะเหรี่ยงที่อยู่บ้านพักเบ็ธเลเฮมซึ่งอยู่ในบริเวณโบสถ์พระหฤทัย ภายใต้การดูแลของพระสังฆราชบาทหลวงยอแซพ สังวาล ศุระรางค์ มุขนายกมิสซังคาทอลิกเชียงใหม่ และช่วงค่ำศึกษาที่โรงเรียนผู้ใหญ่พระหฤทัย ตั้งอยู่ที่ 225 ถนนเจริญประเทศ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (หน้า 3, 5, 63)

Language and Linguistic Affiliations

ใช้ภาษาปกาเกอะญอและมีการนำอักษรภาษาอังกฤษมาใช้เขียนและพิมพ์เป็นภาษาปกาเกอะญอ

Study Period (Data Collection)

ระยะเวลาการศึกษาระหว่าง ปี พ.ศ. 2544-2545 (หน้า 26-27)

History of the Group and Community

ไม่ได้กล่าวถึงประวัติหมู่บ้านของเยาวชน แต่กล่าวถึงประวัติการเผยแพร่วัฒนธรรมศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ว่าก่อนที่มิชชันนารีจะเข้าไปเผยแพร่ศาสนา ชาวบ้านมีสภาพความเป็นอยู่ยากจน บ้านเรือนทำด้วยไม้ไผ่ ในปี พ.ศ. 2497 มีบาทหลวงคณะเบธารามสององค์ ได้ไปตรวจสอบหมู่บ้านปกาเกอะญอ 2 แห่งและได้เช่าบ้านอยู่ที่อำเภอจอมทอง มีการเปิดสอนคำสอนและสอนภาษาไทย ออกไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านต่าง ๆ แถบอำเภอจอมทองและแม่แจ่ม จึงมีชาวปกาเกอะญอเข้าพิธีรับศีลล้างบาปเป็นกลุ่มแรก ต่อมาจึงมีการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ได้มากขึ้น มีการตั้งศูนย์เผยแพร่ศาสนาคาทอลิกใกล้กับหมู่บ้าน ต่อมามีการสร้างศูนย์อบรมเยาวชนชาวไทยภูเขาที่แม่ปอน ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่นั้นมามีเด็กปกาเกอะญอไปเข้ารับการอบรมคำสอนมากขึ้น การเผยแพร่ธรรมจึงแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็ว ในปี พ.ศ. 2499 มีการจัดตั้งศูนย์ย่อยที่อำเภอแม่สะเรียง แม่โถในเขตอำเภอแม่ลาน้อย และที่บ้านห้วยบง อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2500 และอีกหลายแห่งในอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ (หน้า 55-59)

Settlement Pattern

มีขนาดเฉลี่ยประมาณ 25-60 หลังคาเรือน ปกติหมู่บ้านจะตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มก้นกะทะ ล้อมรอบด้วยเนินเขาหรือที่ราบระหว่างหุบเขาที่สามารถไปสู่แหล่งน้ำลำธารได้สะดวก ระหว่างบ้านแต่ละหลังจะมีสวนขนาดเล็ก ๆ ปลูกมะละกอ มะม่วง และพืชอื่น ๆ กระจัดกระจาย ตัวบ้านไม่แข็งแรง สร้างด้วยไม้ไผ่และแฝก ยกพื้นด้วยเสาไม้ สูงจากพื้นดินหลายฟุต แต่ละบ้านมียุ้งข้าวต่างหากจากตัวบ้าน บางบ้านมีที่สำหรับปศุสัตว์อยู่ในตอนกลางคืน บริเวณบ้านไม่มีรั้ว สัตว์เลี้ยงจะถูกปล่อยให้เที่ยวหากินเองในหมู่บ้าน (หน้า 18-19)

Demography

กลุ่มเยาวชนกะเหรี่ยงที่เป็นกลุ่มที่ถูกศึกษาอายุระหว่าง 15-22 ปี เป็นกลุ่มที่ถูกสุ่มตัวอย่างมาจากเยาวชนกะเหรี่ยงที่เข้ามาอาศัยในเมืองจำนวน 128 คน (หน้า 3)

Economy

กะเหรี่ยงโดยทั่วไปปลูกพืชข้าวเป็นหลัก การปลูกข้าวมี 2 ประเภท คือ ปลูกข้าวไร่บนภูเขา และทำนาแบบขั้นบันได และจะถือครองที่ดินได้แต่เฉพาะอาณาเขตของหมู่บ้านเท่านั้น (หน้า 19) การผลิตของครอบครัวเยาวชนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มครอบครัวที่มีฐานะพอกินพอใช้ ส่วนใหญ่มาจากเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีที่นาและที่ดินสำหรับทำเกษตรเป็นของตัวเอง ในช่วงฤดูฝนจะปลูกข้าวสำหรับบริโภคในครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 300-400 ถังต่อปี หลังฤดูทำนาจะปลูกพืชเศรษฐกิจเช่น ถั่วเหลือง กระเทียม งา มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 15,000-20,000 บาท ต่อปี และมีการเลี้ยงสัตว์ไว้สำหรับบริโภคในงานสำคัญและเพื่อขาย (หน้า 32-33) กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ส่วนใหญ่อพยพเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านทีหลัง ทำให้มีที่นาบ้างเล็กน้อย ต้องอาศัยที่ไร่ปลูกข้าวไร่ แต่ก็ยังได้ผลผลิตไม่พอเพียงต่อการบริโภค ได้ผลผลิตเฉลี่ย 100-150 ถังต่อปี มีการปลูกพืชเศรษฐกิจบ้าง เช่น ถั่วเหลือง พืชผักเมืองหนาว กะหล่ำปลีและมะเขือเทศ ไม่ค่อยนิยมเลี้ยงสัตว์เพราะสิ้นเปลืองค่าอาหาร (หน้า 33-34) กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง มีแต่ที่ไร่ ต้องรับจ้างทำนา ได้ค่าแรงเป็นข้าวเปลือกวันละ 1 ถัง หากมีแรงงานในครอบครัวมาก อาจได้ข้าวเปลือกมาก แต่ไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในกลุ่มนี้จะมีสมาชิกออกไปทำงานรับจ้างนอกหมู่บ้านมากกว่ากลุ่มอื่น (หน้า 34) การผลิตข้าวเพื่อบริโภคยังคงใช้แรงงานจากเครือญาติ เมื่อได้ผลผลิตออกมาแล้ว จึงมีการแบ่งตามความยุติธรรมและความเหมาะสม ส่วนการปลูกพืชเศรษฐกิจจะมีลักษณะแยกต่างคนต่างครอบครัวทำ เพราะถือว่าเป็นเรื่องธุรกิจส่วนตัวของแต่ละคน (หน้า 36) โดยจะมีการรวบรวมผลผลิตแล้วส่งต่อให้พ่อค้าคนกลาง (หน้า 37) นิยมการใช้รถไถสำหรับการทำนามากกว่าควาย ด้วยเหตุผลความสะดวกรวดเร็ว และมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ระหว่างชายกับหญิง คือ ผู้หญิงจะเป็นผู้ดูแลภายในบ้านเกือบทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องความสะอาด หาอาหาร การทอผ้า และเป็นผู้ถางหญ้า และปลูกข้าว ส่วนผู้ชายจะทำงานหนักเช่น ฟันไร่ ไถนา สร้างบ้าน ขุดดิน หรือทำเครื่องจักรสาน (หน้า 37-38) การบริโภคโดยรวม ยังคงพึ่งพาอาหารจากธรรมชาติเป็นหลัก ปลูกพืชผักสำหรับบริโภค เช่นกะหล่ำปลี มะเขือ ฟักทอง มีการซื้ออาหารจากภายนอกบ้างที่ไม่สามารถผลิตได้เอง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง เกลือ ส่วนการล่าสัตว์เป็นหน้าที่ของผู้ชาย ยังมีการทอผ้าใส่เองอยู่ แต่เริ่มเปลี่ยนมาใช้เครื่องแต่งกายเหมือนคนพื้นราบมากขึ้น (หน้า 35-36)

Social Organization

ลักษณะพื้นฐานของครอบครัวเยาวชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีลักษณะครอบครัวเดี่ยว หลังจากแต่งงานแล้ว ฝ่ายชายจะไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง แล้วจึงแยกครอบครัวออกไปสร้างบ้านใหม่ ระบบการสืบสกุลจะถือฝ่ายพ่อเป็นหลัก (หน้า 28-29) สำหรับการแบ่งมรดกมักจะแบ่งเฉลี่ยกัน แต่ก็ดูความพร้อมของลูกแต่ละคนด้วย การแต่งงานมีทั้งการแต่งระหว่างคนในชุมชนและกับคนนอกชุมชน ระยะหลังส่วนใหญ่จะแต่งงานกับคนนอกชุมชนมากกว่า เพราะคนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นญาติกัน ตามประเพณีฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายไปสู่ขอ แล้วฝ่ายชายจะเป็นผู้ตกลงนัดหมายวันอีกที ปัจจุบันจะทำพิธีแต่งงานในโบสถ์ (หน้า 29) วิธีการจัดการกับปัญหาครอบครัว ส่วนใหญ่มีญาติพี่น้อง หรือผู้อาวุโสเป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ แต่ถ้าเป็นเรื่องครอบครัวอื่น หรือไม่สามารถแก้ปัญหากันเองในครอบครัวไม่ได้ ก็จะมีผู้อาวุโสของหมู่บ้านเป็นผู้ให้คำแนะนำในการแก้ปัญหานั้น ๆ (หน้า 29) การแบ่งบทบาทในครอบครัวจะมีการแบ่งหน้าที่ชัดเจนระหว่างพ่อกับแม่ โดยฝ่ายพ่อจะมีบทบาทเป็นหัวหน้าครอบครัวโดยเฉพาะกิจกรรมนอกบ้านและภาระงานที่หนักกว่า เช่นการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ ๆ ของครอบครัว หรือการประกอบอาชีพ เช่นการทำไร่จะให้ฝ่ายชายเป็นผู้ตัดสินใจเลือกพื้นที่ และรวมไปถึงการทำไร่ ทำนา สร้างบ้าน จักรสาน ล่าสัตว์ ส่วนแม่มีบทบาทในครัวเรือนเช่นเรื่องการเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ของกินของใช้ในบ้าน รวมทั้งการทอผ้า หุงหาอาหาร (หน้า 30) สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ จะมีพิธีผูกข้อมือระหว่างสายเลือดเดียวกันปีละครั้ง ดังนั้นต้องถือกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ห้ามมีการทะเลาะเบาะแว้งกันในหมู่เครือญาติเดียวกัน แต่ปัจจุบันพิธีกรรมเริ่มเปลี่ยนไป เหลือเพียงพิธีรดน้ำดำหัวและผูกข้อมือบายศรีสู่ขวัญ (หน้า 31) จะมีข้อห้ามการแต่งงานในเครือญาติเดียวกัน ตั้งแต่ญาติลำดับที่ 1 คือ เป็นพี่น้องกัน ญาติลำดับที่ 2 พ่อแม่เป็นพี่น้องกัน ลำดับที่ 3 ปู่ย่าตายายเป็นพี่น้องกัน แต่ญาติลำดับที่ 4 คือทวดเป็นพี่น้องกันสามารถแต่งานกันได้ (หน้า 31-32) การออกไปโดยลำพังของหนุ่มสาวที่ไม่ใช่ญาติลำดับ 3 ขึ้นไป จะทำไม่ได้ แม้ว่าจะไม่มีเจตนาเชิงชู้สาว หากเกิดอาเพทขึ้นในหมู่บ้าน เช่น ความเจ็บป่วย การตาย หนุ่มสาวคู่นั้นจะถูกลงโทษ โดยกลุ่มผู้อาวุโส แม้ว่าครอบครัวนั้นเปลี่ยนความเชื่อไปถือคริสต์หรือพุทธแล้วก็ตาม (หน้า 32) ประเพณีเกี้ยวสาวของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ฝ่ายชายจะไปเยี่ยมบ้านของฝ่ายหญิงและดื่มน้ำชา ถือว่าเป็นการให้เกียรติและอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ เล่นซอต่อกลอน หากฝ่ายหญิงชอบพอด้วยอาจทอย่ามให้ฝ่ายชาย (หน้า 46-47) งานแต่งงาน จะประกอบพิธีที่บ้านฝ่ายหญิง โดยต้องไปค้างคืนที่บ้านฝ่ายหญิงก่อน 1 คืนวันรุ่งขึ้นจึงจัดพิธีทางศาสนา หลังจากนั้นจะกลับไปจัดงานต่อที่บ้านของฝ่ายชาย (หน้า 47)

Political Organization

ไม่มีข้อมูล

Belief System

สำหรับกะเหรี่ยงที่ยังนับถือความเชื่อแบบดั้งเดิม มีประเพณีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงผี ซึ่งมีทั้ง ผีบ้าน มีหน้าที่ดูแลรักษาหมู่บ้าน และผีเรือนคือผีบรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย จะมีการบวงสรวงบูชาผีเรือนอยู่อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อคุ้มครองให้ลูกหลานสุขสบาย (หน้า 45) นอกจากการนับถือผี ยังมีการนับถือศาสนาคริสต์ และพุทธศาสนา ก่อให้เกิดประเพณีและวัฒนธรรมในเผ่า เช่น ประเพณีปีใหม่ เดิมจัดในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มีการหมักเหล้า นำเหล้ามาบวงสรวงต่อผีและวิญญาณ ทำพิธีผูกข้อมือผู้อาวุโสให้พรระหว่างกัน แต่ปัจจุบันถือเอาวันปีใหม่สากลแทน มีการดัดแปลงพิธีกรรมทางศาสนา วันนั้นทุกคนจะหยุดงาน หากเป็นคาทอลิกจะเข้าร่วมพิธีมิสซาสวดมนต์ภาวนาขอบคุณพระเจ้าและขอพรปีใหม่ (หน้า 46) ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ จะทำเมื่อสร้างบ้านใหม่ ให้ผู้อยู่อาศัยอยู่อย่างมีความสุข มีการจัดเลี้ยงสุราอาหาร แต่ปัจจุบันจะนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีกรรมในกรณีศาสนาพุทธ และเชิญญาติพี่น้องผู้ใหญ่มาร่วมสวดภาวนาขอพรจากพระเจ้า (หน้า 46) งานศพ หากยังมีความเชื่อแบบดั้งเดิม จะเก็บศพไว้ที่บ้านของผู้ตาย 3 หรือ 7 วัน พอถึงเวลากลางคืนที่จะนำศพไปฝังป่าช้า จะมีการเดินร้องเพลงรอบกองไฟใกล้บ้านผู้ตาย หากผู้ตายเป็นภรรยา สิ่งของ สัตว์เลี้ยงเสื้อผ้าของผู้ตายจะถูกกำจัดเพราะถือว่าเป็นสมบัติของฝ่ายหญิง (หน้า 47-48) นอกจากนี้ ยังมีประเพณีเสียผี เมื่อชายหญิงในชุมชนได้เสียกันก่อนแต่งงานจะต้องขอขมาลาโทษทั้งผี พ่อแม่และชาวบ้านทั้งหมด โดยให้จูงควายไปรอบบ้าน คนจะตะโกนว่าอย่าเอาอย่าง สุดท้ายชายหญิงคู่นั้นต้องเอาน้ำส้มป่อยรดน้ำดำหัวควาย และถูกฆ่าบูชา (หน้า 48)

Education and Socialization

จะมีการสอนภายในครอบครัว เช่น แม่สอนลูกสาวให้รู้จักทอผ้า หรือพ่อก็จะสอนให้ลูกรู้จักทำไร่ เวลาพักมีการเรียนการเหลาตอกทำจักรสานจากพ่ออีกด้วย แต่ปัจจุบันการเรียนรู้วิธีนี้เริ่มลดความสำคัญลง (หน้า 38) ส่วนการศึกษาในระบบ พ่อแม่นิยมให้ค่านิยมเรื่องการศึกษา เมื่อจบการศึกษาระดับประถมในหมู่บ้านแล้วจะส่งลูกเข้าไปเรียนในเมือง อยู่ตามหอพักของโบสถ์ไปอยู่กับซิสเตอร์และบาทหลวง เมื่อเด็กได้รับการศึกษาแล้วส่วนมากไม่กลับไปในท้องถิ่น เรียนจบแล้วจะหางานทำในเมือง เช่นตัดเย็บเสื้อผ้า หรือเป็นผู้ช่วงพยาบาล ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าทำงานเพื่อเก็บเงินระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยกลับหมู่บ้านทีหลัง (หน้า 43)

Health and Medicine

สมัยก่อนจะรักษาด้วยสมุนไพรและพิธีกรรมทางศาสนาแบบดั้งเดิม เช่น ใช้เปลือกควินินต้มสำหรับแก้ไข้ ต้มใบฝรั่งแก้ท้องเสีย มีการจับเส้นและทำคลอดอยู่บ้าง แต่ปัจจุบันการบริการในชุมชนมีมากขึ้น ไม่มีความเชื่อเรื่องพิธีกรรมมาเกี่ยวข้องเพราะส่วนใหญ่หันไปนับถือศาสนาคาทอลิก (หน้า 44) หลายหมู่บ้านมีสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งได้รับการบริการจากทางการเป็นอย่างดี ทำให้สุขภาพของคนในหมู่บ้านดีขึ้นกว่าเดิมมาก (หน้า 41) มีบริการหยอดวัคซีน และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เป็นระยะ ๆ (หน้า 39)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

เดิมผู้หญิงกะเหรี่ยงจะทอผ้าใช้เอง เริ่มตั้งแต่การผลิตโดยเก็บฝ้ายเอามาปั่นเป็นเส้นด้ายแล้วเอามาย้อมสีที่ได้จากเปลือกไม้ รากไม้จึงเอามาทอเป็นเสื้อผ้า ถ้าเป็นเสื้อของผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานไม่ต้องย้อมเพราะใช้เป็นสีขาว ผู้เป็นแม่จะคอยสอนลูกสาวให้รู้จักการทอผ้า ส่วนผู้ชายเมื่อว่างเว้นจากงานจะมีการเหลาตอกเพื่อทำจักรสาน แต่ปัจจุบันมีฝ้ายสำเร็จรูปจากในเมือง และเสื้อผ้าสำเร็จรูป จึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านเครื่องแต่งกายที่ใกล้เคียงคนเมืองมากขึ้น (หน้า38)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

เยาวชนชาวเขาจะแต่งชุดประจำเผ่า ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานจะใส่ชุดฝ้ายทอยาวสีขาว หากเป็นเด็กผู้ชายจะใส่ชุดทอฝ้ายสีแดง ซึ่งจะใส่ในช่วงโอกาสพิเศษเช่นงานฉลองโรงเรียน หรืองานพิธีกรรมของหมู่บ้าน (หน้า 38, 77, 97)

Social Cultural and Identity Change

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเยาวชนชาวเขาในหลายด้าน เช่น ระบบความสัมพันธ์เพื่อความอยู่รอดด้าน อาชีพ การศึกษาและการงาน ความสัมพันธ์แบบเครือญาติเริ่มห่างเหิน เมื่อเข้ามาอยู่ในเมือง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกลับมีมากขึ้น เปลี่ยนแปลงการรับรู้ความคิด และการปฏิบัติจากเดิมเป็นครอบครัวแบบขยายมาสู่ครอบครัวเดี่ยว (หน้า 85) ระบบการแลกเปลี่ยน นำมาซึ่งความอยู่รอดด้านอาชีพ การศึกษาและการงาน เมื่อเข้ามาอยู่ในเมือง มีโอกาสทางเลือกด้านการศึกษาและอาชีพมากกว่า ทำให้สามารถแสวงหาฐานะที่ดีกว่า ต้องการค่าจ้างแรงงานที่มีรายได้ดีกว่าทำงานในหมู่บ้าน ลักษณะงานในเมืองเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือเป็นลูกจ้าง มีรายได้เป็นรายวันหรือเดือน เปลี่ยนระบบความคิดจากการแลกเปลี่ยนร่วมแรงงานเป็นการเรียกร้องเงินค่าตอบแทน (หน้า 85-86) นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม ส่วนใหญ่พูดภาษาไทยชัดขึ้น มีเครื่องอำนวยความสะดวก และสาธารณูปโภค ส่วนด้านประเพณีบางอย่างยังคงรักษาไว้เช่นการแต่งกายตามประเพณี จะแต่งเฉพาะวันสำคัญ ๆ ทางศาสนา เช่น พิธีมิสซา หรือพิธีกรรมต่าง ๆ (หน้า 97)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

การปรับตัว สภาพความเป็นอยู่หลังการอพยพเข้ามาในเมือง เยาวชนชาวเขาต้องมาอยู่ร่วมกันกับเพื่อนที่มาจากต่างถิ่นต่างหมู่บ้าน พวกเขาต้องปรับตัวหลาย ๆ อย่างกับกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแบบพี่น้อง โดยมีบาทหลวงเป็นเสมือนพ่อผู้ปกครอง และมีซิสเตอร์ทำหน้าที่เหมือนแม่หรือพี่ และศิษย์เก่าที่คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำอบรมบ่มนิสัย ฝึกความเป็นระเบียบเรียบร้อย ระเบียบวินัย ความสะอาด รับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ ที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ (หน้า 76-77) ในด้านการแต่งตัว เยาวชนแต่งตัวแบบเรียบง่าย บางครั้งใส่ชุดประจำเผ่า เช่นหญิงสาวที่ยังไม่แต่งานจะใส่เสื้อทอยาวสีขาว ผู้ชายใส่เสื้อทอสีแดง แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในเมืองเยาวชนจะแต่งตัวตามสมัยนิยม เริ่มกลมกลืนกับเยาวชนพื้นราบมากขึ้น นอกจากในโอกาสพิเศษวันฉลองของโบสถ์หรือโรงเรียน จะใส่ชุดประจำเผ่า (หน้า 77-78) ในด้านความสัมพันธ์กับครอบครัว จะมีการติดต่อกับทางบ้านโดยใช้โทรศัพท์ ทางโรงเรียนและหอพักส่งเสริมให้กลับบ้านในช่วงปิดเทอม หรือในช่วงเปิดเทอม บางครั้งพ่อแม่จะเข้ามาเยี่ยมในเมือง (หน้า 79) หากเยาวชนมีปัญหามักจะเลือกปรึกษาเพื่อนหรือบาทหลวงและซิสเตอร์ ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือเรื่องภาษา การพูดไม่ชัด ฟังไม่ค่อยทัน รวมถึงปัญหาด้านการเรียน เยาวชนจึงต้องมีการปรับตัว และอดทนมากขึ้น ทางโรงเรียนและหอพักส่งเสริมให้เยาวชนฝึกกล้าแสดงออก รับผิดชอบกิจกรรมต่าง ๆ (หน้า 79)

Google Map

Map/Illustration

ไม่มี

Text Analyst ชัยวัฒน์ ไชยจารุวณิช Date of Report 22 ก.ย. 2555
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), เยาวชน, การเปลี่ยนแปลง, วิถีชีวิต, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง