ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มุสลิม,นโยบาย,รัฐ,ชายแดนภาคใต้
Author Ministry of Foreign Affair
Title Thai Muslims
Document Type เอกสารวิชาการ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, Language and Linguistic Affiliations ออสโตรเนเชี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 24 Year 1979
Source เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ
Abstract

ประเทศไทยมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามหรือที่เรียกว่า "มุสลิม" ประมาณ 2 ล้านคน โดยจะมีความหนาแน่นในบริเวณ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ซึ่งต่างก็ได้รับสิทธิและเสรีภาพภายใต้กฎหมายไทยไม่แตกต่างกับราษฎรในศาสนาอื่น ๆ ไทยมุสลิมอยู่ภายในพระบรมราชูปถัมป์ ซึ่งต่างก็ได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนไม่แตกต่างกับคนไทยโดยทั่วไป รวมทั้งรัฐบาลไทยที่ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมอยู่หลายประการ ในด้านการเมืองคือเรื่องการเคลื่อนไหวของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนน้อยที่พยายามต่อต้านอำนาจรัฐและประกาศจัดตั้งรัฐอิสระในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งต้องการสร้างแนวร่วมไทยมุสลิมในพื้นที่เพื่อก่อการโดยใช้ความแตกต่างด้านศาสนา ขนบธรรมเนียมและประเพณีเป็นเครื่องมือ ส่วนในด้านเศรษฐกิจพบว่าไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำการเกษตรเป็นหลัก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ และราคาในท้องตลาด ประกอบกับความไม่มั่นคงปลอดภัยในการประกอบอาชีพท่ามกลางการก่อความไม่สงบของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ในด้านสังคมพบว่าไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความเข้าใจผิดในเรื่องศาสนาและปฏิเสธการศึกษาในระบบภาษาไทย นโยบายของรัฐบาลไทยจึงมุ่งเน้นที่จะแก้ปัญหาต่างๆ โดยที่ยังคงให้รักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีและศาสนาไว้ พยายามหลีกเลี่ยงมาตรการที่สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น โดยแบ่งเป็นนโยบายด้านศาสนา นโยบายด้านการศึกษา นโยบายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ นโยบายด้านสังคม และนโยบายด้านการบริหารและปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ

Focus

เน้นไทยมุสลิมในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล โดยระบุถึงประวัติศาสตร์การเข้ามาของอิสลามในประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับราษฎรไทยมุสลิม สภาพปัญหาของไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาดังกล่าว

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ไทยมุสลิม โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเขต 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล (หน้า 2 และหน้า 7)

Language and Linguistic Affiliations

ไม่ระบุชัดเจน แต่อธิบายว่า ไทยมุสลิมมองว่าการศึกษาภาษาอื่นนอกจากภาษามาเลย์ (Malay) และภาษาอาหรับ (Arabic) เป็นบาป (หน้า 12)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

ศาสนาอิสลามเผยแพร่เข้ามาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ในระหว่างศตวรรษที่ 12 โดยพ่อค้าพาณิชย์จากคาบสมุทรอาหรับ และจากมุสลิมชาวอินเดียผู้มาค้าขายในแถบนี้ ในเริ่มแรกอิสลามแพร่หลายมาในเกาะสุมาตรา และเขตเมืองที่เจริญริมชายฝั่ง หลังจากนั้นก็ขยายเข้าสู่เกาะอื่นๆ ในอินโดนีเซีย และคาบสมุทรมาเลย์ ราวศตวรรษที่ 13 ศาสนาอิสลามได้เข้ามาสู่ประเทศไทยในสมัยที่สุโขทัยเป็นราชธานี เมื่ออยุธยาเป็นราชธานี มุสลิมได้ทำการค้าขายอย่างมั่นคงและเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้การอุปถัมป์ของพระมหากษัตริย์ไทย นอกจากนี้อิสลามได้เข้ามาแพร่หลายในภาคเหนือของประเทศไทยโดยมุสลิมชาวจีนซึ่งอพยพเข้ามา จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศจีนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (หน้า 2)

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

ประเทศไทยมีประชากรที่เป็นมุสลิม 3.8 % หรือประมาณ 2 ล้านคน (จากประชากรไทยประมาณ 44,039,000 คน - สถิติปี ค.ศ. 1977) ราว 75 % ของไทยมุสลิมจะอาศัยอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล (หน้า 1) ในส่วนของประชากรใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีประมาณ 1,212,673 คน (ปัตตานี 415,150 คน, ยะลา 244,587 คน, นราธิวาส 405,916 คน และสตูล 147,020 คน) นอกจากนี้ ราว 75 % หรือ 909,500 คนเป็นมุสลิม (หน้า 2)

Economy

ระบุเพียงว่า มุสลิมส่วนใหญ่ในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผลผลิตและรายได้จึงขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของราคาผลผลิตในตลาด (หน้า 11)

Social Organization

ไม่ได้ระบุรายละเอียดชัดเจน

Political Organization

นโยบายพื้นฐานของรัฐบาลต่อการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น คือจะต้องเคารพต่อจารีตประเพณี และศาสนาของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งหลีกเลี่ยงมาตรการใดๆ ก็ตามที่จะส่งผลให้สร้างความขัดแย้ง และกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชน นอกจากนี้ นโยบายด้านศาสนาระบุว่า จะให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา และสนับสนุนการปฏิบัติศาสนกิจของอิสลาม ด้านนโยบายการศึกษามุ่งสร้างมาตรฐานด้านการศึกษาในพื้นที่ให้สูงขึ้น ถึงระดับอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัย นโยบายนี้จะได้รับคุณวุฒิและโอกาสที่จะเข้าถึงบริการของรัฐหรือมีอาชีพที่มั่นคงมากขึ้น นโยบายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ มุ่งให้ความสนใจและความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจที่อยู่ในพื้นที่ที่หลากหลาย ขณะเดียวกันมาตรการเหล่านี้จะยังคงรักษาซึ่งประเพณีและวัฒนธรรมราวกับเป็นศาสนาของประชาชนในพื้นที่ ส่วนนโยบายด้านกิจการสังคม รัฐบาลได้ขยายและแก้ไขการบริการในส่วนของการสื่อสาร สาธารณูปโภค และสาธารณสุข และสุดท้ายนโยบายด้านบริหารและแก้ไขกฎหมายและระเบียบ รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารส่วนท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับชาติ มุสลิมหลายคนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมหมู่บ้านและคณะกรรมการตำบล และได้รับเลือกเข้าสภาจังหวัด ในส่วนข้าราชการไทยมุสลิมจะได้รับการแต่งตั้งให้บรรจุในตำแหน่งบริหารหลายตำแหน่ง อาทิเช่น นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และในระดับชาติ รัฐบาลส่งเสริมให้ไทยมุสลิมเข้ารับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับตำแหน่งวุฒิสมาชิก ในแง่ของสถานะทางกฎหมาย สิทธิ และเสรีภาพของผู้ที่มีสัญชาติไทย ซึ่งรวมทั้งมุสลิมไทย ซึ่งระบุไว้ในมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. 1965 อันถือว่าแม้จะมีความแตกต่างในด้านศาสนา ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยให้สถานะทางกฎหมาย สิทธิ และเสรีภาพของมุสลิมไทยแตกต่างกับคนส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธแต่อย่างใด (หน้า 4) นอกจากนี้ไทยมุสลิมยังได้รับสิทธิพิเศษภายใต้กฎหมายเฉพาะ 3 ฉบับที่ใช้ในหมู่มุสลิมไทย อันได้แก่ (หน้า 4 - 6) - พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับมัสยิดอิสลาม ปี ค.ศ.1947 (พ.ศ.2490) ซึ่งได้ให้การรับรองฐานะของคณะกรรมการมัสยิด อันประกอบด้วย อีมาม (Imam) คอเต็บ (Khatib) และมุอัซซิน (Muazzin) รวมทั้งเป็นการรับรองฐานะของมัสยิดอีกด้วย - พระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง "จุฬาราชมนตรี" อันเป็นบุคคลสำคัญและเป็นผู้ที่มีทางศาสนาอิสลาม และได้รับเลือกจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับด้านศาสนาอิสลามแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ ยังมีพระบรมราชโองการจัดตั้งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นหน่วยงานให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เช่นเดียวกับที่ในระดับจังหวัดก็มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 26 จังหวัดทั่วประเทศ - พระราชบัญญัติปี ค.ศ.1946 ในเรื่องการประกาศใช้กฎหมายอิสลามใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในหัวข้อกฎหมายมรดก และกฎหมายครอบครัวซึ่งระบุในหมวดที่ 5 และ 6 ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมทั้งแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งดาโต๊ะยุติธรรม (Islamic Judges) จำนวน 2 คน เพื่อทำหน้าที่พิพากษาในกรณีดังกล่าว

Belief System

ไม่ได้ระบุรายละเอียดชัดเจน

Education and Socialization

ระบุแต่เพียงว่าในเขต 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีโรงเรียน 1,500 โรงเรียน และสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัยอีกจำนวนหนึ่ง ประกอบด้วยอาจารย์ประมาณ 10,850 คน และนักเรียนประมาณ 283,000 คน และในจำนวนนี้ 23,000 คนเป็นนักเรียนในโรงเรียนปอเนาะ (Pondok) ซึ่งเป็นโรงเรียนของมุสลิม (หน้า 9) การศึกษาของไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีแนวโน้มที่จะปฏิเสธการเรียนการสอนในภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาราชการ จึงมีการส่งบุตรหลานเข้าเรียนเพียงระดับเกณฑ์บังคับเท่านั้น และนิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนปอเนาะ (Pondok) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ส่งผลให้เป็นการยากที่นักเรียนในแถบนี้จะได้ศึกษาในระดับสูงทางด้านสามัญและด้านการอาชีพ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงโอกาสในการประกอบอาชีพที่มีรายได้สูงอีกด้วย (หน้า 9 และหน้า 12)

Health and Medicine

ในแต่ละจังหวัดมีเครือข่ายโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ศูนย์ผดุงครรภ์ และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่อย่างเพียงพอ (หน้า 9)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ปัญหาของไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีหลายมิติ แต่ไม่ได้เป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับศาสนา ประเทศไทยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา และไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มใดในเรื่องการนับถือศาสนาเลย ในทางตรงกันข้ามกลับได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนจากรัฐบาลเสียอีก (หน้า 10)

Social Cultural and Identity Change

อาจสรุปได้ว่าปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้คือผลของความไม่สมดุลของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เกิดขึ้น (หน้า 10-12) ในด้านการเมือง : สืบเนื่องมาจากการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินซึ่งรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางในอดีต ทำให้มีผู้สูญเสียผลประโยชน์จำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วย และนำไปสู่การก่อตัวขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพื่อปลดปล่อยจังหวัดชายแดนภาคใต้และจัดตั้งรัฐขึ้นมา ในการนี้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้ใช้ความแตกต่างทางด้านศาสนา ขนบธรรมเนียมและประเพณีระหว่างมุสลิมกับกลุ่มอื่น ๆ เป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม มุสลิมส่วนใหญ่ไม่ได้สนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวมีการร่วมผสมโรงจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ไทย ซึ่งร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมาลายา โดยสัมพันธ์กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในแง่ของการแลกเปลี่ยนประโยชน์บางประการ พบว่า มีปัจจัยในเรื่องความไม่ปลอดภัยในการประกอบอาชีพของคนไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันส่งผลมาจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่จะล้มล้างรัฐบาล จึงทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการป้องกันและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน ก็ผลักดันจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าเป็นพื้นที่เร่งรัดพัฒนา (Accelerated Development Areas) ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (ค.ศ.1977 - 1981) ไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยึดถือว่าขนบธรรมเนียมและประเพณีของตนเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาอิสลาม และมักจะปฏิเสธต่อสิ่งที่อยู่นอกศาสนา อันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษา เพราะไทยมุสลิมในพื้นที่มักไม่ยอมรับการศึกษาในภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาราชการ ยอมรับแต่ภาษามาเลย์ (Malay) และภาษาอาหรับ (Arabic) ส่งผลให้ไทยมุสลิมในพื้นที่เน้นการศึกษาของบุตรหลานในวิชาศาสนามากกว่าด้านสามัญและวิชาชีพ

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

แผนที่ประเทศไทย (ไม่ระบุเลขหน้า) รูปภาพพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเยี่ยมราษฎรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น - ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และทรงไต่ถามถึงทุกข์สุขของราษฎรเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด

Text Analyst รอมฎอน ปันจอร์ Date of Report 01 ม.ค. 2548
TAG มุสลิม, นโยบาย, รัฐ, ชายแดนภาคใต้, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง