ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
| |
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร 

     

    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 

    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)


    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง, ไร่หมุนเวียน, ภูมิปัญญา, มติ ครม., เขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ
Author อภินันท์ ธรรมเสนา, ศิราพร แป๊ะเส็ง, สกุลกร ยาไทย, ณัฐดนัย ตระการศุภกร, ลี - อายุ จือปา
Title หมุนเวียนอย่างยั่งยืน
Document Type อื่นๆ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity กะเหรี่ยง ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)  Total Pages 48 Year 2561
Source เอกสารประกอบกิจกรรมสื่อสารความรู้ความเข้าใจวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์.ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
Abstract

ในประเทศไทย กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นทางแถบภาคเหนือ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร แพร่ สุโขทัย และภาคกลางด้านตะวันตก 6จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้ชุมชนกะเหรี่ยงแต่ละแห่งนับเป็นชุมชนดั้งเดิมที่สืบย้อนไปได้ถึง 1,200 ปี มีการตั้งถิ่นฐานอยู่ในป่า ยังชีพโดยการทำเกษตรแบบ “ไร่หมุนเวียน” โดยจะหมุนเวียนการเพาะปลูกจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพื่อให้พื้นที่เดิมได้พักและเริ่มสะสมสารอาหาร ซึ่งจะใช้ระยะเวลา 5-10 ปี การทำไร่หมุนเวียนจึงเป็นวิถีที่สอดคล้องกับหลักนิเวศป่าและภูมิปัญญาในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน แต่กลับขัดต่อความเข้าใจของคนทั่วไปที่มองว่าเป็นการทำไร่เลื่อนลอยซึ่งเป็นสาเหตุของการบุกรุกและทำลายป่า (หน้า 5) ช่วงเวลาที่ผ่านมาชาวกะเหรี่ยงจึงใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมของตนเป็นเครื่องมือลบล้างความเชื่อดังกล่าว จนสามารถผลักดันให้เกิดนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ทำให้รัฐผลักดันประเด็นไร่หมุนเวียนและประกาศให้วิถีภูมิปัญญาการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง หรือ “คึฉื่ย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจำปี 2556 แต่ก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจของคนทั่วไปเท่าที่ควร ต่อมาในปี 2558 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในฐานะองค์กรทางวิชาการ จึงเข้าสนับสนุนข้อมูลเพื่อขับเคลื่อน ฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง โดยทำงานร่วมมือกับภาคีเครือข่ายนักวิชาการและเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง นำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับไร่หมุนเวียนเพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองและสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับคนในสังคม (หน้า 6)  
อย่างไรก็ตาม งานศึกษาทางวิชาการส่วนใหญ่ยอมรับว่า ไร่หมุนเวียนเป็นรูปแบบหนึ่งที่สร้างเสถียรภาพให้กับระบบนิเวศ และการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร กลับส่งผลทำให้สัดส่วนการใช้พื้นที่ทำให้ไร่หมุนเวียนลดลง เป็นเพราะ การทำไร่หมุนเวียนมีการปรับตัวโดยลดการใช้พื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับพลวัตรทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คุณประโยชน์ของไร่หมุนเวียนยังได้รับการยอมรับโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประกาศให้ไร่หมุนเวียนเป็นระบบวนเกษตรระบบหนึ่งที่มีความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศ (หน้า 21)

Focus

ชาวกะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง ดำรงชีพโดยอาศัยการทำไร่หมุนเวียนที่เน้นการเพาะปลูกเพื่อบริโภค ซึ่งใช้หลักนิเวศ คือ “ป่า” อันเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ระบบการเกษตรของชาวกะเหรี่ยงจะทำซ้ำพื้นที่ในระยะสั้นและทิ้งให้ไร่ฟื้นตัวในระยะยาว วิธีการเช่นนี้ก่อให้เกิดระบบ “ไร่เหล่า” หรือไร่ฟื้นตัว กระบวนการสำคัญของระบบไร่หมุนเวียนที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน สร้างความอุดมสมบูรณ์ของกลไกการรักษาระบบนิเวศและสร้างความมั่นคงทางอาหาร แต่วิถีดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลไทยและสังคมภายนอกที่มุ่งมองว่าเป็นการทำไร่เลื่อนลอยและทำลายป่า ยิ่งเมื่อประกาศเขตป่าสงวนและเขตอุทยานแห่งชาติ พื้นที่อยู่อาศัยของชาวกะเหรี่ยงจึงซ้อนทับกับพื้นที่ของป่าสงวน และถูกตีตราว่าเป็น “ผู้บุกรุกป่า” เกิดการโยกย้ายชุมชนออกจากพื้นที่ป่าหรือปิดกั้นการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ไร่หมุนเวียน ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของชาวกะเหรี่ยงที่มีความผูกพันกับผืนป่า คนรุ่นใหม่จึงเคลื่อนย้ายเข้าสู่สังคมเมือง เพื่อแสวงหาปัจจัยการดำรงชีพตามรูปแบบชีวิตสมัยใหม่ รวมทั้งเพื่อเรียนหนังสือ เกิดการทำพืชเกษตรเชิงเดี่ยวสนองตอบความต้องการของระบบตลาด
มติรัฐมนตรีว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยงได้ถูกหยิบยกและนำเสนอ เพื่อนำกลับไปใช้ฟื้นฟูความมั่นคงของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ยังคงดำรงชีพอยู่บนพื้นที่สูง ตามมติ ครม. วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ได้ดำเนินงานเพื่อสร้างรูปธรรมในพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยงจำนวน 10 ชุมชน ด้วยการขับเคลื่อในรูปแบบที่เรียกว่า “เขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ” ซึ่งหมายถึง พื้นที่ดั้งเดิมของบรรพบุรุษที่ชุมชนสืบทอด ฟื้นฟู ภูมิปัญญา พิธีกรรม วัฒนธรรมประเพณี ภาษา วิถีชีวิตคนอยู่ร่วมกับป่าและสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมตามจารีตประเพณีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างยั่งยืน (หน้า 13-14)         

Theoretical Issues

เอกสาร “หมุนเวียนอย่างยั่งยืน” เชื่อมโยงให้เห็นความผูกพันของชาวกะเหรี่ยงที่มีต่อธรรมชาติและการอนุรักษ์ผืนป่าผ่านระบบการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นวิถีที่ขัดต่อมุมมองของคนทั่วไปที่เห็นว่าเป็นการทำไร่เลื่อนลอยและทำลายป่า ยิ่งเมื่อเกิดนโยบายแยกคนจากป่าของรัฐบาล ส่งผลให้ชุมชนชาวกะเหรี่ยงได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จึงเกิดเป็นแนวรบทางวัฒนธรรมในนามของเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ ซึ่งอาจไม่ใช่แนวทางเดียวในการแก้ปัญหาของชุมชนบนพื้นที่สูง นั่นเป็นเพราะ แนวนโยบายที่ออกมารองรับมีความล่าช้าและอิงอยู่กับระบบบริหารราชการซึ่งผู้ปฏิบัติงานมีการสับเปลี่ยนโยกย้ายได้ตลอดเวลา อีกทั้งนโยบายของภาครัฐที่มองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเป็นคนอื่น มุมมองดังกล่าวส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความอยู่ดีมีสุข และสิทธิที่ควรได้รับ โดยเฉพาะสิทธิของความเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ ชุมชนชาติพันธุ์จึงยังคงเผชิญกับกับอำนาจรัฐที่คอยกีดกันสิทธิชุมชนและสิทธิของความเป็นพลเมือง รวมถึงประเด็นปัญหาอื่น ๆ ที่คนบนพื้นที่สูงเผชิญ เช่น การรุกคืบของระบบทุนนิยม เศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ ซึ่งกำลังช่วงชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ให้เลือนหายไป โดยเฉพาะการตั้งรับของชุมชนท้องถิ่นที่ต้องปรับตัว ปรับวิธีคิดและแนวทางการทำงานเพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นฐานรองรับการเชื่อมต่อกับระดับนโยบาย (หน้า 17-18)
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ เช่น ม้งและลาหู่ ที่มีความสามารถในการอนุรักษ์ป่าและระบบการเกษตรที่คล้ายคลึงกับระบบไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง รวมถึงการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิเช่นกัน ซึ่งโจทย์สำคัญที่ควรพิจารณาต่อไป คือ ภายใต้นโยบายพหุวัฒนธรรม รัฐจะจัดการความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีความเท่าเทียมกันอย่างไร เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มกะเหรี่ยงกับชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่อาจต่อต้านการผูกขาดภาพความเป็นตัวแทนชนเผ่าที่อนุรักษ์ป่าของชาวกะเหรี่ยง รวมถึงการกำหนดนโยบายของรัฐที่รองรับสิทธิในการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้อาจมองว่า รัฐให้อภิสิทธิ์แก่ชาวกะเหรี่ยงในประเด็นสิทธิการทำไร่หมุนเวียนมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ (หน้า 25)  

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยง คือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตนเองด้วยชื่อที่แตกต่างกันว่า ปกาเกอะญอ/จอกอร์ โพล่ง/โผล่ว กะยาห์ กะยัน และปะโอ (หน้า 5) 

Social Organization

ในปี 2553 กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศให้ชุมชนหินลาดในมีสถานะเป็นเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ ข้อประกาศดังกล่าวให้ความชอบธรรมต่อสิทธิจารีตตามประเพณีและวิถีปฏิบัติของชาวกะเหรี่ยง รวมถึงมอบอำนาจในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้วยวิถีปฏิบัติดั้งเดิมที่มีความยั่งยืน แต่กลับเป็นที่น่าเสียดายเมื่อเยาวชนกะเหรี่ยงให้ความสนใจเกี่ยวกับวิถีไร่หมุนเวียนภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษลดน้อยลง และเพื่อให้เกิดการสานต่อและกระตุ้นให้เห็นความสำคัญขององค์ความรู้ดั้งเดิม จึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับไร่หมุนเวียน ซึ่งเกิดจากการร่วมมือของภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ได้แก่ ชุมชนหินลาดใน Thailand Slow Food Youth Network (SFYN) Indigenous Terra Madre network (ITM) และสมาคมปากเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD) ภายใต้การสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่มุ่งเน้นให้เยาวชนเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจรวมถึงให้การสนับสนุนและเข้าไปมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูและธำรงรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิม (หน้า 39-40) ผ่านกิจกรรม ดังนี้ การให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชุมชน และวิถีชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การดูแลรักษาป่าด้วยกฎจารีตประเพณีดั้งเดิม จากนั้นจึงลงพื้นที่ศึกษาป่าชุมชนและป่านวเกษตร โดยมีผู้รู้และเยาวชนแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เข้าร่วม (หน้า 41) และปิดท้ายวันด้วยการลิ้มรสอาหารพิเศษจากป่า โดยทีมเชฟจาก SFYN ได้นำเสนอเรื่องราวของชุมชนผ่านอาหารที่จัดเตรียมไว้ และปิดท้ายกิจกรรมด้วยการลิ้มรสอาหารที่หลากหลายจากไร่หมุนเวียน เช่น น้ำผึ้งจากป่าทั้งสามประเภทที่แตกต่าง กาแฟจากหมู่บ้านชนเผ่าสามหมู่บ้าน ชาดอกกาแฟจากหมู่บ้านแม่จันใต้ รวมทั้งชาดำและชาดอกไม้จากหมู่บ้านหินลาดใน และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความสามารถในการซึมซับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของชุมชนตนเอง (หน้า 45)

Political Organization

เมื่อวิถีการทำไร่หมุนเวียนยังไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐบาลไทยและสังคมภายนอก ที่ต่างมองว่าเป็นการทำไร่เลื่อนลอยและทำลายป่า ประกอบกับการที่รัฐบาลกำหนดทิศทางนโยบายพัฒนาประเทศ พืชพาณิชย์เชิงเดี่ยว รวมทั้งประกาศนโยบายอนุรักษ์ป่า โดยการขจัดคนออกจากป่านับตั้งแต่ ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลทำให้ชาวกะเหรี่ยงสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกินและสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรป่า รวมทั้งถูกกีดกันสิทธิในการเลือกแนวทางการพัฒนาที่ชุมชนกำหนดขึ้นเอง (หน้า 20-21)  
ชาวกะเหรี่ยงจึงเลือกใช้เครื่องมือเพื่อต่อสู้กับนโยบายและปฏิบัติการของรัฐ ดังนี้ ประการแรก การช่วงชิงความรู้ในระบบการจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรป่าเชิงอนุรักษ์เพื่อต่อรองกับรัฐให้ยอมรับสิทธิที่จะยอมให้อยู่กับป่าต่อไปได้ ประการที่สอง การใช้ปฏิบัติการทางวัฒนธรรมในลักษณะที่เป็นกลยุทธ์ เช่น การใช้ “ธา” ซึ่งเป็นการขับร้องเพลงพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยงในการให้ความรู้และรณรงค์ต่อสู้เรื่องการจัดการทรัพยากร หรือการจัดพิธีบวชป่าภายใต้กระแสสิ่งแวดล้อมนิยมทางพุทธศาสนา อันเป็นความพยายามแสดงออกซึ่งตัวตนใหม่ในการเป็นผู้อนุรักษ์ป่า ประการที่สาม คือ การเคลื่อนไหวทางสังคมที่แสดงถึงนัยยะสำคัญของการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสัญลักษณ์เชิงอำนาจเพื่อต่อรองกับรัฐให้ยอมรับความชอบธรรมของพวกเขา รวมถึงแสดงเจตจำนงในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเอง โดยเลือกองค์ประกอบบางส่วนของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชนมากำหนดแนวทางการพัฒนา ซึ่งช่วยให้ชุมชนดำรงอยู่อย่างยั่งยืน ทั้งยังแสดงนัยของการช่วงชิงความหมายและต่อต้านวาทกรรมการพัฒนาแบบทันสมัยของรัฐที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเพียงด้านเดียว (หน้า22) 

Health and Medicine

ระบบการจัดการ “ไร่เหล่า” ก่อเกิดพืชพันธุ์มากมายที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพร เช่น หญ้าสาบเสือ (ชอโพนเกว) ใช้รักษาแผลสด ใบหนาด (พอปก่าหล่า) เปล้าใหญ่ (ซะเกอะวะ) ใช้รักษาแผลฟกช้ำ มะขามป้อม (เส่ญาส่า) ใช้รักษาอาการปวดฟัน เส่แกว่โจ่ แบะเส่วาลอ ใช้รักษาท้องเดิน นอโพและนาปอจอ ใช้แก้ไข้ ตัวร้อน เป็นต้น (หน้า 30) 

Other Issues

การทำไร่หมุนเวียนเป็นกระบวนการสำคัญในการรักษาความหลากหลายของพันธุ์พืชและเป็นแหล่งสะสมอาหารที่มีให้กินอยู่ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ระบบการหมุนเวียนของพืชที่เพาะปลูกในบางเดือนของปีมีให้เห็น ดังนี้
ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม หลังจากเผาไร่ใหม่ ๆ ชาวกะเหรี่ยงจะเริ่มปลูกหว่านพืชพันธุ์ เมื่อถึงปลายเดือนเมษายนก็สามารถเก็บผักบางชนิดมาประกอบอาหาร เช่น ต้นอ่อนผักกาดและยอดฟักทองที่ปลูกตามริมห้วยริมธาร เข้าสู่กลางเดือนพฤษภาคม สามารถเก็บต้นอ่อนกะเพราแดง (ห่อวอ) ยอดฟักเขียว ผักชี ผักชีฝรั่ง ต้นหอม สาระแหน่ เป็นต้น ทั้งนี้เดือนพฤษภาคมนับว่าเป็นเดือนแห่งการแตกหน่อ แตกหัว แตกเมล็ดพันธุ์พืชทุกชนิด เดือนมิถุนายน อาหารตามธรรมชาติประเภทหน่อจะมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์เป็นอาหารให้มีกินอย่างล้นเหลือ นอกจากนี้ ยังมีพืชอื่น ๆ เช่น ผักขี้อ้นป่า (เห่อเต่อมี) ผักขี้อ้นบ้าน (ห่อเต่อเดอ) ยอดบวบเหลี่ยม (เดเรล่า) ยอดบวบ (เตอะโกส่า) ยอกมันสำปะหลัง ยอดฝ้าย ยอดกระเจี๊ยบ ยอดมะระ ยอดถั่ว ยอดมะเขือลื่น (ซาโยเต้) ต้นอ่อนหอมซุง (เสอะเกลอ) เป็นต้น เดือนกรกฎาคม เป็นช่วงเวลาของการเก็บยอดอ่อนและดอกผักกาด เข้าสู่กลางเดือนสิงหาคม เป็นช่วงเก็บข้าวโพด แตงลาย (ดีหมื่อ) แตงส้ม (ดีฉี่) เริ่มเก็บลูกอ่อนได้ และตั้งแต่เดือนกันยายนกึงเดือนธันวาคม พืชผักจะมีหลากหลาย และอุดมสมบูรณ์ที่สุดในเดือนพฤศจิกายน (หน้า 29 - 30)
          นอกจากนี้ ยังมีระบบ “ไร่เหล่า” หรือไม่ฟื้นตัว ถือเป็นแก่นของการเกษตรกรรมในระบบนี้ หากปราศจากการฟื้นตัวของ “ไร่เหล่า” ความอุดมสมบูรณ์ย่อมหมดไป
          ปฏิบัติการในระบบไร่หมุนเวียน เกิดองค์ความรู้ในการรักษาหน้าดินที่สำคัญยิ่ง เพราะชาวกะเหรี่ยงจะไม่ใช้วิธีขุดพลิกหน้าดิน การถางไร่ยังคงเก็บตอไม้และตอไผ่ไว้ ไม่มีการขุดรากถอนโคน เพราะมันมีบทบาทสำคัญในการยึดโครงสร้างของผืนดินไว้อย่างเหนียวแน่น ยากต่อการพังทลายของหน้าดิน นอกจากนี้ ไร่หมุนเวียนยังมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์เพราะเป็นแหล่งอาหารที่ปราศจากสารพิษ ไม่เพียงเท่านั้นเพราะระบบไร่หมุนเวียนยังช่วยลดทอนภาวะโลกร้อน ซึ่งพบว่า ตามหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีการกักเก็บคาร์บอนในชีวมวล (biomass) ทั้งจากป่า ต้นไม้และสิ่งมีชีวิตในดิน ดังนั้น การฟื้นตัวของ “ป่าหนุ่ม” จะดูดซึมคาร์บอนเพื่อการเจริญเติบโตและเป็นที่กักเก็บคาร์บอนได้ดีกว่า “ป่าธรรมชาติ” หรือ “ป่าแก่” ไร่เหล่า จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการบำบัดสภาวะโลกร้อน (หน้า 31-33) 

Map/Illustration

- งานประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษของหมู่บ้านสันดินแดง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 โดยหมู่บ้านสันดินแดงเป็นพื้นที่แห่งแรกในประเทศไทยที่ประกาศเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ (หน้า 15)
- ภาพคณะอนุกรรมการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อเสนอไร่หมุนเวียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ลงสนามไร่หมุนเวียนเมื่อวันที่ 8-9 มกราคม 2555 ณ บ้านไล่โว่ ต.ลาโว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี (หน้า 24)
พืชผลจากไร่หมุนเวียนของชุมชนหินลาดใน (หน้า 30)
- ชาวกะเหรี่ยงในชุมชนหินลาดในกำลังเก็บผักกาดฮีนจากไร่หมุนเวียน เพื่อนำไปทำผักกาดดองแห้ง ตามวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม (หน้า 32)
- สภาพพื้นที่ไร่หมุนเวียนภายหลังจากการเผา (หน้า 34)
- ต้นไม้ที่ถูกตัดโค่นจนเหลือเพียงซากตอไม้ เพื่อให้ต้นไม่ใหม่สามาถเติบโตขึ้นมาได้ (หน้า 39)
- พริกสดใหม่ที่ถูกเก็บจากไร่หมุนเวียน (หน้า 40)
- พ่อหลวงชัยประเสริฐ โพคะ กำลังเก็บน้ำผึ้งโดยใช้ภูมิปัญญาในการเข้าใจผึ้ง (หน้า 41)
- เชฟแว่นและเชฟเทพกำลังสอนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทำอาหารท้องถิ่น (หน้า 44)
- เมนูสลัดยำไร่ที่แสดงให้เห็นถึงรสชาติของไร่หมุนเวียน (หน้า 44)
- น้ำผึ้งป่าท้องถิ่นที่ถูกเสิร์ฟบนใบพะกึซึ่งเก็บมาจากป่าวนเกษตร (หน้า 44)
- หญิงชาวกะเหรี่ยงกำลังเดินทางไปเก็บวัตถุดิบตามฤดูกาลในไร่หมุนเวียน (หน้า 46)
- เยาวชนหญิงจากหมู่บ้านหินลาดใน กำลังสอนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้จักชนิดของพันธุ์พืชในไร่หมุนเวียนที่มีประโยชน์ (หน้า 47) 

Text Analyst สุธาสินี บุญเกิด Date of Report 23 ก.ค. 2564
TAG ชาติพันธุ์, กะเหรี่ยง, ไร่หมุนเวียน, ภูมิปัญญา, มติ ครม., เขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง