ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject กระบวนการสร้างความทันสมัย, ชาติพันธุ์ม้ง, คริสตจักรม้ง, ม้ง
Author รัตนา ด้วยดี
Title กระบวนการสร้างความทันสมัยของคริสตจักรม้งในเมืองเชียงใหม่
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ม้ง, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
  • ห้องสมุดสังคมศาสตร์และหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
Total Pages 166 Year 2560
Source หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาชาติพันธุ์สัมพันธ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

การศึกษากระบวนการสร้างความทันสมัยของคริสตจักรม้งในเมืองเชียงใหม่ ให้ความสำคัญกับความหมายทางสังคมในการเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ของชาวม้ง รวมทั้งบทบาทในการสร้างความเป็นคริสต์ที่ส่งผลต่ออัตลักษณ์ม้งใหม่ในสังคมเมืองเชียงใหม่ ในงานได้ใช้แนวคิดอัตลักษณ์ ความทันสมัยและเครือข่ายทางสังคมมาเป็นกรอบในการอธิบาย โดยใช้พื้นที่โบสถ์สีฟ้า สังกัดคณะ Chrisyian and Missions Alliance (C&MA) มาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมดังกล่าว ในงานชิ้นนี้กล่าวว่า การเปลี่ยนความเชื่อจากผีบรรพบุรุษมาสู่การนับถือศาสนาคริสต์ของชาวม้งนั้น มีเหตุปัจจัยหลายประการ คือ การหลีกหนีจากสภาวะของโครงสร้างและพิธีกรรมในสังคมม้ง เช่น การมีพิธีกรรมที่ยุ่งยากและต้องใช้ทุนจำนวนมาก มีสภาพสังคมชายเป็นใหญ่ มีความเชื่อหลายด้านที่ไม่สอดคล้องและไม่ถูกยอมรับในสังคมสมัยใหม่

ด้วยเหตุนี้ ศาสนาคริสต์จึงเป็นทางเลือกที่ชาวม้งเข้าหาเพื่อยกระดับสถานะของตนเองให้ดูทันสมัย นั่นคือ การเปิดรับความเชื่อและวิถีชีวิตแบบสังคมตะวันตก ผ่านพื้นที่โบสถ์สีฟ้าหรือคริสตจักรม้ง โบสถ์จึงมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ มีกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์และเทศกาลประจำปีต่าง ๆ เพื่อให้เกิดสำนึกและรู้จักพระเจ้า สร้างความเป็นกลุ่มระหว่างสมาชิกภายโบสถ์ รวมทั้งขยายเครือข่ายการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ของชาวม้ง ไม่ได้ทำให้ความเป็นชาติพันธุ์ม้งหายไป หากแต่กลับสามารถดำรงรักษาอัตลักษณ์ความเป็นม้ง เช่น คนม้งที่รวมตัวกันที่โบสถ์หันมาใช้ภาษาตนเองมากขึ้น การแต่งกายตามวัฒนธรรมไม่ขัดแย้งกับศาสนาคริสต์ ทำให้อัตลักษณ์ชาติพันธุ์กับศาสนาคริสต์สามารถกลมเกลียวได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การหันมานับถือศาสนาคริสต์ยังเปิดโอกาสให้ชาวม้งสามารถปรับตัวและมีความมั่นใจในการเข้าสังคม อีกทั้งทำให้คนเหล่านี้สามารถนิยามตนเองที่หลากหลายและลื่นไหลในการเข้าสังคมในเมืองเชียงใหม่อีกด้วย

Focus

งานศึกษาชิ้นนี้ต้องการทำความเข้าใจต่อบทบาทขององค์กรคริสเตียนม้งในเมืองเชียงใหม่ โดยมุ่งทำความเข้าใจปัจจัยและความหมายที่มีต่อการเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ และกระบวนการสร้างหรือผลิตสร้างความเป็นคริสเตียน ผ่านกิจกรรม ชุดความรู้สมัยใหม่ คุณค่า ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก และบทบาทในการดำรงความอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ม้งภายใต้ความเป็นคริสต์

Theoretical Issues

แนวคิดที่ใช้การอธิบายกระบวนการสร้างความทันสมัยของคริสตจักรม้งในเมืองเชียงใหม่ ในงานชิ้นนี้ได้ใช้ 3 แนวคิดด้วยกัน คือ แนวคิดอัตลักษณ์ (Identity) แนวคิดว่าด้วยความทันสมัย และแนวคิดเครือข่ายทางสังคม มาวิเคราะห์การเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์ นอกจากนี้แนวคิดดังกล่าวจะพิจาณาลึกในระดับชีวิตประจำวัน ปฏิบัติการณ์ ปฏิสัมพันธ์ และการสานเครือข่ายในกลุ่มสมาชิก รวมทั้งการสร้างอัตลักษณ์ใหม่เพื่อการปรับสังคมสมัยใหม่

สำหรับแนวคิดอัตลักษณ์ Woodward (1997) ได้ให้ความหมายว่า เป็นสิ่งที่บ่งบอกตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในโลกนี้ และเป็นเครื่องแสดงความแตกต่างหรือความเชื่อมโยงระหว่างเราและสังคมที่เราอยู่ หมายความว่าอัตลักษณ์เป็นตัวบอกว่าเราเป็นใครและสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างไร  อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ โดยพื้นฐานทางวิชาการแล้วมีมโนทัศน์หลัก ๆ อยู่ 3 ประเภท คือ 1. การมองอัตลักษณ์ว่าเป็นเรื่องที่เป็นลักษณะพื้นฐานดั้งเดิม (สารัตถะ) เช่น ระบบเครือญาติ ศาสนา ภาษา พฤติกรรม 2. มองว่าอัตลักษณ์เป็นเครื่องมือ (Instrument) เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ต่อตนหรือกลุ่ม โดยเฉพาะการนิยามตนเองที่เป็นประโยชน์เมื่อเผชิญการปฏิสัมพันธ์กับภายนอก 3. มองอัตลักษณ์ว่าเป็นสิ่งประกอบสร้างได้ (Construction) คือมองว่าอัตลักษณ์เป็นสิ่งที่สามารถลื่นไหลไปมา สามารถสร้างขึ้นได้ โดยสัมพันธ์กับบริบท แต่ทั้งนี้ ในงานชิ้นนี้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางศาสนาและการสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ในประเด็นนี้ ไชยรัตน์ เจริญสินโฮฬาร (2540) และอภิญญา เฟื่องฟูสกุล (2551) มองว่าการเคลื่อนไหวทางศาสนาหรือการรวมกลุ่มกันเพื่อกิจกรรมทางความเชื่อ เป็นกระบวนการสร้างอัตลักษณ์เพื่อช่วงชิงอำนาจในการนิยามความหมายทางศาสนาหรือเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ ปรับตัวในบริบทยุคสมัยที่อาจมีการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์ความพยายามของกลุ่มหรือปัจเจกที่มุ่งจะนำเสนอวิถีวัฒนธรรมใหม่

แนวคิดความทันสมัย ธงชัย วินิจกุล (2544) อธิบายว่า ความศิวิไลซ์ คือ การยกระดับให้สูงขึ้นหรือก้าวหน้า ทันสมัย หรือเปลี่ยนไปสู่ภาวะความทันสมัย ฉะนั้นมีการเปรียบเทียบระหว่างความใหม่และความล้าหลัง ป่าเถื่อนหรือเจริญ โดยเฉพาะความรู้เช่นนี้ได้ถูกนำเสนอจากโลกตะวันตกเป็นจุดเริ่มต้น ในสมัยอาณานิคมที่ยุโรปได้ขยายอำนาจและความรู้ รวมทั้งศาสนาคริสต์ไปยังพื้นที่ต่างๆ ในโลกที่เป็นอาณานิคมของตน ในแง่นี้ Herner (1998) เสนอว่า ตะวันตกมองว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีความทันสมัย มีความเป็นเหตุผลมากว่าศาสนาอื่น ๆ โดยเฉพาะความแตกต่างไปจากความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่นับถือผี นับถือบรรพบุรุษ ซึ่งในสายตาของตะวันตกคือเป็นเรื่องงมงาย ไม่มีความเป็นเหตุเป็นผล หลงผิด ไม่มีคัมภีร์ และไม่มีสถาบัน ฉะนั้นสิ่งที่ถูกต้อง คือ ความเชื่อในคริสต์ศาสนา ที่สร้างความทันสมัย สร้างความบริสุทธิ์ของวิญญาณและมีเหตุผล  นอกจากนี้ Herrell (2009) ได้อธิบายตัวอย่างการขยายอารยธรรมของประเทศจีนและมิชชันนารีตะวันตก กรณีจีนได้ใช้ลัทธิขงจื้อในการขยายเข้าไปยังพื้นที่ชายขอบ เพื่อครอบงำชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งการใช้การพัฒนา เทคโนโลยีเป็นตัวชูในการดึงคนเหล่านั้นเข้าเป็นส่วนหนึ่ง นี่คือ การใช้แนวคิด วิวัฒนาการ ที่มองพัฒนาการทางสังคมว่ามีระดับด้อยและเหนือกว่า ฉะนั้นแนวคิดความทันสมัยนี้มาใช้เพื่ออธิบาย บริบทและสภาวะต่าง ๆ ที่ผลักดันให้กลุ่มชาติพันธุ์ม้งหันสู่กระบวนการเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์ เพื่อให้เขาเหล่านี้สามารถปรับตัวและยกสถานะทางสังคมในเมืองเชียงใหม่  รวมทั้งการละทิ้งโครงสร้างทางสังคมและพิธีกรรมที่ยุ่งยากไม่เหมาะสมกับสภาวะสังคมสมัยใหม่

นอกจากนี้ แนวคิดเครือข่ายทางสังคม (Social network) ในงานชิ้นนี้ได้ใช้แนวคิดเครือข่าย เพื่ออธิบายให้เห็นถึงสายใยความสัมพันธ์ระหว่างชาวม้ง ที่มีลักษณะไม่คงที่และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และทำความเข้าใจการสร้างเครือข่าย รูปแบบวิธีการ องค์ประกอบต่าง ๆ ที่นำไปสู่การสร้างสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก

Ethnic Group in the Focus

ศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ม้ง (Hmoob/Moob) ที่นับถือศาสนาคริสต์ กลุ่มเหล่านี้เป็นที่กลุ่มที่อพยพเข้ามาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพในเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2540 และปัจจุบันได้ทยอยเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์ โดยมีการจัดระบบความสัมพันธ์แบบใหม่ผ่านพื้นที่ คำสอนและมารยาทแบบคริสเตียนตะวันตก การเป็นคริสเตียนได้ช่วยให้เขาเหล่านั้นสามารถปรับตัวได้ดีกับสังคมสมัยใหม่ ภายใต้กระบวนการเหล่านี้ ส่งผลให้ชาวม้งสามารถนิยามอัตลักษณ์ของตนได้หลากหลายในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สำหรับคนม้งคริสต์เหล่านี้จะพบเห็นได้บนพื้นที่ศึกษา คือ โบสถ์คริสต์จักรสีฟ้า (นามสมมุติ) ภายใต้การดูแลของสำนักคริสตจักรพระกิตติคุณม้ง ภาค 7  (คกภ.7)

Language and Linguistic Affiliations

ม้ง (Hmoob / Moob) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่อาศัยในเขตรอยต่อของประเทศต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง เช่น จีน ลาว พม่า ไทย เวียดนาม แต่ชาวม้งในพื้นที่เหล่านี้ มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน เช่น ในจีน จะเรียกม้ง ว่า แม้ว หรือเหมียว ซึ่งให้ความหมายในเชิงอคติ แต่สำหรับในประเทศไทย จะเรียกชื่อ ม้ง โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ ม้งขาว (ม้งเดอ๊ะ) และม้งเขียว (ม้งจ็วะ) ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้มีความแตกต่างทางด้านสำเนียงภาษาและลักษณะเครื่องแต่งกาย

Study Period (Data Collection)

ไม่มี

History of the Group and Community

ชาติพันธุ์ม้ง เป็นกลุ่มที่อยู่อาศัยในมณฑลยูนนานประเทศจีนปัจจุบัน แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มีการค้นพบว่า กลุ่มชนเหล่านี้มีแหล่งกำเนิดเดิมในบริเวณแม่น้ำแยงซีเกียง กระทั้งชนชาติฮั่นเข้ามารุกรานแย่งพื้นที่จนต้องทยอยอพยพลงมาทางใต้ ซึ่งการอพยพของชาวม้งเกิดขึ้นมาหลายครั้งด้วยกัน โดยมีสาเหตุมาจากการแย่งชิงทรัพยากร เกิดสงครามและการยึดครองของกลุ่มที่มีอำนาจเหนือกว่า เช่น กลุ่มมองโกล กลุ่มแมนจู และกลุ่มชาวฮั่น ภัยอันตรายจากกลุ่มเหล่านี้ เข้ามาคุกคามและปราบปรามชาวม้ง ทำให้คนเหล่านี้ต้องหลีกหนีถอยร่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตพื้นที่สูงตั้งแต่ ลาว เวียดนาม ไทย

สำหรับชาวม้งในประเทศไทย ตามหลักฐานพบว่า ได้เข้ามาอาศัยและกระจายในเขตพื้นที่สูงแถบลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ปี 2390-2420 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลแมนจูปราบกบฏมุสลิมในมณฑลยูนนาน ทำให้ต้องหนีอพยพเข้ามาอยู่ในเขตอิทธิพลอังกฤษและฝรั่งเศสที่ขณะนั้นครอบครองพื้นที่ทางภาคเหนือ ลาว เวียดนาม พม่า และต่อมาชาวม้งได้เริ่มทยอยย้ายถิ่นเข้าสู่ประเทศไทย โดยเดินทางผ่านเส้นทางหลัก ๆ  คือ 1. เส้นทางจังหวัดน่าน พะเยา มีดอยภูแวและภูลังกา และกระจายไปตามดอย เช่น ดอยช้าง ดอยอ่างขาง ภูหินร่องกล้า 2. เส้นทางดอยภูชี้ฟ้าดอยผาหม่น และทยอยเข้ามาในเชียงใหม่ดอยสุเทพ ดอยอินทนนท์ ดอยปางอุ๋ง 3. ข้ามแม่น้ำโขง ผ่านลาว พม่าและตั้งถิ่นฐานในบริเวณอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ในช่วงปี 2518 ของพรรคคอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพลในจีน ลาว เวียดนาม เกิดสงครามระหว่างเวียดนามกับสหรัฐอเมริกา ทำให้ชาวม้งต้องอพยพลี้ภัยสงคราม และกระจายไปยังประเทศที่สาม เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา เป็นต้น นอกจากนี้ในช่วงดังกล่าวไทยเป็นสถานรับผู้ลี้ภัยเป็นแหล่งพักพิงให้กับผู้ลี้ภัยชาวม้ง จึงมีชาวม้งบางส่วนเลือกอยู่อาศัยในประเทศไทย

ปัจจุบันชาวม้งในประเทศไทยกระจายอยู่ใน 13 จังหวัดด้วยกัน คือ ตาก เชียงใหม่ เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร แพร่ ลำปาง เลย สุโขทัย พะเยา แม่ฮ่องสอน และยังได้กระจายไปยังเมืองใหญ่เช่น กรุงเทพ พัทยา อื่น ๆ

Settlement Pattern

การตั้งถิ่นฐานของชาวม้งในยุคแรก โดยส่วนใหญ่ชาวม้งเลือกตั้งชุมชนในบริเวณบนพื้นที่สูงภูเขาหรือดอยต่าง ๆ สาเหตุที่เลือกตั้งชุมชนบนพื้นที่สูงนั้น มีเหตุผล 2 ประการ คือ 1. สภาพที่ดินธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และเหมาะกับการปลูกฝิ่น เนื่องจากการปลูกฝิ่นเป็นอาชีพหลักของชาวม้งในอดีต 2. ชาวม้งไม่นิยมตั้งชุมชนในพื้นที่ราบ เนื่องจากภูมิปัญญาชาวม้งที่เชื่อว่าในพื้นที่ราบมีโรคระบาด เชื้อโรคหลายชนิด ที่อาจส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยและกระทบต่อผู้คนของตน

การตั้งถิ่นฐานของชาวม้งในประเทศไทยมีมาอย่างยาวนาน ชุมชนชาวม้งจึงมีการติดต่อสัมพันธ์ผู้คนในพื้นที่ราบกับเจ้าเมืองในท้องถิ่น และกับเจ้าหน้าที่รัฐในยุคการปกครองสมัยใหม่ ความสัมพันธ์เหล่านี้มีลักษณะต่างตอบแทน เช่น การขออนุญาตตั้งชุมชน การขยายที่ดินในการเพาะปลูก หรือแม้แต่แลกเปลี่ยนของกำนัลกับเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น มีการนำของป่า ประเภทน้ำผึ้งงาช้าง หนังสัตว์ และลูกสัตว์ป่า ซึ่งเป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนพื้นที่สูงกับคนพื้นราบ (น. 32)

Demography

ไม่มี

Economy

ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจของชาวม้งมีความหลากหลายมากขึ้นและสามารถพบเห็นได้เกือบทุกสายสาขาอาชีพ แต่จะพบว่า โดยส่วนใหญ่ชาวม้งยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรมบนที่สูง มีการเพาะปลูกพืชตามฤดูกาลและตามความต้องการของตลาดปัจจุบัน เช่น สตรอว์เบอร์รี่ ดอกไม้ ถั่ว พืชผักต่าง ๆ บางคนพัฒนามาเป็นพ่อค้า แม่ค้า มาขายในตลาดเมืองเชียงใหม่ รองลงมาจะประกอบอาชีพค้าขายสินค้าประเภทงานหัตถกรรมของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว สินค้าประเภทนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์จำพวก กระเป๋า เสื้อผ้า ปลอกหมอน ผ้าที่เป็นลายอัตลักษณ์ม้ง ซึ่งสามารถพบเห็นได้ในตลาดของเมืองเชียงใหม่ เช่น ย่านไนท์บาร์ซาร์ ตลาดถนนคนเดิม นอกจากนี้ ชาวม้งยังเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ ประเภท ร้านอาหาร ไกด์ทัวร์เพื่อการท่องเที่ยว และร้านเสื้อผ้า และอื่น ๆ    

นอกจากอาชีพเกษตรกรรมและงานหัตถกรรมแล้ว อาชีพของเยาวชนรุ่นใหม่ที่เดินทางเข้ามาในเมืองเชียงใหม่ พบว่ามีหลากหลายอาชีพ เช่น พนักงานร้านอาหาร พนักงานโรงแรม พนักงานขับรถ ปั้มน้ำมัน เป็นต้น นอกจากนี้ สำหรับชาวม้งที่ได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา คนเหล่านี้สามารถเข้าทำงานในระบบราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เอกชน เช่น หน่วยงานปกครองเทศบาลเมือง องค์การบริหารส่วนตำบล

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ชาวม้งที่ในเขตพื้นที่เชียงใหม่ มีอาชีพที่หลากหลายแตกต่างกัน บางคนสามารถยกระดับฐานะทางสังคมที่ดี และบางคนยังคงต่อสู้และแสวงหาปัจจัยยังชีพในสังคมเมืองต่อไป อย่างไรก็ตาม จะพบว่า ชาวม้งมีลักษณะนิสัยอิสระที่ติดตัวมาจากวัฒนธรรมเดิมในชุมชน ทำให้โดยมากแล้วชาวม้งจะนิยมทำงานที่เป็นอาชีพอิสระ เช่น การค้า หัตถกรรมและเกษตรกรรม เป็นต้น

Social Organization

ในงานชิ้นนี้ได้กล่าวว่า ชาวม้งเริ่มปรากฏให้เห็นในเมืองตั้งแต่สมัย ปี 2514 เป็นต้นมา และมีการทยอยเดินทางเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้ต้องเผชิญกับภาวะการณ์ปรับตัวทางสังคมในด้าน ภาษา มารยาท อาหารการกิน รวมทั้งการจัดระบบความสัมพันธ์กับผู้คนในสังคมเมือง

สำหรับสังคมม้งในเมืองช่วงแรก พบว่า มีการจัดระเบียบและสร้างความสัมพันธ์แบบเครือญาติ คือ ชาวม้งเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน มีการเช่าบ้านในระแวกใกล้เคียง หรือบางคนไปเช่าบ้านของโบสถ์หรือวัด ทำให้คนเหล่านี้ได้อยู่ด้วยกัน มีการช่วยเหลือพึงพากัน และใช้จารีตประเพณีในการจัดระเบียบบางอย่าง เช่น คำสอนเรื่องผิดผี และเคารพในระบบอาวุโส

ต่อมาเมื่อสังคมในเมืองมีการขยายตัวมากขึ้น ได้ดึงดูดเยาวชนรุ่นใหม่ เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัย มีการสร้างเครือข่ายสังคม และพัฒนาตนเองไปสู่อาชีพที่หลากหลาย เช่น รับราชการหรือเข้าอยู่ในภาคธุรกิจ เอกชน พนักงานโรงแรม หรือบางส่วนได้พัฒนาตนขึ้นเป็นผู้ประกอบการ จึงทำให้พบว่า ชาวม้งในเมืองมีความเป็นปัจเจกชนที่หลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้ได้สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมรูปแบบใหม่ขึ้นมา เช่น ในพื้นที่มหาวิทยาลัยพบว่ามีเครือข่ายนักศึกษา จัดเป็นชมรมม้งภายในมหาวิทยาลัย เพื่อให้การสานสัมพันธ์ระหว่างคนม้งในมหาวิทยาลัยและต่างสถาบัน อีกทั้งมีการเชื่อมต่อสัมพันธ์กับคนม้งผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจในการสนับสนุนเงินทุนในการจัดกิจกรรมของนักศึกษาม้ง

นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มนักธุรกิจม้ง ได้มีการรวมกลุ่มเป็นสมาคมม้งแห่งประเทศไทย เพื่อรวมตัวกันสานสัมพันธ์ในทางธุรกิจ การช่วยเหลือทางสังคมให้กับชาวม้ง เช่น การอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจชาวม้ง การให้ความรู้ในการปรับตัวและให้การศึกษากับชาวม้งรุ่นใหม่ และคอยช่วยเหลือในด้านสุขภาพอนามัยให้กับชุมชนชาวม้ง

ในขณะเดียวกัน ในกลุ่มม้งที่เข้ารับนับถือศาสนาคริสต์ คนกลุ่มนี้จะมีการสร้างความสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายที่นับถือศาสนาคริสต์เป็นหลัก มีการจัดระบบความสัมพันธ์แบบใหม่ เช่น มีการรวมกลุ่มกันที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์หรืองานกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนา ทำให้คนเหล่านี้มีความใกล้ชิดสนิทสนมมากกว่าชาวม้งในศาสนาอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ชาวม้งทั้งที่นับถือศาสนาคริสต์หรือศาสนาพุทธ ยังมีการสัมพันธ์กันอยู่บ้างในบางช่วงโอกาส เช่น การกลับไปบ้านเกิดในชุมชนบนดอย หรือการสัมพันธ์ในฐานะเพื่อน ญาติพี่น้องห่าง ๆ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันพบว่าชาวม้งในเมือง มีการใช้พื้นที่สังคมออนไลน์ในการพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน หรือรวมตัวเพื่อจัดกิจกรรมทางสังคมบางอย่างร่วมกัน ซึ่งเป็นวิถีสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมเมืองปัจจุบัน โดยทั้งหมดนี้ จะพบว่า วิธีการสร้างความสัมพันธ์ของสังคมชาวม้งมีการเปลี่ยนแปลงตามบริบทสังคม ความทันสมัย และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้การจัดระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติในสมัยบรรพบุรุษได้ลดหายไปจากสังคมม้งในเมือง (น.36-38)

Political Organization

ชุมชนชาวม้งบนพื้นที่สูง เป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาอยู่ทางภาคเหนือของไทยประมาณหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ด้วยเหตุปัจจัยที่จะต้องหนีภัยสงครามจากพื้นที่ในประเทศจีน แต่เมื่อเข้ามาตั้งชุมชนบนพื้นที่สูงในไทย ในช่วงต้นกลุ่มชาวม้ง มีการจัดระบบความสัมพันธ์ภายในกลุ่มแบบไม่เป็นทางการนัก แต่เมื่อต้องสัมพันธ์กับเจ้าเมืองในที่พื้นราบ จึงมีการจัดตั้งระบบความสัมพันธ์ให้มีความชัดเจนในการดูแลชุมชนและการลำดับความสัมพันธ์ขึ้น ในสมัยดังกล่าว ชุมชนม้งในที่สูง มีผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าเมืองเป็นตำแหน่ง “พญา” หรือเทียบเท่ากับกำนันในปัจจุบัน แต่เมื่อประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองใหม่ ทำให้ตำแหน่งพญา ถูกแทนที่ด้วยตำแหน่งใหม่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น (น. 32)

แต่เมื่อการพัฒนาของรัฐเข้ามาในเขตพื้นที่ทางภาคเหนือ พร้อมกับการขยายของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ทั้งในประเทศไทยและจากประเทศใกล้เคียง ชาวม้งถูกนับรวมอยู่กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากรัฐมองว่าคนเหล่านี้ปลูกขายฝิ่น ตัดไม่ทำลายป่า และแนวร่วมคอมมิวนิสต์ ทำให้รัฐไทยได้เข้ามาจัดระเบียบสังคมม้งใหม่ โดยใช้การพัฒนาเข้าไปเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมและควบคุมสังคม วิธีคิดของชาวม้ง ผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดระบบการปกครอง การส่งเสริมการปลูกพืชพาณิชย์ จัดระบบการศึกษา และการเผยแพร่ศาสนาพุทธผ่านโครงการธรรมะจาริก เป็นต้น

การพัฒนาของรัฐทำให้ชาวม้งได้ถูกดึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ให้ความรู้ ผสมกลมกลืนให้เป็นไทย พูดภาษาไทยและมีวิธีคิดแบบคนไทย เพื่อให้คนเหล่านี้สามารถดำรงอยู่และจงรักภักดีต่อชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมทั้งมีความมั่นคงในชีวิต อย่างไรก็ตาม จากการพัฒนาลักษณะนี้ ในงานชิ้นนี้ กล่าวว่า กลับทำให้ชาวม้งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและสูญเสียอัตลักษณ์  ความเข้มแข็งในการดำรงชีพ เนื่องจากรัฐได้เข้าจำกัดเขตพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และการทำการเกษตรที่จะต้องอิงขายให้ราคาในตลาด ฉะนั้น ชีวิตของชาวม้งจึงต้องผูกติดกับคำสั่งของราชการและกับตลาดเป็นต้นมา คนเหล่านี้จึงเผชิญกับความยากจนและนำไปสู่การอพยพเข้าเมืองเพื่อแสวงหาอาชีพใหม่เพื่อดำรงชีพ

Belief System

เดิมทีชาวม้งในชุมชนพื้นที่สูงทางภาคเหนือของประเทศไทย มีการนับถือผีบรรพบุรุษและผีที่เกี่ยวข้องกับบ้านเรือน ที่ทำกิน ซึ่งความเชื่อเกี่ยวกับผีเหล่านี้สัมพันธ์โดยตรงกับการจัดระเบียบสังคม โดยจะมีชุดคำสอนเรื่องผิดผี การทำนายทายทัก และการเซ่นไหว้บูชา ทั้งหมดเป็นพิธีกรรมเพื่อจัดความสัมพันธ์ในสังคมม้งเดิม

แต่เมื่อชาวม้งเหล่านี้ได้อพยพเข้าไปอยู่ในเมือง และเริ่มรู้จักกับศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ สำนัก (C&MA) แห่งสหรัฐอเมริกา ที่มีสำนักย่อยอยู่ในเชียงใหม่หรือรู้จักกันชื่อ คริสตจักรพระกิตติคุณ ภาคม้ง 7 (คกภ.7) ได้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ไปยังกลุ่มชาวม้งและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ศาสนาคริสต์ได้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมกับการให้โอกาสและอำนวยความสะดวกมากมายให้กับกลุ่มคนที่สนใจเข้ารับศาสนาคริสต์            

ศาสนาคริสต์ คือ ศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ ยะโฮวา มีแหล่งกำเนิดในพื้นที่เยรูซาเล็มปาเลสไตน์ โดยมีพระเยซูเป็นศาสดามีคัมภีร์ไบเบิลเป็นธรรมนูญนำชีวิตและสังคม การหันมานับถือศาสนาคริสต์ของชาวม้งทำให้คนเหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนระบบความเชื่อเดิมและรับวิถีปฏิบัติตามคริสตชน เช่น การละทิ้งพิธีกรรม ความเชื่อของบรรพบุรุษเดิม มีข้อห้ามที่ชัดเจน เช่น ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมนอกศาสนา ห้ามดื่มสุรา และข้อห้ามอื่น ๆ ที่ระบุในคำสอน

การเข้ารับนับถือศาสนาใหม่นี้ ทำให้ชาวม้งต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างชาวม้งนอกศาสนาและคนต่างศาสนิกอื่น ๆ  คือ ไม่ใช้ความสัมพันธ์เดิมผ่านระบบเครือญาติ แต่หันมาใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ในกลุ่มคนศาสนาเดียวกัน อีกทั้งชาวม้งคริสต์เหล่านี้ จะต้องมีการปฏิบัติตามวิถีที่ได้รับขัดเกลาจากสำนักคริสตจักร ซึ่งเป็นแนวทางแบบตะวันตก เช่น การประกอบพิธีกรรม การแต่งงาน การจัดงานศพ การแต่งกาย รวมทั้งการสังสรรค์ต่าง ๆ (น.54-55)

Education and Socialization

เมื่อชาวม้งเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์ ขั้นแรกของการเข้ารับคือ การปฏิญาณตน รับศีลล้างบาป และหลังจากนั้นจึงค่อย ๆ เริ่มกิจกรรมที่เป็นการเรียนรู้หลักคำสอนทางศาสนา โดยมีกระบวนการ เช่น การทำพิธีกรรมสวดขอพร การฟังเทศนาธรรมเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู กิจกรรมบรรเลงเพลงศาสนา ซึ่งโดยรวมแล้ว คือ การขัดเกลาหรือการประกอบสร้างอัตลักษณ์คริสเตียน

การขัดเกลาทางศาสนาของคริสตจักรม้ง มีวิสัยทัศน์และแนวทางในการปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น 1. ในด้านการอบรมจริยธรรมแก่คนม้งคริสเตียน 2. ในด้านการศึกษา เปิดหลักสูตรปกติและหลักสูตรศาสนา 3. การส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่ไม่ขัดกับศาสนา เช่น ภาษา การแต่งกาย 4. ด้านการสงเคราะห์ ทางด้านทุนการศึกษาให้กับเยาวชนผู้ยากไร้ และกำพร้า เป็นต้น

นอกจากนี้ ทางองค์กรคริสเตียนม้ง มีกระบวนการในการสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่น เช่น การทำกิจกรรมประจำวัน ประจำสัปดาห์ กิจกรรมเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับการรู้จักพระเจ้าและกฎเกณฑ์ ข้อปฏิบัติต่าง ๆ ในศาสนา การนมัสการ การปิกนิก สิ่งเหล่านี้เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข็มแข็งในหลักศรัทธาและความสัมพันธ์ ฉะนั้น กิจกรรมทั้งหมดล้วนมีผลต่อการขัดเกลาทางสังคม การสร้างความสัมพันธ์ และการเพิ่มพูนความศรัทธาในคริสต์ศาสนา (น.64-91)

Health and Medicine

ไม่มี

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มี

Folklore

ไม่มี

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ม้งคริสเตียน คือ กลุ่มม้งที่เพิ่งหันมานับถือศาสนาคริสต์ ภายหลังจากย้ายเข้ามาทำงานหรือแสวงโอกาสในเมืองเชียงใหม่ ในช่วงปี 2540 คนเหล่านี้ได้รับการเชิญชวนจากนักบวชและจากกลุ่มเพื่อนม้งคริสเตียน ทำให้ศาสนาคริสต์เริ่มกระจายไปในกลุ่มม้งที่ทำงานเมืองเชียงใหม่ เมื่อเข้ารับนับถือศาสนาใหม่ โดยกลุ่มมิชชันารีที่รับผิดชอบ คือ คณะโบสถ์สีฟ้า (อ.สันทราย) เป็นสถานที่ประกอบสร้างและให้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นคริสเตียน ซึ่งมีพิธีกรรมประกอบไปด้วย การรับศีลจุ่มน้ำ หลักศรัทธา คำสอน และมาฟังเทศนาธรรมในทุกวันอาทิตย์ที่โบสถ์ สถานที่แห่งนี้ จึงกลายเป็นพื้นที่ของการหล่อหลอมและสร้างสังคมคริสเตียนหรืออัตลักษณ์ม้งคริสเตียน

อัตลักษณ์ม้งใหม่ ถูกสร้างผ่านการรวมตัวในโบสถ์ กิจกรรมและเทศกาลต่าง ๆ ของคริสตจักรม้ง มีผลให้เกิดความร่วมมือ และการจัดความสัมพันธ์รูปแบบใหม่เกิดขึ้น เช่น การสร้างสำนึกความเป็นพี่น้องคริสเตียน หรือความรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกันภายใต้พระเจ้า มีการแบ่งหน้าที่ทำงาน และสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิง ฉะนั้น กิจกรรมเหล่านี้ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนชุดความเชื่อและจารีตเดิมของชาวม้ง

การเปลี่ยนศาสนาของชาวม้ง ทำให้วัฒนธรรมเดิมบางอย่างถูกเปลี่ยนไป เช่น การนับแซ่ตระกูลชาวม้งไม่ได้ถูกนำมาใช้ในกลุ่มม้งเคริสเตียนอีกต่อไป การละทิ้งพิธีกรรมเดิมที่เป็นการเซ่นไหว้บูชาบรรพบุรุษถูกแทนที่ด้วยการอธิฐานขอพรจากพระเจ้าองค์เดียว การละทิ้งการรักษาแบบดั้งเดิมโดยหันมาใช้วิธีการรักษาการแพทย์สมัยใหม่

ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนศาสนา ส่งผลให้ชาวม้งครีสเตียนแบ่งแยกแตกต่างไปจากชาวม้งที่นับถือบรรพบุรุษชัดเจน และมีการจัดระดับความสัมพันธ์แบบใหม่เกิดขึ้น เช่น กรณีงานแต่งงานชาวม้งบนดอย สำหรับชาวม้งคริสเตียนสามารถเข้าร่วมในกิจกรรมงานแต่งงานได้ แต่จะไม่ทำตามพิธีกรรมแบบเดิม เช่น การผูกข้อมือ การดื่มสุรา หรือแม้งานอื่น ๆ เช่นงานศพ จะไม่เผากระดาษ หรือ ไม่ทำการเซ่นไหว้ จุดธูป หรือกระทั่งจะไม่เข้าร่วมในพิธีกรรมต่าง ๆ ของชาวม้งต่างศาสนา สิ่งเหล่านี้คือ การสร้างความแตกต่างระหว่างกลุ่มทางศาสนา ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับศาสนาใหญ่ ที่ต้องสร้างความชัดเจนในอัตลักษณ์ของตนเอง

การจัดระดับความสัมพันธ์ดังกล่าว ไม่เพียงแต่สร้างความแตกต่างในกลุ่มม้งเท่านั้น แต่ยังสร้างความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนอื่น ๆ เช่น สร้างความแตกต่างกับคนที่สังกัดในสำนักคริสต์อื่น ๆ หรือกับชาติพันธุ์อื่นที่เป็นคริสเตียนและกลุ่มคนที่ไม่ใช่ชาวคริสเตียน (คนไทยพุทธ มุสลิม ฮินดู) การนิยามตนเองเพื่อความแตกต่างไปจากกลุ่มอื่น ๆ นี้ พบว่า สามารถแสดงถึงระดับความชาติพันธุ์ ระดับศาสนาและระดับนานาชาติ โดยชาวม้งคริสเตียนจะนิยามตนเองด้วยการใช้คำนิยามที่หลากหลาย เช่น ม้งคริสเตียน สมาชิกคริสจักรสีฟ้า หรือคริสเตียน

อย่างไรก็ตาม การเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์ ไม่ได้เป็นการทำลายวัฒนธรรม ความเป็นชาติพันธุ์ม้งไปทั้งหมด แต่กลับหลอมเข้ากับศาสนา เป็น “ชาติพันธุ์ศาสนา” (ethno-religion) และรักษาภาษา ศิลปะ ความรู้ วัฒนธรรมการบริโภคบางอย่างของม้งเอาไว้ ที่สำคัญการเปลี่ยนศาสนาใหม่ทำให้ชาวม้ง สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองหรือกับความทันสมัยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการแต่งกายที่เป็นไปตามกระแสสังคม การหันมาเรียนและพูดภาษาไทยในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่การเลียนแบบการใช้ชีวิต (life style) ของคนในเมือง  (หน้า 128-145)

Social Cultural and Identity Change

สังคมสมัยใหม่ได้ขยายครอบคลุมพื้นที่เกือบทุกส่วนในประเทศไทย แม้แต่ชาติพันธุ์ม้งยังต้องขยับขยายลงจากพื้นที่ดอยเพื่อเข้ามาสู่ระบบการทำงานและแสวงหาอาชีพที่ดีกว่าในเมืองเชียงใหม่ เมื่อคนเหล่านี้เข้ามาใช้ชีวิตในสังคมใหม่ จึงต้องเผชิญกับภาวะใหม่ จึงมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์เดิม เพื่อให้เกิดความกลมเกลียวและสะดวกต่อการดำรงในสังคมเมือง

การเปลี่ยนแปลงของชาวม้ง เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2448 เป็นต้นมา คือ ชาวม้งเข้ารับถือศาสนาคริสต์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรวมกลุ่มในพื้นที่ศาสนาคริสต์ภายใต้สังกัด โบสถ์สีฟ้า คณะคริสตจักรม้ง 7 พื้นที่แห่งนี้ได้สร้างวิถีชีวิตใหม่ให้กับชาวม้ง กล่าวคือ มีการช่วยเหลือ พัฒนาศักยภาพ ให้โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรแหล่งเรียนรู้ที่ไม่ใช้เฉพาะแต่เรื่องศาสนา แต่ยังสร้างงาน สร้างอาชีพ จึงทำให้คนม้งเหล่านี้มีทักษะในการปรับตัวเข้ากับสังคมเมือง          

ภายหลังการเข้าสู่ศาสนาคริสต์ ชาวม้งคริสต์เหล่านี้ จึงค่อย ๆ ละทิ้งความเชื่อ พิธีกรรมต่าง ๆ ที่มาจากรากของบรรพบุรุษเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องล้าหลัง ทำให้คนเหล่านี้ได้ทอดทิ้งการเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ โดยหันมามนัสการต่อพระเจ้า หรือแม้แต่การจัดระบบทางสังคมที่นับญาติจากสายแซ่ตระกูล วิธีการนี้ได้ถูกลดความสำคัญไป และนับความเป็นพี่น้องผ่านความเป็นคริสเตียนแทน   

การเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์และรับวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้ในชีวิตนั้น แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เช่น กรณี กิจกรรมคริสตจักรม้งหรืองานแต่งงานของม้งคริสต์ จะมีการแต่งกายแบบเสื้อผ้าสากล สวมรองเท้าหุ้มส้น ใส่เสื้อไว้ข้างพร้อมสูทสำหรับผู้ชาย และสำหรับผู้หญิงจะนุ่งกระโปรงหรือชุดราตรี หรือคนเหล่านี้จะงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานฉลองพิเศษต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงสถานะความเท่าเทียมระหว่างชาย-หญิง ซึ่งเดิมนั้นสังคมม้งมีโครงสร้างสังคมผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้ชายสามารถแต่งงานได้หลายคนแต่สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนไป เมื่อเข้ารับนับถือศาสนาคริสต์ ทำให้วิถีจารีตเดิมเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปด้วย มีการห้ามมิให้ผู้ชายมีภรรยาหลายคนและมีการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงใหม่ที่ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย

ฉะนั้นศาสนาคริสต์หรือองค์กรได้ถ่ายทอดอุดมการณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและความทันสมัย รวมทั้งค่านิยมใหม่ที่เป็นแบบตะวันตกผ่านความรู้และกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนศาสนาจึงหมายถึงการเปลี่ยนความหมายและการนิยามต่อตนเองเป็นม้งใหม่

Critic Issues

ไม่มี

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดการวิจัย (น.23)
ภาพที่ 2.1 โครงสร้างองค์กรคริสตจักรพระกิตติคุณ ภาค 7 (น.52)
ภาพที่ 3.1 บรรยากาศนมัสการประจำสัปดาห์ (น.64)
ภาพที่ 3.2 กิจกรรมการเยี่ยมบ้านสมาชิกประจำเดือน (น.65)
ภาพที่ 3.3 บรรยากาศในงานคริสต์มาสและวันปีใหม่โบสถ์สีฟ้า (2557) (น.66)
ภาพที่ 3.4 คณะบุรุษหรือกลุ่มพ่อบ้านโบสถ์สีฟ้า (น.69)
ภาพที่ 3.5 คณะสตรีหรือกลุ่มแม่บ้านโบสถ์สีฟ้า (น.71)
ภาพที่ 3.6 ค่ายอนุชนสังกัด C&MA ปี 2556 (น.72)
ภาพที่ 3.7 กิจกรรมฉลองครบรอบ 20 ปี กลุ่มอนุชน สังกัด C&MA (น. 72)
ภาพที่ 3.8 พิธีบัพตีศมาในค่ายอนุชน (น.74)
ภาพที่ 3.9 กิจกรรมเล่นดนตรีของอนุชน (น.74)
ภาพที่ 3.10 กิจกรรมเรียนพระคัมภีร์ของกลุ่มอนุชน (น.75)
ภาพที่ 3.11 กลุ่ม Twenty up (น.76)
ภาพที่ 3.12 ค่ายเผชิญชีวิตคู่ 23-26 กรกฎาคม 2557 (น. 78)
ภาพที่ 3.13 บรรยากาศในงานเทศกาลเยซูเฟส วันที่ 17-20 กรกฎาคม 2577 (น.79)
ภาพที่ 3.14 ซุ้มกิจกรรมของแต่ละกลุ่มม้งคริสเตียนในงานเทศกาลเยซูเฟส (น.79)
ภาพที่ 3.15 บรรยากาศการพูดคุยและร่ำลาของชาวม้งคริสเตียนในเทศกาลเยซูเฟส (น. 80)
ภาพที่ 3.16 บรรยากาศงานชีวิตบริบูรณ์ที่สนามกีฬา 700 ปี เชียงใหม่ ปี 2557 (น.82)
ภาพที่ 3.17 ทีมฟุตบอลของโบสถ์สีฟ้า (น. 83)
ภาพที่ 4.1 อัวเน้ง พิธีกรรมทางความเชื่อแบบม้งดั้งเดิม (น.101)
ภาพที่ 4.2 การอธิษฐานขอพรจากพระเจ้าของม้งคริสเตียน (น.105)
ภาพที่ 4.3 บรรยากาศการแต่งงานแบบม้งเดิมโดยผู้อาวุโสเป็นคนทำพิธีกรรม (น.113)
ภาพที่ 4.4 บรรยากาศแต่งงานแบบคริสเตียน (น.113)
ภาพที่ 4.5 ป้ายต้อนรับและบรรยากาศด้านหน้าชองงานเทศกาลเยซูเฟส (น.129)
ภาพที่ 4.6 อนุชนสีฟ้าเรียนพระคัมภีรี (น.135)
ภาพที่ 4.7 บรรยากาศการเทศนาในโรงเรียนในโบสถ์เป็นภาษาม้ง (น.135)
ภาพที่ 5.1 ตัวอย่างคำศัพท์ใหม่ที่ใช้ในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับภาษาม้ง (น.136)

Text Analyst อัสรี มาหะมะ Date of Report 25 ก.ค. 2562
TAG กระบวนการสร้างความทันสมัย, ชาติพันธุ์ม้ง, คริสตจักรม้ง, ม้ง, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง