ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ความรุนแรงเชิงชาติพันธุ์, ศาสนา, อิสลาม, ชุมชนชาติพันธุ์, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ประเทศไทย, ภาคใต้ของประเทศไทย, สตูล, ปัตตานี, นราธิวาส, ยะลา, สงขลา, เขตปาตานี
Author Kevin T. Conlon
Title Ethnic Violence in Southern Thailand: The Anomaly of Satun
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ออแรนายู มลายูมุสลิม มุสลิมมลายู, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
https://apps.dtic.mil/dtic/tr/fulltext/u2/a562771.pdf Total Pages 131 Year 2555
Source Conlon, Kevin T. “Ethnic Violence in Southern Thailand: The Anomaly of Satun” (2012) California: Naval Postgraduate School. 131.
Abstract

งานวิจัยชิ้นนี้ใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อสำรวจสองภูมิภาคเฉพาะของประเทศไทยที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิม นั่นคือ บริเวณจังหวัดสตูลจนถึงชายฝั่งตะวันตกภาคใต้ของประเทศไทย และบริเวณจังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาสและจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างรัฐกลันตันของมาเลเซียและอ่าวไทย

การก่อรูปของอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในสตูลและปาตานีที่ผ่านมามีเส้นทางแตกต่างกัน และความแปรผันของพัฒนาการเส้นทางเหล่านี้ได้ผลิตผลลัพธ์เกี่ยวกับความรุนแรงระหว่างชุมชนและการก่อการร้ายที่แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว  สตูลไม่ปรากฏปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์หรือทางศาสนาเมื่อเปรียบเทียบกับอีก 4จังหวัดที่ต้องเผชิญการขัดขืนต่อต้านรัฐในหลายครั้ง เหตุการณ์ความรุนแรงและการก่อการร้ายจำนวนมาก และความรู้สึกไม่มั่นคงและความกลัวที่อบอวลไปทั่ว

ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจนนี้ยังสะท้อนความเข้มข้นที่กลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลายในประเทศสามารถบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยสมัยใหม่อย่างสันติอีกด้วย ในท้ายที่สุด การวิเคราะห์ความมีประสิทธิผลของรัฐบาลไทยในการจัดการกระบวนการบูรณาการบริเวณภูมิภาคทั้งสองจะให้มุมมองเกี่ยวกับธรรมาภิบาลที่ได้ผลดีสำหรับบริเวณไม่สงบในภาคใต้ของประเทศไทย รวมถึงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในอนาคต

Focus

วิทยานิพนธ์นี้สำรวจการอธิบายความขัดแย้งที่ปรากฏค่อนข้างน้อยในจังหวัดสตูล โดยเปรียบเทียบกับงานวิจัยส่วนมากที่ศึกษาพื้นที่ควบคุมยากบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพยายามหาข้อสรุปบางประการจากคำถามที่ว่าทำไมจังหวัดสตูลที่มีคนมุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่เช่นกันจึงมิได้เผชิญความขัดแย้งในระดับเดียวกัน การวิจัยนี้จะให้มุมมองที่ชัดเจนเกี่ยวกับธรรมชาติของความขัดแย้งในภาคใต้ของไทย ผ่านการศึกษาพื้นที่จังหวัดสตูลที่มีความขัดแย้งและเหตุการณ์ความรุนแรงน้อย

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ชาวมาลายู-มุสลิม, ชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู,ชาวซัมซัม,คนมุสลิมในจังหวัดสตูล และคนมุสลิมในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา

คนในจังหวัดสตูล เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ชาวซัมซัม (the Sam Sams) เป็นที่รู้จักและได้รับการศึกษาตั้งแต่ต้นปีคริสต์ทศวรรษที่ 1800(น. 63)

Language and Linguistic Affiliations

หนึ่งในกระบวนการกลืนกลายทางวัฒนธรรมโดยรัฐบาลไทยระหว่างปี 1921-1945 คือการสร้างมาตรฐานการใช้ภาษาไทยในประเทศ ในจังหวัดสตูล กระบวนการดังกล่าวถูกยอมรับได้ง่ายกว่าภาษาที่ใช้ของชาวซัมซัม ในปี 1821นักการทูตชาวสก็อต ระบุว่า ชาวซัมซัมมีเชื้อชาติสยาม ซึ่งได้รับศาสนาของโมฮัมเมดาน และพูดภาษาผสมกันระหว่างทั้งสองกลุ่มคน (น. 64)

ในปี 1900ลักษณะผสมผสานทางวัฒนธรรมของชาวซัมซัมถูกบันทึกโดยกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (น. 64) ไว้ว่า พวกเขาใช้ภาษาถิ่นมลายู (Bahasa Ibunda) เป็นภาษาไทยถิ่นใต้อย่างเก่า ที่ประกอบด้วยคำมลายูที่หลากหลายอยู่ในภาษาดังกล่าว แม้ว่าจะรับเอาศาสนาอิสลามแต่คนกลุ่มนี้ยังคมรักษาปฏิบัติการทางสังคมวัฒนธรรมอย่างชาวสยาม รวมไปถึงรูปแบบทางภาษาศาสตร์บางประการ

ในเขตปาตานี มีการใช้ภาษาถิ่นยาวี (Jawi) มาหลายร้อยปีและเป็นรากฐานของปฏิบัติการทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้รับการประกาศว่าภาษาดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับและขัดต่อปฏิบัติการทางภาษาที่เป็นมาตรฐานของพลเมืองไทย (น.77) ในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการส่งเสริมให้ผู้คนยอมรับและเชิดชูการใช้ภาษาไทยอย่างเป็นทางการ (น.78) ส่งเสริมให้พลเมืองไทยชักชวนพลเมืองที่ไม่รู้ภาษาไทยหันมาศึกษาเล่าเรียนภาษาไทย และภาษาไทยถิ่นต่าง ๆ

Study Period (Data Collection)

แม้ว่าจังหวัดสงขลาจะมีขนาดประชากรมุสลิมไม่มาก แต่ก็มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์และการค้าร่วมกับจังหวัดสตูล นราธิวาส ปัตตานี และยะลา (น. 21)

ประวัติศาสตร์ตอนต้นของจังหวัดสตูลจนถึงปีคริสตศักราช 1200ระบุว่า ก่อนจังหวัดสตูลในปัจจุบันจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเกดะห์ของมาเลย์หรือจังหวัดสตูลของประเทศไทย บริเวณนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฮินดูที่ก่อนตั้งโดยมหาราชา Derbar Raja of Gemeron ในช่วงก่อนปีคริสต์ศตวรรษที่ 7เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฮินดู-มลายูเกดะห์ สี่ศตวรรษต่อมา กษัตริย์ฮินดูที่รู้จักกันโดนชาวสยามพระนามว่า พระองค์มหาวงษ์ รับเอาศาสนาอิสลามเข้าไว้ในอาณาจักร ปกครองรัฐสุลต่านเกดะห์ทางเหนือของคาบสมุทรมลายู ตั้งแต่ปี 1136-1179ในขณะนั้นสตูลถูกอ้างถึงในชื่อ มัมบัง เซการา (Mambang Segara) หรือ มูคิน เซตูล (Mukin Setul) ในภาษามลายู (น.29)

ประวัติศาสตร์สมัยอาณาจักรอยุธยา ปี 1351-1767ระบุว่า ชุมชนมุสลิมเริ่มมีบทบาทในราชอาณาจักรสยามอันเนื่องมาจากศูนย์กลางค้าขายในภูมิภาค เช่น บริเวณชวา สุมาตรา มะละกา และชายฝั่งตะวันตกของไทย นั่นคือ สตูลและพม่า ขณะวัฒนธรรมที่หลากหลายได้ปรากฏในราชสำนักอยุธยา รวมทั้ง วัฒนธรรมของคนมุสลิมเชื่อสายอาหรับและเปอร์เซีย ส่วนชาวมุสลิมจากหัวเมืองมลายูมีความสัมพันธ์กับราชสำนักอยุธยาในการส่งเครื่องราชบรรณาการ บุหงามาศ หรือ ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง แต่สำหรับหัวเมืองมลายูมองการส่งเครื่องราชบรรณาการดังกล่าวในฐานะสิ่งแทนความสัมพันธ์ฉันท์มิตร (น. 31)

ประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์และกรุงเทพฯ ปี 1767-1902ระบุว่า สยามได้เริ่มเครื่องมือทางการทูตและการทหารในการจัดการเขตแดนระหว่างพม่า กัมพูชา ลาวและการรุกรานของอำนาจจักรวรรดินิยมของอังกฤษและฝรั่งเศส (น. 31) ในปี 1813สตูลตกอยู่ภายใต้การปกครองของทางการสยามผ่านเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งช่วยให้เกิดการขยายการควบคุมดินแดนของสยามในขณะนั้น ในปี 1821สมัยรัชกาลที่ 3สยามใช้กำลังทหารเหนือดินแดนรัฐสุลต่านเกดะห์ ทำให้สุลต่านรัฐเกดะห์ต้องหลบหนีสู่เมืองปีนัง ยังส่งผลให้ประชาชน 3ใน 4ของรัฐสุลต่านเกดะห์หลบหนีเข้าสู่อาณาเขตของอังกฤษเพื่อความปลอดภัย ส่วนที่เหลือถูกควบคุมในฐานะเชลย ซึ่งสถานการณ์ในสตูลก็เป็นในลักษณะคล้ายคลึงกัน ทว่าชาวมุสลิมในจังหวัดสตูลส่วนหนึ่งยังคงอาศัยอยู่บริเวณเดิมโดยมิได้ถูกกวาดต้อน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนช่วงสนธิสัญญาเบอร์นี่ของสยามและอังกฤษ (น. 32-33) จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5สตูลได้กล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลสายบุรี (น. 34)
ประวัติศาสตร์ช่วงชาตินิยมและยุคสมัยใหม่ ปี 1902-ปัจจุบัน ระบุว่า รัฐบาลสยามเพิ่มขั้นตอนในการควบคุมเขตภาคใต้ หนึ่งในนั้นคือการรวมเขตปาตานีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม และแบ่งการปกครองออกเป็น 3จังหวัด นั่นคือ ปัตตานี นราธิวาสและยะลา และแทนที่ผู้นำท้องถิ่นด้วยข้าราชการจากส่วนกลาง ผู้ซึ่งพูดเพียงภาษาไทยและขึ้นตรงต่อผู้นำรัฐบาลในเมืองหลวงเท่านั้น ต่อมาเมื่อปี 1909สยามและอังกฤษได้ทำสนธิสัญญาข้อตกลงระหว่างกัน ทำให้สยามได้ส่งมอบดินแดน ปะลิส เกดะห์ (ไทรบุรี) กลันตัน ตรังกานู แก่อังกฤษ แต่ได้การควบคุมเหนือดินแดนสตูลและเขตปาตานี (ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสงขลา) ต่อมามีการยกเลิกระบบมณฑลในปี 1933สตูลกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองจากศูนย์กลาง นั่นคือ จังหวัดสตูล มีเขตจังหวัดชัดเจน เช่นเดียวกับเขตปาตานีที่ได้รับการแบ่งแยกออกจากกัน และรัฐบาลในสมัยนั้นเริ่มใช้การรวมชาติผ่านนโยบาลรัฐนิยม (น. 36) อย่างไรก็ดี สตูลได้รักษาความสัมพันธ์อันดีกับกรุงเทพฯ ซึ่งแตกต่างจากจังหวัดในอดีตเขตปาตานี ชาวจังหวัดสตูลมองว่าการสถาปนาระบบการศึกษาในสตูลเป็นสัญญาณของความก้าวหน้าและการพัฒนา แม้จะได้รับการต่อต้านเล็กน้อยก่อนหน้านี้ในปี 1921 (น. 37)

History of the Group and Community

สตูล ตั้งอยู่ทางตอนบนของคาบสมุทรมลายู บนชายฝั่งตะวันตกของไทย และเขตปาตานีตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายู มีอาณาบริเวณติดต่อกับรัฐกลันตันของประเทศมาเลเซีย

Settlement Pattern

ไม่มี

Demography

ประชากรส่วนในจังหวัดสตูล นราธิวาส ปัตตานี และยะลา เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม

ในงานวิจัยชิ้นนี้พื้นที่บริเวณ 4 จังหวัด นั่นคือ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และ (บางส่วนของ) จังหวัดสงขลา รวมเรียกว่า เขตปาตานี

การสำรวจข้อมูลสำมะโนครัวในปี 1960 พื้นที่จังหวัดดังกล่าวแสงให้เห็นว่า ประชากรมุสลิม ในจังหวัดสตูลมีจำนวนร้อยละ 83 จังหวัดนราธิวาสมีจำนวน ร้อยละ 78  จังหวัดปัตตานีมีจำนวนร้อยละ 78  จังหวัดยะลามีจำนวนร้อยละ 61 และจังหวัดสงขลาประมาณร้อยละ 19 (น. 21)

การสำรวจข้อมูลสำมะโนครัวในปี 2000 จังหวัดสตูลมีสัดส่วนคนมุสลิมลดลงเหลือร้อยละ 68 ส่วนจังหวัดอื่น ๆ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จังหวัดนราธิวาสมีจำนวน ร้อยละ 82  จังหวัดปัตตานีมีจำนวนร้อยละ 81  จังหวัดยะลามีจำนวนร้อยละ 69 และจังหวัดสงขลาประมาณร้อยละ 23 (น.21)

ในเขตปาตานี มีความคล้ายคลึงด้านประชากร รวมถึงลักษณะทางศาสนา  จังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี ประกอบประชากรมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ที่มีลักษณะทางภาษาศาสตร์และสังคมคล้ายคลึงกับชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูในรัฐกลันตันของประเทศมาเลเซีย (น. 43)

Economy

ไม่มี

Social Organization

รัฐบาลไทยได้ติดตั้งสถาบันทางสังคม การเมือง และสถาบันระดับชาติ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ประจำชาติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตลอดอาณาบริเวณตอนใต้ของประเทศ เฉกเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ ด้วยการสร้างและใช้มาตรฐานความเป็น “ไทย” ผ่านภาษา ศาสนา และการศึกษา  การกลืนกลายทางชาติพันธุ์เช่นนี้ก่อให้เกิดแนวโน้มนำไปสู่ความขัดแย้งและการต่อต้าน (น. 25)

Political Organization

เมื่อปี 1909 เท่านั้นที่ จังหวัดที่มีประชากรมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ (Muslim-majority provinces: MMP) ถูกรวมเข้ากับประเทศไทยอย่างถาวร บางชุมชนสามารถรับเอาการเปลี่ยนผ่าน (transformation) และกระบวนผสมผสานทางวัฒนธรรมเข้าไว้ได้ง่ายดายกว่าบางชุมชน (น. 25)

เนื่องด้วยเหตุการไม่สงบบริเวณคาบสมุทร จังหวัดสตูลถูกรวมเข้าไว้ในเขตปาตานีของกลุ่มอิสลามปกครองตนและอิสรภาพ ในฐานะชุมชนมุสลิม เชื้อสายมลายู ดังที่ปรากฏหลักฐานเอกสารหลายครั้ง แม้ว่าจังหวัดสตูลจะมิได้มีความสัมพันธ์เชิงการปกครองในอดีตกับอีก 4จังหวัดใกล้เคียงก็ตาม และกลุ่มผู้ก่อการไม่สงบยังพยายามติดตั้งตนเองในพื้นที่จังหวัดสตูลเพื่อรวมเอาประชากรมุสลิมในจังหวัดสตูลเข้าไว้ในการต่อต้านรัฐบาลไทย แต่ไม่สำเร็จและถูกรายงานกิจกรรมดังกล่าวกับทางการโดยพลเมืองในจังหวัดสตูล ทำให้เกิดการระงับและผลักดันกลุ่มกิจกรรมไม่สงบได้ทันท่วงที (น. 26)

ตั้งแต่ปี 2007 รัฐบาลไทยส่งปฏิบัติการทางทหารเพื่อพยายามควบคุมความรุนแรงในภาคใต้ แม้ว่าจำนวนเฉลี่ยของการโจมตีของกลุ่มต่อต้านจะลดลง ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนั้นทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

Belief System

ไม่มี

Education and Socialization

พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1921)  บังคับให้เด็กนักเรียนต้องเรียนภาษาไทยเป็นระยะเวลา 4-5ปี ชาวมุสลิมมาเลย์จำนวนมากหวั่นเกรงต่อนโยบายนี้ที่บังคับใช้กับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งทำให้การศึกษาดั้งเดิมด้วยภาษาและระบบการศึกษาที่ผูกพันธ์อยู่กับศาสนาอิสลามในท้องถิ่นค่อย ๆ ลดลงไป

Health and Medicine

ไม่มี

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มี

Folklore

ไม่มี

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มี

Social Cultural and Identity Change

ไม่มี

Critic Issues

ไม่มี

Other Issues

ไม่มี

Google Map

https://www.google.com/maps/place/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B8%A5/@6.8152253,99.1269355,9z/data=!3m1!4b1!4m5!3m4!1s0x304c4d78c0023685:0x60fe563213a0b3fb!8m2!3d6.6238158!4d100.0673744

Map/Illustration

แผนที่
-  5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย (น. 23)
-  เขตการบริหารระดับจังหวัดของประเทศไทย (น. 24)
ภาพ
-  ธงรัฐปาตานี เริ่มใช้ช่วงศตวรรษที่ 18 (น. 55)

Text Analyst อุรินธา เฉลิมช่วง Date of Report 13 ก.ค. 2562
TAG ความรุนแรงเชิงชาติพันธุ์, ศาสนา, อิสลาม, ชุมชนชาติพันธุ์, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ประเทศไทย, ภาคใต้ของประเทศไทย, สตูล, ปัตตานี, นราธิวาส, ยะลา, สงขลา, เขตปาตานี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง