ลืมรหัสผ่าน?

  สมัครสมาชิก   
ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ขมุ, การเปลี่ยนแปลง, วิถีชีวิต,สังคม, เศรษฐกิจ,ประเพณี, ลาว
Author คำจันทร์ ปัญญาทอง
Title วิถียังชีพของชนเผ่าขมุในแขวงบ่อแก้ว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
Document Type - Original Language of Text -
Ethnic Identity ขมุ กำมุ ตะมอย, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น Total Pages 185 Year 2555
Source วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Abstract

บ้านศรีบุญเรืองมีอายุ 45ปี พัฒนาการการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านแบ่งเป็นสี่ยุค ได้แก่  ยุคก่อตั้งหมู่บ้าน (ค.ศ.1966-1977) เป็นยุคที่เริ่มบุกเบิกพื้นที่เพื่อก่อตั้งหมู่บ้าน โดยกลุ่มชาติพันธุ์ขมุ เจ็ดครอบครัว โดยเข้ามาพักบริเวณค่ายทหารหรือชาวลาวเรียกว่า “ปาง” ขณะนั้นชุมชนอยู่ภายใต้การปกครองของหมู่บ้านมีชัยสว่าง ที่อยู่ห่างสามกิโลเมตร  ยุคที่สอง คือยุคการเปลี่ยนแปลงตนเอง  (ค.ศ. 1978-1985) ซึ่งเป็นยุคที่แยกตัวออกมาจากหมู่บ้านมีชัยสว่างแล้วตั้งเป็นหมู่บ้านศรีบุญเรือง โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำชุมชน และมีครัวเรือนเพิ่มจำนวนเป็น 25ครัวเรือน 
ยุคที่สาม  เป็นยุคการเปลี่ยนแปลง โดยการประกาศใช้แนวทางการเปลี่ยนแปลงใหม่ของพรรค (ค.ศ.1986-2000)  เป็นยุคที่รัฐบาลได้เปิดประเทศและเร่งดำเนินแผนการพัฒนาประเทศ เช่นการสร้างถนนและขยายเขตไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านศรีบุญเรือง มีบริษัทเอกชนเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดังนั้นจึงทำให้เศรษฐกิจชุมชนขยายตัว มีครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 38ครัวเรือน และยุคปัจจุบัน (ค.ศ.2000-2011)  เป็นยุคที่หมู่บ้านศรีบุญเรืองมีการติดต่อกับสังคมเมืองมากขึ้น มีครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 44ครัวเรือน ผลของการศึกษาพบว่า ผลของการเปลี่ยนแปลง ในด้านบริบทของหมู่บ้าน แต่เดิมหมู่บ้านไม่มีถนนการตั้งบ้านเรือนได้กระจุกตัวอยู่บริเวณที่ราเชิงเขา โดยขยายตัวเป็นวงกลม กระทั่งมีการตัดถนนเข้าสู่หมู่บ้านเมื่อ ค.ศ. 1996การสร้างบ้านเรือนได้ตั้งตามสองฟากฝั่งของถนน
ผลกระทบด้านเศรษฐกิจชาวขมุได้เปลี่ยนจากการทำไร่เลื่อนลอยมาปลูกข้าวโพดและทำงานอื่นๆ นอกจากนี้สภาพชีวิตความเป็นอยู่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นมีการเดินทางออกไปทำงานนอกชุมชนมากกว่าในอดีต และมีการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมเช่นได้เปลี่ยนจากการลงแขกช่วยกันทำงานในอดีตมาเป็นการจ้างแรงงานและมีการช่วยเหลือกันน้อยลง

Focus

ศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถียังชีพของชนเผ่าขมุ และศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงวิถียังชีพของชนเผ่าขมุ (หน้าบทคัดย่อ,หน้า 2,หน้า 65)

Theoretical Issues

          1. แนวคิดและทฤษฎีวิถียังชีพ(Livelihoods)  ผู้เขียนได้กล่าวถึงแนวคิดวิถียังชีพไว้ดังนี้  พจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ (2530, 494) ระบุว่า การดำรงชีวิตของมนุษย์เกี่ยวพันตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และมีกระบวนการต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องอยู่ทุกเวลา แต่บางครั้งอาจจะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และสังคม ทั้งนี้ความเป็นไปในการดำรงชีวิตก็คือวิถีชีวิต (หน้า 5)
          ขณะที่ Weber (1905) ระบุว่า  วิถียังชีพหมายถึง การที่วิถีชีวิตปรับเข้าอย่างดีทุนนิยมจนกลายเป็นวิถีชีวิตหลักเหนือแนวทางอื่นๆ ได้จะมีที่มาจากแนวคิดของปัจเจกคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องเกิดขึ้นมาจากวิถีชีวิตที่เหมือนๆ กันของคนในกลุ่ม (หน้า 7)  ส่วน Scoones and Carney (1998อ้างถึงใน Ellis, 2000)ได้เสนอกรอบในการวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของคนในระดับท้องถิ่น โดยวิเคราะห์ผ่านทรัพย์สินทุนของครัวเรือน และชุมชนที่ครัวเรือน และชุมชนนำมาใช้ประโยชน์ในกิจกรรมเพื่อดำรงชีพ ภายใต้ผลกระทบของภายนอก ทั้งสองได้แบ่งทรัพย์สินทุนเป็น ห้าประเภท ได้แก่ ทุนทางธรรมชาติ  ทุนมนุษย์(หน้า 8) ทุนกายภาพ ทุนเงินตราและทุนทางสังคม (หน้า 9)
            
2. แนวคิดทุนชุมชนกับวิถียังชีพ
          Scoones (1998  อ้างถึงใน Ellis, 2000 ) ระบุว่าการดำรงชีพต้องประกอบด้วย ทรัพย์สิน ทุน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีพ ซึ่งทรัพย์สินทุน ห้าประเภท ประกอบด้วยทุนทางธรรมชาติ ทุนทางกายภาพ ทุนมนุษย์  ทุนเงินตรา ทุนสังคม ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายว่า  (หน้า 10)  ทุนทางธรรมชาติ คือทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นทรัพยากรพื้นฐาน เพื่อการยังชีพ เช่นที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำ ป่าไม้ และอื่นๆ, กายภาพ เช่น ทรัพย์สินที่นำเข้ามาใช้ในความเป็นอยู่และในกระบวนการผลิต เศรษฐกิจ ได้แก่เครื่องมือ การปรับปรุงพื้นที่ทำกิน ระบบชลประทาน, ทุนมนุษย์ เช่น สถานะของปัจเจก และประชากรที่เกี่ยวกับสุขภาพ และระดับ เป็นต้น (หน้า 10)
             
3. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม(หน้า 20-33)     การเปลี่ยนแปลงคือ การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปลี่ยนจากที่เคยเป็นอยู่มาเป็นสภาพใหม่ โดยจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีระยะเวลากำหนด 
          ชยันต์  วรรธนะภูติ (2553) ระบุว่า  ปรากฏการณ์แต่ละอย่าง ไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยตัวของมันเอง ย่อมมีความสัมพันธ์ กับสิ่งอื่นโดยรอบ ถ้าจะแยกปรากฏการณ์นั้นเป็นส่วนย่อยๆ ก็จะทำให้ขาดความเข้าใจถึงการดำรงอยู่ของสิ่งนั้น หรือทำให้ปรากฏการณ์นั้นขาดความหมายทางประวัติศาสตร์ และทางสังคม  ทำให้ไม่เข้าใจว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเป็นมาอย่างไร ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่ามีปัจจัยอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง (หน้า 20)
 
          3.1 แนวคิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (หน้า 21-23)
          Davis (1949  อ้างถึงใน vago 1980)  ที่ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมคือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเฉพาะในองค์การทางสังคม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้าง และหน้าที่ของสังคม  (หน้า 21)
          Smelser (1963  อ้างถึงใน สุภาวี บุญเจอ 2550 )เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเทศกำลังพัฒนาว่า เป็นกระบวนการไปสู่ความทันสมัยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใน สี่ด้าน และแต่ละด้านจะสัมพันธ์กันได้แก่  ทางด้านเทคโนโลยี, ทางด้านเกษตรกรรม, ทางด้านอุตสาหกรรม, ทางด้านจัดการนิเวศวิทยา  การเปลี่ยนแปลงจากการตั้งถิ่นฐานที่กระจายไปในพื้นที่เพาะปลูก และหมู่บ้าน ไปสู่การตั้งถิ่นฐานในเมือง (หน้า 21)การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบความสัมพันธ์ของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งเกิดขึ้นกับโครงสร้างของสังคม แบบแผนการกระทำ และการกระทำระหว่างกันทางสังคมที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และต่อเนื่อง (หน้า 23)
 
          3.2 ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม (หน้า 23-24)
          John (1981อ้างถึงใน ธรพฤกษ์ ชามะรัตน์, 2552) ที่ระบุว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการอาจนำมาประยุกต์ใช้ในการศึกษาสังคมศาสตร์ รวมถึงการศึกษาวัฒนธรรมในเชิงประวัติศาสตร์เหมือนกับคำที่เคยกล่าวไว้ว่า “วัฒนธรรมของมนุษย์คือผลของวิวัฒนาการทางชีววิทยา” (หน้า 23) ฉะนั้นการทำความเข้าใจถึงที่มาของทฤษฎีนี้ ผู้เขียนระบุว่าจะช่วยให้เห็นภาพทางวัฒนธรรมได้ชัดเจนมากกว่าเดิม ยิ่งทฤษฎีวิวัฒนาการซึ่งมี Charles Darwin (1809-1882) เป็นนักคิดที่มีความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพจะเกิดจากการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของ สิ่งมีชีวิตเพื่อความอยู่รอดของตน  และเพื่อให้การอยู่รอดมีสูงมากยิ่งขึ้น  สิ่งมีชีวิตจะถ่ายทอดอุปนิสัยของตนสู่รุ่นต่อไป ผ่านการสืบทอดเผ่าพันธุ์ของตน  (หน้า 23)
          3.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตัวอย่างแนวคิดที่เกี่ยวข้องมีดังนี้
          หนึ่ง.ทฤษฎีวิวัฒนาการ(หน้า 24,25) แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการทางชีวภาพ ของ Charles  Darein ที่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับ โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง ในรูปแบบที่มีการพัฒนาการและเจริญก้าวหน้ากว่าที่แล้วมา โดยมีการเปลี่ยนแปลงจาก สังคมที่มีรูปแบบง่ายๆ ไปสู่สังคมที่มีความซับซ้อนกว่าเดิม  มีความก้าวหน้าจนเป็นสังคมที่มีความเพรียบพร้อม  ตัวอย่างทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่ใช้แนวคิดวิวัฒนาการ  (หน้า 24)
          Morgan (1877อ้างถึงใน พัชรพรรณ ยาโน, 2552) ที่ระบุว่า สังคม มีพัฒนาการยามขั้นได้แก่ สังคมคนป่า ไปสู่สังคมอนาอารยชน  และขั้นที่สามสังคมอารยธรรม (หน้า 24) ส่วน Spencer(1904อ้างถึงใน พัชรพรรณ ยาโน, 2552) ระบุว่า วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์มีจุดกำเนิดมาจากที่เดียวกัน และรวมกันด้วยกระบวนการสังเคราะห์ทำให้เกิดพัฒนาการ (หน้า 24) ที่ก้าวหน้าขึ้น การพัฒนาของสังคมจะมีวิวัฒนาการเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ หมายถึง คนที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ จะมีชีวิตที่นำไปสู่ การพัฒนาที่ก้าวหน้ากว่าเดิม (หน้า 25)
 
          สอง.ทฤษฎีพึ่งพา (หน้า 25,26)เนื่องจากประเทศ สปป.ลาว หลังจากมีนโยบาย เปิดประเทศ แต่เศรษฐกิจยังไม่เข้มแข็งดังนั้นที่เจริญด้านเศรษฐกิจ ได้เข้ามาลงทุนและค้าขายในประเทศลาว นอกจากนี้ ลาวก็ต้องมีความจำเป็นในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ดังนั้นทฤษฎีพึ่งพาจึงเป็นทฤษฎีที่ผู้เขียนนำมาอธิบายเหตุการณ์ภาคสนาม (หน้า 25)
          Keyes (1977) ระบุว่า  กลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ก็จะมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพากัน ที่ผ่านมาความเจริญที่เกิดขึ้นในที่ราบโดยมากการศึกษาชาวเขาในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายจะมีรูปแบบเป็นคู่ อาทิเช่น คนลัวะกับคนเมือง กลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่น กับกลุ่มชาติพันธุ์ฉาน กะเหรี่ยงกับคนพม่า, กลุ่มม้งกับคนจีน และอื่นๆ การพึ่งพาระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ที่ก้าวหน้า และยังไม่เจริญเท่าประชาชนที่อยู่บนพื้นที่ราบ และมีความชำนาญที่ประดิษฐ์เครื่องใช้ไม้สอยหลากหลาย ที่กลุ่มชาติพันธุ์ประดิษฐ์ไม่เป็น (หน้า 25)
             
          สาม.ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ (หน้า 26-29)ทฤษฎีนี้เป็นผลมาจากการนำเอาแนวความคิดด้านชีววิทยาที่นำมาศึกษา โดยเปรียบว่า โครงสร้างของสังคมเป็นเหมือนร่างกายที่ประกอบด้วยเซลล์หลายชนิด และเห็นว่า หน้าที่ของสังคมเสมือนการทำหน้าที่ของอวัยวะในร่างกาย ซึ่งอวัยวะแต่ละอย่างจะช่วยเหลือกันเพื่อให้ร่างกายทั้งระบบมีชีวิตโดยสมบูรณ์ (หน้า 26)  ขณะที่ Vago (1980) ระบุว่า ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่มาจากคำว่า โครงสร้างคือ กลุ่มของความสัมพันธ์ที่มั่นคง และมีรูปแบบความสัมพันธ์ของหน่วยสังคมและหน้าที่ หมายถึง ผลของการกระทำทางสังคมที่ทำให้มีการปรับตัวให้เหมาะสม หรือปรับเปลี่ยนไปตามโครงสร้าง  นอกจากนี้ โครงสร้าง ยังหมายถึง ระบบที่มีความสัมพันธ์กับรูปแบบที่มีความมั่นคง และหน้าที่ คือ กระบวนการที่มีการปรับสภาพที่อยู่ในโครงสร้าง (หน้า 26) โครงสร้างหลักในสังคม จะประกอบด้วยครอบครัว  ระบบเศรษฐกิจ ศาสนา  การศึกษา ในการศึกษาไม่มีจุดหมายไปที่การปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางสังคมต่างๆ ที่อยู่ในโครงสร้างหลัก  (หน้า 26)  
 
          สี่.ทฤษฎีความขัดแย้ง (หน้า 29,30)
          ทฤษฎีนี้มีสมมุติฐานว่าการทำความเข้าใจพฤติกรรมสังคมนั้น ต้องทำการศึกษาความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มกับปัจเจกบุคคล (หน้า 29) จากความไม่เสมอภาคของคนในสังคม เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (หน้า 30)  Coser (1956, อ้างถึงใน Vago,1980) ระบุว่า ความขัดแย้งเป็นวิถีทางในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความขัดแย้งสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้หลายวิธี กระทั่งก่อให้เกิดความแน่นแฟ้นของกลุ่มใหม่ ที่มาจากความขัดแย้งเป็นการพัฒนาความก้าวหน้า ไปสู่โครงสร้างของกลุ่มที่มีความละเอียดมากกว่าเดิม เพื่อจัดการความขัดแย้งที่จะเกิดในภายหลัง (หน้า 30)
           
          3.4ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ  การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแนวใหม่ เนื่องมาจากผลกระทบภายนอกชุมชน Lucas (1988) ระบุว่า  เทคโนโลยีของการสะสมทุนมนุษย์แบ่งเป็นสองแบบ คือ   หนึ่ง. ไม่มีผลกระทบภายนอกจากการสะสมทุนมนุษย์ (หน้า 31) สอง. กำหนดให้มีผลกระทบภายนอกเพราะการสะสมทุนมนุษย์มากขึ้น  กรณีนี้ทุนมนุษย์จะมีมากขึ้นเมื่อคนในสังคมส่วนใหญ่มีทักษะสูง หรือมีทุนมนุษย์มากขึ้น ที่แสดงให้เห็นว่า  การผลิตของหน่วยผลิต นอกจากจะขึ้นกับระดับการให้ทุนมนุษย์ แต่ยังขึ้นกับระดับทุนมนุษย์ โดยเฉลี่ยของระบบเศรษฐกิจด้วย ในกรณีที่เทคโนโลยีของการสะสมทุนมนุษย์ได้รับผลกระทบภายนอก การลงทุน การศึกษาอบรมจะน้อยกว่าที่สังคมควรเลือกลงทุน (หน้า 31)
             
          3.5 แนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
          สมศักดิ์  ศรีสันติสุข และคณะ (2532) ระบุว่า สิ่งที่ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ระบบเศรษฐกิจได้แก่ ระบบการผลิต การแจกจ่าย การบริโภค การแลกเปลี่ยน ในอดีตระบบเศรษฐกิจระดับชุมชนหมู่บ้าน เป็นระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ทั้งในด้านการผลิต การแลกเปลี่ยน (หน้า 32) การบริโภค การแจกจ่าย ก็เพื่อใช้อุปโภคเพียงพอในครัวเรือน มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม กิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการถือครองที่ดิน รายได้ หนี้ อาชีพ การแลกเปลี่ยนแรงงาน มีความสำคัญในสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ (หน้า 33)  ในอดีตระบบเศรษฐกิจระดับชุมชนหมู่บ้านเป็นระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมในด้านการผลิต การแลกเปลี่ยน การบริโภค และการแจกจ่าย ก็เพื่อใช้อุปโภค และบริโภคในครัวเรือน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมยิ่งขึ้น ระบบการผลิต การแจกจ่าย การบริโภค การแลกเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป ดังนั้นจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามมา  (หน้า 33)
 
4. แนวคิดเรื่องโลกาภิวัตน์กับวิถียังชีพ
          Friedman (2005) ระบุว่า โลกาภิวัตน์นำไปสู่ความหลากหลายทางวัฒนธรรม การปฏิสัมพันธ์ในระดับโลก นำไปสู่การผสมผสานทางด้านวัฒนธรรม บางครั้งทำให้ชุมชนปกป้องวัฒนธรรมของตนมากกว่าในอดีต วัฒนธรรมท้องถิ่นมีความสามารถในการตีความ ค่านิยมใหม่ให้สอดคล้องกับจารีตของตัวเอง  (หน้า 33)
          การเปลี่ยนแปลงวิถียังชีพส่วนหนึ่งมีผลมาจากกระแสโลกาภิวัตน์  เนื่องจากว่า กระบวนการผลิตของเศรษฐกิจใหม่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปเป็นการผลิตสินค้า และบริการที่อาศัยความรู้และเทคโนโลยี การปฏิวัติทางเทคโนโลยี ข่าวสาร ส่งผลสะท้อนต่อสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสังคม วัฒนธรรม  เศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน บางส่วนก็เห็นว่ากระแสโลกาภิวัตน์นั้นไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อบางอย่างของชุมชนได้ เพราะว่าชุมชนนั้นๆ ก็ยังคงมีความเชื่อ ขั้นตอนการปฏิบัติที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ (หน้า 35)  

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มชาติพันธุ์ขมุ
         “ขมุ” หรือ “กึมมุ” ที่อยู่หมู่บ้านศรีบุญเรือง อำเภอห้วยทราย จังหวัดบ่อแก้ว ประเทศสปป.ลาว  ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภาษาพูด การแต่งกาย ประเพณีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง ขมุ มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น กึมมุ (ชื่อเรียกที่เป็นทางการของลาว)  ลาวเทิง(ทางการลาวยกเลิกการใช้เมื่อปี 2001)  ลาวกาง  ขะมุ  ข้า (หน้า 3) “กึมมุ”เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการแปลว่า “คน”  ชาติพันธุ์ขมุหรือกึมมุ มีหลายกลุ่มได้แก่ กึมมุรอก, กึมมุอู, กึมมุลื้อ, กึมมุแควน, กึมมุยวน, กึมมุเจือง, กึมมุครอง, กึมมุแม,  กึมมุสัก  แต่ละกลุ่มได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในหลายพื้นที่ (หน้า 44)
             ส่วนคำว่า “ขมุ” หมายถึง “คน” เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ขมุใช้เรียกตนเองที่มาของคำเรียก ขมุ  สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “ข่า” แปลว่า ข้าทาสผู้รับใช้ คำนี้เป็นคำที่คนลาวเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ขมุ และกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร แต่คำเรียกนี้ขมุ ไม่ค่อยพึงพอใจนัก ส่วนอีกคำรัฐบาลลาวได้ใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายมอญ-เขมร ได้แก่คำว่า “ลาวเทิง” (ลาวบนที่สูง) คำนี้เป็นคำร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศ สปป.ลาว คำว่า “ลาวเทิง” เพื่อแยกให้เห็นความแตกต่างของคนที่พูดภาษาลาว และกลุ่มตระกูลไทยต่างๆ ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่ลุ่ม ที่เรียกว่า “ลาวลุ่ม” กับ ม้ง ที่เรียกว่า “ลาวสูง”  (หน้า 44) นโยบายรวมพวกมาจากที่รัฐบาลลาวเห็นว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศมีเป็นจำนวนมาก และเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ดังนั้นแล้วจึงมีกลุ่มชาติพันธุ์ขมุที่เคยอยู่ใน สปป.ลาว และกลุ่มที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย บางเวลาจะเรียกกลุ่มตนว่า “ลาวเทิง” กับพูดภาษาลาวเทิง (หน้า 45)กลุ่มชาติพันธุ์ “กึมมุ” เรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองว่า “กำหมุ” “กึมหมุ” หรือว่า “กำมุ”  “กำมุ” หมายถึง “คน” “มนุษย์” “แขกคน” ในอดีตกลุ่ม “กึมมุ” มีชื่อเรียกว่า “ขอม” ซึ่งเป็นชื่อเรียกรวมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในตระกูลมอญ-เขมร กระทั่งถึงสมัยพระเจ้าฟ้างุ่ม (ศตวรรษที่ 14) กึมหมุได้มีชื่อเรียกว่า “ข้าเก่า” ภายหลังได้มีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น ลาวเทิง  และอื่นๆ (หน้า 45)

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาขมุ
          ภาษาที่ชาวขมุบ้านศรีบุญเรืองพูดในชีวิตประจำวันเป็นภาษาขมุ แต่ถ้าหากพูดคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น หรือคนนอกชุมชน พวกเขาจะพูดภาษาลาว ในขณะเดียวกัน หากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นพูดภาษาขมุได้ พวกเขาก็จะพูดภาษาขมุด้วย  (หน้า 118)  ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุ เป็นกลุ่มที่พูดภาษาออสโตรเอเชียติค สาขามอญ-เขมร สาขาย่อยขมุอิค (หน้า 137) เนื่องจากว่ากลุ่มชาติพันธุ์ขมุได้กระจายกันไปตั้งถิ่นที่อยู่ในหลายพื้นที่ ดังนั้นขมุจึงได้รับอิทธิพลจากภาษาอื่นด้วย ดังนั้นจึงทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ขมุที่อยู่ในแต่ละพื้นที่มีสำเนียงที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีคำจำนวนไม่น้อยที่ยืมมาจากภาษาลาว ดังตัวอย่างต่อไปนี้   ภาษาลาว  พูดว่า ทานข้าว –กับ-อะไร, ภาษาขมุ  พูดว่า เปอะหม่า-กับ-เมอะ  ซึ่งจะเห็นว่าขมุได้ยืมภาษาลาวมาใช้ได้แก่คำว่า “กับ” (หน้า 138) ตัวอย่างเช่น คำว่า “พ่อเฒ่า แม่เฒ่า”  กลุ่มชาติพันธุ์ขมุพูดว่า  “โหญ่งเฒ่า หม่าเฒ่า”  ซึ่งคำว่าเฒ่านี้เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาลาว (หน้า 138)   

Study Period (Data Collection)

เก็บข้อมูลเดือนตุลาคม 2553-ถึงเดือนตุลาคม 2554(หน้า บทคัดย่อ)    

History of the Group and Community

ความเป็นมาของหมู่บ้านศรีบุญเรือง
          หมู่บ้านก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1966โดยกลุ่มชาติพันธุ์ขมุ จำนวนเจ็ด ครอบครัว จำนวน 25คน ในครั้งนั้นท้าววีได้พาชาวขมุ ทั้ง 7ครอบครัวอพยพหนีสงครามฝรั่งเศส ย้ายมาจากหมู่บ้านภูลัน เมืองเวียงภูคา แขวงหลวงน้ำทาที่ตั้งอยู่ไกลออกไปกว่า 186กิโลเมตร ซึ่งกลุ่มผู้อพยพนั้นได้เดินทางข้ามแม่น้ำ ภูเขามาอยู่ที่ค่ายทหาร (Camp) หรือที่เรียกอย่างแพร่หลายว่า “ปาง”  (หน้า 65)
          แต่เนื่องจากมีจำนวนประชากรไม่มากและห่วงเรื่องความปลอดภัย ชาวขมุจึงไปขึ้นอยู่กับหมู่บ้าน มีชัยสว่าง ที่อยู่ไกลออกไป 3กิโลเมตร แต่เนื่องจากชาวขมุอาศัยอยู่ค่ายทาหาร (ปาง) ฉะนั้นหมู่บ้านศรีบุญเรือง จึงถูกเรียกว่า บ้านปาง พวกเขาได้อยู่กับทหาร จนถึง ค.ศ. 975หลังจากที่ประเทศชาติได้รับการปลดปล่อย  ทหารจึงได้ออกจากหมู่บ้านปาง ในเวลานั้นชาวขมุได้ทำไร่เลื่อนลอย ปลูกผัก และเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้อาหารการกินส่วนใหญ่หาจากป่า เพราะเวลานั้นผืนป่ารอบๆ หมู่บ้านยังอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก (หน้า 66)
          แต่ในเวลานั้นยังตั้งหมู่บ้านไม่ได้เพราะมีจำนวนคนในหมู่บ้านไม่มาก ดังนั้นในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวท้าววีจึงชวนคนในหมู่บ้านกลับไปที่หมู่บ้านภูลัน หมู่บ้านเก่ากับหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อชวนชาวขมุให้มาอยู่ด้วย แต่ในช่วงนั้น เนื่องจากอยู่ไกลและเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยจึงไม่มีใครมาอยู่ด้วย แต่หลังจากนั้นไม่นานได้มีชาวบ้านย้ายมาจากหมู่บ้านเดิม โดยย้ายมาทีละหลัง สองหลังรวมกับชาวบ้านที่ย้ายมาจากหมู่บ้านปากทา (หรือเมืองปากทาในทุกวันนี้) จึงทำให้คนในหมู่บ้านมีประชากรมากขึ้นตามลำดับ (หน้า 66) หลังจากประเทศชาติได้รับการปลดปล่อย เมื่อ ค.ศ. 1975หมู่บ้านปางได้แยกตัวออกจากหมู่บ้านมีชัยสว่าง และตั้งเป็นหมู่บ้านศรีบุญเรือง ใน ค.ศ. 1978โดยมีท้าววี เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ในเวลานั้นมีประชากรทั้งหมด 96คน (หน้า 66,159)

Settlement Pattern

บ้านของขมุ
          บ้านเรือน สร้างด้วยวัสดุที่หาได้ในชุมชน โดยจะสร้างเป็นกระท่อมขนาดเล็กรวมอยู่เป็นกลุ่มที่บริเวณที่ราบเชิงเขา ตัวบ้านจะสร้างขนาดย่อมๆ ไม่ใหญ่ เสาบ้านมีขนาดประมาณ 10เซนติเมตร โครงบ้านเป็นไม้ไผ่ขนาดเล็ก มุงด้วยหญ้าคา จาก  แฝก กั้นฝาด้วยฟากไม้ไผ่ (หน้า 87) บ้านยกพื้นสูงจากพื้นดิน  1ถึง 1.5เมตร บริเวณใต้ถุนทำเป็นที่เก็บฟืน (เรื่องและภาพหน้า 88,46)
          ขมุตั้งบ้านเรือนอยู่ในระดับความสูงต่ำกว่า หนึ่งพันเมตร เหนือระดับน้ำทะเลโดยมากมักตั้งบ้านเรือนอยู่ระหว่างหุบเขา และชอบตั้งหมู่บ้านที่มีทางเข้าหมู่บ้าน หันไปด้านทิศตะวันออก (หน้า 45) ขมุมักสร้างบ้านแบบยกพื้นและจะสร้างห้อง เหมาะกับคนในครอบครัว ในบ้านจะแบ่งเป็นสองห้อง ซึ่งห้องด้านในจะเป็นห้องของพ่อแม่ มีเตาไฟเป็นที่หุงข้าว และห้องนอกเป็นที่รับแขกกับมีเตาไฟเพื่อปรุงอาหาร  (หน้า 46) ถ้าหากแขกมาเยี่ยมจะให้อยู่ห้องด้านนอก กับมีเตาไฟเพื่อทำกับข้าว ขมุจะไม่ให้นอนขวางบ้าน ในเวลากลางวันจะไม่ให้หิ้วเนื้อสัตว์ดิบ ที่ไม่ได้ห่อขึ้นบนชาน  และจะไม่ให้แบกเสื่อเข้ามาในบ้าน (หน้า 46) 
          นอกจากนี้ขมุลื้อ ขมุยวน กับขมุแควน จะสร้างศาลา (กึนตีง) อยู่ใกล้บ้านเพื่อต้อนรับแขก หรือญาติที่มาเยี่ยม และในกึนตีง จะไม่มีข้อห้ามและเป็นที่พบปะพูดคุย และเล่นดนตรีของคนหนุ่ม  (หน้า 46) ในบ้านแบ่งเป็นพื้นที่ใช้สอยเช่น เตาไฟ เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่อยู่ของผีบ้าน (โร้ยกาง) โดยมีเตาไฟที่ทำกับข้าว กับผิงไฟ อยู่บริเวณกลางบ้าน และบริเวณเหนือเตาไฟ จะทำเป็นที่เก็บของแห้ง เช่น พริก เกลือ  (หน้า 46) พื้นบ้านมีสองระดับ บ้านโดยมากเป็นห้องนอนเดี่ยว และเกี่ยวข้องกับโครงสร้างครอบครัว บ้านของขมุส่วนมากเป็นครอบครัวเดี่ยว และมีโครงสร้างที่ไม่อาจแบ่งเป็นหลายห้อง (หน้า 46)   การเปลี่ยนแปลงเรื่องบ้าน  เกิดจาก ที่ชาวขมุได้เข้าไปเห็นบ้านของคนในเมือง ชาวบ้านรายแรกที่สร้างบ้านด้วยไม้แผ่น มุงสังกะสีเล่าว่า ได้ร่วมกับเพื่ออีกสองคนไปซื้อเลื่อยราคาหนึ่งหมื่นกีบ แล้วไปตัดต้นไม้ แล้วเอาไม้ที่เลื่อยมาแบ่งกัน ต่อมาได้เข้าเมืองไปซื้อตะปูกับสังกะสี ในราคมหนึ่งแสนกีบ จากนั้นจึงร่วมกับเพื่อนบ้าน สร้างบ้านทรงหมาแหงน ขนาด 7 คูณ 6 เมตร ยกพื้นสูงครึ่งเมตร เสาเป็นไม้เหลี่ยม ฝาบ้านกั้นด้วยไม้ (เรื่องและภาพ หน้า 99)

Demography

ประชากร
          ประชากรในหมู่บ้านศรีบุญเรือง ประกอบด้วย กลุ่มชาติพันธุ์ขมุสองกลุ่ม ได้แก่ “ขมุรอก” ที่ย้ายครัวเรือนมาจากหมู่บ้านภูลัน เมืองเวียงภูคา แขวงหลวงน้ำทากับ “ขมุแกว่น” ที่ย้ายครอบครัวมาจากเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว (หน้า 73)  ในหมู่บ้าน     ศรีบุญเรือง เป็นครัวเรือนขนาดกลาง มีสมาชิก 5ถึง7คน จำนวน 54.5เปอร์เซ็นต์ มีสมาชิก หนึ่งถึงสี่คน จำนวน 40.9เปอร์เซ็นต์และครอบครัวที่มีสมาชิก 8คน อีก 4.5คน   (หน้า 74) การขยายตัวด้านประชากรของหมู่บ้านศรีบุญเรืองในรอบ 45ปี จากเจ็ดครอบครัว จำนวน 75คน เมื่อปี ค.ศ.1966มี 44ครัวเรือน 47ครอบครัว จำนวน 222คน จากการศึกษาพบว่า ในปี ค.ศ.2011มีครอบครัวขยายจำนวน 3ครอบครัว และครอบครัวเดี่ยวจำนวน 44ครอบครัว (หน้า 74)
          กลุ่มชาติพันธุ์ขมุตั้งบ้านเรือนอยู่ในหลายพื้นที่เช่น ภาคเหนือของประเทศไทย  ภาคเหนือของเวียดนาม  ภาคเหนือของ สปป.ลาว และภาคใต้ของประเทศจีน  ขมุมีประชากรทั้งหมดประมาณ หกแสนคน  ประชากรส่วนใหญ่กว่าห้าแสนคน ตั้งบ้านเรือนอยู่ภาคเหนือของ สปป.ลาว  เช่น เขตอุดมไซ  หลวงน้ำทา  บ่อแก้ว  หลวงพระบาง  เชียงขวาง  ซำเหนือ  พงสาลี  และอื่นๆ (หน้า 45)  ขมุตั้งบ้านเรือนอยู่ในภาคเหนือของ สปป.ลาว ลงมาถึงแขวงคำม่วน กลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มเชื่อว่า กลุ่มชาติพันธุ์ขมุเป็นอ้าย (พี่) ขมุมีประชากรใน สปป.ลาว 500,975 คน  เป็นหญิง 253,517 คน หรือ 11 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในประเทศ (ข้อมูล ค.ศ.1995 หน้า 46)   

Economy

Social Organization

          ระบบครอบครัวของขมุนับถือสายพ่อ(Patrilineal) หลังจากแต่งงานแล้ว เจ้าบ่าว จะพาภรรยาที่แต่งงานเข้ามาอยู่ที่บ้าน พ่อ แม่ ช่วยเหลือดูแลพ่อ แม่ฝ่ายชาย ทำงานบ้าน  ในกรณีที่หลังจากที่แต่งงานไปแล้วสามีเสียชีวิต คนที่เป็นภรรยา จะต้องดูแลพ่อกับแม่ของสามีแต่ถ้าหากอยากแต่งงานใหม่ (หน้า 74,47) ก็สามารถทำได้แต่ลูกที่เกิดกับสามีเก่าจะให้อยู่กับพ่อ แม่ของสามีเก่า (หน้า 75)สำหรับข้อปฏิบัติในครอบครัว (โร้ยกาง) คือข้อปฏิบัติที่ชาวขมุยึดถือเพราะขมุเชื่อว่า ผีเรือนจะดูแลและปกป้องคนในครอบครัวให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าหากมีคนในครอบครัว กระทำผิดข้อปฏิบัติ (แตงกลิฮ) ก็จะจัดพิธีเลี้ยงผี (เลียโร้ย) เพื่อป้องกันผีจะทำให้เจ็บป่วย ชาวขมุจะนับถือผีฝ่ายสามี เนื่องจากเมื่อแต่งงานแล้ว  ผู้หญิงจะมาอยู่บ้านฝ่ายชาย ดังนั้นจึงต้องเลี้ยงผีฝ่ายชายผู้เป็นสามี  (หน้า 75)
          ส่วนหน้าที่ในครอบครัวขมุ ผู้หญิงจะทำงานบ้าน หุงข้าว ตักน้ำ เก็บฟืน เก็บผัก ปลูกผัก ดูแลสัตว์เลี้ยง เลี้ยงลูก และช่วยงานในไร่ สำหรับลูกสาวจะช่วยแม่ตักน้ำ ตำข้าว เลี้ยงน้อง และอื่นๆ ถ้าหากเป็นหญิงสูงอายุจะช่วยเฝ้าบ้าน ดูแลลูกหลาน  (หน้า 75) ในส่วนหน้าที่ชายขมุ จะเข้าฝ่าล่าสัตว์ จักสาน ทำเครื่องมือ เครื่องใช้ด้านการเกษตร ทำงานในไร่  ส่วนเด็กชายจะช่วยเลี้ยงวัว ควาย แพะ ส่วนชายสูงอายุจะช่วยดูแลและอบรมลูกหลาน และประกอบพิธีกรรมต่างๆ เป็นต้น  (หน้า 75)  
          นอกจากนี้กลุ่มชาติพันธุ์ขมุมีชิง (ตระกูล) ที่คนในครอบครัวต้องบูชากราบไหว้ ซึ่งนำมาจากชื่อสัตว์ หรือพืช อาทิเช่น ตระกูลนก  ตระกูลเสือ  ตระกูลกระรอก  ตระกูลผักกูด และอื่นๆ ซึ่งแต่ละตระกูลจะมีข้อห้ามได้แก่  ไม่สัมผัส  ไม่เข่นฆ่า  ไม่บริโภค  ถ้าหากฝ่าฝืนจะมีสิ่งไม่มดีเกิดขึ้น เช่น ถ้าสัมผัสมือจะลอก หากบริโภคฟันจะร่วง ถ้าฆ่าจะบาปอย่างหนัก การที่มีข้อห้ามเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นการแสดงความเคารพตระกูลของตน คนในตระกูลเดียวกันแม้อยู่ คนละสถานที่ต่างบ้าน ต่างเมืองก็จะมีความสมัครสมานสามัคคี ช่วยเหลือเจือจานเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน (หน้า 47)

Political Organization

ขมุบ้านศรีบุญเรืองมีความเชื่อต่อผู้นำทางกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่าผู้ใหญ่บ้าน สำหรับผู้ใหญ่บ้านที่เป็นผู้นำอย่างเป็นทางการนั้นไม่ค่อยมีบทบาทในการปกครองชุมชนมากนัก ส่วนผู้นำทางกลุ่มชาติพันธุ์มีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ นอกจากนี้ชาวขมุยังมีความเชื่อเรื่องผี และสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ  (หน้า 87)  

Belief System

พิธีสู่ขวัญข้าว
          พิธีนี้จะจัดในวันที่เอาเมล็ดข้าวไร่ลงสู่พื้นดินเป็นวันแรก เมื่อเลือกเอาวันที่เป็นมงคล หรือเรียกในภาษาขมุว่า “วันเลอะเงาะ วันเถาะโต วันกอด วันมอง” หมายถึง “วันต้นใหญ่  วันใบกว้าง” ในวันนี้แม่บ้านจะนำภาชนะใส่เมล็ดพันธุ์ใส่หลังคล้องที่ศีรษะ(หรือเรียกว่า เป้ ดูเชิงอรรถ หน้า 83) เอาไปวางในจุดที่จะทำตาแฮกในไร่ แล้วจะแบ่งเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวใส่ในกระติบด้วย ต่อมาก็จะนำสร้อย กำไล เครื่องประดับใส่ในกระติบ ต่อมาแม่บ้านก็จะตัดปากไก่ นำเลือดใส่เมล็ดพันธุ์กับสิ่งของเครื่องประดับทั้งหลายที่อยู่ในกระติบแล้วพูดว่า (หน้า 83)  “เออ มิ่งเบ้า ข้าวขวัญ ข้าวน้ำทามปลา มื้องามยามดี ปีใหม่ไร่กว้าง คนที่อยู่ไกลก็ว่าดีวันนี้....ฯ (ดูทั้งหมดที่หน้า 83)
          หมายถึง ได้ถึงวันที่จะได้ปลูกข้าวไร่แล้วใครๆ ก็พูดกันว่าเป็นวันดี ถึงคราวจะต้องได้ปลูกข้าวและให้ผล ปลูกเติบโตงอกงามกว่าหญ้าทั้งหลาย  ต่อมาแม่บ้านก็จะนำไฟจุดผ้าขาด แล้วฟั่นเป็นเชือก หรือกลุ่มชาติพันธุ์ขมุเรียกว่า “มุด” โดยมีความเชื่อว่าจะช่วยไล่ผีแม่ม่ายกับผีย่ากาบ ที่จะมาขโมยเมล็ดข้าวที่จะปลูก ต่อมาก็จะนำเมล็ดข้าวไปใส่ในพื้นที่วงตาแฮก(ที่อยู่ของผีไร่) แล้วพูดว่า “เออ มื้องามยามดี แฮกสักข้าวเมล็ดเบ็ดข้าวแนว ให้ออกลำใหญ่ใบยาว สาวเข้าเบ้าขวัญ (ดูทั้งหมดหน้า 83) หมายถึง “ถึงฤกษ์งามยามดี ปีใหม่ ยามปลูกข้าว ให้ออกทุกเมล็ด ทุกกอ ให้มีต้นเยอะ ดังต้นเลาให้มีรากเยอะเหมือนต้นแขมให้ดอกหนาท่วมหญ้า ท่วมตอ  หลังจากทำพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะเริ่มปลูกข้าวไร่ แล้วก็เริ่มเลี้ยงผีตาแฮก เพื่อความเป็นศิริมงคล(หน้า 84)
 
พิธีเลี้ยงผีตาแฮก
          พิธีนี้จะจัดหลังจากปลูกข้าวไร่เรียบร้อยแล้ว ถ้าหากปลูกข้าวเสร็จวันใดก็จะประกอบพิธีเลี้ยงผีตาแฮก ในวันดังกล่าวในบริเวณประกอบพิธีกรรม จะปลูกหอผี (ศาลเจ้า)  บริเวณด้านข้างศาลก็จะนำไม้ไผ่ยาว 2ถึง 3เมตร นำมาปักเหมือนเสาธงแล้วนำไม้ไผ่มาสานเป็นรูปปลา ผูกที่หลักไม้ไผ่ ห้อยที่ปลายหลัก ส่วนหอผีก็จะใส่เครื่องประกอบพิธีหลายอย่างเช่น ซิ่นสองผืน แพรวายาวสองวา สร้อย  กำไล ขันหมาก ขันพลู  เงินขันสองคู่  เทียน  เหล้าหนึ่งไห ไก่สองตัว ต่อมาหมอพราหมณ์ก็จะทำพิธีเรียกผีเจ้าที่ที่ดูแล คุ้มครองพื้นที่ให้มารับเครื่องเซ่นไหว้ (หน้า 84)
 
พิธีเลี้ยงผีไร่
          ในการทำไร่ในหนึ่งฤดู กลุ่มชาติพันธุ์ขมุจะทำพิธีเลี้ยงผีไร่จำนวนสองครั้ง  หนึ่ง.  เลี้ยงผีตาแฮกเพื่อขอให้ผีเจ้าที่มาช่วยปกป้องคุ้มครอง พืชผลการผลิตต่างๆ  สอง.  จะประกอบพิธีตอนเกี่ยวข้าว พิธีนี้จะเลี้ยงผีไร่ การทำพิธี ชาวขมุจะไปเชิญผู้สูงอายุ คนที่รู้พิธี หรือหมอพร มาทำพิธีเลี้ยงผี โดยจะประกอบพิธีสามขั้นตอนดังนี้ (หน้า 84)  หนึ่ง ขั้นตอนการเชิญผี ให้มารับของเซ่นไหว้ (หน้า 84) สอง การเชิญผีมาดื่มสุรา และกินของเซ่นไหว้ (หน้า 84) สาม การมอบเครื่องเซ่นไหว้ และบอกลา   (หน้า 84) พิธีเลี้ยงผีจะประกอบพิธีหลังการเก็บเกี่ยว ในวันนี้ชาวขมุจะมาช่วยเกี่ยวข้าว ขณะที่พ่อบ้าน และแม่บ้าน กับผู้สูงอายุ จะช่วยเตรียมพิธีเลี้ยงผีและปรับปรุงศาล(หน้า 84)
          สำหรับของเซ่นไหว้นั้นประกอบด้วย ซิ่นสี่ผืน  แพรวาสี่วา  สร้อยจำนวนสี่เส้น  กำไลสี่วง  ขันเงินสี่คู่ และ นอแรด  งาช้าง  ขันหมาก ขันพลู  แผ่นขี้ผึ้ง เทียน  หมูหนึ่งตัว  เหล้าสองไห ต่อมาหมอพราหมณ์ก็จะประกอบพิธีจุดเทียน และพูดว่า เออผีอาวงขงเขต เข้าประเทศดินดอน  เออเจอผีแล้ว ข้าวจึงสุขเหลือง เฟืองจึงสุก....(และอื่นๆดูหน้า 85) แปลว่า ถึงเจ้าผี เจ้าป่า เจ้าที่ ถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าว ก็ขอให้ผลผลิตเป็นจำนวนมาก พวกเรามีหัวหมูมาถวายผีเจ้าป่าเจ้าเขาให้ช่วยดูแลผลผลิตให้ได้ผลจำนวนมาก  (หน้า 85)
          หลังจากต้มเนื้อหมูสุก หมอพราหมณ์จะจัดเตรียมสำรับเชิญผีให้มากินอาหารหวาน คาว เมื่อเลี้ยงผีไร่แล้ว หมอพราหมณ์ก็จะเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เพื่อเลี้ยงผีเร่ร่อน โดยมีไก่สองตัวและเหล้า และพูดว่า (หน้า 85) ผีตายโหง  ผีป่า ผีดิน ผู้ปกปักรักษาดินหญ้า ผู้ข้าจึงตกแต่งให้ดื่มกินต่างหาก อย่าไปยาดกินกับเจ้าอาวงขงเขต สูเจ้าหากล้มหากตาย ผีร้าย บัดนี้ได้ยกได้ถวาย (หน้า 85)
          มีเนื้อความว่า ถึงผีตายโหง ผีป่า ผีเจ้าที่ ผีที่ไม่มีญาติพี่น้อง ผู้ที่คุ้มครองดินแดนนี้ พวกเราได้เตรียมข้าวปลาอาหารมาให้ท่านโดยเฉพาะ เพื่อให้ดื่มกิน และให้ท่านมากินในส่วนนี้ อย่าไปแย่งกินกับผีเจ้า ผีนาย (หน้า 85)ส่วนแม่บ้านก็จะทำหน้าที่เป็นแม่ข้าว ที่เรียกว่า ขวัญข้าว ลูกข้าวให้เดินทางกลับบ้านเรือน ผู้ที่เป็นแม่บ้านจะไปเกี่ยวรวงข้าวที่อยู่บริเวณตาแฮก ประมาณสองถึงสามรวงมาใส่ตะกร้า จากนั้นก็จะนำสิ่งของที่นำมาเซ่นไหว้ใส่ลงตะกร้า นอกจากนี้จะมีไก่หนึ่งตัว เหล้าอีกหนึ่งไห ต่อมาแม่บ้านก็จะเรียกขวัญข้าว และพูดว่า (หน้า 85) “ เออ ลูกเต้า ข้าวขวัญ กลับมาหาแม่ข้าวเจ้านาง ใครอย่าหลง อย่าวาง ต้นกล้าหน้าลำตนเอง....ฯลฯ ” คือ การเรียกเอาขวัญข้าวที่อยู่ในไร่ให้มารวมกันเพื่อจะเอาไปไว้ที่ยุ้งข้าว  (หน้า 85)
 
พิธีกินข้าวใหม่
          จะจัดพิธีในช่วงข้าวในไร่สุกเหลืองอร่าม ต่อมาก็จะเลือกวันที่เป็นศิริมงคลในการกินข้าวใหม่ หลังจากเลือกวันได้แล้ว ผู้ที่เป็นแม่บ้านก็จะเป้ตะกร้า แล้วหยิบท่อนฟืนที่ติดไฟเดินออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด เดินไปที่ไร่ เมื่อไปถึงทางแยกที่อยู่ใกล้ไร่ แม่บ้านจะวางตะกร้ากับท่อนฟืนไว้ตรงทางแยกที่จะไปไร่ แล้วตัดเอาไม้มาทำประตูผี (หรือประตูขงในภาษาลาว)  หลังจากทำประตูเป็นที่เรียบร้อยก็จะจุดผ้าขี้ริ้ว ไปห้อยไว้ที่ประตูผี แล้วบอกกับผีว่า “ผีหิวข้าว ผีอยากเกลือ อย่ามาสับมาตาม จะได้แฮกกินข้าวใหม่ แฮกข้าไก่ผู้โอก ประตูขงนี้ คนดีเข้าได้ ผีร้ายให้ไปจากที่นี่ ”  (หน้า 86)
          แปลว่า ในวันที่ทำพิธีกินข้าวใหม่จะไม่ให้สิ่งที่เป็นอัปมงคลทั้งหลายมารบกวนจึงได้ทำประตูไม่ให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายผ่านเข้ามาจึงมีความเชื่อว่า ถ้าผีร้ายที่    อดอยากมารบกวน หรือมาร่วมในพิธีกินข้าวใหม่ กลุ่มชาติพันธุ์ขมุเชื่อว่า ในปีนั้นจะขาดแคลนข้าว  (หน้า 86) หลังจากพูดจบแล้วก็จะทิ้งท่อนฟืนนั้นไว้กลางทางตรงประตูนั้น แล้วถือเอาตะกร้าสะพายใส่หลัง เดินเข้าประตูไปที่ไร่ของตน แต่อย่าหันหลังมองกลับมา เดินไปให้ไกลถึงไร่แล้วก็จะเกี่ยวข้าวใส่ลงตะกร้าให้พอกินหนึ่งมื้อ แล้วก็จะสะพายข้าวในตะกร้ากลับมาที่บ้าน แล้วนึ่งกินในมื้อเย็น ในช่วงค่ำก็จะฆ่าไก่ เพื่อทำพิธีสู่ขวัญให้กับลูกหลาน และเซ่นไหว้ผีเรือน โดยจะมีเหล้าหนึ่งไห โดยจะบอกผีเรือนให้รู้ว่า ฤดูข้าวใหม่ปลามันนี้มาถึงเรียบร้อยแล้ว เพื่อบอกให้ผีเรือนมาปกปักรักษา (หน้า 86) คุ้มครองผลผลิตการเกษตรไม่ให้สัตว์ป่ามารบกวน เสร็จการทำพิธี ชาวขมุก็จะร่วมกันกินข้าวใหม่และดื่มเหล้า ถือว่าเป็นเสร็จพิธี (หน้า 87,123)
  
ประเพณีเซ่นไหว้ศาลเจ้า
          ศาลเจ้าปู่ ชาวขมุเรียกว่า “ศาลเจ้าบ้าน” ศาลตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน (กลางหมู่บ้านโซนเอ ในพื้นที่ราบเชิงเขา) ศาลแห่งนี้ตั้งมาพร้อมการก่อตั้งหมู่บ้านครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1966  (หน้า 122)  หนึ่ง. การเซ่นไหว้ศาลเจ้าบ้านขึ้นสามค่ำเดือนสาม  ชาวขมุจะเซ่นไหว้เพื่อให้ชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข การเซ่นไหว้จะจัดเมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่ เพื่อขอให้ความโชคร้ายต่างๆให้หมดไปในปีเก่า และขอให้เจริญในหน้าที่การงาน ฝนตกต้องตามฤดูกาล ผลผลิตในไร่นาได้ผลมาก ส่วนของเซ่นไหว้มีหลายอย่าง ดังนี้ กรวยดอกไม้ห้าอัน  ธูปสามดอก  ข้าวสุก  ไข่ต้ม  ขนม  ผลไม้ น้ำขมิ้น  สุรา และอื่นๆ (หน้า 122)
          สอง. การเซ่นไหว้ศาลเจ้าบ้านขึ้นหกค่ำ เดือนหก  ชาวขมุจะทำพิธีก่อนที่จะทำกิจกรรมในไร่นา เมื่อเข้าสู่หน้าฝน เนื่องจากเชื่อว่า การเซ่นไหว้ศาลเจ้าบ้านจะทำนายได้ว่า ฝนจะตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่ จะเกิดเหตุการณ์ร้ายในหมู่บ้านหรือในครอบครัวหรือไม่ ดังนั้นจึงจัดเครื่องเซ่นไหว้ เพื่อดูกระดูกไก่เสี่ยงทาย รวมทั้งเมล็ดพืชที่จะปลูกได้แก่ ข้าว ถั่ว แตงโม และอื่นๆ ซึ่งชาวขมุจะให้ความสำคัญกับการทำพิธีเซ่นไหว้ศาลเจ้าบ้าน ก่อนจะทำไร่ เนื่องจากว่าถ้าผลของการเสี่ยงทายที่ทำนายจากการดูคางไก่เป็นไปด้วยดี ย่อมจะทำให้ชาวขมุอุ่นใจในการเพาะปลูกมากตามลำดับ ( หน้า 123)
 
พิธีรับขวัญข้าว
          การประกอบพิธีจะจัดช่วงที่ขนข้าวเข้าบ้าน ซึ่งก่อนที่จะขนข้าวออกจากลานไปเก็บที่ยุ้ง ในวันพิธีชาวขมุจะเตรียมสิ่งของประกอบด้วย กรวยใบตอง 4อัน หมากพลู ยาสูบ สุรา หลังจากที่นวดข้าวเรียบร้อยแล้วก็จะบรรจุเมล็ดข้าวลงกระสอบแล้วขนกลับบ้านเรือน และจะนำกรวยใบตองที่นำมาใส่ข้าวเปลือก แล้วนำไปวางตรงมุมลานนวดข้าว และเครื่องเซ่นไหว้ เพื่อบอกเจ้าที่เจ้าทางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อบอกให้รู้ว่า จะเอาข้าวไปเก็บที่ยุ้ง อีกทั้งปีถัดไปขอให้การเพาะปลูกข้าวให้ได้ผลอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เมื่อจบพิธีแล้วชาวขมุก็จะขนข้าวเปลือกไปเก็บที่ยุ้ง (หน้า 124)
          เมื่อขนข้าวเปลือกจากนามาที่ยุ้ง ชาวขมุจะประกอบพิธีเชิญข้าวขึ้นยุ้ง และจะเตรียมพานใส่กรวย ดอกไม้ห้าดอก ธูป เทียนอย่างละห้าคู่ หมาก พลู สุรา ยาสูบ แล้วจะนำพานไปประกอบพิธีที่มุมใดมุมหนึ่งของยุ้ง เพื่อเชิญขวัญขึ้นยุ้ง  ต่อมาก็จะจุดธูปเทียน วางกรวยดอกไม้ หมากพลู แล้วรินสุราลงพื้น จากนั้นก็จะขนข้าวขึ้นยุ้ง (หน้า 125)
 
ทำบุญปีใหม่ (บุญเกรอ)
          บุญเกรอคือบุญปีใหม่ของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุ โดยมีความหมายเกี่ยวข้องกับการผลิต เช่นการปลูกข้าว ปลูกมัน และอื่นๆ  ดังนั้นคนทั่วไปจึงเรียกบุญปีใหม่ว่า “บุญกูเผือก กู้มัน” ส่วนขมุจะเรียก “บุญสิ้นปี” หรือ “บุญส่งปีเก่าเข้าปีใหม่”  บุญเกรอจะจัดขึ้นทุกปีในเดือนเจียง-เดือนยี่ (ธันวาคม-มกราคม)  หลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวไร่ และขนข้าวขึ้นยุ้งในแต่ละครอบครัวจะทำบุญเกรอ เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าหากยังไม่ทำบุญเกรอก็ไปทำงานอย่างอื่นไม่ได้  (หน้า 125)เพราะว่าการทำบุญเกรอจะทำในช่วงเดือนเจียง-เดือนยี่ เนื่องจากว่าเดือนเจียง-เดือนยี่เป็นเดือนดับและเป็นเดือนเกิดของขุนเจือง ในเวลาต่อมาได้มีการเรียกที่เปลี่ยนไปเพราะเพี้ยนเสียงจากเสียงเจือง เป็นเสียงเจียง เดือนเจียงหมายถึงเดือนดับของขุนเจือง เป็นเดือนที่ขุนเจืองสิ้นลมหายใจ ฉะนั้นจึงทำพิธีในเดือนนี้เพื่อระลึกถึงการจากไปของขุนเจือง  ฉะนั้นความเป็นมาของบุญเกรอ จุดเริ่มแรกก็เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ขุนเจือง ที่เป็นบรรพชนของชาวขมุ รวมทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มประเพณีต่างๆ ให้แก่ชาวขมุ ในอดีต ซึ่งเมื่อถึงเดือนเจียง-เดือนยี่ กลุ่มชาติพันธุ์ขมุจะจัดงานเพื่อระลึกถึงขุนเจือง (หน้า 125)
          เมื่อเวลาผ่านไปจากที่เคยจัดพิธีเพื่อระลึกถึงขุนเจือง กลุ่มชาติพันธุ์ขมุได้เปลี่ยนมาทำบุญเพื่อระลึกถึง พ่อแม่ที่ล่วงลับ ดังนั้นการทำบุญเกรอ ของกลุ่มชาติพันธุ์ขมุจึงทำพิธีภายในครอบครัวชาวขมุเท่านั้น ดังนั้นการทำบุญจึงไม่จัดอย่างคึกคักเพราะถือว่าจัดแบบครอบครัว  นอกจากนี้การทำบุญเกรอยังขึ้นอยู่กับการเก็บเกี่ยวผลผลิตของแต่ละครอบครัว หากครอบครัวใดเก็บเกี่ยวข้าวแล้วขนข้าวขึ้นยุ้งฉางเรียบร้อยก่อน จึงจะสามารถจัดพิธีบุญเกรอได้ ทั้งนี้บุญเกรอจะทำได้ก็ต่อเมื่อ การเก็บเกี่ยวผลผลิตในไร่นาและขนข้าวขึ้นยุ้งเสร็จเท่านั้นจึงจะจัดบุญนี้ได้(หน้า 126)
          การประกอบพิธี กลุ่มชาติพันธุ์ขมุ โดยมากจะจัดพิธีบุญเกรอ ในช่วงบ่ายของวัน ที่ไม่ใช่วันที่พ่อ แม่เสียชีวิต และจะจัดถึงบ่ายสามโมงเย็นของวันถัดไปจึงจะทำพิธีเรียบร้อย ในวันก่อนที่จะทำบุญเกรอชาวขมุจะกู้เผือก กู้มันและฟักทอง เพื่อเอาไว้นึ่ง นอกจากนี้จะทำข้าวต้ม ขนม เตรียมผลไม้ กล้วย อ้อย และอื่นๆ  ส่วนข้าวของเครื่องใช้ในการทำพิธีจะประกอบด้วย เหล้าไห สองไห ไก่สองตัว(ไก้ตัวผู้กับไก่ตัวเมียอย่างละตัว) นอกจากนี้จะมีขันหมาก ตะกร้าขวัญข้าว และอุปกรณ์เช่นมีด เคียว จอบ และสิ่งของเครื่องใช้เช่น เงิน ทอง และอื่นๆ (หน้า 126)
          การทำพิธีจะนำเครื่องประกอบพิธีมารวมกันที่บ้านแล้วจะมีผู้ผู้สูงอายุ ญาติพี่น้อง นำข้าวสาร เผือกมัน นำมารวมกันคนละเล็กละน้อย หลังจากที่มาโดยพร้อมเพรียงแล้ว ครอบครัวของเจ้าของบ้านก็จะมานั่งล้อมวงประกอบพิธีและคนที่เป็นเจ้าของบ้านจะจับไก่ล้างเท้าและล้างปากให้สะอาด ต่อมาก็จะใช้มีดตัดปากไก่แล้วก็จะนำเลือดมาทาที่หัวเข่าทั้งสองข้างของสมาชิกครอบครัวทุกคน โดยจะทาจากลูกคนสุดท้องไปเรื่อยๆ จนถึงพ่อบ้าน (โดยทาจากบนลงล่าง) วันนี้จะเรียกว่าปดปีเก่า ส่วนพ่อบ้านและผู้สูงอายุจะกล่าวตอนทำพิธีว่า (หน้า 126) “เออ อย่าว่าไม่รู้ไม่เห็น ขวบปี ฤดูกาล เดือนสิบสอง กองข้าวใหญ่ ฟ้าไข ดินขาว ได้เก็บเผือกขึ้นยุ้งได้เก็บข้าวขึ้นเยีย วันนี้จึงมีเหล้าไหไก่ แม่ มาสู่แก้เคราะห์ แก้เหตุสู่ปดปีเก่า ปีปวดเกล้า ปีเมาหัว ปีอดข้าว ปีอยากปลา ให้ตกใส่ไฟ ให้ตาใส่ไฟไหลไปตามน้ำ.....และอื่นๆ” (หน้า 126)
          หมายความว่า “อย่าหาว่าไม่รู้ไม่เห็น ครบวาระหนึ่งปี เดือนสิบสองกองข้าวใหญ่ ฟ้าแจ้ง ดินสว่าง ได้เก็บเกี่ยวเผือก เก็บข้าวขึ้นยุ้งฉาง วันนี้จึงได้นำเอาเหล้าไหและไก่ตัวเมีย มาทำพิธีแก้เคราะห์ แก้เหตุไม่ดี เพื่อส่งท้ายปีเก่า ปีปวดเกล้า ปีอดอยาก (หน้า 126) ให้ตกไปกับไฟ ไหลไปกับน้ำไม่ปล่อยจารีตหมอง ไม่ปล่อยคองเศร้า จารีตเก่า คองเดิม เมื่อเก็บเกี่ยวเรียบร้อย ขวัญลูกหลานหากไปเล่นที่ใด ให้กลับมาวันนี้ ” (หน้า 127) “ต่อมาก็จะเชือดไก่ตัวผู้ นำเลือดไก่มาทาที่หัวเข่าของสมาชิกในครอบครัวจากล่างขึ้นบนดังนั้นจึงเรียกว่า สู่ขึ้นบ้านใหม่ ส่วนผู้สูงอายุก็จะอวยพรวันขึ้นปีใหม่ จากนั้น พ่อบ้านก็จะเซ่นไหว้เหล้าให้กับผีเรือน แล้วคนในครอบครัวก็จะดื่มสุรา กินเผือก กระทั่งถึงหนึ่งทุ่มแล้วก็จะสู่ขวัญผูกข้อไม้ ข้อมือ ให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข ก็ถือว่าจบพิธี (หน้า 127)
 
พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
          การทำพิธีจะจัดเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญๆ กับคนในครอบครัวได้แก่ เป็นไข้ล้มหมอนนอนเสื่อ มีงานแต่งงาน การเดินทางไปทำงานต่างถิ่น, ไปเรียนหนังสือ, การเกณฑ์ทหาร, ญาติมาเยี่ยมที่บ้าน, เกิดอุบัติเหตุ, ทรัพย์สินสูญหาย, สัตว์เลี้ยงที่บ้านป่วย เนื่องจากว่ากลุ่มชาติพันธุ์ขมุมีความเชื่อว่าผีบรรพบุรุษจะอยู่ประจำที่บ้าน  เพื่อทำหน้าที่ปกปักรักษาคนในครอบครัว (หน้า 127)
          การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ พิธีนี้จะจัดในครอบครัวส่วนใหญ่จะทำพิธีบริเวณเสากลางบ้าน โดยมีเครื่องเซ่นไหว้ ประกอบด้วยเหล้าไห ไก่ต้ม กรวยดอกไม้ห้าอัน ธูปสามก้าน ข้าวสุก ไข่ต้ม ขนม ผลไม้ น้ำขมิ้น เหล้า หมาก พลู บุหรี่ และอื่นๆ หลังจากที่นำเครื่องเซ่นไหว้มาวางรวมกัน พ่อ แม่ ลูกหลานและญาติๆ จะมาร่วมกันจุดธูปบอกกล่าวขอขมาที่ได้ล่วงเกิน และอันเชิญดวงวิญญาณผีบรรพบุรุษให้มารับเครื่องเซ่นไหว้ เมื่อทำพิธีเรียบร้อยแล้วก็จะแบ่งเครื่องเซ่นไหว้ใส่ใบตอง แล้วเอาไปวางตรงทางเดินและรั้วเพื่อเป็นการส่งวิญญาณผีบรรพบุรุษ  (หน้า 127)
 
พิธีสู่ขวัญและสะเดาะเคราะห์
          คนในครอบครัวจะจัดไปพร้อมกับพิธีเซ่นไหว้ศาลเจ้าปู่ประจำหมู่บ้านกับเซ่นไหว้บรรพบุรุษ (หน้า 127) และเมื่อมีการเป็นไข้ไม่สบาย หรือกลับมาหมู่บ้านเมื่อไปอยู่ที่อื่นนานๆ นอกจากนี้ยังจะสู่ขวัญเมื่อมีเหตุร้าย เช่นฟ้าผ่า หรือมีสัตว์ป่าหลงเข้ามาในหมู่บ้าน ในการทำพิธีชาวขมุจะจัดพิธีสะเดาะเคราะห์เป็นอันดับแรก โดยจะเตรียมกระทงรูปสี่เหลี่ยมทำจากกาบกล้วย ขั้นแรกจะพับกาบกล้วยเป็นรูปสี่เหลี่ยม ขนาด 30เซนติเมตรคูณ 30เซนติเมตร แล้วเหลาไม้ขัดด้านพื้น และนำใบตองมารองต่อมาก็จะแบ่งเป็นเก้าช่อง แต่ละช่องจะใส่ของเก้าอย่าง เช่น เกลือ พริก มะเขือ ข้าวดำ ข้าวแดง ข้าวตอก ดอกไม้ ข้าวเหนียว ของคาวหวาน (หน้า 128)
          แล้วนำดินเหนียวปั้นเป็นรูปสัตว์ เช่น เสือ สิงห์ แมว ครุฑ ช้าง หมู พญานาค (เก้าชนิด) ในช่องกลางจะใส่หมากพลู ยาสูบ  กรวยดอกไม้ รูปคนที่ทำจากหยวกกล้วย  ส่วนด้านบนจะเหลาไม้ไผ่ตกแต่งอย่างงดงามด้วยดอกไม้  กระดาษสี รังไหม ประดับที่ขอบกระด้ง นอกจากนี้จะเย็บกระทงรูปสามเหลี่ยมอีกใบและใส่เครื่องเซ่นไหว้เหมือนกัน และจะเตรียมพานหมากพลู  กรวยดอกไม้ ธูปเทียน สายสิญจน์ เงินห้าพันกีบ ข้าวสารหนึ่งถ้วย  น้ำขมิ้น ขวดใส่น้ำดื่มสี่ใบ แล้ววางใส่กระด้งใบใหญ่แล้วนำไปให้คนที่จะสะเดาะเคราะห์ ที่นั่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ นั่งเหยียดเท้าแตะที่ขอบกระด้งต่อมา ผู้เฒ่า ผู้แก่ ที่ทำพิธีจะจุดธูปแล้วปักลงกระถางแล้วนำด้ายซึ่งวัดจากไหล่ แขน กับนิ้ว นำมาม้วน กับเทียน ให้มีขนาดรอบศีรษะของคนที่จะสะเดาะเคราะห์ จากนั้นก็จะนำสายสิญจน์ที่พันรอบศีรษะ โยงไปพันสิ่งของที่นำมาประกอบพิธี จากนั้นคนทำพิธีจะตัดเล็บมือ เล็บเท้าของคนที่สะเดาะเคราะห์ ใส่ลงไปในช่องกระทง (หน้า 128)
          ต่อมาผู้ทำพิธีจะสวดมนต์ในมือของคนทำพิธีจะถือพานหมากพลู จุดเทียนและในช่วงที่สวดมนต์ก็จะจุดเทียน หยดลงขันใส่น้ำมนต์แล้วหว่านข้าวสารไปที่คนสะเดาะเคราะห์ เมื่อสวดมนต์เรียบร้อยแล้วก็จะรดน้ำมนต์ให้พร เพื่อให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข คลาดแคล้วจากอันตรายทั้งปวง ต่อมาก็จะให้คนในครอบครัว เอากระทงไปวางนอกรั้วบ้านด้านทิศตะวันตก เหมือนเช่นยกเอาความอัปมงคลต่างๆ ออกไปทิ้งนั่นเอง หลังจากสะเดาะเคราะห์เรียบร้อยแล้วก็จะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งจะเตรียมพานบายศรีซึ่งจะมีสิ่งของต่างๆ เช่น กล้วย ข้าวต้มมัด แปดมัด ผลไม้ ไก่ต้ม หัวหมู ข้าวเหนียว เหล้า แก้วน้ำ วางเรียงบริเวณรอบนอก ส่วนตรงกลางจะมีถ้วยใส่ข้าวสาร ใส่ไข่ต้มหนึ่งฟอง หมากพลู บุหรี่ ถ้วย ขันน้ำขมิ้น  เย็บใบตอง เป็นรูปกรวยรอบชามข้าว ต่อมาก็จะเอาดอกไม้มาตกแต่งรอบกรวย  (หน้า 128)
          ส่วนผู้ทำพิธีจะบอกคนที่จะเข้าพิธีสู่ขวัญนั่งไหว้ แล้ววางพานบายศรีไว้เบื้องหน้า เมื่อตอนเริ่มทำพิธีก็จะจัดเทียน ส่วนคนที่เข้าพิธีก็จะถือด้ายไว้ในมือ หลังจากสวดไปถึงบทเรียกขวัญ “มาเยอขวัญเอยคนที่เข้าร่วมพิธีก็จะขานรับ เชิญขวัญให้กลับมาอยู่บ้านเรือน ต่อมาผู้ทำพิธี ก็จะหว่านข้าวสาร และรดน้ำมนต์ส่วนญาติๆก็จะผูกข้อไม้ข้อมือ ให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข (หน้า 128)  การสู่ขวัญมีสองแบบคือ พาขวัญเครียด กับพาขวัญดีใจ คือถ้าหากเป็นไข้ไม่สบายจะสะเดาะเคราะห์ โดยจะทำพาขวัญใหญ่ และถ้าทำพิธีบายศรีสู่ขวัญไปเรียนหนังสือต่อที่ต้องเดินทางไกลจะทำพาขวัญแบบเรียบง่าย (เรื่องและภาพ หน้า 129)
 
การดื่มเหล้าไห (เอือกพุสกะต๋อง)
          เหล้าไหที่ชาวขมุทำนั้นเป็นเหล้าที่ทำจากข้าวเหนียวใส่กับแป้งและผสมแกลบ เพื่อทำให้เหล้ามีกลิ่นหอม และเพิ่มปริมาณ(หน้า 129) การดื่มจะใช้หลอดยาวๆดูดเหล้าจากไห(หน้า 130)สำหรับขั้นตอนการผลิตเหล้าไหมีดังนี้ ขั้นแรกนำข้าวสารมาแช่น้ำ หนึ่งถึงสองชั่วโมง จากนั้นก็จะรินน้ำออกแล้วนำแกลบมาผสมกับข้าวแล้วก็นำไปนึ่งจนสุก หลังจากสุกแล้วก็จะเอาข้าวมาผึ่งระบายความร้อน ต่อมาก็จะเอาแป้งเหล้าได้แก่ แป้งขม ห้าก้อน กับแป้งหวานหนึ่งซองคลุกจนเป็นเนื้อเดียวกันจากนั้นก็จะใส่ลงในไห ปิดผ้าให้สนิทหมักไว้หนึ่งสัปดาห์ก็ดื่มได้ สำหรับเหล้าที่กลุ่มชาติพันธุ์ขมุดื่มมีขนาดต่างๆ ดังนั้นขนาดใหญ่จะใช้ข้าวสารไม่ต่ำกว่า 10กิโลกรัม เหล้าไหขนาดกลางใช้ข้าวสารห้าถึงเก้ากิโลกรัม และเหล้าไหขนาดเล็กใช้ข้าวสาร หนึ่งถึงห้ากิโลกรัม (เรื่องและภาพ หน้า 130)
          การดื่มเหล้าไหอาจจะดื่มได้ตั้งแต่ 10จะดื่มเหล้าไหก็จะเปิดฝาออกจากนั้นก็จะเติมน้ำแล้วจะใช้หลอดที่ภาษาขมุเรียกว่า “ก่ำเหล้า” ดูดเหล้าในไห การดื่มบางครั้งจะดื่ม สี่ถึงห้าคน โดยใช้หลอดคนละอันหากเหล้าหมดก็จะเติมน้ำเปล่าลงไปอีกครั้ง (หน้า 130)การดื่มเหล้าไหจะให้ผู้สูงอายุดื่มก่อน กรณีที่มีแขกมาเยี่ยมก็จะให้แขกดื่มก่อน เมื่อจะดื่มเหล้าก็จะเปิดไหแล้วเติมน้ำลงในไห และจะกำหนดว่า คนหนึ่งคนหรือแต่ละรอบนั้นจะได้ดื่มปริมาณเท่าใด ตัวอย่างเช่น ให้ดื่มหนึ่งแก้ว หรือสองแก้ว แล้วก็จะเติมน้ำเปล่าลงไป การดื่มจะใช้หลอดไม้ไผ่ขนาดยาวๆ (ลาวเรียก “ไม้จ้า”)  หลอดเหล้าไห ขมุเรียกว่า “โล่ง” หรือ “ก่ำ” บางครั้งเรียกว่า “บั่วเหล้า”  (หน้า 131) “ก่ำเหล้า” ทำจากไม้ไผ่ที่คนลาวเรียกว่า “ไม้จ้า” กับไม้บั่วเหล้า  หลอดดูดเหล้าจะเป็นไม้ขนาดเล็ก เท่ากับดินสอ โดยจะตัดต้นที่แก่ยาวหนึ่งถึงเมตรครึ่ง แล้วนำมาเจาะรูด้านในออกเพื่อให้เป็นหลอดดูด แต่จะเหลือข้อตรงปลายไว้แล้วเจาะดูด้านข้าง บริเวณเหนือข้อให้เป็นรูขนาดเล็กหลายรู เพื่อกันไม่ให้แกลบเข้าหลอดเวลาดื่มเหล้า  การดื่มเหล้าไหนิยมดื่มในช่วงเทศกาล ขึ้นบ้านใหม่  งานแต่งงาน  (หน้า 131)
 
พิธีขึ้นบ้านใหม่
          เริ่มแรก เจ้าของบ้านจะขนเครื่องทำครัวขึ้นไปไว้บนบ้าน แล้วก็ตามด้วยอุปกรณ์ทำกินและเครื่องนุ่งห่ม ส่วนสิ่งที่นำมาทำพิธีได้แก่ กรวยดอกไม้ ห้าดอก เทียนและธูปอย่างละห้าคู่ ใส่ไว้ในขัน และผ้าถุงหนึ่งผืน แพรวาอีกหนึ่งผืน นำมาวางที่หัวบันได  นอกจากนี้ก็จะมีเหล้าขาว หนึ่งขวด ไก่ตัว ด้ายสายสิญจน์ กับเหล้าไหจำนวนหนึ่งไห เมื่อเตรียมสิ่งต่างๆ เสร็จแล้วก็จะให้ผู้สูงอายุ สามถึงห้าคน นั่งเฝ้าอยู่บนบ้าน โดยจะนั่งดื่มเหล้ากับไก่ต้ม เมื่อถึงเวลาประมาณหกโมงเย็น เจ้าของบ้านและเพื่อนบ้านก็จะเดินมาที่บ้าน โดยแต่ละคนจะถืออุปกรณ์ต่างๆ เดินแห่รอบตัวบ้าน ห้ารอบ เมื่อครบแล้วก็จะมาหยุดที่หัวบันไดบ้าน ส่วนคนที่เป็นพ่อบ้านจะอุ้มฟักขาว หนึ่งลูก ส่วนผู้สูงอายุที่นั่งอยู่บนบ้านก็จะไถ่ถามว่า “มาทำอะไรหรือ” (หน้า 132)
          พ่อบ้านก็จะบอกว่า  “มาหาที่อยู่ใหม่ครับ” ผู้สูงอายุก็จะถามอีกว่า “มาหลายคนไหม”   พ่อบ้านก็จะบอกว่า “มากันหลายคน”  พ่อบ้านก็จะถามกลับว่า “ขออยู่ที่นี่ด้วยได้หรือไม่” ผู้เฒ่าจะบอกว่า “ได้” พ่อบ้าน “อยู่ที่นี่มีความปลอดภัยหรือไม่”  ผู้สูงอายุตอบ “ปลอดภัยดี”  ส่วนพ่อบ้านก็จะถามต่อไปหลายอย่างส่วนมากจะเป็นสิ่งที่เป็นมงคล ส่วนผู้สูงอายุก็จะตอบในสิ่งที่เป็นสิ่งดีงามทุกประการ แล้วผู้สูงอายุก็จะถามกลับว่า “ถ้าหากจะมาอยู่ที่บ้านหลังนี้จริงๆ พวกท่านได้เอาสิ่งใดมาบ้าง” (หน้า 132)
          พ่อบ้านก็จะบอกว่า “พวกเราได้หมูมาหนึ่งตัว เพื่อนำมาให้พวกท่านครับ”ต่อมาพ่อบ้านก็จะมอบฟักขาวให้กลุ่มผู้สูงอายุ แล้วผู้สูงอายุก็จะหั่นฟักขาวเป็นชิ้นๆ  แบ่งกันกินพอเป็นพิธี หลังจากกินเรียบร้อยแล้ว ก็จะพูดกับพ่อบ้านว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ให้พากันมาอยู่ที่นี่ได้” ต่อมาพ่อบ้านและเพื่อนบ้านก็จะขึ้นไปบนบ้าน  กลุ่มผู้สูงอายุก็จะผูกข้อไม้ข้อมือเจ้าของบ้าน ก็ถือว่าเสร็จสิ้นการขึ้นบ้านใหม่ ต่อมาคนในงานก็จะร่วมกันรับประทานอาหาร (หน้า 132ภาพหน้า 133)
 
งานศพ
          หนึ่ง.หากตายแล้วนำศพไปฝังทันที คือ หลังจากมีคนในหมู่บ้านตาย สัปเหร่อจะอาบน้ำให้ศพแล้วแต่งตัวศพ โดยติดกระดุมไว้ทางด้านหลัง แล้วนำเสื่อมาห่อศพ หันหัวผู้เสียชีวิตไปทางด้านทิศตะวันตก แล้วสัปเหร่อจะไหว้ศพด้วยสิ่งต่างๆ ได้แก่ กรวยดอกไม้ ธูปเทียน อย่างละเล่ม ใส่จานแล้ววางไว้ด้านบนเหนือศีรษะของศพ ส่วนญาติๆ ก็จะจัดสำรับกับข้าวให้ศพ จากนั้นก็จะเอาเหล้าไหมาวางไว้ที่ประตูบ้านเพื่อต้อนรับคนที่มาช่วยงาน ต่อมาก็จะฆ่าไก่หรือหมูที่บริเวณที่ตั้งเหล้าไห (หน้า 133) ใกล้ประตูและจะนำด้ายมาผูกที่ขาด้านซ้ายของไก่ หรือหมู แล้วดึงอีกด้านไปใส่มือศพ  จากนั้นจะตัดขาด้านซ้ายของไก่ หรือหมู นำไปวางเหนือศีรษะของศพ ต่อมาก็จะเอาเนื้อของไก่ หรือหมูมาทำกับข้าว แล้วเอาข้าวเหนียวหนึ่งปั้น กับอาหารมาใส่สำรับ วางไว้ทานด้านหัวของศพ จากนั้นสัปเหร่อก็จะพูดกับผู้เสียชีวิตว่า   “ก่อนจะไปนั้นให้รับประทานอาหารให้อิ่มหนำ และไม่ต้องเป็นห่วงคนในบ้าน จากนี้ไปให้อยู่ใครอยู่มันไม่เกี่ยวกัน” (หน้า 134)
          ต่อมาสับปะเหร่อก็จะเอาข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าของผู้ตายมาวางไว้ข้างศพ มอบให้ไปใช้ในโลกหน้า และช่วงนั้นจะมอบหมายให้ คนไปดูที่ฝังศพที่ป่าช้า ตอนกลับก็ให้ตัดไม้ และตัดไม้ไผ่มาจักตอก เมื่อมาถึงก็จะนำตอกมาทำเป็นเชือกเพื่อให้ คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านจูงร่างผู้เสียชีวิตไปป่าช้า และนำไม้คานหามศพไปป่าช้า  เมื่อไปถึงป่าช้าบริเวณที่เตรียมทำพิธีก็จะวางศพลงแล้วพูดว่า “ที่นี่คือประตูสวรรค์ เราทุกคนมาส่งแล้ว ต่อไปผีก็อยู่ส่วนผี คนก็อยู่ส่วนคน” จากนั้นก็จะขุดหลุมเพื่อฝังศพ แล้วก็จะตัดหัวสัตว์ ไปปักด้านบนทางศีรษะของผู้เสียชีวิต ส่วนขาสัตว์นี้ก็จะให้น้องสาวของผู้เสียชีวิต หากไม่มีน้องสาวก็ให้กับญาติๆ การมอบสับปะเหร่อจะกล่าวว่า “ในนามตัวแทนของผู้วายชนม์ เราจะไม่เอาทรัพย์สินใดๆ ของญาติๆ ไปจนหมดสิ้น และเราขอมอบมรดกนี้ให้พวกท่าน เพื่อดูแลและสืบต่อให้เจริญมั่งคั่งสืบไป” (หน้า 134)
          ต่อมาญาติๆ ก็จะนำเสื้อผ้าและแพรวา มอบให้ผู้วายชนม์คนละผืน แล้วตอนจะกลับบ้าน คนที่มาจะพูดว่า ขวัญของคนให้หมี ขวัญของผีให้อยู่ หลังจากที่มาถึงบ้าน ก่อนจะเข้าบ้าน ก็จะล้างมือล้างเท้าด้วยน้ำมนต์และกล่าวว่า “ขออย่าให้มีผู้ใดเสียชีวิต หรือขออย่าให้มีงานศพอีกเลย” หลังจากคบสิบวันแล้วก็จะเชือดไก่สู่ขวัญให้ญาติๆ กับฆ่าสุนัขเพื่อสะเดาะเคราะห์ให้ญาติผู้วายชนม์ สำหรับการสะเดาะเคราะห์ สาเหตุที่ฆ่าสุนัขแทนการฆ่าหมู เพราะเชื่อว่าสุนัขสามารถติดต่อกับวิญญาณได้นั่นเอง (หน้า 134)
          สอง.งานศพที่ต้องทำพิธีก่อนนั้น  ส่วนมากจะเป็นคนที่มีฐานะมั่งคั่ง การทำพิธีจะเหมือนกัน แต่จะตั้งศพไว้สองวัน เพื่อรอญาติพี่น้องที่ไปทำงานที่อื่นกลับมาทันร่วมงาน และขมุก็จะทำพิธีเรียกว่า “อ่านภาษาผี” ในงานนี้ญาติๆจะฆ่ากระบือ ทำอาหารเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความอาลัย การฆ่ากระบือก็จะทำพิธีเหมือนกับฆ่าหมู ส่วนเพื่อนบ้านที่มางานก็จะนำเหล้าไห ไก่ เสื้อผ้า ข้าวสาร พริก ฟักขาวมาช่วยงาน การทำพิธีเมื่อครบสองวันก็จะนำร่างผู้วายชนม์ไปฝังที่ป่าช้า (หน้า 134)
 
          ห้องครัวหรือเตาไฟ บ้านของขมุบางหลังจะมีเตาไฟสองแห่ง สำหรับนึ่งข้าว และประกอบอาหาร  โดยจะแยกกันคนละที่ ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์ขมุเชื่อว่า เตาไฟที่นึ่งข้าวเป็นที่อยู่ของผีบรรพบุรุษ ดังนั้นการที่บ้านเรือนจะมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ก็เนื่องจากผีบรรพบุรุษปกปักรักษาห้องทำครัว ฉะนั้นห้องทำครัวจึงเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับคนนอกครอบครัว ถ้าใครกระทำผิดก็จะผิดผีและถูกปรับ ซึ่งแต่ละครอบครัวได้กำหนดกฎเกณฑ์ไว้ แต่โดยมากจะปรับเป็นหมูหนึ่งตัว (หน้า 135)

Education and Socialization

โรงเรียน ตั้งเมื่อ ค.ศ.1997 โดยได้รับงบประมาณก่อสร้างจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ร่วมกับชาวบ้านเป็นเงิน  สี่หมื่นสองพันบาท โรงเรียน ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน มีเนื้อที่ห้าไร่ มีห้าห้องเรียน สอนตั้งแต่ ป.1 ถึง ป. 5 โรงเรียนมีครูสองคน (หน้า 117) ที่โรงเรียนสอนด้วยภาษาลาว และเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ (หน้า 118)

Health and Medicine

การใช้ส้วม เมื่อก่อนชาวขมุยังไม่สร้างห้องส้วมใช้ภายในครัวเรือน แต่จะไปขับถ่ายตามป่าเขา และทุ่งนา (หน้า 120) กระทั่ง ค.ศ.2000อดีตผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้นได้สร้างส้วมใช้ในครัวเรือนเป็นครอบครัวแรกของหมู่บ้าน ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลอดีตผู้นำได้เล่าว่า ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้เข้ามาเผยแพร่ข้อมูลด้านสุขภาพในหมู่บ้าน ดังนั้นตนจึงรณรงค์ให้ชาวบ้านสร้างห้องน้ำ และครอบครัวได้สร้างห้องส้วมเป็นตัวอย่างในครั้งแรกได้ใช้งบในการสร้าง 1,500 บาท ทุกวันนี้ในหมู่บ้านมีส้วม  40ครัวเรือน จากทั้งหมด 44ครัวเรือน ยังคงเหลือเพียง 4ครัวเรือนที่ยังไม่มีส้วม (หน้า 121)   

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกาย 
          ขมุบ้านศรีบุญเรือง มีขมุสองกลุ่มที่เรียกเป็นภาษาขมุว่า “ตม้อย” ประกอบด้วย ตม้อยรอก กับตม้อยแคว่น  ในอดีตแต่ละกลุ่มจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มีสีต่างกันดังนี้  “ตม้อยรอก” จะสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีดำ แขนยาว แล้วนำเหรียญเงินมาเย็บเรียงเป็นแถบไปตามที่ใส่กระดุมจากนั้นก็จะอ้อมไปตามคอเสื้อทางด้านหลังเรียงลงมาตาม กระดุมเสื้ออีกด้าน สวมกางเกงผ้าฝ้ายสีดำ  ส่วน“ตม้อยแคว่น” จะสวมเสื้อและกางเกงสีดำ ลักษณะเสื้อเหมือนกัน แต่จะไม่เหมือนกันตรงเสื้อของขมุแคว่น จะมีแถบสีขาว เหลืองและแดง พาดจากบ่าซ้ายไปทางเอวด้านขวามือ และแถบสีจะใช้เหรียญ (บี้) เย็บติดเรียงกัน สำหรับชุดของผู้หญิงกับผู้ชายจะเป็นแบบเดียวกัน ส่วนหมวกของขมุรอกจะเป็นสีดำสนิท  ขณะที่หมวกของขมุแคว่นเป็นหมวกสีดำ แต่จะประดับสีสัน ขาว เหลือง  แดง อย่างสวยงาม (หน้า 137) 

Folklore

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

Social Cultural and Identity Change

          ระบบครอบครัว ขมุนับถือสายพ่อ(Patrilineal) หลังจากแต่งงานแล้ว เจ้าบ่าว จะพาภรรยาที่แต่งงานเข้ามาอยู่ที่บ้าน พ่อ แม่ ช่วยเหลือดูแลพ่อ แม่ฝ่ายชาย ทำงานบ้าน  ในกรณีที่หลังจากที่แต่งงานไปแล้วสามีเสียชีวิต คนที่เป็นภรรยา จะต้องดูแลพ่อกับแม่ของสามีแต่ถ้าหากอยากแต่งงานใหม่ (หน้า 74,47) ก็สามารถทำได้แต่ลูกที่เกิดกับสามีเก่าจะให้อยู่กับพ่อ แม่ของสามีเก่า (หน้า 75)
          สำหรับข้อปฏิบัติในครอบครัว (โร้ยกาง) คือข้อปฏิบัติที่ชาวขมุยึดถือเพราะขมุเชื่อว่า ผีเรือนจะดูแลและปกป้องคนในครอบครัวให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าหากมีคนในครอบครัว กระทำผิดข้อปฏิบัติ (แตงกลิฮ) ก็จะจัดพิธีเลี้ยงผี (เลียโร้ย) เพื่อป้องกันผีจะทำให้เจ็บป่วย ชาวขมุจะนับถือผีฝ่ายสามี เนื่องจากเมื่อแต่งงานแล้ว  ผู้หญิงจะมาอยู่บ้านฝ่ายชาย ดังนั้นจึงต้องเลี้ยงผีฝ่ายชายผู้เป็นสามี  (หน้า 75) ส่วนผู้หญิงจะทำงานบ้าน หุงข้าว ตักน้ำ ปลูกผัก ดูแลสัตว์เลี้ยง เลี้ยงลูก สำหรับลูกสาวจะช่วย แม่ตักน้ำเลี้ยงน้อง และอื่นๆ ถ้าหากเป็นหญิงสูงอายุจะช่วยดูแลลูกหลาน  ในส่วนหน้าที่ชายขมุ จะเข้าป่าล่าสัตว์ จักสาน ทำเครื่องมือ เครื่องใช้ ส่วนเด็กชายจะช่วยเลี้ยงวัว ควาย แพะ ส่วนชายสูงอายุจะช่วยดูแลลูกหลาน และประกอบพิธีกรรมต่างๆ (หน้า 75)  
          นอกจากนี้กลุ่มชาติพันธุ์ขมุมีชิง (ตระกูล) ที่คนในครอบครัวต้องบูชากราบไหว้ ซึ่งนำมาจากชื่อสัตว์ หรือพืช อาทิเช่น ตระกูลนก  ตระกูลเสือ  ตระกูลกระรอก  ตระกูลผักกูด และอื่นๆ ซึ่งแต่ละตระกูลจะมีข้อห้ามได้แก่  ไม่สัมผัส  ไม่เข่นฆ่า  ไม่บริโภค  ถ้าหากฝ่าฝืนจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น เช่น ถ้าสัมผัสมือจะลอก หากบริโภคฟันจะร่วง ถ้าฆ่าจะบาปอย่างหนัก การที่มีข้อห้ามเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นการแสดงความเคารพตระกูลของตน (หน้า 47)

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ตาราง      

  • กิจกรรมการทำไร่ในรอบปี (หน้า 49) 
  • ขนาดครัวเรือน (หน้า 74)
  • ผู้ใหญ่บ้านและการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร (หน้า 109)
  • ประชากร (หน้า 116)
  • วิธีการนับเลขในภาษาขมุ (หน้า 138)
 
แผนผัง     
  • กรอบแนวคิดในการวิจัย (หน้า 56)
 
แผนที่      
  • ที่ตั้งของแขวางบ่อแก้ว และหมู่บ้านศรีบุญเรือง (หน้า 59)
 
ภาพ      
  • หมู่บ้านศรีบุญเรือง (หน้า 67,68)
  • ยุ้ง(หน้า 69)
  • ความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ (หน้า 71)
  • อุปกรณ์ล่าสัตว์ (หน้า 72) กิจกรรมในการยังชีพของผู้หญิง (หน้า 75) 
  • กิจกรรมในการยังชีพของผู้ชาย (หน้า 76)
  • ข้าวโพด (หน้า 77)
  • ไร่ข้าว (หน้า 78)
  • นาข้าว (หน้า 79)
  • การเลี้ยงสัตว์ (หน้า 80)
  • การหาของป่า (หน้า 81,82)
  • บ้าน (หน้า 88)
  • บั้งไม้ไผ่ (หน้า 95)
  • น้ำบาดาล (หน้า 97)
  • ทางเข้าหมู่บ้าน (หน้า 98)  
  • บ้าน (หน้า 99)
  • บ้านศรีบุญเรือง (หน้า 102)
  • เตาไฟ (หน้า 111)
  • บ้าน (หน้า 111)
  • เอาะหลาม (หน้า 119)
  • ศาลเจ้าปู่ตา (หน้า 122)
  • พิธีเรียกขวัญข้าว (หน้า 125)
  • พาขวัญของเผ่าขมุ (หน้า 129)  
  • ไหเหล้า (หน้า 130)
  • การดื่มเหล้าไห (หน้า 131)
  • ขึ้นบ้านใหม่ (หน้า 133) 
  • บ้านแบบดั้งเดิม (หน้า 146)        

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 24 ก.ย. 2563
TAG ขมุ, การเปลี่ยนแปลง, วิถีชีวิต, สังคม, เศรษฐกิจ, ประเพณี, ลาว, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง