ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ม้ง,สังคม,วัฒนธรรม,การเปลี่ยนแปลง,เชียงใหม่
Author ภาวนา ก้อนกลีบ
Title การยอมรับสิ่งใหม่ของชาวเขาเผ่าม้งในชุมชนพื้นราบ : ศึกษาเฉพาะกรณีหมู่บ้านสหกรณ์ห้วยมะนาว กิ่งอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(เอกสารฉบับเต็ม)
Total Pages 190 Year 2536
Source หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษานอกระบบ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

ชาวเขาเผ่าม้งอพยพลงมาสร้างชุมชนใหม่ร่วมกับคนไทยพื้นราบ โดยหวังจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่อมาได้รับการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านในโครงการศูนย์สมาชิกสหกรณ์ ชาวเขาเผ่าม้งบ้านใหม่ธารทองประมาณ ร้อยละ 80 มีความพร้อมและยอมรับสิ่งใหม่ ซึ่งมีความแตกต่างจากสังคมและวัฒนธรรมดั้งเดิม จนมีสภาพวิถีชีวิตคล้ายคนไทยพื้นราบ โดยวิธีการเรียนรู้และยอมรับสิ่งใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการสังเกต จดจำและนำไปปฏิบัติ (หน้า ค)

Focus

ศึกษากระบวนการยอมรับของม้งในด้านความรู้ ความคิด และสิ่งปฏิบัติใหม่ ๆ จากชุมชนพื้นราบโดยผ่านช่องทางการสื่อสาร ทั้งที่มีการจัดการและเป็นไปโดยธรรมชาติ (หน้า 11)

Theoretical Issues

ผู้เขียนใช้แนวคิดเรื่องกระบวนการยอมรับสิ่งใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นตื่นตน เป็นขั้นตอนของการเริ่มรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งใหม่ แต่ยังไม่สมบูรณ์ จึงยังไม่อาจยอมรับสิ่งใหม่ได้ 2.ขั้นสนใจ 3. ขั้นไตร่ตรอง 4.ขั้นลองทำ เป็นขั้นเริ่มต้นทดลองทำ และประเมินผลประโยชน์และความคุ้มค่าที่จะได้รับเมื่อนำไปปฏิบัติ และ 5. ขั้นนำไปใช้หรือขั้นยอมรับถาวร จะยอมรับสิ่งใหม่เพื่อนำไปใช้ในชีวิตของตนเองอย่างถาวร (หน้า 15, 21-23) ซึ่งพบว่าการยอมรับสิ่งใหม่ของชาวเขาเผ่าม้งเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยอมรับสิ่งใหม่ 2 แบบ คือ 1. การยอมรับสิ่งใหม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอน ได้แก่การยอมรับสิ่งใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน สรยอมรับเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีพ การยอมรับศาสนาและพิธีกรรมตามประเพณีวัฒนธรรมและการยอมรับที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ (หน้า 121-122) 2. มีการยอมรับข้ามขั้นตอน โดยอาศัยการเห็นตัวอย่างการทดลองจากผู้อื่น อาศัยประสบการณ์ของผู้อื่น หรือช่องทางการรับสื่อตัวอย่าง ซึ่งคิดว่ามีประโยชน์ต่อตนเอง ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ เช่น วิธีการรับประทานอาหาร การก่อสร้างบ้านเรือน การแต่งกาย การศึกษาและอาชีพ (หน้า 122) ในด้านการศึกษา ม้งบ้านใหม่ธารทองเห็นความสำคัญของการศึกษาแสวงหาความรู้ ส่งบุตรหลานเข้าเรียนหนังสือ รับการฝึกอบรม ร่วมประชุมและการรับสื่อสารมวลชน ด้านเศรษฐกิจและอาชีพ มีการปรับตัวยอมรับอาชีพใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน ด้านศาสนาและวัฒนธรรม มีการยอมรับวัฒนธรรมของคนไทยพื้นราบได้ดีจนมีสภาพการดำรงชีวิตเหมืองคนไทยพื้นราบ และด้านการรวมกลุ่มจากกลุ่มเครือญาติมาเป็นการรวมกลุ่มต่างเผ่าพันธุ์ ต่างสกุลในเรื่องการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจและกลุ่มทางสังคม (หน้า 122) สำหรับเรื่องปฎิสัมพันธ์ทางสังคมพบว่าม้งบ้านใหม่ธารทองเป็นผู้นำและมีมนุษยสัมพันธ์ทางสังคมได้ดี มีโอกาสได้เห็นได้ทดลองสิ่งใหม่ จึงทำให้เกิดการยอมรับสิ่งใหม่ได้มากกว่า (หน้า 122)

Ethnic Group in the Focus

ชาวเขาเผ่าม้งในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่โดยอาศัยความแตกต่างด้านภาษา และชื่อที่พวกเขาเรียกตัวเอง รวมทั้งเครื่องแต่งกาย ได้แก่ ม้งขาว ม้งน้ำเงินและม้งกัวม์บา สำหรับม้งน้ำเงิน แยกออกเป็นม้งดอก ม้งดำและม้งลายอีกด้วย จากการสำรวจเมื่อปี 2509 มีชาวเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 53,030 คน ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เชียงราย น่าน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอนลำปาง ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะที่จังหวัดน่านมีมากที่สุดเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาซึ่งอยู่ติดกับเขตแขวงไชยะบุรีของประเทศลาว (หน้า 162)

Language and Linguistic Affiliations

ม้งไม่มีภาษาที่แน่นอน ส่วนใหญ่มักยืมภาษาของชาติอื่นมาใช้เช่น ภาษาจีน ภาษายูนนาน ภาษาลาว ภาษาไทยภาคเหนือ ภาษาที่เป็นของตนเองมีไม่มากนัก นอกจากภาษาพูดแล้ว ภาษาเขียนของม้งก็ไม่มี มีเรื่องเล่าว่าแต่เดิมม้งก็เคยมีตัวหนังสือ แต่ด้วยเหตุที่บรรพบุรุษต้องอพยพหนีภัยอยู่เสมอ วันหนึ่งขณะลำเลียงภาษาม้งบรรทุกขึ้นหลังม้าเดินทางมาถึงลำธารแห่งหนึ่ง จึงปลดตะกร้าหนังสือลงจากหลังม้าแล้วพากันนอนหลับ ปล่อยให้ม้าไปกินหญ้า ม้าก็เลยกินหนังสือของเขาเสียหมด นับแต่นั้นมา ม้งจึงไม่มีตัวหนังสือมาจนบัดนี้ (หน้า 163)

Study Period (Data Collection)

ใช้เวลาศึกษาวิจัยภาคสนามในเดือน พฤศจิกายน 2533 ถึง มิถุนายน 2534 และเก็บข้อมูลในชุมชนเพิ่มเติมช่วงเดือน กรกฎาคม ถึง สิงหาคม 2534 (หน้า 47-48)

History of the Group and Community

ประมาณปี พ.ศ.2511 มีม้งจากบ้านขุนวาง ตำบลแม่วิน อำเภอสันป่าตอง ลงมาทำงานในบริษัทอาหารสากล ตั้งอยู่ที่บริเวณที่ราบเชิงเขาในตำบลบ้านกาด กิ่งอำเภอแม่วาง เมื่อเห็นว่าสถานที่ใหม่นี้น่าอยู่จึงชวนกันอพยพลงมาตั้งบ้านอยู่ใกล้ ๆ ห้วยมะนาว หลังจากนั้นจึงมีการอพยพตามลงมาอีกจากหมู่บ้านต่าง ๆ เช่น บ้านขุนกลาง ป่ากล้วย จากคำชักชวนของพระปัน ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน เพื่อให้ม้งมาช่วยถางป่าสร้างชุมชนที่ถาวรมากขึ้น นอกจากนี้ แล้วยังได้มีคนไทยพื้นราบอพยพเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านด้วยพร้อมกับตั้งชื่อหมู่บ้านใหม่เป็น "บ้านใหม่สวรรค์" ต่อมาปี พ.ศ. 2519 ทางราชการประกาศจัดตั้งชุมชนบ้านใหม่สวรรค์ เป็นหมู่บ้านหมู่ที่ 11 ตำบลบ้านกาด และในปีเดียวกันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมราษฎรที่ตำบลบ้านกาด มีการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ผู้ยากไร้ในบริเวณนั้น จากนั้นจึงมีการจัดตั้งศูนย์สาธิตสหกรณ์ที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า "ศูนย์สาธิตสหกรณ์ห้วยมะนาว" (หน้า 49-50) เมื่อจำนวนสมาชิกชุมชนมีเพิ่มขึ้นจากการอพยพเข้ามาของผู้ที่ได้รับสิทธิการจัดสรรที่ดิน ในปี พ.ศ. 2531 ทางราชการจึงมีประกาศแยกหมู่บ้านคือ บ้านใหม่สวรรค์หมู่ที่ 11 (บ้านเดิม) และบ้านใหม่ธารทอง หรือบ้านห้วยเนียมเดิม แต่มีการขายสิทธิที่ดินให้คนภายนอก จึงทำให้ชุมชนมีความหลากหลายของชาติพันธุ์ทั้งม้งและคนไทยพื้นราบ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีม้งอพยพลงมาสบทบที่หมู่บ้านอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถทำกินได้เพราะเกิดความแห้งแล้ง อีกทั้งไม่คุ้นเคยต่อการทำเกษตรพื้นราบ บางส่วนจึงกลับไปถิ่นฐานเดิม หรือแสวงหาที่รกร้างเพื่อทำกินใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า เช่น ที่บ้านห้วยน้ำริน เป็นที่ราบเชิงเขาที่อยู่ห่างหมู่บ้านประมาณ 8 กิโลเมตร จนเกิดเป็นชุมชนใหม่ขึ้นมา แต่บางส่วนก็ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านใหม่ธารทองแต่มาบุกเบิกเป็นแหล่งทำกินของชาวบ้านม้งบ้านธารทองด้วย (หน้า 51-53)

Settlement Pattern

บ้านแบบดั้งเดิมของชาวเขาเผ่าม้งจะมีรูปทรงแบบสามเหลี่ยมหลังคาคลุมดิน ใช้พื้นดินเป็นพื้นบ้านมุงด้วยหลังคาบ้าน เสาทำด้วยต้นไม้ทั้งต้น ปักด้านปลายลงพื้นดิน ใช้ไม้ไผ่เป็นไม้ขนาบฝาบ้าน หรือแคร่สำหรับนั่งหรือวางของภายในบ้าน ปัจจุบัน บ้านของม้งบ้านใหม่ธารทอง ปลูกสร้างด้วยวัสดุและรูปทรงแบบหลังคาคลุมดินทำด้วยไม้ไผ่และหญ้าคาเหลือเพียง 7 หลัง ซึ่งเป็นบ้านที่ยังนับถือผีอยู่ มีที่ตั้งหิ้งผี เตาไฟกลางบ้าน แต่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม โดยใช้เตาอั้งโล่แทนเตาดินไม่ต้องจุดไฟตลอดเวลา และยังมีการตกแต่งภายในให้ดูดีขึ้น เช่น พื้นดินมีการปูด้วยซีเมนต์ บางบ้านทำบ้านยกพื้นมุงหลังคาด้วยกระเบื้องมีหน้าต่างไม่อับทึบ ผนังทำด้วยอิฐ บางหลังใช้วิธีซื้อบ้านไทยโบราณมาปลูกเพราะเห็นว่าง่ายดี (หน้า 72)

Demography

ผู้เขียนศึกษาเฉพาะม้ง บ้านใหม่ธารทองที่เป็นสมาชิกของชุมชนและเป็นสมาชิกศูนย์สาธิตสหกรณ์ฯ หรือชาวเขาเผ่าม้งที่อพยพย้ายถิ่นมาอยู่บ้านดังกล่าวภายหลัง แต่ไม่น้อยกว่า 1 ปี มีจำนวน 48 ครัวเรือน (หน้า 12)

Economy

ม้งบ้านใหม่ธารทองส่วนใหญ่ยังคงอาชีพเกษตรกรรม แต่เปลี่ยนจากปลูกเพื่อบริโภคเป็นเพื่อขาย แล้วนำเงินไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน (หน้า 56) เปลี่ยนจากเกษตรที่สูงมาสู่การเรียนรู้เกษตรพื้นราบ โดยใช้แหล่งเงินทุนจากศูนย์สาธิตสหกรณ์ ให้กู้เงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและอุปกรณ์ทำเกษตรจะต้องใช้เงินกู้หลังเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่ลงทุนปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และเมล็ดพันธุ์ให้ แล้วจะรับซื้อผลผลิตเมื่อเก็บเกี่ยวตามราคาท้องตลาดขณะนั้น พืชที่มีการปลูก ได้แก่ มะเขือเทศ หอมใหญ่ แตงโม และแคนตาลูป โดยเฉพาะแคนตาลูปต้องใช้เงินลงทุนสูง ดังนั้นผู้ปลูกจึงมักเป็นนายทุนจากกรุงเทพฯหรือเชียงใหม่ (หน้า 56-57) นอกจากนี้ ยังมีอาชีพค้าขายในหมู่บ้าน รับจ้างทั่วไป เช่นรับจ้างเก็บเกี่ยวถั่วเหลือง ปลูกและเก็บหอมหัวใหญ่ ดูแลแปลงและสวนผลไม้ เป็นลูกมือช่างไม้ช่างปูน และรับราชการ (หน้า 76-79)

Social Organization

สังคมชาวเขาเผ่าม้งเป็นแบบเครือญาติ มีผู้อาวุโสของกลุ่มเป็นหัวหน้าทำหน้าที่ปกครองดูแลสมาชิกในกลุ่มเครือญาติ และเป็นผู้ทำพิธีตามประเพณี ผู้อาวุโสจึงมีบทบาทต่อชีวิตของม้งเพราะเป็นผู้รักษากฎเกณฑ์การดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน บ้านใหม่ธารทองมีกลุ่มเครือญาติ 4 ตระกูลใหญ่คือแซ่ย่าง แซ่ยะ แซ่ลี แซ่ซ้งและแซลือมะ ปัจจุบันผู้นำกลุ่มตระกูลไม่สามารถเป็นตัวแทนที่มีคุณภาพได้ จึงเริ่มลดความสำคัญลง ทำให้เกิดการเปลี่ยนจากการเลือกผู้อาวุโสมาเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถแทน (หน้า 64)

Political Organization

บ้านใหม่ธารทองมีคนหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน ซึ่งต่างมีประเพณีวัฒนธรรมที่ต่างกัน จึงทำให้ม้งเปลี่ยนจากการรวมกลุ่มเครือญาติ มาเป็นการรวมกลุ่มตามกิจกรรม เช่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มสตรี และกลุ่มฌาปนกิจ (หน้า 65) ผู้ใหญ่บ้านบ้านใหม่ธารทองปัจจุบันเป็นสตรี อายุ 30 ปี มีการปกครองแบบกระจายอำนาจให้คณะกรรมการหมู่บ้าน และผู้แทนประชาชนของแต่ละซอย (หน้า 65) คณะกรรมการหมู่บ้านมีหน้าที่รับผิดชอบงานบริหารและพัฒนาชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้านประกอบด้วยคนทั้ง 2 เผ่า แบ่งเป็น 7 ฝ่ายตามรูปแบบที่ราชการกำหนด โดยปกติคณะกรรมการจะมีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อปรึกษาหารือและรับทราบข่าวสารจากทางราชการ (หน้า 58)

Belief System

แต่เดิมม้งนับถือภูติผีที่อยู่ในธรรมชาติ เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในชุมชนพื้นราบที่นับถือศาสนาพุทธ และคริสต์ ทำให้ม้งบ้านใหม่ธารทองหันมายอมรับนับถือศาสนาพุทธ และคริสต์ อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านที่นับถือพุทธยังคงนับถือผีอยู่ เช่นประเพณีขึ้นปีใหม่ และประเพณีการจัดพิธีศพ และประเพณีแต่งงาน ผสมผสานกันจนมีลักษณะพุทธ-ผี (หน้า 59) วันขึ้นปีใหม่หรือวันกินวอ มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตม้งมาก ม้งบ้านใหม่ธารทองจะหยุดงาน 3 วันเพื่อจัดงานเฉลิมฉลองที่บ้านที่เป็นต้นสกุล หรือบ้านญาติที่ใดที่หนึ่งหมุนเวียนกันไป ในพิธีจะมีการไหว้ผี มีงานรื่นเริงเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่เครือญาติและเพื่อนฝูง จะนำไก่หมูและวัวมาเซ่นไหว้ผีและเลี้ยงแขก (หน้า 62-63) ประเพณีในพิธีศพ แต่เดิมจะนำผู้ตายมาวางบนแคร่ยกพื้นสูงๆ แล้วตั้งศพไว้หน้าบ้านรอญาติมาเคารพศพประมาณ 7-10 วัน ในพิธีจะมีการสวดและร้องไห้หน้าศพทุกวัน นำเอาหมู วัวมาแขวนไว้ข้าง ๆ ศพ ที่เหลือทำอาหารเลี้ยงแขก เมื่อนานวันศพเริ่มเน่าเป็นที่รังเกียจของคนไทยพื้นราบ จึงมีการนำโลงมาใส่ศพแล้วนำไปฝังในสุสาน ไม่ให้ฝังบริเวณที่อยู่อาศัยอย่างแต่ก่อน และระยะเวลาการตั้งศพก็ใช้น้อยลง (หน้า 63)

Education and Socialization

ไม่ระบุรายละเอียด

Health and Medicine

ความเชื่อเกี่ยวกับหมอผีที่เคยมีอิทธิพลมากต่อวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าม้ง ได้ลดบทบาทหน้าที่ลง เมื่อเกิดการเจ็บป่วยก็จะไปโรงพยาบาลมากกว่า โดยหมอผีอาจมีการเข้าทรงเพื่อเป็นกำลังใจให้คนไข้ควบคู่กับการรักษาจากการแพทย์แผนปัจจุบัน (หน้า 59)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ปัจจุบันม้งบ้านใหม่ธารทองแต่งกายคล้ายคนพื้นราบ มีทั้งชุดพื้นเมืองของถิ่นเหนือทำด้วยผ้าฝ้ายที่เรียกว่าชุดม่อฮ่อม เตี่ยว สะดอ คือกางเกงทรงคล้ายกางเกงขาก๊วยของจีนมีทั้งขาสั้นขายาว และชุดเสื้อผ้าสากลทั่วไปเช่นเสื้อเชิ้ต เสื้อยืด กางเกงขายาวและสั้น กางเกงยีนส์ กระโปรงทรงต่าง ๆ เยาวชนแต่งกายตามแฟชั่นสมัยนิยม มีการใช้เครื่องประดับต่างๆ เช่น นาฬิกา กำไร ต่างหู โบว์ผูกผม สร้อยคอ ไม่ค่อยนิยมใส่เครื่องประดับเงินแล้ว แต่ผู้อาวุโสบางคนยังใส่ชุดดั้งเดิมอยู่บ้าง คือมักใช้กางเกงและผ้าแถบปิดด้านหน้าด้านหลัง ส่วนเสื้อจะใช้เสื้อเชิ้ตเสื้อยืดธรรมดา จะมีการแต่งกายตามเผ่าจริงๆ เฉพาะงานสำคัญ เช่นวันปีใหม่ (หน้า 73)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ม้งบ้านใหม่ธารทองไม่ได้เคร่งครัดในประเพณีไม่มีคู่ครองต่างเผ่าพันธุ์อย่างผู้อาวุโส คนรุ่นใหม่ถือว่าไม่ผิดอย่างใด ไม่ได้เป็นสิ่งแปลก การอยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาของคนต่างเผ่า ทำให้เกิดการถ่ายทอด การยอมรับประเพณีวัฒนธรรมเกิดการเรียนรู้และยอมรับวิถีชีวิตคนไทยพื้นราบมากขึ้น ปัจจุบัน มีการแต่งงานข้ามเผ่าจำนวน 3 คู่ ฝ่ายชายเป็นม้งและฝ่ายหญิงเป็นคนพื้นราบทั้งหมด ยังไม่มีผู้ชายพื้นราบมาแต่งกับผู้หญิงม้ง (หน้า 75)

Social Cultural and Identity Change

โดยรวมแล้วม้งบ้านใหม่ธารทองเริ่มมีวิถีชีวิตคล้ายคนไทยพื้นราบมากขึ้น ยังคงหลงเหลือบางประเพณี พิธีกรรม หรือเครื่องใช้แต่งกายบางส่วนเท่านั้นที่ยังเป็นของดั้งเดิม แต่ส่วนมากแล้วมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นราบหมดแล้ว (หน้า 54-65) ระบบวิถีการผลิตเปลี่ยนจากการเกษตรเพื่อบริโภคมาสู่เป็นผลิตเพื่อขาย โดยมีการเชื่อมโยงกับตลาดมากขึ้น (หน้า 56-58) ศาสนาเริ่มเปลี่ยนจากถือผีเป็นพุทธและคริสต์ แต่ก็ยังมีความเชื่อดั้งเดิมหลงเหลืออยู่ บางคนอาจนับถือควบคู่กับศาสนาพุทธ (หน้า 58-60) ส่วนการกินอาหารเดิมม้งจะใช้ถาดหรือกาละมังใบใหญ่ใส่ข้าวเพื่อรับประทานร่วมกันโดยใช้ช้อนวางรอบถาดข้าว ส่วนกับข้าวใส่ถ้วยตั้งคู่กัน เวลารับประทานจะตักกับและข้าวใส่ปากคนละที แต่ปัจจุบันจะกินตามแบบคนไทยพื้นราบ งานปีใหม่มีเพียงพิธีไหว้ผีบรรพบุรุษ ไม่มีการละเล่นรื่นเริงหรือการเลือกคู่เหมือนแต่ก่อน ส่วนงานศพก็ไม่ต่างพิธีกรรมของคนไทยพื้นราบ(หน้า 60-63) ม้งเริ่มมีการรวมกลุ่มนอกเหนือจากกลุ่มแบบเครือญาติอย่างในอดีต เนื่องด้วยในหมู่บ้านมีคนจากพื้นราบ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ต่อการรวมกลุ่มตามกิจกรรม เช่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มสตรี กลุ่มฌาปนกิจ เป็นต้น (หน้า 64)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ตารางเปรียบเทียบการยอมรับนับถือศาสนา (หน้า 146) ข้อมูลจำนวนนักเรียนชาวเขาเผ่าม้งในโรงเรียนบ้านใหม่สวรรค์ ปี 2533 (หน้า 147) ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนเด็กชาวเขาเผ่าม้งที่จะต้องเข้าเรียนในการศึกษาภาคบังคับ (หน้า 148)

Text Analyst ชัยวัฒน์ ไชยจารุวณิช Date of Report 30 มิ.ย 2560
TAG ม้ง, สังคม, วัฒนธรรม, การเปลี่ยนแปลง, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง